21 เมษายน 2565

การรักษาโซเดียมในเลือดต่ำ แบบอาการรุนแรง : สิ่งที่เปลี่ยนไป

 การรักษาโซเดียมในเลือดต่ำ แบบอาการรุนแรง : สิ่งที่เปลี่ยนไป

สมดุลโซเดียมและภาวะโซเดียมในเลือดต่ำนั้น เป็นภาวะที่ซับซ้อน มีหลายกลไกมาร่วมกัน การรักษาต้องคิดหลายปัจจัยและรักษาตามเหตุต่าง ๆ ส่วนการเติมโซเดียมในเลือด เพื่อให้ระดับโซเดียมในเลือดขึ้นถึงภาวะปลอดภัย เราจะใช้วิธีนี้ต่อเมื่อมีอาการรุนแรงจากโซเดียมต่ำ เช่น ซึม สับสน ชักเกร็ง หรือมีการลดลงของโซเดียมจนอาจเกิดอันตรายในผู้ป่วยที่มีโอกาสบางกลุ่ม

ทำไมเราไม่เติมโซเดียมทุกคน ก็มีสองเหตุครับ อย่างแรกที่บอกไป สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากการขาดโซเดียม ซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้เกิดจากการขาดโซเดียม แต่เกิดจากสมดุลของน้ำที่ผิดปกติ การเติมโซเดียมจึงไม่แก้ไขสาเหตุ ใช้เพียงบรรเทาอาการที่รุนแรงในช่วงที่ต่ำมากเท่านั้น

อย่างที่สอง ถ้าเราเพิ่มโซเดียมในเลือดเร็วเกินไป (10-12 mmol/L/day) จะเกิดความเสียหายถาวรกับสมองได้เรียกว่าภาวะ osmotic demyelination syndrome ทำให้สารละลายโซเดียมเข้มข้นสูง ถือเป็นยาอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังตลอด

การพัฒนาการรักษาปัจจุบันจึงหาวิธีที่จะเพิ่มโซเดียมในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอย่างปลอดภัย ไม่เพิ่มเร็วเกินไป เมื่อสองปีก่อนมีการศึกษาชื่อว่า SALSA เปรียบเทียบการรักษาเพื่อเพิ่มระดับโซเดียมอย่างปลอดภัย ไม่เพิ่มเร็วเกินไป พบว่าการให้สารละลายโซเดียมเข้มข้น 3% แบบให้เร็ว ๆ ช่วงสั้น ๆ มีโอกาสที่โซเดียมจะเพิ่มเกินกำหนด “ได้น้อยกว่า” ให้ทีละน้อยตลอดวันที่เป็นวิธีเดิมที่ใช้กัน

ปีนี้มีหลายองค์กรวิชาการที่ปรับเปลี่ยนการรักษาโซเดียมต่ำแบบมีอาการรุนแรง จากการให้สารละลาย 3% NaCl แบบช้า ๆ มาเป็นให้ 3% NaCl 150 mL ในเวลา 20 นาที จำนวนสามครั้ง ในระหว่างครั้งก็ตรวจสอบระดับโซเดียมที่ขึ้น ว่าถึงกำหนดหรือยังและอาการดีขึ้นหรือยัง หากขึ้นถึง 5 mmol ในชั่วโมงแรก ก็ให้หยุดการรักษาด้วยสารละลายโซเดียมเข้มข้นได้ และค่อย ๆ ให้สารละลายแบบช้าและปริมาณเพิ่มเติมอีกไม่มากแทน

ด้วยหลักฐานว่าวิธีนี้ช่วยลดโอกาสเพิ่มโซเดียมเร็วเกินไป และแก้ไขโซเดียมต่ำแบบมีอาการได้ดีพอกับวิธีเดิม แต่การจะใช้วิธีนี้ได้ ไม่ใช่แค่อ่านตำราหรืออ่านการศึกษาแล้วทำได้เลย ต้องคิดถึงข้อจำกัดด้วย

ข้อจำกัดที่สำคัญคือ จะต้องตรวจสอบระดับโซเดียมได้เร็วพอ เพราะเราต้องปรับและคิดทบทวนทุก 20 นาที ถ้าส่งเลือดแล้วใช้เวลากว่า 90 นาทีจึงจะทราบผล อันนี้ก็อย่าใช้เพราะจะปรับไม่ทัน ออกมาก็เกินอีก ข้อจำกัดอื่นคือ ทรัพยากรของสถานพยาบาล การรักษาด้วยวิธีใหม่นี้ ต้องมีคนเฝ้าอาการตลอด อย่างน้อยก็ภายใน 60 นาทีเพื่อควบคุมการให้ยา สังเกตอาการใกล้ชิด สามารถส่งต่อรักษาด้วยการฟอกเลือดได้ทันหากเกิดปัญหารุนแรง

หากเราฝืนทำ หรือใช้การรักษาแบบใหม่ตามแนวทางใหม่โดยไม่พร้อม อาจเกิดปัญหาต่อคนไข้ และปัญหายุ่งยากด้านมาตรฐานวิชาชีพตามมา การเลือกใช้วิธีเดิมที่เราคุ้นมือและมีความพร้อม น่าจะปลอดภัยกว่า (อย่าลืมว่าในการศึกษาทดลอง เขาเตรียมความพร้อมไว้ทุกด้านนะครับ)

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในโลกวิชาการเร็วมากและเรารับรู้ได้เร็ว แต่การจะนำมาใช้ ต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนเสมอ อย่าลืมคติพจน์ข้อแรกทางการแพทย์นะครับ “Do No Harm”

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

20 เมษายน 2565

กลืนติด กลืนลำบาก

 กลืนติด กลืนลำบาก

ปัญหาอาการกลืนติด พบได้พอสมควรและสามารถให้การวินิจฉัยเบื้องต้นและแยกโรคเบื้องต้นได้โดยการซักประวัติและการตรวจร่างกาย

กลืนติดกลืนลำบาก (dysphagia) อธิบายได้คือ กลืนอาหารลงไปแล้วรู้สึกมันไม่ลงท้อง ต้องใช้แรงพยายามกลืนหลายครั้ง หรือบางทีพยายามเท่าไรก็กลืนไม่ลง ที่ลงไปได้ก็เพียงบางส่วน ส่วนที่ไม่ลงจะขย้อนกลับออกมา เรามีวิธีคิดแยกโรคด้วยอาการแบบนี้หลายแบบ

แต่ที่ผมใช้เพราะเห็นว่าง่ายดี ประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็สังเกตได้ แบ่งแบบนี้ครับ

1. ค่อย ๆ กลืนติดจากของแข็งก่อน เช่น ขนมปัง ผลไม้ ข้าว แล้วค่อย ๆ ติดมากขึ้นมาเป็นอาหารเหลวเช่นข้าวต้ม โจ๊ก ต่อมาจะติดแม้แต่ของเหลว น้ำดื่ม ลักษณะค่อยเป็นค่อยไปเรื่อย ๆ แบบนี้ เราจะสงสัยการอุดตันเชิงกล จากมีสิ่งใดไปอุดตันในท่อหลอดอาหาร เช่น เยื่อพังผืด ก้อนเนื้อ (โดยเฉพาะมะเร็ง) รอยโรคที่เกิดจะอยู่ที่คอหอยหรือหลอดอาหารเป็นหลัก เพาะหากผ่านสองจุดนี้เข้าสู่กระเพาะที่เป็นถุงเก็บอาหาร จะมีปริมาตรมากและขยายขนาดได้ดี จึงไม่ค่อยติดครับ

2. การติดเป็นทั้งของแข็งและของเหลว ไม่ค่อยเป็นค่อยไป อาจจะเป็นพร้อมกัน หรือเป็น ๆ หาย ๆ สลับกันของแข็งและของเหลวก็ได้ ลักษณะแบบนี้เราจะสงสัยว่าการควบคุมการทำงานของระบบการกลืนผิดปกติ โดยเฉพาะจากระบบประสาทที่ควบคุม เช่น เส้นประสาทสมองผิดปกติ ปมประสาทที่หลอดอาหารผิดปกติ อัมพาต โรคกล้ามเนื้อและสารสื่อประสาทเช่น มัยแอสธีเนีย กราวิส

3. การติดเป็นเพียงความรู้สึก ติด ๆ ขัด ๆ ภาษาอีสานเรียก มีอะไรมา "อ้อล่อ" ที่ลำคอ แต่ไม่มีอาหารที่กลืนไม่ลงแต่อย่างใด จะบอกข้อนี้ได้ต้องแยกสองข้อแรกไปก่อน มักจะพบได้จากโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคของหลอดอาหาร เช่น กรดไหลย้อน หรือบางทีเป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ไม่เป็นโรคที่เรียกว่า globus sensation

จะเห็นว่าทั้งสามข้อเกิดจากกลไกที่แตกต่างกัน สมมติฐานของโรคต่างกัน และการวางแผนการตรวจรักษาก็ต่างกัน เช่นถ้าอุดตันเชิงกล เราอาจต้องส่องกล้องหลอดอาหาร หรือกลืนแป้งทึบรังสีแล้วถ่ายภาพ หากเป็นการติดจากระบบประสาท ต้องตรวจความดันของหลอดอาหาร คู่กับกระแสไฟฟ้าของหลอดอาหาร หรือตรวจหาโรคระบบประสาทที่สงสัย

ลักษณะสำคัญที่น่าจะบอกว่าเป็นโรคกลืนติดจริงคือ ผู้ป่วยจะผอมลงมาก เนื่องจากกินได้น้อยลง ตรวจพบลักษณะของการขาดน้ำและสารอาหาร หลายครั้งมาโรงพยาบาลเพราะสำลักอาหารลงปอด หรือ อาเจียนมากซึ่งเป็นผลจากการกลืนติดนี่เอง

จากภาพเป็นการกลืนสารทึบรังสีแบเรี่ยม ในสุภาพบุรุษสูงวัยท่านนี้มีปัญหากลืนติด เริ่มจากข้าว ข้าวต้ม และสามวันมานี้กลืนน้ำก็ติด ต้องกระโดดเขย่าตัวให้อาหารลงท้อง เมื่อกลืนติดแล้วจะอาเจียนออกมาหมด ทำให้ผอมลงเร็วมาก

ตรวจร่างกายพบผอมและขาดน้ำ ภาพถ่ายรังสีพบ สารทึบรังสีมาท้นที่ส่วนต้น ทางเดินแคบลงตรงกลางและมาขยายออกในช่วงล่าง แสดงถึงมีการตีบแคบในท่อหลอดอาหารส่วนกลาง

สรุปการวินิจฉัยเป็นมะเร็งหลอดอาหาร ความเสี่ยงสำคัญคือ การดื่มเหล้าครับ

อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

18 เมษายน 2565

คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (3) : สิ่งที่ควรจะทำ

 คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (3) : สิ่งที่ควรจะทำ ตอนจบในซีรี่ส์นี้ สิ่งที่คำแนะนำและวารสารเขียนไว้มีนิดเดียวครับ แต่ผมหยิบมาขยายความให้คุณเข้าใจว่า หากคุณคิดจะตรวจ คุณต้องพร้อมจะรับมือ

1.ปรับทัศนคติ ว่าการตรวจสุขภาพและวางแผนสุขภาพ คือ จุดเริ่มของการปรับตัวและจุดตรวจสอบแผนการของเราว่ายังเป็นไปตามแผน พร้อมจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงกับผลการตรวจนั้นหรือไม่ ไม่ใช่ตรวจเพื่อสบายใจ ไม่ใช่ตรวจเพื่อกังวลใจ ไม่ใช่ตรวจเพราะใครบังคับ (ความจริงคุณอาจถูกบังคับตรวจ แต่ไม่มีใครมาบังคับทัศนคติคุณได้) หรือตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคที่ไปหาหมอหลายคน แล้วไม่มีการตรวจแบบที่เราต้องการ
2.ตรวจแล้วต้องเปลี่ยนแปลง หรือย้ำความสำคัญของสิ่งที่ทำดีแล้วให้ทำต่อไป ถ้าตรวจแล้วจะไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่เตรียมตัวพร้อมใจ ก็อย่าตรวจเลย ตัวอย่างสำคัญคือ ตรวจน้ำหนักตัว ตรวจไขมัน แต่ไม่มีการปฏิบัติตัวที่เปลี่ยนไปเลย ตรวจอีกสิบครั้งสิบปี ก็ไม่เกิดผลใด
3.มีคุณหมอที่เข้าใจและมีเวลาให้คุณเป็นคนออกแบบและปรึกษา ตรงนี้สำคัญมากนะครับ หลายคำแนะนำกล่าวตรงกัน มันหมดยุค this set for all แต่เป็น tailor-made ถ้าเรามีระบบเวชศาสตร์ครอบครัวที่แข็งแกร่ง เราจะมีคุณหมอคนนั้น แต่ของเราไม่เป็นแบบนั้น จะแค่ซักประวัติเพื่อวินิจฉัยยังไม่มีเวลาเลย จะหาที่มานั่งคุยปรึกษาออกแบบยากมากครับ บางคำแนะนำบอกเลยว่าถ้าคุณยังไม่มีคุณหมอคู่ใจคนนี้ ก็ยังไม่ควรตรวจสุขภาพ
ข้อดีคือ ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ทำลายกำแพงหมอและผู้ต้องการปรึกษาหมอ เรามีบริการ wellness มากขึ้น (ที่ค่าตรวจและค่าบริการยังสูงมาก)
4.เลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมเสมอ จริงอยู่ว่าวิธีในปัจจุบันก็ตรวจจับได้พอควร แต่พอควรนั้นเกิดจากปริมาณการตรวจเยอะมหาศาล มองในภาพรวมจะไม่คุ้มค่า ในทางตรงกันข้ามจะเกิดผลอันตรายอย่างยิ่งสองประการหากเลือกวิธีไม่เหมาะหรือแปลไม่เป็น
4.1ไม่รับการตรวจเพิ่มเติมอันไม่จำเป็นมากขึ้น เสียเงิน เสียเวลา บางครั้งเป็นการตรวจที่รุกล้ำและเสี่ยงผลข้างเคียงมากขึ้น ทั้งที่ไม่จำเป็น
4.2เข้าใจผิดว่าไม่เกิดโรคหรือตัวเองสมบูรณ์แข็งแรงมาก หากผลตรวจออกมาปรกติ (โปรดอย่าลืมว่ารูปแบบการตรวจไม่ได้ถูกดีไซน์มาตอบคำถามและออกแบบสุขภาพของคุณ) เกิดความประมาทในชีวิตขึ้นทันที
5.ต้องไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายมากเกินไป ในงานบริการภาครัฐก็มีบริการตรวจสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพอยู่พอควร ซึ่งยังไม่ถึงขั้นเพียงพอ หากต้องการมากกว่า 'พอสมควร' ต้องจ่ายเอง การออกแบบที่ดีในข้อ 1-4 จะช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ แต่หากภาวะการเงินตึงตัวมาก ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพและ wellness ควรจะนำไปใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์แน่ ๆ เช่น การจัดอาหารที่เหมาะสม หรือลงทุนซื้อรองเท้าเพื่อวิ่งสักคู่ หรือ ซื้อวัคซีนฉีด
การตรวจและออกแบบสุขภาพที่เหมาะสม มันคุ้มค่าจริง หากไม่กระทบกระเทือนภาวะการเงินมากไป (ภาวะการเงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยการออกแบบการตรวจให้คุ้มค่าด้วย)
หวังว่าอนาคตเราจะมีบริการเพื่อ health and wellness มากกว่า การรักษาและฟื้นฟู ที่เข้าถึงได้ง่าย ราราไม่แพง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากภาครัฐ (ผมเชียร์การร่วมจ่ายนะ มันดูมีคุณค่ามากกว่า แต่ควรมีกฏเกณฑ์ที่ไม่ลำบากเกินไป)
จบซีรี่ส์คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ น่าจะทำให้พวกคุณ เข้าใจเรื่องการตรวจสุขภาพ วางแผนอนาคตทางสุขภาพ ว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เราคุ้นชินและรู้จักกัน เพื่อตัดสินใจวางแผนตัวเองและคนที่คุณรัก
ปล. สำหรับข้อสาม รู้สึกยังมีหมอคนนึง พร้อมจะเป็นที่ปรึกษา…และเป็นคู่ใจตลอดไป..อยู่นะครับ เขามีฉายาว่า 'เรื่องโอนเร็วอย่างเซียน เรื่องปอกทุเรียนเร็วถึงใจ' เป็นแอดมินเพจสักเพจนี่แหละ ลองติดต่อเขาได้ครับ
อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป

17 เมษายน 2565

คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (2) : สิ่งที่น่าจะเกิด ตอนที่สามของหัวข้อ

 คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (2) : สิ่งที่น่าจะเกิด ตอนที่สามของหัวข้อ

6.ส่งตรวจเลือดประเมินตามความเสี่ยง มีคำถามมากมายว่าชุดการตรวจเลือดชุดใหญ่ที่จัดเป็นชุดขายตรวจสุขภาพ มันคัดกรองได้ครบหรือ และมันไวมากพอที่จะตรวจจับความผิดปกติหรือไม่ หรือเราควรยกเลิก one test for all แบบนี้แล้วออกแบบการตรวจคัดกรองและวางแผนแบบเฉพาะตัว
การใช้ชุดตรวจปัจจุบัน มีความง่าย ค่าใช้จ่ายต้นทุนไม่สูง บอกค่าความผิดปกติได้พอสมควร มีบางการทดสอบที่สามารถบอกความผิดปกติที่ควรสืบค้นต่อได้ เช่น การตรวจหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอีกเสบบี
คำตอบที่เหมาะสมในปัจจุบันคือ มีการเจาะเลือดตรวจพื้นฐานในบางส่วน ไม่ใช่ครบทุกหัวข้อแล็บแล้วมากางแปลผลรายตัว พื้นฐานเช่น การตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจระดับน้ำตาลหลังอดอาหารเพื่อคัดกรองเบาหวาน
และใช้การตรวจเลือดตามความเสี่ยงการเกิดโรค เช่น ถ้าเราน้ำหนักเกินและมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในเครือญาติชัดเจน ก็ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือด (และเอาไปคำนวณความเสี่ยงการเกิดโรคด้วย) หรือหากประวัติมีคนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนวัยอันควรหลายคน และหมอสงสัยเป็นโรคไขมันสูงทางพันธุกรรม นอกจากการตรวจวัดไขมันตามปรกติ อาจจะต้องตรวจหายีน LDLr ที่ผิดปกติ เพื่อออกแบบการดูแลรักษาไขมันที่แม่นยำขึ้น
จะออกแบบได้ ต้องผ่านการศึกษาเรียนรู้ประวัติส่วนตัวของผู้เข้ารับการตรวจมาพอสมควร คุณหมอที่จะออกแบบการตรวจต้องเข้าใจถึงหลักการการคัดกรอง ความไวความจำเพาะของการทดสอบด้วย การส่งตรวจชุดตรวจเดียวกันทุกคนแล้วมาแปลผล จึงอาจใช้คัดกรองและออกแบบได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้นครับ
7.การทดสอบอื่น ๆ ตามสถานการณ์ อายุ ของผู้เข้ารับการตรวจ การตรวจแบบนี้ไม่สามารถจัดชุดตรวจอายุมากกว่า 35 ปี มาตรวจเหมือนกันทุกคนและทุกกลุ่มอายุทุกปีได้แน่ ๆ เพราะชีวิตคนมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอด
เช่น หากเป็นคู่แต่งงานที่ตั้งใจจะสร้างครอบครัว อาจจะต้องเข้ารับการประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไวมากพอ เช่นการตรวจซิฟิลิส ตรวจหาไวรัสเอชไอวี การตรวจหาโปรตีนและยีนของทาลัสซีเมีย ตรวจสอบการรับวัคซีนและการติดเชื้อหัดเยอรมันในว่าที่เจ้าสาว วางแผนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
เช่น หากพาคุณแม่อายุ 63 ปีมาตรวจ คงต้องประเมินพื้นฐาน ความอ้วน ความดันโลหิต เบาหวาน คัดกรองโรคไขมันในเลือดผิดปกติ คัดกรองมะเร็ง และเพิ่มเติมด้วย โอกาสจะล้มและกระดูกหัก ประเมินโรคกระดูกพรุน เพื่อวางแผนการเติมแคลเซียม การออกกำลังกาย การใช้ยาป้องกันกระดูกพรุน มีการประเมินภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น ตรวจหาโอกาสและวางแผนติดตามความผิดปกติทางสมอง พูดคุยเรื่องวัคซีนผู้สูงวัย ภาวะขาดสารอาหาร สุขภาพฟัน
จะเห็นว่าเมื่อทำการตรวจตามข้อบ่งชี้ ช่วงอายุ สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ก็จะไม่ต้องมาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปี หรือเอ็กซเรย์ปอดทุกปี ตรวจปัสสาวะทุกปี ตรวจการทำงานของตับทุกปี เอาเงิน เวลา ทรัพยากร ไปใช้กับส่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดผลลบปลอมที่สูงเกินเหตุ และความกังวลใจที่ไม่มีจริงด้วย
8.การตรวจสุขภาพและการวางแผนสุขภาพ จะต้องตามมาด้วยการปรึกษา (counseilling) ที่เหมาะสม มีเวลามากพอ ขั้นตอนนี้แหละที่เป็นเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ไม่สามารถใช้คำแนะนำที่เหมือนกันได้เลย และไม่สามารถโยนผลสมุดตรวจให้ผู้เข้ารับการตรวจ แล้วเพียงบอกว่าสิ่งใดผิดปกติจาก 'ค่าอ้างอิง' เพียงเท่านั้น
คำแนะนำไม่เพียงแต่บอกว่าสิ่งที่เจอจากการคัดกรอง 'ที่ออกแบบมาแล้ว' ว่าพบอะไร แต่ต้องบอกด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรตามมา เช่น หากพบน้ำหนักตัวมาก ก็ต้องออกแบบคำแนะนำลดน้ำหนักให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต หรือปรึกษาโภชนากรและนักกำหนดอาหารร่วมด้วย หรือตรวจพบชีพจรเต้นผิดจังหวะ ก็ควรแนะนำส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจอื่น ๆ เพื่อประเมินรูปแบบความผิดปกติ โอกาสการเกิดโรคหัวใจและเสียชีวิต
หรือหากผลตรวจปรกติดี จะวางแผนเพื่อให้สุขภาพดีขึ้นและไม่ป่วยอย่างไร รวมทั้งนัดหมายเพื่อตรวจครั้งต่อไป ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนกันทุกครั้งในทุกปี เช่น การตรวจไขมันในเลือด หากปรกติอาจติดตามอีกใน 5 ปีข้างหน้า หรือการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องก็ติดตามอีกครั้งในอีก 10 ปีข้างหน้า
การตรวจใด ๆ ที่ตรวจแล้วก็ไม่เกิดผลทั้งความคิดที่เปลี่ยน หรือการกระทำที่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเพื่อรักษา ตรวจเพิ่มเติม หรือเพื่อรักษาสิ่งที่ดีแล้วให้ดีต่อไป การตรวจสุขภาพใด ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ขึ้นมาครับ
ในตอนสุดท้ายมาดูคำแนะนำ ถ้าคุณคิดจะตรวจสุขภาพ เพื่อคัดกรองโรคและวางแผนชีวิต จะทำอย่างไร
อาจเป็นรูปภาพของ แว่นกันแดด และ สถานที่ในร่ม

16 เมษายน 2565

คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (2) : สิ่งที่น่าจะเกิด ตอนที่สองของหัวข้อนี้ การคัดกรองมะเร็ง

 คุณหวังอะไรจากการตรวจสุขภาพ (2) : สิ่งที่น่าจะเกิด ตอนที่สองของหัวข้อนี้ การคัดกรองมะเร็ง

ขอยกให้หัวข้อนี้หนึ่งหัวข้อเลย เพราะเป็นการตรวจที่ทุกคนให้ความสำคัญ มีความก้าวหน้าและแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ
5.การคัดกรองมะเร็ง ทำไมต้องตรวจคัดกรองมะเร็งล่ะ คำตอบคือ โรคมะเร็งที่เราวินิจฉัยได้ส่วนใหญ่คือ วินิจฉัยจากอาการผิดปกติที่เกิดจากมะเร็ง นั่นคือระยะของโรคมักจะมากแล้ว ถึงการรักษาปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ต้องยอมรับว่าการรักษาโรคในระยะต้นมีประสิทธิภาพและลดอัตราการเสียชีวิตได้ แล้วเราจะตรวจหาระยะต้นได้อย่างไร.. การคัดกรองมะเร็งครับ
การคัดกรองมะเร็งมีสองอย่าง
1.การคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดโรค เราจะคัดกรองหาลักษณะก่อนเกิดมะเร็งและจัดการรอยโรคก่อนเกิดมะเร็ง หรือวางแผนการจัดการตรวจในช่วงต่าง ๆ ได้ดี ยกตัวอย่างเช่น การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการตรวจแป๊บสเมียร์ จัดการรอยโรคที่ข้อมูลชัดเจนว่าอนาคตมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง วิธีเหล่านี้จะลดอุบัติการณ์โรคมะเร็ง (ก็ตรวจและจัดการก่อนจะเป็นมะเร็ง) ลดอัตราตาย แต่อาจจะเพิ่มการวินิจฉัยและการรักษามากกว่าความจำเป็น
2.การคัดกรองเพื่อหาโรคในระยะแรก เพราะรักษาระยะแรกประสิทธิผลดีกว่า วางแผนการรักษาต่อไป กำหนดแผนชีวิต การเงินได้ แต่นั่นคือตรวจพบเมื่อเกิด 'มะเร็ง' ขึ้นแล้วเช่นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการตรวจหาเลือดมนุษย์ในอุจจาระ วิธีเหล่านี้จะเพิ่มอุบัติการณ์โรคมะเร็งเพราะเราตรวจหาได้มากขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนั้นได้
ปัจจุบันเรามีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งหลายแบบทั้งป้องกันการเกิดและตรวจจับโรคระยะแรก ทั้งแบบที่ไม่มีประวัติในเครือญาติ หรือแบบที่มีประวัติความเสี่ยงในเครือญาติแล้ว (familial cancer) ดังนั้นเราจะใช้การตรวจแบบชุดเดียวกันเหมือนกันกับทุกคนได้ยาก ยกเว้นอาจจะเริ่มทำได้มากขึ้นด้วยการตรวจยีน
คลินิกตรวจสุขภาพต้องประเมินความเสี่ยงตามอายุ เช่นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มที่อายุ 50 ปี หรือตามพฤติกรรมเช่น ดื่มเหล้าจนตับแข็งก็คัดกรองเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ จึงควรซักประวัติก่อนเสมอ ก่อนที่จะไปเจาะเลือดตามชุดขายตรวจสุขภาพ แล้วมาบอกว่าไม่พบมะเร็ง และต้องคิดก่อนจะไปตรวจสุขภาพด้วยว่า ถ้าตรวจเจออาจจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันโรคอีกต่อไป
** เราไม่ใช้สารบ่งชี้มะเร็งจากการตรวจเลือด (tumor marker) ในการคัดกรองมะเร็งนะครับ เพราะความไวความจำเพาะของการทดสอบไม่ดี **
ส่วนการตรวจคัดกรองมะเร็งในยุคที่เราพัฒนาถึงการตรวจพันธุกรรม เราอาจข้ามข้อจำกัดเรื่องอายุและความเสี่ยงไปได้บ้าง เพราะข้อมูลปัจจุบันบอกเราว่าความผิดปกติของการเกิดมะเร็งมีความสัมพันธ์ชัดเจนและหนักแน่นเสียด้วยกับความผิดปกติของยีน (แต่ยังมีส่วนอื่นด้วยโดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง แต่ไม่หนักแน่นเท่าความผิดปกติทางยีน)
เราพบยีนหลายตัวที่ "เฉพาะเจาะจง" กับมะเร็ง พบยีนหลายตัวที่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งมาก ๆ ไม่ว่าจะยีนเดียวแต่เกี่ยวข้องหลายมะเร็ง หรือหนึ่งมะเร็งแต่มีหลายยีน ดังนั้นการตรวจคัดกรองด้วยยีนจึงช่วยแยกว่า เราเสี่ยงมะเร็งชนิดใด และยีนนั้นนี้จะทำงานในการเกิดมะเร็งของมันในช่วงอายุเท่าไร เราจะได้ไม่ต้องตรวจด้วยวิธีเดิม ๆ ที่กวาดไปทั่วและไม่แม่นยำ แต่มามุ่งเป้าไปที่มะเร็งของยีนนั้น ๆ เอาเงิน เวลา และทรัพยากรมาที่ความเสี่ยง เฉพาะตัวนั้นเลย (precision medicine)
เท่านั้นไม่พอ การตรวจทางพันธุกรรมมะเร็ง จะพอบอกได้ว่ายีนนั้นถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบใด และใครในครอบครัวควรรับการคัดกรองต่อไป (เฉพาะมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม)
ปัจจุบันมีหลายโรงพยาบาลที่สามารถทำได้แล้วนะครับ เป็นการตรวจรวมหลายยีน (ไม่ใช่แค่มะเร็ง ยังมีโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย) ราคายังอยู่ที่หลักหมื่น แต่ต้องตรวจและรับคำแนะนำและคำปรึกษาจากแพทย์ที่เข้าใจเรื่องนี้เสมอนะครับ ยังไม่แนะนำให้ซื้อเองตรวจเองแปลเอง
ย้ำอีกครั้ง คัดกรองโรคมะเร็ง ไม่ใช่ การเจาะเลือดตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง tumor marker นะครับ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม