12 มีนาคม 2559

ภาวะลมแดด ร้อนจนอันตราย heat stroke

ภาวะลมแดด ร้อนจนอันตราย

Heat Stroke ภาวะร้อนเกินปกติ เข้ากับสภาพอากาศตอนนี้มากๆ กับเอลนิโนเดือนสุดท้าย หลายๆท่านคงเคยได้ยินเรื่องอันตรายจากความร้อนเกินไป วันนี้จะมาสรุปง่ายๆให้ฟังครับ
ร่างกายคนเราต้องใช้พลังงานในการสร้างอุณหภูมิกายให้คงที่และรับเอาความร้อนจากนอกร่างกายมาด้วยเช่น โดนแดดหรืออยู่ในภาวะที่อากาศร้อนมากๆ ในขณะเดียวกันก็มีการถ่ายเทความร้อนออกนอกตัว โดยกลไกหลักคือหัวใจปั๊มเลือดมากขึ้น ไปที่หลอดเลือดใต้ผิวหนังที่ขยายขนาด เอาความร้อนมาแผ่ออกนอกตัวและออกมาทางเหงื่อครับ ทั้งหมดควบคุมจากตัวรับอุณหภูมิที่ผิวหนังส่งข้อมูลให้สมองส่วน-ไฮโปทาลามัส-ส่งสัญญาณไปที่หัวใจและหลอดเลือด เพื่อทำการปรับอุณหภูมิกายให้คงที่ครับ (ยังกับเครื่องปรับอากาศเลยครับ) ดังนั้นถ้าเกิดสร้างความร้อนมากแล้วระบายไม่ทัน หรือ สร้างความร้อนปกติแต่ระบายไม่ได้ ความร้อนสะสมในตัวก็จะเพิ่มสูงจนอุณหภูมิกายสูงกว่า 41 องศาเซลเซียสครับ

สาเหตุที่เกิดมีมากมายนะครับ แต่ผมจะกล่าวถึงที่พบได้และมีโอกาสเกิดได้ก็แล้วกัน จากการสร้างความร้อนมากๆเช่น ออกกำลังกายหนักมากๆอย่างต่อเนื่อง, ได้รับความร้อนจัดจากภายนอก เช่น อยู่กลางแจ้งโดนแดดจัดนานๆ หรือมีคลื่นรังสีความร้อนในช่วงนั้น, จากภาวะที่กล้ามเนื้อกระตุกทั้งตัวพร้อมๆกันเช่น ชัก ได้รับยาพิษสตริกนิน โคเคน แอมแฟตามีน ยากระตุ้นระบบประสาท serotonin เช่นยาโรคซึมเศร้า, ภาวะบางอย่างเช่นติดเชื้อรุนแรง ไทรอยด์เป็นพิษ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้การระบายความร้อนบกพร่องเช่น ผิวหนังไหม้ ,ยากลุ่ม anticholinergic antihistamine ทำให้การหลั่งเหงื่อผิดปกติไป, หัวใจบีบตัวไม่ดี หรือ ไม่สามารถปรับตัวเพื่อลดอุณหภูมิได้ สมองปรับไม่ดี เช่นเด็กมากๆหรือแก่มากๆ, ขาดน้ำ เพราะน้ำเป็นตัวพาความร้อนออกจากร่างกาย

อาการที่จะเกิด ก็ชัดเจนดีนะครับ ตัวจะร้อนๆๆ ร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อสังเกตอันหนึ่งที่แยกจาก "ไข้" เพราะไข้คือมีสิ่งอื่นๆมาทำให้สมองเราปรับอุณหภูมิตัวเราให้สูงขึ้น สมองเราสั่งเราเองเช่นการติดเชื้อหรืออุบัติเหตุ แต่อุณหภูมิกายที่สูงดังที่เรากล่าวมาข้างต้นเกิดจากสิ่งอื่นมาสร้างความร้อนโดยที่ศูนย์ควบคุมของเราตอบสนองปกติ ข้อสังเกตนั้นคือ ไข้นั้นมักจะตัวร้อน สั่น เหงื่อไม่ออกตอนไข้ขึ้นแต่จะออกตอนไข้ลง แต่ heat stroke มักจะเหงื่อออกมากตั้งแต่แรกๆ ทั้งๆที่ขับเหงื่อออกซะอย่างนั้นยังขับความร้อนออกไม่ทันเลย
และพอร้อนมากๆสิ่งมี่เกิดคือ ซึม เพ้อ หัวใจปั๊มเลือดเร็วมากจนหัวใจวาย เลือดไม่พอทั้งๆที่ปั๊มแรงดีเพราะน้ำระเหยจากตัวไปหมดแล้ว (high output heart failure) ไตเริ่มขาดเลือดเริ่มไตวาย มีการกระตุ้นการแข็งตัวของเลือดไปอุดตันเส้นเลือดทั้งตัว (DIC) สุดท้ายจะเกิดระบบอวัยวะล้มเหลวทั้งตัวครับ

รักษาอย่างไร การรักษาหลักคือเอาความร้อนออกครับ ที่ใช้ตอนนี้คือให้ถอดเสื้อผ้าออกแล้วใช้น้ำเย็นละอองฝอยพ่นตัวครับ เหมือนท่านฉีดผ้าก่อนรีดคล้ายๆกัน ให้ละอองน้ำพาความร้อนออกไป อย่าใช้ผ้าโปะไว้ตลอดนะครับเพราะความร้อนจะพาออกไปไม่ได้ หลักการนี้สามรถใช้ลดไข้อื่นๆก็ได้คือใช้น้ำเช็ดแล้วซับแห้งซ้ำๆกันครับ ส่วนวิธีอื่นๆเคยมีการศึกษาแต่ว่าทำยากมาก คือ การจุ่มตัวลงในน้ำแข็ง การใส่สายจมูกเอาน้ำเย็นล้างท้อง การใส่สายหน้าท้องล้างท้อง ปัจจุบันจึงไม่ค่อยใช้นะครับ

ไม่ควรใช้ยาลดไข้ครับเพราะ ไม่ได้เป็น"ไข้" และอาจจะใช้ยามากเกินจนเกิดพิษได้ ส่วนยาอื่นๆยังไม่พิสูจน์ชัดเจนว่าได้ผลนะครับ โดยเฉพาะยาที่เชื่อกันว่าใช้ได้คือ dantrolene และอย่าลืมแก้ไขมูลเหตุที่ทำให้ร้อนด้วยนะครับ

ว่าไงหาย "ร้อน" กันบ้างไหมครับ

11 มีนาคม 2559

การตรวจเลือดและการใช้ยารักษาไวรัสตับอักเสบบี

การตรวจเลือดและการใช้ยารักษาไวรัสตับอักเสบบี

มีแฟนเพจท่านหนึ่ง ถามเรื่องผลเลือดและการรักษาไวรัสตับอักเสบบี เป็นเรื่องที่ยากมากนะครับ เนื่องจากรายละเอียดปลีกย่อยค่อนข้างมาก เพียงแต่เพจของเรานั้นทุกคนทุกระดับต้องเข้าใจได้ ผมจึงขอปรับเนื้อหาสักเล็กน้อยให้ง่ายและเป็นภาษาชาวบ้านครับ ส่วนเชิงลึกคงต้องหลังไมค์ครับ
  เริ่มกันที่ผลเลือดก่อน ว่ากันตามจริงก็เจาะให้มากที่สุดเท่าที่สตางค์ท่านจะอำนวยครับ แต่ว่าถ้าจะเอาจำเป็น ง่ายๆก็ดูตัวแรกก่อนครับ HBsAg คือตัวเชื้อไวรัสเอง (จริงเป็นประมาณเปลือกนอกมันน่ะครับ) ว่าขณะนี้มีการติดเชื้อหรือเปล่า ถ้าไม่มีอาจเกิดจากไม่เคยติดมาก่อน หรือเคยติดแล้วหายแล้ว หรือเคยได้วัคซีน  แต่ถ้าพบก็มีการติดเชื้อครับอาจจะเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ได้  ต่อมาก็ตัวที่สอง HBeAg ประมาณว่าตรวจดูว่าเชื้อไวรัสหนุ่มรุ่นกระทงที่สามารถสืบลูกลืบหลานได้มันมากไหม ถ้าผลเป็นบวกคือเชื้อมากออกลูกได้มาก ยังไม่น่ากลายพันธุ์แต่ถ้าเป็นลบก็หมายว่าเชื้อน้อย แบ่งตัวเรื่อยๆไม่เร็ว แต่ไม่ค่อยหยุดเนื่องจากกลายพันธุ์ไปแล้ว โดยทั่วไป HBeAg นี่จะเอาไว้ตรวจขยายความเมื่อ HBsAg ผลเป็นบวกเสียก่อน

  ต่อมาคือตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ anti HBs anitbody ทั่วไปมันจะขึ้นเมื่อกำจัดเชื้อได้คือเจ้า HBsAg หายไปหมดแล้ว หมายถึงเรามีภูมิแล้วล่ะ จะเกิดจากเป็นแล้วหายจึงเกิดภูมิหรือเกิดจากการฉีดวัคซีนก็แล้วแต่ ถ้าเป็นลบคือไม่มีภูมิและตอนนี้ก็ยังไม่มีเชื้อ HBsAg ก็ควรรับวัคซีนครับโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ข้อพิเศษคือเจ้าภูมิคุ้มกันนี้สามารถป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ได้ดีและอยู่กับเราไปตลอดชีวิตครับ สำหรับภูมิคุ้มกันตัวต่อไปคือ anti HBe antibody ก็จะขึ้นเมื่อหายจากโรค หายจากการติดเชื้อหรือการติดเชื้อสงบลงแต่โรคดำเนินไปช้าๆจนเชื้อกลายพันธุ์ (ไม่พบ HBeAg จะมีanti HBe antibody ขึ้นได้) และใช้ดูการตอบสนองต่อการรักษา  เริ่มงงแล้วสิสรุปดูว่าโรคสงบหรือเปล่า กลายพันธุ์หรือยัง
   ผลเลือดต่อมาที่มักตรวจคือ HBV DNA viral load คือวัดปริมาณไวรัสครับต่อเลือดหนึ่งซีซี ใช้บ่งชี้การรักษาและติดตามการรักษาว่าให้ยาไปแล้วไวรัสลดลงไหม ถูกกดได้ไหม

โดยทั่วไปก็รักษาเมื่อพบเชื้อ เชื้อมากพอ และมีการอักเสบของตับเรื้อรัง อีกประเด็นคือมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งตับหรือตับแข็งสูงครับ รายละเอียดนี้คงต้องปรึกษาอายุแพทย์ใกล้บ้านครับ ส่วน HBcAg และ anti HBc antibody บ่งบอกการติดเชื้อเฉียบพลันระยะต้นๆและภูมิคุ้มกันต่อโรคอันเกิดจากการติดเชื้อไม่ใช่จากวัคซีน  สองตัวนี้ท่านอาจไม่ค่อยได้ตรวจผมจะยกให้หมอที่สั่งตรวจท่านแปลให้ท่านฟังเองครับ ถ้าเราเข้าใจไม่ดีพออาจจะแปลผิดพลาดได้นะครับ


ต่อมามาดูยากันบ้าง ผมจะสรุปแบบผมเองนะครับ ยามีสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือยาฉีดเพื่อไปโมดิฟายภูมิคุ้มกันตัวเอง เหมือนใส่ผักโขมให้ป็อปอายประมาณนั้น ภูมิคุมกันตัวเองก็จะไปไล่ล่าเชื้อเอง มักใช้ในอายุไม่มาก ภูมิคุ้มกันยังดีอยู่ (คือการอักเสบจะมากครับ) คือยา interferon alpha ฉีดสัปดาห์ละสามครั้ง ยาวนานหกเดือน  ส่วนของใหม่คือ PEG-interferon alpha ฉีดสัปดาห์ละครั้งยาวนาน 1 ปี  ต้องระวังในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันตัวเองนะครับ เพราะอาจไปกระตุ้นภูมิตัวเองจนเกิดโรคได้  อัตราการตอบสนองถือว่าดี
  ส่วนยาอีกกลุ่ม คือ ยากินเพื่อไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโดยตรง ไม่ได้มายุ่งอะไรกับภูมิคุ้มกันของเรา แบบนี้บางทีเชื้อมันปรับตัวทำให้ดื้อยาได้ครับ ยากินนั้นใช้ได้กับทุกกลุ่มอายุ อักเสบมากหรือน้อย ตับจะแข็งหรือไม่ก็ใช้ได้ แข็งมากแข็งน้อยก็เลือกใช้ได้ (ตับนะครับ..ตับ) ก็จะมียาที่ไม่ค่อยเหนี่ยวนำการดื้อยา เช่น tenofovir หรือ entecavir  ส่วนยาที่เหลือก็อาจเหนี่ยวนำการดื้อยาได้เช่น lamivudine, telbivudine โดยการกินยานั้นมักจะต้องกินนานและติดตามผลข้างเคียงของการใช้ยาอยู่เสมอๆครับ  ถึงแม้ตับแข็งการใช้ยาลดปริมาณไวรัสลงก็ยังเกิดประโยชน์นะครับ ลดการเกิดมะเร็งตับลงได้  ส่วนการเลือกใช้ยาอะไรนั้นจะไม่ลงในรายละเอียดนะครับ

อันนี้ ลิงค์เดิมที่เคยเขียนเมื่อต้นปีครับ https://www.facebook.com/medicine4l...

ที่มา : thai HBV,HCV guideline 2015
          harrison 19th

10 มีนาคม 2559

ความจริงเรื่อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ความจริงเรื่อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

แฉความจริงอีกเรื่อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หนึ่งในอาหารที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจเลย เราเคยทราบว่ากินแล้วไม่ค่อยดีนะ ผมลองหาข้อมูลดู อ้าว..เป็นเรื่องราวทางอายุรศาสตร์ที่น่าสนใจ มาฟังกันเลยครับ
เริ่มเรื่องก่อน เรามาดูข้อมูลทางโภชนาการของบะหมี่ซองกันก่อน ดูเทียบกันหลายๆแบรนด์แล้วพอๆกัน ที่สำคัญตัวที่เอามาอ้างอิงในเว็บไซต์ทางโภชนาการใช้แบรนด์มาม่าซะด้วย ข้อมูลตรงกับข้างซองจริงนะครับ มาม่าหมูสับหนึ่งซองให้พลังงาน 280 แคลอรี่ พลังงานเกือบทั้งหมดมาจากไขมันอิ่มตัวครับที่เป็นไขมันตัวร้ายเลย ไขมันอิ่มตัว 25% ปกติไม่ควรเกิน 7-10% นะครับ โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก เกลือ 1.32 กรัมเกือบครึ่งของที่ต้องการในแต่ละวัน ถ้าคุณกินบะหมี่ซองอย่างเดียวเลี้ยงชีพ คุณต้องกิน 5-6 ซองต่อวันซึ่งจะได้โปรตีนแค่ 40 กรัม ต่ำกว่าที่คุณควรได้รับครึ่งหนึ่ง

เอาล่ะสรุปว่าไม่ใช่ไม่ดี แต่ว่ามีสารอาหารไม่ครบและไขมันสูง เพราะบางครั้งเราต้องใช้ในช่วงปลายเดือนครับ อย่างที่เขาแนะนำควรใส่หมูใส่ไก่ใส่ไข่ใส่ผัก เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ (ถ้ามีตังค์ใส่หมูไก่ไข่ผัก ก็คงไม่ต้องมาโซ้ยบะหมี่ซอง..จริงไหม) แล้วกินเข้าไปแล้วมันเกิดโทษจริงๆหรือเปล่า
PubMed รวบรวมคำค้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 26 คำค้นแต่มีวารสารนี้ที่ผมว่าตรงใจผมมากสุด มีคนทำการศึกษาผลของอาหารฟาสต์ทั้งหลาย รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่าส่งผลก็โรคอ้วนลงพุงและโรคหัวใจหรือไม่ คืองี้..ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเขาทำการศึกษากับร่วมประเทศเกาหลีใต้ ทำไมต้องเกาหลีน่ะหรือเพราะว่าปี 2554 ประเทศเกาหลีบริโภคบะหมี่ซอง 3400 ล้านซอง เป็นอันดับหนึ่งของโลก (ครั้งหน้าท่านไปเกาหลี อย่าลืมไปซื้อบะหมี่ซองกินนะครับ) และครองแชมป์มาหลายสมัย

การศึกษานี้สอบถามและติดตามเรื่องสุขภาพและภาวะโภชนาการของคนเกาหลีที่ยังสุขภาพดี การศึกษาดี มีสตางค์พอควร ว่าระหว่างกินอาหารดีๆตามคำแนะนำอาหารกับพวกที่กินบะหมี่ซอง ฟาสต์ฟู้ด แอ็คโอนัลด์ ว่าโอกาสเกิดโรคเป็นอย่างไร
--รายละเอียดเต็มและการวิเคราะห์เชิงสถิติไปหาอ่านเองนะครับ J. Nutr. 144: 1247–1255, 2014 --
ผลปรากฏว่าเฉลี่ยเขากินบะหมี่ซอง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์นะครับผู้ชายชอบกินมากกว่า หรือเพราะทำกับข้าวไม่เป็นก็ไม่รู้ และก็พบว่าการกินบะหมี่ซองแบบนี้นั้นเพิ่มความชุกของการเกิดโรคอ้วนลงพุง และเพิ่มความชุกของการเกิดเส้นรอบเอวมากขึ้น แต่ว่าความเป็นจริงนี้จะชัดเจนมากในสุภาพสตรีครับ (ทั้งๆที่โดยรวมกินน้อยกว่าผู้ชายด้วยนะครับ) แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มโอกาสการเกิด ไขมัน LDL สูง ไตรกลีเซอไรด์สูง และไขมัน HDL ก็จะลดต่ำลง และความจริงอันนี้ก็สวนทางอย่างชัดเจนกับอาหารดีๆ ไฟเบอร์มากๆ กินผักกินปลา ซึ่งเมื่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้มากขึ้น โอกาสจะเกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจก็จะเพิ่มตามไปด้วยครับ

โดยว่าบะหมี่ซองอย่างเดียวก็เสี่ยงเพิ่ม แล้วถ้านับรวม เฟรนช์ฟรายสุดหอมกรอบ แฮมเบอร์เกอร์ชีสหนานุ่มชุ่มซอส พิซซ่าขอบชีสแป้งบางโรยมายองเนส ก็จะยิ่งเสี่ยงเพิ่มไปอีกครับ แถมในเกาหลีใต้นั้นบะหมี่ซองเป็นแหล่งพลังงานอันดับสองรองจากข้าว และแหล่งไขมันอันดับสามรองจากหมูและน้ำมันถั่วเหลือง ถ้าการศึกษานี้ส่งผลต่อนโยบายการจัดการบะหมี่ซองของเกาหลีล่ะก็อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลยนะครับ หรือเขาจะมีการ "จำนำบะหมี่ซอง" "ประกันราคาบะหมี่ซอง" หรือเปล่า

ผลการศึกษานี้ก็ใช้อ้างอิงถึงผลของบะหมี่ซองโดยทั่วไปครับ อ้อ..การศึกษานี้ภายใต้ทุนของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของเกาหลีครับ ไม่มีผลประโยชน์ทางการค้าทับซ้อนอยู่ ครั้งหน้าถ้าท่านคิดจะกินบะหมี่ซอง ผมขอให้ทบทวนดูอีกสักรอบครับ

08 มีนาคม 2559

ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเนื้องอกสมอง

ปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเนื้องอกสมอง

ยังกับเรื่องจริงผ่านจอนะครับ เผยความจริงรายวัน วันนี้กับปัญหาโทรศัพท์เคลื่อนที่กับเนื้องอกสมองครับ เรื่องนี้หลายท่านอาจทราบแล้ว แต่ผมเพิ่งได้หาข้อมูลจริงๆจังๆสองวันนี้เองครับ
ปูพื้นกันก่อนครับ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่กระจายได้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบ่งเป็นสองแบบนะครับคือ แบบแตกตัวเป็นประจุ กับ ไม่แตกตัว ( ionised และ non-ionised) คลื่นโทรศัพท์ที่เราสนใจอยู่นี้เป็นคลื่นไม่แตกตัว ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานต่ำ ความถี่ต่ำ ด้วยความที่มันพลังงานต่ำนี้มันไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนโครงสร้าง DNA สารพันธุกรรมของคนได้ ดังนั้นโอกาสทำให้เกิดมะเร็งจึงน้อยมากๆครับ แต่นี่คือข้อมูลโทรศัพท์สมัยก่อนนะครับ ไม่ใช่ iphone 6s ไม่ใช่ galaxy 7 ซึ่งตรงนี้เรายังไม่มีข้อมูล ว่ากันตามทฤษฎีจึงไม่น่ากลัว มากสุดก็แค่ "ร้อนหู"

ประกาศของ International Agency for Research of Cancer ที่ใช้ข้อมูลของการศึกษาหลักๆ 3 การศึกษา ( InterPhone, DANISH, Million Women) ที่ประกาศเป็นสากลว่า คลื่นโทรศัพท์มือถือนี้ อาจจะ เป็นความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกสมองได้ ที่บอกว่าเป็นแค่อาจจะก็เพราะทั้งสามการศึกษานี้เป็นการศึกษาที่ผลออกมาว่า โดยรวมแล้วไม่พบความเกี่ยวพันกันของเนื้องอกสมองและการใช้โทรศัพท์ มีในบางรายที่พบว่าโอกาสเกิดเนื้องอก Gliomas จากการศึกษา InterPhone และพบเนื้องอก Acoustic Neuroma ในการศึกษา Million Women ซึ่งโอกาสก็เล็กน้อยมาก รายละเอียดนั้นถ้าใครสนใจไปหาอ่านเอาได้นะครับ
ทางการแพทย์นั้นผมว่าพอเชื่อได้ (Million Women เป็น prospective cohort ขนาด 790000 คน ส่วน InterPhone เป็น case-control) กลุ่มประชากร 800,000 นี่ยังไม่ถึง 15 % ของผู้ใช้มือถือทั้งโลกเลย

CNN เขาลงอธิบายการศึกษาทั้งสาม เป็นภาษาหมอและนักระบาด พระเจ้าจอร์จ !!! เมืองนอกเขาพูดการทดลองทางการแพทย์กันใน CNN แล้ว และยังรออีกการศึกษาที่ยังไม่เสร็จสิ้นคือ COSMOS study ที่จะบอกอัตราเสี่ยงและกลุ่มเสี่ยงได้ละเอียดขึ้น
คำแนะนำปัจจุบันก็ไม่ต้องตื่นตกใจเกินไปในตอนนี้ครับ ต้องรอการค้นคว้าต่อไป ระหว่างรอก็มีคำแนะนำจาก WHO อ้างอิงตาม IARC ข้างต้นในปี 2011 ว่า ใช้โทรศัพท์ให้สั้นที่สุด และเด็กๆก็ควรใช้ให้น้อยที่สุด
เนื่องจากคลื่นโทรศัพท์นี้มันจะส่งผลกับเนื้อเยื่อที่ใกล้ชิดกับเสาส่งเท่านั้น (จริงๆสามารถบอกได้นะครับแต่ละเครื่องว่า ส่งผลมากน้อย จากค่า SAR specific absorption rate)
การพิมพ์ การส่ง messenger หรือการใช้อุปกรณ์ Handfree ไม่ว่าจะมีสายหรือไร้สายจะปลอดภัยกว่าครับ ช่วยลดอุบัติเหตุด้วยครับ

ที่สำคัญการติดตามเพจนี้ทางเครื่องมือถือ หรือ tablet ไม่เกิดมะเร็งแน่นอนครับ

บทความที่ได้รับความนิยม