23 มิถุนายน 2564

ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่ห้า renal papillary necrosis

 ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่ห้า : ก้าวสู่ยุคปัจจุบัน

เรามีคำย่อ mnemonics ที่ช่วยเราจดจำ ภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิด RPN ถ้าพบอาการต่าง ๆ ในย่อหน้าที่แล้ว ร่วมกับความเสี่ยงคงจะต้องนึกถึงและสืบค้นหาภาวะ RPN กันมากขึ้น ข้อมูลในประวัติศาสตร์ที่ผมนำเสนอมา เรารู้จัก การอุดตันทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวาน การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และยาแก้ปวด ถ้าอยากจะจดจำได้ดี ก็ต้องท่อง POSTCARDS

P ... pyelonephritis ติดเชื้อและอักเสบที่ท่อไตกรวยไต

O ... obstructive uropathy การอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะ

S ... sickle cell disease โรคโลหิตจางที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว แตกออกง่าย

T ... tuberculosis วัณโรค โดยเฉพาะวัณโรคระบบทางเดินปัสสาวะ

C ... chronic liver disease โรคตับเรื้อรังใด ๆ

A ... Analgesics/Alcohol อันนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่พบมากสุด ยาแก้ปวดลดอักเสบ NSAIDs และดื่มเหล้า อันนี้ตรงกับเรื่อวราวของเบโธเฟน

R ... renal transplant rejection จากการปลูกถ่ายไตแล้วเกิดปฏิกิริยา

D ... diabetes mellitus โรคเบาหวาน อันนี้ก็พบบ่อย

S ... systemic vasculitis โรคหลอดเลือดอักเสบ พบไม่มาก แต่มักจะโดนหลอดเลือดที่ไตเสมอ ๆ

หากพบอาการปวดท้องปวดเอว ปัสสาวะผิดปกติ การทำงานของไตแย่ลง ในคนไข้ที่มีความเสี่ยง POSTCARDS คงต้องนึกถึงภาวะ renal papillary necrosis แต่จะพิสูจน์โรคนั้นยากพอควร เพราะไตที่เสื่อมถอยในขณะเกิดโรคจะเป็นอุปสรรคในการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจใด ๆ ที่ต้องมีการฉีด 'สารทึบรังสี' ที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนต่อไตมากขึ้นได้ ถามว่าในเมื่อมันตรวจยาก พิสูจน์ยาก แล้วจะมีประโยชน์อันใด และทำไมต้องค้นหา

เพราะภาวะ RPN ทำให้การทำงานของไตแย่ลงเรื่อย ๆ และอาจเป็นเหตุของการเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นจากไตเสื่อมเฉียบพลันเอง หรือพัฒนาไปเป็นไตเสื่อมเรื้อรังในอนาคต หรือไตที่ทำงานแย่ลงเป็นเหตุร่วมของอวัยวะล้มเหลวอื่น ๆ หากเราตรวจจับภาวะนี้ได้ หรือคิดถึงว่าอาจจะมีภาวะนี้ การแก้ไขและลดปัจจัยเสี่ยง จะช่วยลดผลแทรกซ้อนของไตและอัตราการเสียชีวิต การรักษาสำคัญคือ การตรวจพบปัจจัยเสี่ยง รักษาปัจจัยเสี่ยงและประคับประคองการทำงานของไตให้ดี

การแก้ไขปัจจัยเสี่ยงเท่าที่ทำได้ ก็พอช่วยลดความรุนแรงและอาการ เช่นการหลีกเลี่ยงยา NSAIDs, การรักษาโรคติดเชื้อ การแก้ไขจุดอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะ

เรามีรายงานเรื่องการรักษา acute renal papillary necrosis มาเล่าให้ฟังกัน เปลี่ยนอารมณ์จากประวัติศาสตร์สงครามในอดีต มาสู่โลกไฮเทคในปัจจุบันบ้าง กับรายงาน renal papillary necrosis ที่สงสัยเกี่ยวพันกับโควิด-19 โดยทีมแพทย์จากกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร จะเหมือนเบโธเฟนไหม โปรดติดตามตอนต่อไป

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความ

ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่ 4 renal papillary necrosis

 ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่ 4

แล้วเกี่ยวอะไรกับเบโธเฟน ....อันนี้ต้องกล่าวถึง มหาสงครามแห่งยุโรป นโปเลียนผู้รุกราน

นโปเลียน โบนาปาร์ต จอมทัพผู้เกรียงไกรแห่งฝรั่งเศส วาดฝันจะครอบครองแผ่นดินยุโรปและสร้างความยิ่งใหญ่กลับคืนสู่ฝรั่งเศสอีกครั้ง หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและปฏิวัติฝรั่งเศส ความฝันคล้ายกับอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย เจงกีสข่านแห่งมองโกล และอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ของนาซีเยอรมัน

นโปเลียนทำสงครามในยุโรปหลายครั้งในช่วง 15 ปีก่อนจะเสียอำนาจ (นโปเลียนขึ้นครองอำนาจสองครั้ง แต่ครั้งแรกจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาก) สามารถขยายดินแดนออกไปจรดคาบสมุทรไอบีเรียในสงครามที่สเปนและเกือบถึงรัสเซีย แต่พ่ายแพ้ไปเสียก่อน สงครามนโปเลียนถือเป็นจุดเริ่มสงครามยุคใหม่ ที่อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย สร้างความเสียหายและบาดเจ็บรุนแรง สงครามแต่ละครั้งจึงต้องมี 'แพทย์สนาม' จำนวนมาก

ปี 1805 นโปเลียนเข้าทำสงครามกับกองกำลังร่วมของพันธมิตร รัสเซีย-ออสเตรีย ในสงคราม the Battle of Austerlitz (เมือง austerlitz ปัจจุบันคือ Slavkov u Brna ในสาธารณรัฐเช็ก) หรืออีกชื่อคือ battle of the three emperors เพราะมีจักรพรรดิสามคนเข้าร่วมสงครามนี้ นับว่าสงครามนี้เป็นหนึ่งในสงครามที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จมากสุดของนโปเลียน

ในสงครามครั้งนั้น Nikolaus Johann van Beethoven น้องชายคนเล็กของสามพี่น้องตระกูลเบโธเฟนเข้าร่วมสงครามด้วย แต่ไม่ได้ไปรบ เขาทำหน้าที่ หมอยา ...รักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บในสงคราม

โจฮันน์ น้องชายของเบโธเฟน ร่ำเรียนวิชา Apothecary หมอยา หมอปรุงยา หรือเภสัชกรในยุคปัจจุบัน Apothecary ในยุคนั้นไม่เพียงแต่ปรุงยา แต่ยังทำหัตถการเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อีกด้วยเพือช่วยให้การใช้ยาของเขาบรรลุผล คุณหมอโจฮันน์ได้ใช้ประสบการณ์ยามสงครามมาเปิดร้านขายยารักษาคนหลังจากสงครามสงบ หนึ่งในยาที่เชื่อกันว่าโจฮันน์อาจจะให้กับเบโธเฟน เพื่อช่วยลดอาการปวดหัวรุนแรงและเรื้อรังของเขา คือยาในตระกูล NSAIDs (แต่ในรูปสมุนไพร) และอาจเป็นเหตุทำให้มี RPN โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ซึ่งก็เข้าเค้ากับสิ่งที่พบจากการตรวจศพ

Apothecary คำนี้ผมรู้จักครั้งแรกอาจจะดูแปลกกว่าคนอื่น คือไม่ได้รู้จักจากนิยายหรือหนังสือประวัติศาสตร์ แต่รู้จักครั้งแรกจากอาชีพของ Alfyn Greengrass ยอดนักปรุงยาผู้เคยเจ็บป่วยในวัยเด็ก และได้รับการรักษาจาก apothecary จนหาย มีแรงบันดาลใจที่จะประกอบอาชีพนี้ รักษาเท่าที่ผู้ป่วยจะมีกำลังจ่าย บางครั้งก็รักษาแลกกับรอยยิ้มของผู้ที่หายป่วย เขามีความฝันจะเดินทางไปเสาะหาสมุนไพรปรุงยาจนสุดขอบโลก ถามว่า Alfyn Greengrass ปรากฏกายที่ใด คำตอบคือในเกม Octopath Traveller สุดยอดเกมแห่งเครื่องเล่นนินเทนโดสวิตช์ คอเกมคงพอรู้จักกันบ้าง หรือหากใครชื่นชอบเกม RPG ก็จะต้องเคยเห็นเกม Final Fantasy บรรดาสารพัดสมุนไพรและยาที่ใช้รักษาอาการพิษ ใช้เพิ่มพลัง ก็จะอยู่ในหมวดหมู่ apothecary นี้เช่นกัน

เอาล่ะกลับมาที่เบโธเฟนและ RPN

จากข้อมูลการชันสูตรของโจฮานน์ ว้ากเนอร์ มาจนถึงรายงานการศึกษาของนิโคลัส เฟร-ดรายช์ มาถึงความรู้เรื่องการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและยา NSAIDs ในปี 1993 มีการวิเคราะห์เรื่องราวของการชันสูตรบีโธเฟนขึ้นอีกครั้ง และตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Kidney Disease สรุปว่าแม้จะพบความผิดปกติหลายอย่างของร่างกายเบโธเฟน ทั้งภาวะตับแข็งเรื้อรัง ตับวาย มีหลักฐานของการสะสมโลหะตะกั่ว (ในยุคนั้นพบปนเปื้อนในกระบวนการผลิตไวน์) แต่เหตุที่น่าจะทำให้เบโธเฟนเสียชีวิต น่าจะมาจาก renal papillary necrosis นี่เอง

ข้อมูลเรื่องราวที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า RPN น่าจะมีมาอย่างยาวนานแต่กลับไม่ได้มีข้อมูลมาก ด้วยเหตุว่าเทคโนโลยีการพิสูจน์โรคยังไม่ดี การพิสูจน์ส่วนมากมาจากการผ่าศพพิสูจน์ จึงมีคำถามย้อนกลับไปว่า แล้วผู้ป่วยจะมีอาการอันใดที่จะบ่งชี้หรือไม่ คำตอบคือ มีอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง สามารถพบอาการแบบนี้ได้ในหลายโรคทีเดียว ซึ่งทำให้การวินิจฉัยยากขึ้นไปอีก อาการที่พบได้เช่น

อาการปวดท้องปวดเอว ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะบ่อย อาการเหล่านี้พบได้ในผู้ป่วย RPN แต่ก็พบได้กับโรคอีกหลายโรคที่ไม่มีความจำเพาะ เอาล่ะสิ..เริ่มยาก การตรวจร่างกายก็ไม่มีสิ่งใดบ่งชี้หรือเฉพาะเจาะจงอีกเช่นกัน การตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจจะพบเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ พบการทำงานของไตที่บกพร่องไป

ในยุคนี้การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ ไม่ว่าจะเป็นเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI จะพอเห็นหลักฐานของความผิดปกติบริเวณ renal papilla ทำให้ชวนคิดถึงโรค RPN ได้ ... ในเมื่ออาการก็ไม่ชัดเจน อาการแสดงก็ไม่ชัดเจน การตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่มีความจำเพาะเจาะจง แล้วใครจะส่งตรวจการถ่ายภาพรังสีทุกคนที่อาการไม่เฉพาะเจาะจงหรือ ก็คงไม่ทำ แล้วอย่างนี้เราจะสงสัย RPN เมื่อไรกับคนกลุ่มใด

ติดตามกันตอนต่อไปนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความพูดว่า "No 4 ปริศนาของเบโธเฟน ฟน ปริศนาของ"

ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่สาม renal papillary necrosis

 ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่สาม

กลับมาที่เบโธเฟน ...

เราไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเบโธเฟนเป็นโรคเบาหวาน ตอนนั้นยังไม่มีการวินิจฉัยเบาหวาน แต่บันทึกของผู้ชันสูตรศพคือคุณหมอว้ากเนอร์ ได้กล่าวถึงตับอ่อน อวัยวะต้นทางของอินซูลินเอาไว้ว่า "ตับอ่อนของเบโธเฟน หดเล็กลงมากและมีพังผืดรัดตับอ่อนเต็มไปหมด"

เมื่อมารวมกับประวัติการดื่มเหล้าจัดของเบโธเฟน ทำให้คิดถึงภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากแอลกอฮอล์ และผลแทรกซ้อนสำคัญของภาวะนี้คือ โรคเบาหวาน นั่นเอง เอาล่ะเริ่มเข้าเค้าแล้ว

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การศึกษาเรื่อง RPN ก็ดำเนินต่อไป จนถึงปี 1952 มีรายงานผู้ป่วยมากมายที่เป็น RPN และมีประวัติการใช้ยา NSAIDs ยาแก้ปวดที่แพร่หลายมากในยุคสงครามโลกและช่วงต้นของสงครามเย็น การศึกษาทั้งทางคลินิก และทางพยาธิวิทยาให้ความเห็นตรงกับที่สรุปได้ว่า อีกหนึ่งเหตุปัจจัยของ RPN คือจากยาแก้ปวดลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs นี่เอง

ย้อนกลับไปที่หลอดเลือด vasa recta ที่ทอดยาวตรง renal papilla นั้นเป็นหลอดเลือดขนาดเล็ก มีความไวต่อการขาดเลือดมาก หากมีการตีบแคบลงของผนังหลอดเลือดก็จะตีบและเกิดเนื้อตาย

ยา NSAIDs จะยับยั้งการสร้างสารพรอสต้าแกลนดินส์ สารที่คอยควบคุมสมดุลของการไหลเวียนหลอดเลือดขนาดเล็ก หากขาดสารนี้จะทำให้หลอดเลือดไหลเวียนไม่ดี ซึ่งก็เกิดกับยา NSAIDs นี่เอง

นอกเหนือจากขาดสมดุลของหลอดเลือดที่ไต จนอาจทำให้ไตขาดเลือด ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (อย่างที่เรารู้ว่า NSAIDs ทำให้ไตวายเฉียบพลันได้) ยังมีกลไกคล้าย ๆ กันนี้ที่หลอดเลือดที่ผนังกระเพาะอาหาร ทำให้หลอดเลือดใต้ผนังกระเพาะไหลเวียนไม่ดี เกิดการอักเสบขาดเลือดและการเกิดกระเพาะอาหารอักเสบจากยา NSAIDs ที่เรียกว่า NSAIDs - induced gastritis เกิดปวดท้อง เลือดออกได้นั่นเอง หึหึ..ยาต้านอักเสบก็ทำให้เกิดการอักเสบนะ

ปัจจุบันนี้สาเหตุลำดับต้น ๆ เวลาพบผู้ป่วย RPN ที่ต้องค้นหาเสมอคือ ประวัติการใช้ยา NSAIDs ยิ่งกับผู้ป่วยที่หลอดเลือดไม่แข็งแรงหรือความดันเลือดไปที่ไตไม่ดีอยู่เดิม เช่น เบาหวาน ไตเสื่อม พอได้รับยา NSAIDs เข้าไปเกิดเรื่องเลย

แล้วเกี่ยวอะไรกับเบโธเฟน ....อันนี้ต้องกล่าวถึง มหาสงครามแห่งยุโรป นโปเลียนผู้รุกราน

เช่นเคย ติดตามตอนต่อไป

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความพูดว่า "No 3 ปริศนาของเบโธเฟน"

22 มิถุนายน 2564

ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่สอง renal papillary necrosis

 ปริศนาแห่งเบโธเฟน ตอนที่สอง

กลับมาที่เบโธเฟนต่อ ...

คุณหมอเฟร-ดรายช์ ได้รวบรวมการผ่าศพและให้คำอธิบายการพบ 'เมล็ดถั่ว' ว่าเกิดจากเนื้อตายจากการขาดเลือด (coagulative necrosis) และตรงบริเวณปลายสุดของหน่วยไตก่อนที่จะมารวมกันเป็นท่อไต ตามกายวิภาคแล้วตำแหน่งนี่ เป็นจุดสิ้นสุดของหลอดเลือด หลอดเลือดตรงนั้นมีแขนงไม่มาก มีการเชื่อมต่อระบบสำรองไม่มาก ทำให้เวลาขาดเลือดตรงนี้จึงตายก่อน

หลอดเลือดตรงนี้ชื่อว่า vasa recta ของไต และไม่ว่าเหตุใดที่ทำให้ไตขาดเลือด ก็เกิดเนื้อตายตรงนี้ได้ ตรงนี้มีชื่อเรียกทางกายวิภาคว่า renal papilla เราจึงเรียกลักษณะการตายจากการขาดเลือดตรงนี้ว่า renal papillary necrosis (RPN)

ผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่คุณหมอเฟร-ดรายช์นำมาศึกษาจนค้นพบ RPN ในเวลานั้นคือผู้ป่วยที่มีท่อไตโตและไตโตบวม จากการอุดตันของระบบปัสสาวะ เกือบทั้งหมดมาจากต่อมลูกหมากโต ตอนนั้นเราก็เข้าใจว่า การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (obstructive uropathy) นี่แหละที่เป็นเหตุของการตายของเนื้อไต

เหตุอันเนื่องมาจากความดันย้อนกลับของท่อไตที่อุดกั้น ทำให้ไตขาดเลือดได้ง่าย แต่การชันสูตรศพเบโธเฟน ไม่พบลักษณะของการโป่งขยายของไตและท่อทางเดินปัสสาวะ มันเป็นเหตุให้เกิดจริงหรือ การค้นพบในปี 1877 ของคุณหมอเฟร-ดรายช์ อาจจะยังไม่เพียงพอกับการอธิบาย เมล็ดถั่วของเบโธเฟน

การศึกษาเรื่อง renal papillary necrosis ยังดำเนินต่อไป ...

ปี 1937 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเพียงสองปี แม้โลกจะถดถอยจากภาวะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ต้องบอกว่ายุคนั้นคือยุคแห่งการค้นพบวิชาแพทย์ ความรู้ใหม่ ๆ มากมาย ทั้งเครื่องช่วยหายใจ ทั้งอนามัยบุคคล และยาปฏิชีวนะ

ในปีนั้น Froboese และ Gunther (มีจุดสองตัวบนตัวยู) ได้ศึกษาเรื่อง RPN เหมือนกับเฟร-ดรายช์ และพบว่านอกเหนือจากการอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะแล้ว

การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และโรคเบาหวาน ก็พบมี RPN มากกว่าคนปกติหลายเท่า โดยอาจจะเกิดร่วมกัน เพราะสองโรคนี้มักจะมาพร้อมกัน หรือต่างฝ่ายต่างเกิดก็ได้ แน่นอนหมายความว่าไม่ใช่มีแต่ผู้ชายอีกแล้วที่จะมีภาวะ RPN..... ขอบเขตของโรคเริ่มกว้างขึ้น

กลับมาที่เบโธเฟนอีกครั้ง

และโปรดติดตามตอนต่อไป

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความพูดว่า "No 2 ปริศนาของเบโธเฟน"

ปริศนาแห่งเบโธเฟน : ตอนที่ 1 renal papillary necrosis

 ปริศนาแห่งเบโธเฟน : ตอนที่ 1

26 มีนาคม 1827 ที่อพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในกรุงเวียนนา ออสเตรีย โลกได้สูญเสียคตีกวีอัจฉริยะ ลุดฟิก ฟาน เบโธเฟน

หลังจากที่เบโธเฟนเสียชีวิต เขาได้รับการประทับหน้ากากแห่งความตาย (deathmask) ในยุคนั้นนิยมทำกับผู้มีชื่อเสียง และได้มีการผ่าชันสูตรพลิกศพของเบโธเฟนในวันรุ่งขึ้น ด้วยเป้าหมายอยากเรียนรู้เหตุการเสียชีวิต และแกะปริศนาความอัจฉริยะของเบโธเฟน ผู้ซึ่งประสาทหูแทบไม่ได้ยิน แต่กลับแต่งเพลงได้อมตะและไพเราะยิ่ง

คุณหมอโจฮาน ว้ากเนอร์ผู้ชันสูตรเบโธเฟน พบว่าเบโธเฟนมีภาวะตับหดเล็กลง มีน้ำในช่องท้อง น่าจะเกิดจากตับแข็ง บวกกับประวัติที่เบโธเฟนดื่มเหล้าจัดก็พออธิบายได้

ว้ากเนอร์ไม่พบความผิดปกติที่เด่นชัดของระบบเสียงสัมผัสของเบโธเฟน (ก็เข้าใจได้ เพราะชันสูตรเมื่อเสียชีวิต ก็จะไม่รู้หน้าที่การทำงานแน่นอน) และอีกสิ่งหนึ่งที่พบที่ไตของเบโธเฟน

คุณหมอบันทึกว่าลักษณะไตของเบโธเฟน มีกลุ่มเนื้อตายเป็นก้อนสีขาว บริเวณจุดรวมของท่อไตย่อยของหน่วยกรอง ที่จะมารวมกันเป็นท่อไตใหญ่เพื่อไหลไปสู่กระเพาะปัสสาวะ จุดเนื้อตายสีขาวนี้เป็นก้อนคล้ายเมล็ดถั่วฝังอยู่ในเนื้อไตส่วนที่เรียกว่า renal papilla ... บันทึกไม่ได้ระบุสิ่งอื่น เพราะในเวลานั้น ยังไม่มีคำอธิบาย 'เมล็ดถั่ว' อันนี้ได้

..เวลาผ่านไป 50 ปี..

คุณหมอนิโคลัส เฟร-ดรายช์ (Nikolaus Friedreich) แพทย์ชาวเยอรมัน สัญชาติเดียวกับเบโธเฟน ได้มาไขปริศนาของ 'เมล็ดถั่ว' อันนี้จากการวิเคราะห์การผ่าชันสูตรศพเช่นกัน สมัยนั้นเทคโนโลยีการถ่ายภาพ การส่องกล้อง ยังไม่ก้าวหน้า หลายโรคจึงได้ความจริงของโรคมาจากการชันสูตรศพเพื่อหาคำอธิบายทางพยาธิวิทยา

คุณหมอเฟร-ดรายช์ของเรา ก็เป็นพยาธิแพทย์เช่นกัน อ้าว...ฟังชื่อตอนแรกคิดว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ผู้ค้นพบโรคของระบบประสาททางพันธุกรรม spino-celebella ataxia หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Friedreich's ataxia

ถูกต้องแล้วครับ คุณหมอนิโคลัส เฟร-ดรายช์ คนนี้แหละที่ค้นพบโรคระบบประสาทนั้น เพราะในตอนแรกคุณหมอศึกษาด้านประสาทวิทยามาก่อนตั้งแต่จบหมอใหม่ ๆ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ได้ทำงานกับคุณหมอรูดอล์ฟ เวียร์คอฟ (Rudolf Virchow) พยาธิแพทย์ชาวเยอรมัน ที่ถือเป็นซือแป๋ ปรมาจารย์แห่งพยาธิวิทยายุคใหม่ คิดค้นสารพัดลักษณะทางพยาธิวิทยา ที่คุณหมอรู้จักกันดีเช่น ต่อมน้ำเหลือง Virchow's node ที่มักจะบ่งชี้ถึงมะเร็งช่องท้อง หรือ Virchow's triad ที่อธิบายกลไกการเกิดลิ่มเลือดดำอุดตัน

อิทธิพลของคุณหมอเวียร์คอฟ ทำให้คุณหมอเฟร-ดรายช์ เกิดเปลี่ยนทางไปเน้นศึกษาโรคทางพยาธิวิทยา จนได้เป็นศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาที่มหาวิทยาลัยแพทย์ไฮเดลเบิร์ก หนึ่งในสุดยอดโรงเรียนแพทย์ในยุคสมัยนั้น แม้กระทั่งโรค Friedreich's ataxia คุณหมอก็เริ่มอธิบายจากความผิดปกติของเส้นใยสมองและมีความเกี่ยวพันในทางพันธุกรรม ถ่ายทอดแบบยีนเด่นในครอบครัว (autosomal recessive)

และอธิบายโรคนี้ในปี 1863 หลังจากมาศึกษาด้านพยาธิวิทยาแล้ว ในตอนนั้นคิดว่าเป็นชนิดย่อยอันหนึ่งของโรคระบบประสาท multiple sclerosis แต่ภายหลังมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ และยกย่อง นิโคลัส เฟร-ดรายช์ เป็นผู้ค้นพบในปี 1880 หลังคำอธิบายโรคเกือบ 17 ปี

กลับมาที่เบโธเฟนต่อ ...

ติดตามตอนต่อไปนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความพูดว่า "No 1 ปริศนาของเบโธเฟน โธเฟน ปริ"

บทความที่ได้รับความนิยม