19 กุมภาพันธ์ 2562

เมื่อมีแนวคิดให้ varenicline เป็น OTC drug

ความคิดเห็นและมุมมองส่วนตัวนะครับ : เมื่อลุงหมอหาญกล้า งัดกับ JAMA

  เมื่อไม่นานมานี้มีความเห็นจาก Dr. Scott J Leischow จากมหาวิทยาลัยอริโซน่า สเตท ส่งมาลงพิมพ์ใน JAMA ว่าแม้ปัจจุบันการการสูบบุหรี่จะลดลงและโรคภัยจากบุหรี่จะลดลงมาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องดูแลต่อเนื่อง เขาเสนอการเลิกบุหรี่มาตรฐานคือเข้าคลินิก ได้ยาอดบุหรี่ควบคู่สารทดแทนนิโคติน และการทำพฤติกรรมบำบัด
  และอีกทางเลือกคือ ปรับให้ยาอดบุหรี่มาตรฐานทั้งสองตัว คือ varenicline และ bupropion SR มาเป็นยาที่ขายตามร้านได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC : Over The Counter) เหมือนสารทดแทนนิโคติน หวังผลจะให้คนได้เข้าถึงมากขึ้น เพราะจากตัวเลขคนติดบุหรี่สองในสามต้องการเลิก แต่มีเพียงหนึ่งในสามที่เข้าถึงกระบวนการเลิก โดยที่บอกว่าผลข้างเคียงของยาทั้งสองก็ไม่ได้ต่างจากการใช้สารทดแทนนิโคตินมากนักโดยอ้างอิงการศึกษา EAGLES

ลุงหมอจะมาวิเคราะห์บ้างแบบประเด็นต่อประเด็น

ข้อแรก : อันนี้เห็นด้วยเต็มที่ว่าจะใช้การเลิกมาตรฐานที่ปัจจุบันถือว่าทรงประสิทธิภาพที่สุด คือ ยาอด + สารทดแทน + พฤติกรรมบำบัด โดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแล ผมคิดว่าทางที่ดีคือควรเพิ่มทรัพยากรและงบประมาณในการจัดตั้งคลินิกเลิกบุหรี่ให้เข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่แพง และเป็นผู้ที่เป็นงานจริง ผ่านการอบรมจริง แม้ว่าจะใช้งบและเวลาพอสมควร แต่มันลงทุนครั้งเดียวแก้ไขปัญหาได้มากทั้งผู้สูบปัจจุบันและนักสูบหน้าใหม่ในอนาคต แต่ตอนนี้คลินิกเลิกบุหรี่ยังน้อยมาก แม้ในต่างประเทศก็ยังเข้าถึงยากเลย ก่อนจะใช้วิธีอื่นควรทำวิธีที่ดีที่สุด ที่ยังไม่ได้ทำ มากกว่าจะไปทำวิธีอื่น

ข้อสอง : นำยาทั้งสองมาเป็นยา OTC ในเนื้อหาวารสารเขาจะให้แต่ยา varenicline เพราะผลข้างเคียงไม่มาก ไม่มีข้อห้ามใช้ที่ชัดเจนเหมือน bupropion คือ ห้ามใช้ในคนโรคลมชัก  แต่ว่าจริง ๆ varenicline ก็ยังต้องควบคุมอยู่ดี ผลเสียที่ว่าไม่ต่างกับการใช้สารทดแทนอย่างเดียวนั้น มันเป็นผลเสียรุนแรงคือซึมเศร้าและเพิ่มโอกาสฆ่าตัวตาย และมักจะเกิดในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว หากไปจำหน่ายแบบไม่มีใบสั่งยา การคัดกรองดูแลเรื่องสุขภาพจิตก่อนใช้ หรืออาจมีสารเสพติดอื่น ๆ ที่บั่นทอนสุขภาพจิต จะทำอย่างไร ยิ่งซื้อเองกินเองใครจะติดตาม ขนาดในการศึกษายังเกิดพอควร ซื้อกินเองจะเป็นอย่างไร

ข้อสาม : อันนี้เป็น mindset เลยนะ จริงอยู่ว่าหากเปิดเสรีซื้อได้เอง คนอยากเลิกก็เข้าถึงยาได้ แต่ว่าถ้าแบบนั้นเราจะมองเรื่องของ "การใช้ยา" เป็นหลัก การเลิกบุหรี่มันต้องเริ่มจาก แรงจูงใจ แรงบันดาลใจ และการสนับสนุนจากรอบด้านที่ดีก่อน เมื่อแรงใจดีแล้วใช้ยาเป็นสายลมใต้ปีก จึงจะสำเร็จ หากคิดว่าอยากเลิกก็เดินไปซื้อยา ทำตามฉลากและวิธี มันจะไม่มีแรงจูงใจที่ดีพอ ไม่ได้รับการปรึกษาที่ดีพอ โอกาสล้มเหลวก็ยังสูงมาก พฤติกรรมบำบัดและการสร้างแรงจูงใจ ผมคิดว่ามีความสำคัญมากกว่าร้อยละ 80 ครับ ไม่ใช่เรื่องยา

ข้อสี่ : การเลิกบุหรี่นั้นครั้งแรกสำคัญมาก หากเลิกครั้งแรกแล้วล้มเหลวโอกาสเลิกครั้งต่อไปจะลดลง โอกาสครั้งต่อไปจะยากขึ้น และหากครั้งแรกใช้ยาอดบุหรี่แล้วล้มเหลวผู้อดบุหรี่จะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับยาอดบุหรี่นั้น ทั้ง ๆ ที่ยามีประสิทธิภาพแต่อาจจะใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะเทคนิควิธีไม่เต็มที่ไม่ดีพอ ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่จะไม่ชอบสิ่งนั้นอีก เหมือนกับการใช้สารทดแทนนิโคติน หากล้มเหลวอันใด โอกาสจะกลับไปใช้วิธีนั้นอีกจะลดลง  การกำหนด varenicline เป็นยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งและการควบคุมอาจทำให้เข้าถึงได้ดีก็จริง แต่ก็เพิ่มโอกาสการใช้ยาไม่ถูกต้องและล้มเหลว

ข้อห้า : อันนี้บอกก่อนว่าตัวผมเองก็สั่งจ่ายยา varenicline อยู่ประจำ ... จะมองว่าเป็นการตลาดและโฆษณาของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ครับ เพราะคิดว่าหากมีการวางจำหน่ายแบบไม่ต้องใช้ใบสั่ง แม้ปริมาณการขายอาจจะเพิ่มขึ้นแต่โอกาสล้มเหลวมันสูงเช่นกัน ในเรื่องยานั้นชื่อเสียงของประสิทธิภาพมีความสำคัญไม่แพ้ยอดขาย หรืออาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องธุรกิจที่มาครอบงำ

ข้อสุดท้าย : อยากจะเปลี่ยนแนวคิดที่ไหน ๆ จะทำให้ยาอดบุหรี่และสารทดแทนนิโคตินให้ง่ายขึ้น ก็ควรกระจายคลินิกเลิกบุหรี่ไปพร้อมกันให้ง่ายพร้อมกันด้วย หากเรื่องยาทำได้ง่ายแต่เรื่องอื่นทำได้ยาก การอดบุหรี่จะยังไม่ขับเคลื่อน
แต่ถ้าหากทำด้วยวิธีง่าย+ง่าย+ง่าย ในทุก ๆ มิติและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงทั้งมีหลายพื้นที่ หลายเวลา ราคาถูก ไม่แบ่งแยก คล้าย ๆ คลินิกนิรนาม จะช่วยลดปริมาณผู้สูบบุหรี่แบบถาวรได้มาก และเมื่อไรก็ตามทุกคนเห็นว่าการเลิกทำได้นะ มีจริงนะ ทุกคนก็จะหันมาเลิก รวมทั้งเป็นแรงผลักดันทางสังคมถึงนักสูบหน้าใหม่ ว่าไม่ควรเริ่มบุหรี่อีก เรารณรงค์เต็มที่

พอดีกว่า เขียนไปเขียนมาเหมือนกำลังทำนโยบายและหาเสียงเลย

อยากลืมเลือกผม พรรคชำระหนี้..555

https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2722614?guestAccessKey=a3d04338-360d-4eb5-9653-7b16b2ed57a2&utm_source=fbpage&utm_medium=social_jama&utm_term=2131820159&utm_content=followers-article_engagement-image_stock-tfl&utm_campaign=article_alert&linkId=63556764

18 กุมภาพันธ์ 2562

ANDROMEDA-SHOCK

การจัดการ septic shock ถูกท้าทายอีกครั้ง
การประชุม Critical Care Congress ปีนี้กำลังเข้มข้น แน่นอนว่าผมติดตามทางออนไลน์ตามประสาคนเบี้ยน้อยหอยน้อย มีการศึกษาอันหนึ่งออกมาแล้ว และช่วงนี้สามารถอ่านและดาวน์โหลดได้ฟรี กับแนวคิดการติดตาม Septic Shock ด้วยวิธีที่พื้นฐานกว่าแต่เร็วกว่า : capillary refill time กับการศึกษา ANDROMEDA-SHOCK ตีพิมพ์ใน JAMA วันนี้
ผู้วิจัยตั้งพื้นฐานการติดตามมาการจัดการช็อกดีขึ้นไหมด้วยการใช้การวัดระดับ lactate ในเลือดต่อเนื่อง หากระดับ lactate เริ่มลดลงและกำจัดหมดแสดงว่า การจัดการช็อกและการส่งออกซิเจนทำได้ดี อิงจาก SSCB 2016
ถ้าอย่างนั้นใช้วิธีที่เร็วกว่าคือการวัด capillary refill time คือเวลาที่เลือดจะเข้ามาคืนสู่เนื้อเยื่อปลาย หากมีการกดสักระยะ ลองกดเล็บท่านเองตอนแรกซีดพอหยุดกดเลือดจะเข้ามาเติมเป็นสีชมพู ผู้วิจัยบอกว่าถ้าใข้เครื่องมือเฉพาะที่จะไม่บิดเบี้ยวเหมือนตาคน วัดระยะเวลานี้แล้วไม่เกิน 3 วินาทีเป็นอันว่าการส่งเลือดไปเนื้อเยื่อส่วนปลายทำได้ดี การจัดการช็อกดี
มาเทียบกันโดยทำการศึกษา 424 รายที่ช็อกและให้การรักษาตามโปรโตคอล แต่ใช้การติดตามที่ต่างกันระหว่างเจาะดู lactate ทุกสองชั่วโมงกับวัดค่า capillary refill ทุกสามสิบนาที แล้วมาดูอัตราการเสียชีวิตที่ 28 วัน ในกลุ่มการศึกษาที่พื้นฐานการเจ็บป่วยพอ ๆ กัน ปรากฏว่าอัตราการเสียชีวิตที่ 28 วันแม้ในกลุ่มที่ใช้ capillary refill จะน้อยกว่าแต่ไม่ได้มีนัยสำคัญทางสถิติ (เขาตายแค่ 30-40% เองนะ) การกู้ชีพ การให้สารน้ำ การให้ยาเพิ่มความดัน การฟอกเลือด ทั้งสองกลุ่มก็ไม่ได้ต่างกัน เรียกว่าจะใช้วิธีใดก็พอ ๆ กัน วิธีที่คิดว่าเร็วกว่าง่ายกว่า ไม่ได้ชนะวิธีเดิม
แต่การศึกษามีข้อบกพร่องในกระบวนการวิจัยมาก มี internal validity บกพร่องมากพอควร (โดยเฉพาะ ascertainment bias) ไม่ว่าการ blind, การเลือกใช้ protocol ในแต่ละที่ที่ไม่เหมือนกันแม้ความคิดรวบยอดจะเป็นแบบเดียวกันก็ตามที
จากการศึกษานี้บอกได้ว่า วิธีใหม่ยังไม่สามารถชนะวิธีเก่าได้ ต้องใช้วิธีเก่าต่อไป และหากจะพัฒนาวิธีนี้อาจจะต้องทำการศึกษาใหม่ ปิดจุดบกพร่องเดิม เพราะไม่รู้ว่าที่ไม่ได้ผลเพราะวิธีการทดลองไม่ดี หรือมันใช้ไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง
ที่มา
Hernández G, Ospina-Tascón GA, Damiani LP, et al. Effect of a Resuscitation Strategy Targeting Peripheral Perfusion Status vs Serum Lactate Levels on 28-Day Mortality Among Patients With Septic Shock: The ANDROMEDA-SHOCK Randomized Clinical Trial. JAMA. Published online February 17, 2019. doi:10.1001/jama.2019.0071

สเตียรอยด์กับกระดูกสะโพกขาดเลือด

สเตียรอยด์กับกระดูกสะโพกขาดเลือด
สำหรับคนที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ไม่ว่าจะใช้ประจำหรือใช้เป็นครั้งเป็นคราวในขนาดสูง ๆ จะต้องระมัดระวังปัญหาที่พบพอสมควรคือกระดูกขาดเลือด (avascular necrosis, osteonecrosis) มีการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ชัดเจนว่าการใช้สเตียรอยด์สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว นอกเหนือจากสเตียรอยด์แล้ว ยังสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์อีกด้วย
สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัด สมมติฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือการที่ยาไปกระตุ้นการเจริญของเนื้อเยื่อไขมันและมีการกระจายของเนื้อเยื่อไขมันผิดปกติ ทำให้มีการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูก และอีกสมมติฐานคือทำให้มีการตายของเซลล์กระดูก แต่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจนจนสรุปได้ ตอนนี้บอกได้แค่ว่าหากใช้สเตียรอยด์นานหรือใช้ขนาดสูงคงต้องระวัง
ตัวเลขในอเมริกาจากวารสาร NEJM ปี 1992 พบว่า 10% ของผู้ป่วยที่เข้ามาเปลี่ยนข้อสะโพกเกดจากสาเหตุนี้ ส่วนตัวเลขความชุกของโรคแปรปรวนมากเพราะการใช้สเตียรอยด์มันเยอะมาก ตั้งแต่ 3%-30% แล้วแต่โรค
โรคทางอายุรกรรมที่ต้องใข้สเตียรอยด์บ่อย ๆ ไม่ว่าจะใช้ขนาดไม่สูงแต่ยาวนาน หรือขนาดสูงเป็นเวลาสั้น ๆ ได้แก่ โรคเอสแอลอี, โรคไตอักเสบลูปัส, โรคหลอดเลือดอักเสบ นี่คือการใช้สเตียรอยด์ในข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ได้มีการคิดผลดีผลเสียและติดตามผลข้างเคียงแล้ว ยังไม่นับการใช้ยาสเตียรอยด์ผิดประเภท หรือยานอกตำรับที่แอบผสมสเตียรอยด์อีก
ไม่มีตัวเลขระยะเวลาว่ากินนานแค่ไหนหรือขนาดมากเพียงใดจึงจะเกิด ในทางเวชปฏิบัติหากต้องใช้ยาสเตียรอยด์สิ่งที่เรามักจะทำคือ ให้เมื่อจำเป็นและพยายามลดขนาดให้น้อยที่สุดเท่าที่ใช้ได้ ใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะควบคุมโรคได้
การสังเกตอาการตัวเองจึงสำคัญ การปวดข้อสะโพกเรื้อรัง เริ่มจากยืน ออกแรง ต่อมาก็ปวดตอนไม่ออกแรง ต่อมาก็รับน้ำหนักไม่ได้ แย่สุดคือข้อทรุดกระดูกพังและอาจหักได้ เพราะเสื่อมมาก การตรวจที่ไวที่สุดคือการทำเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI ที่ตรวจจับได้ในระยะต้น แต่ก็อย่างที่กล่าวอาการมันไม่ชัดและไม่รู้เมื่อไร จะมาทำ MRI บ่อย ๆ ก็ใช่ที่ มันแพง
ส่วนใหญ่มักจะวินิจฉัยได้ในระยะหลัง ๆ ที่ภาพเอ็กซเรย์ธรรมดาตรวจพบความผิดปกติได้ (มี 4-6 ระยะ แล้วแต่จะอ้างอิงตำราใด แต่ว่าทุกอัน ระยะต้น ๆ จะตรวจยากมาก ภาพเอ็กซเรย์ก็ดูยากถ้าไม่สงสัยจริง ๆ จากประวัติ)
การป้องกันที่ดีคือ ใช้สเตียรอยด์ให้ถูกต้อง ติดตามการรักษา ระวังและหมั่นติดตามอาการปวดข้อ ในระยะแรก ๆ อาจใช้การกายภาพได้ แต่หากระยะท้าย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ระยะนี้มักจะต้องใช้การผ่าตัดรักษา เดี๋ยวนี้ก็มีหลายวิธี ไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้อสะโพกเท่านั้น แต่ละวิธีนี้คงต้องไปคุยกับคุณหมอศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ครับ
คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์ส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำและคิดตามอย่างถูกต้อง ห่วงก็แต่คนที่ได้รับสเตียรอยด์โดยผิดข้อบ่งชี้ หรือได้รับสารสเตียรอยด์จากยาชุด ยาผสมเองนอกตำรับ ที่ไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองได้รับสเตียรอยด์ กว่าจะรู้ก็ข้อเสี่อมมากหรือกระดูกสะโพกหักไปแล้ว

17 กุมภาพันธ์ 2562

readery

สำหรับคนที่รักการอ่าน หรือคนที่อยากเริ่มอ่านหนังสือ ผมมีของมาแนะนำ
แต่เกริ่นก่อนนะครับว่าไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับผู้ทำพ็อดคาสต์หรือร้านหนังสือ ไม่ได้โฆษณาแอบแฝง และไม่ได้ขออนุญาตทางต้นทางแต่อย่างใด ท่านอ่านเพื่อรู้และถ้าสนใจก็ทำตามได้ครับ
จริง ๆ แล้วมีคลิปวิดีโอหรือพ็อดคาสต์แนะนำ รีวิวหนังสืออยู่พอบ้างประปราย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนตัวนั้นแต่เดิมก็ไม่ได้ฟังครับ เพราะเคยมีความเชื่อที่ว่าหนังสือเป็นรสนิยมส่วนบุคคล คงจะมาแนะนำหรือบอกว่าดีไม่ดีนั้น ยากมาก
ร้านหนังสือออนไลน์นั้นขยับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมาไม่นาน เพราะร้านในจังหวัดลดลง จึงต้องสืบหาทางนี้แทน หนึ่งในร้านที่ใช้บริการประจำคือ readery เพราะมีหนังสือหลายแนวและมีวิจารณ์สั้น ๆ คล้ายอเมซอน จนมาวันหนึ่งได้ฟังรายการ secret sauce ของคุณเคน นครินทร์ บรรณาธิการหนังสือ the standard คุยถึงเรื่องความสำเร็จของร้าน readery พาผู้ก่อตั้งและเจ้าของมาสัมภาษณ์ ด้วยความที่เราชอบหนังสือ รู้สึกตื่นเต้นกับแนวคิดและความรักการอ่านของคุณ โจ วรรณพิณ และ เน็ต ณัฐกร มาเป็น theme ร้านที่ว่า "reading is sexy"
จนมาวันหนึ่ง รายการพ็อดคาสต์ของ readery โดยท่านเจ้าของและผู้ก่อตั้ง มาแนะนำหนังสือตอนนั้นเริ่มออกมาในช่วงงานสัปดาห์หนังสือ ว่าจะเลือกหนังสือแบบใด ตอนนี้มีอะไรใหม่ อะไรที่น่าอ่าน โดยแจกแจงแนวหนังสือเป็นตอน ๆ ทั้งวรรณกรรมไทย นิยายแปล นิยายวาย จนมาหลัง ๆ เริ่มจับแนวแบบถ้าเหงาอ่านเล่มไหน ถ้าต้องการแรงบันดาลใจ ถ้าอยากเดินทางอ่านเล่มไหน โดยทั้งคู่และคุณเอิร์ท มาร่วมกันเล่าเรื่องย่อ ๆ วิธีการอ่าน อารมณ์ของแต่ละเล่ม เรียกว่าสนุกและตื่นเต้นไปกับผู้ดำเนินรายการทั้งสามท่าน
รวมทั้งมีความรู้สึกอยากอ่าน เออ..เล่มนี้น่าสนนะ เล่มนั้นเป็นแบบนี้ เป็นแนวทางที่ดี ไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อทุกเล่มหรือเขาจะขายเล่มนั้นเล่มนี้ แต่ผมมองว่าถ้าเรารู้รายละเอียดบ้าง จะทำให้เราซื้อได้ตรงความต้องการและไม่เปลืองตังค์ด้วยซ้ำ ผมเองก็เห็นหลายเล่มที่เขารีวิวบนแผง แต่ยังไม่ได้ซื้อ เพราะเราต้องใข้เงินให้คุ้ม พอได้ยินแล้วก็ตัดสินใจได้ดีขึ้น จากที่อยากได้ไปหมด เหลือที่จะซื้อมาไม่กี่เล่ม และไม่ผิดหวัง
เล่มนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ฟังแล้วชอบ ใช้งบซื้อหนังสือประจำเดือนซื้อมาหนึ่งเล่ม และไม่ผิดหวังเลย
ลองฟังได้ที่นี่

เรื่องราวของ Swan Ganz catheter

ปอด หัวใจ เรือใบ และสายสวน : เรื่องราวของ Swan Ganz catheter
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รัก ถึงเวลาไปชงกาแฟอุ่น ๆ และครัวซองต์นุ่ม ๆ นั่งสบาย ๆ มาดื่มด่ำกับความเป็นมาทางการแพทย์อีกหนึ่งเรื่อง สายสวนหลอดเลือดแดงปอด pulmonary artery catheter หรือ Swan Ganz Catheter
ต้นศตวรรษที่ยี่สิบเกิดเหตุการณ์สำคัญในโลกคือ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เหตุการณ์นี้ได้เปลี่ยนเทคโนโลยีหลายประการทางการแพทย์ เพราะว่าการสู้รบในสงครามนี้เต็มไปด้วยอาวุธร้ายแรง ความแรงความเร็วสูง แผลที่ได้ก็รุนแรง ติดเชื้อ ความก้าวหน้าทางการแพทย์จากโอกาสนี้ไม่ว่าการผ่าตัด การใช้ยาฆ่าเชื้อ เริ่มมาจากสงครามนี้ จนกระทั่งต่อมาด้วยสงครามโลกครั้งที่สองในอีกไม่กี่สิบปี การแพทย์ก็ได้รุดหน้าด้วยความรู้ที่ได้จากสงคราม หนึ่งในนั่นคือความรู้ด้านสรีรวิทยาระบบไหลเวียนโลหิต
ความรู้เรื่องระบบไหลเวียนมีมาตั้งแต่ยุคกรีกของฮิปโปเครตีสและกาเลน แต่ได้มาพิสูจน์แบบจริงจังโดยเซอร์วิลเลียม ฮาร์วีย์ผู้เป็นบิดาระบบไหลเวียน ความรู้พัฒนาไปช้าเพราะเราไม่สามารถศึกษาคนเป็นได้ หรือคนเป็นที่ศึกษาก็มักจะได้รับอันตราย โดยมากจะเป็นทางทฤษฎีเช่น ในปี 1870 Adolph Fick ได้เสนอทฤษฎีการวัดเลือดที่บีบออกมาจากหัวใจต่อเวลา (cardiac output) โดยการวัดความเร็วและปริมาณของสารที่อยู่ในเลือด โดยวัดที่หลอดเลือดดำและแดงแล้วเอามาคำนวณปริมาณเลือดที่ไหลผ่านหัวใจในเวลาหนึ่งนาทีได้ แต่นั่นคือทฤษฎี
หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โลกตกอยู่ในภาวะการเงินอย่างมาก ทำให้หมอและนักวิทยาศาสตร์หลายคนต้องคิดวิธีรักษาใหม่ ๆ ที่ใช้ต้นทุนไม่แพง ดังเช่นคุณหมอ Frossmann
คุณหมอ Werner Frossmann นำหลักการของ Fick ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้มาศึกษา โดยเขาตัดสินใจใส่สายเข้าในหลอดเลือดเพื่อจะวัดปริมาณสีที่ฉีดเข้าไป ความเร็วสีที่ฉีดเข้าไป ความเร็วและปริมาณเลือดในตัว นำมาคำนวณจะวัดค่าปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวต่อนาที Cardiac output, CO) ได้ ค่านี้มีความสำคัญต่อระบบไหลเวียนเลือดมาก บ่งบอกความเพียงพอและการนำส่งออกซิเจนได้ดี ในตอนที่เศรษฐกิจฝืดเคืองปี 1929 เขาใช้สายสวนท่อไต (ureteric catheter) ใส่เข้าไปทางหลอดเลือดดำที่แขน โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์คอยคุมทิศทางและกะระยะตลอดทางที่จะเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา โดยมีพยาบาลสองคนช่วยสอดสายสวนและคอยดูภาพเอ็กซเรย์ โดยเขาคอยควบคุม ทำไมเขาไม่ใส่เองน่ะหรือ...ก็เพราะสายสวนนั้นเขาตัดสินใจใส่เข้าตัวเองครับ โดยไม่ได้รับการรับรองเรื่องการทดลองนี้แต่อย่างใดจากคณะกรรมการงานวิจัย
แน่นอนว่าเป็นไปตามคาด Frossmann ถูกโจมตีหนักด้วยข้อกล่าวหา "นอกคอก" ถูกคนอื่นรุมว่า ไม่คบหา เพราะคิดแหวกแนวทำให้ความคิดนี้ถูกเก็บพับไป จนกระทั่งใกล้สงครามโลกครั้งที่สอง แพทย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ได้นำแนวคิดของ Fick และ Frossmann มาใช้ในการวัด Cardiac output ได้จริง
Andre Cournand ร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานศึกษาการวัด cardiac output ในปี 1941 ผลงานของเขาในการศึกษาสรีรวิทยาหัวใจจนได้รับรางวัลโนเบลในปี 1956 ร่วมกับ Richards และ Frossmann นี่แหละครับ ตรงนั้นเป็นการจุดประกายการศึกษาสรีรวิทยาหัวใจของมนุษย์ผ่านสายสวนและพัฒนา แต่ว่าไม่เร็วนักเพราะบังเอิญตอนนั้นเกิดเหตุการณ์สำคัญ .. มหาสงครามโลกครั้งที่สอง
เราจะไปที่ตัวละครสองคนที่เริ่มมามีบทบาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
คุณหมอ Harold James Charles Swan ชาวไอริช (เรียกสั้น ๆ ว่าคุณหมอ Swan) แพทย์กองทัพอากาศ ย้ายตัวเองจากยุโรปมาอยู่ที่อเมริกาด้วยความสั่นไหวทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังสงครามโลกในปี 1951 มาที่ Mayo clinic แหล่งศึกษาสำคัญของวงการแพทย์อเมริกา ที่นี่คุณหมอได้ศึกษาและวิจัยสรีรวิทยาหัวใจโดยเฉพาะผ่านทางสายสวนต่าง ๆ มีงานวิจัยมากมายสร้างองค์ความรู้มากมาย สร้างหน่วยโรคหัวใจที่รพ. Cedars Sinai และสุดท้ายได้เป็นประธานวิทยาลัยโรคหัวใจอเมริกา (American Colleges of Cardiology)
คุณหมอ William Ganz ชาวสโลวัก เข้าศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยปราก ตอนนั้นยังเป็นเชคโกสโลวาเกีย (ก่อนแยกประเทศ) ชีวิตคุณหมอยากลำบากมาตั้งแต่ตอนนั้นเพราะเนื่องจากคุณหมอเป็นยิว ในช่วงที่ถูกนาซีเยอรมันเข้ายึดครอง รายชื่อคุณหมอปรากฏอยู่ในรายชื่อคนที่จะต้องถูกส่งไปยังค่ายกักกันมรณะเอ๊าชวิตช์ ตอนนั้นคุณหมอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ชาวสโลวักคนหนึ่ง สามารถหลบหนีได้ก่อนจะถูกส่งไปสังหาร คุณหมอต้องรอให้สงครามสงบจึงได้มีโอกาสกลับมาเรียนต่อจนจบไม่ใช่แค่จบแพทย์ยังจบปริญญาเอกด้านสรีรวิทยาและปรัชญาการเมืองของมาร์กซ์-เลนินอีกด้วย หลังจากนั้นสักพักจากสถานการณ์การเมืองของเชคโกสโลวาเกีย คุณหมอจึงต้องย้ายมาที่อเมริกา ในปี 1966
และมาพบกับคุณหมอ Swan ที่นี่ ได้ร่วมงานกันมากมาย
ในช่วงนี้ความเจริญด้านการแพทย์กลับมาอีกครั้ง สงครามเย็นทำให้การแข่งขันสูงมากในโลกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์ พัฒนาการจนเกิดห้องอภิบาลหัวใจ การวินิจฉัยโรคหัวใจผ่านสายสวนพัฒนาขึ้นมาก แต่เกือบทั้งหมดต้องใส่ผ่านสายที่มีสารทึบแสงเอาไว้ให้มองเห็นด้วยเอ็กซเรย์ นั่นคือต้องมีเอ็กซเรย์จึงใส่ได้ ห้องหับต้องใหญ่ อุปกรณ์มากมาย มีคนไม่กี่คนที่จะทำได้และได้ทำ ทั้ง ๆ ที่มีคนที่ต้องการวัดค่าต่าง ๆ ในหัวใจมากมาย
จนมาถึงจุดเปลี่ยน ...ที่อ่าวซานต้าโมนิก้า แคลิฟอร์เนีย ปี 1967
คุณหมอ Swan มาพักผ่อนที่ริมหาดและได้เห็นเรือใบที่นักแล่นเรือล่องเรือล้อเล่นลม เรือกางใบรับลม กระแสลมพัดพานำใบและเรือไปในทิศนั้น ๆ กระแสลม...กระแสเลือด ใช่แล้ว ถ้าเราสามารถส่งสายสวนให้กระแสเลือดพัดพาไปได้ เราจะส่งสายสวนไปตามทาวเดินของเลือดแบบธรรมชาติได้เลย ไม่ต้องมองด้วยเอ็กซเรย์อีกด้วย
คุณหมอ Swan กลับมาที่ทำงานที่ Cedars Sinai พร้อมแนวคิดใหม่อันน่าตื่นเต้น มาปรึกษากับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่ไฟแรงมาก คุณหมอ Ganz นั่นเอง ทั้งคู่ได้ปรึกษากันและออกแบบสายสวนหลอดเลือดชนิดใหม่ ใช้ลูกโป่งเป็นตัวนำพาสายสวนพัดพาไปตามกระแสเลือดจากหลอดเลือดดำเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา มาที่ห้องล่างขวา และไปสุดที่หลอดเลือดแดงที่ปอด ลูกโป่งจะไปอุดหลอดเลือดแดงส่วนปลาย แรงดันที่ปลายสายสวนจึงเท่ากับแรงดันหัวใจห้องบนซ้าย ต้นกำเนิดของ แรงดันและปริมาณเลือดที่จะออกไปสู่ร่างกาย left ventricular end diastolic pressure
และยังสามารถวัดค่าแรงดันตามจุดต่าง ๆ ของหัวใจที่ลูกโป่งเคลื่อนที่ผ่าน ประเมินสิ่งที่เรียกว่า กลศาสตร์ไหลเวียนเลือด ผ่านสายสวนจากหลอดเลือดส่วนปลาย ไม่ต้องใช้เอ็กซเรย์ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย ทำได้ทุกที่
Swan และ Ganz ไปขอความร่วมมือจาก Edward's Laborotories ที่ต่อมากลายเป็น Edward 's Lifescience บริษัทผลิตเครื่องมือและสายสวนหลอดเลือดชั้นนำ จนในปี 1970 สายสวนหลอดเลือดโพลีไวนิลขนาด 5 เฟรนช์ได้ผลิตออกมาและใส่เจ้าทางหลอดเลือดดำเบซิลิกที่ต้นแขน เมื่อเป่าลมให้ลูกโป่งเป็นตัวพาสายสวนไปตามกระแสเลือด ก็พิสูจน์แนวคิดใช้ได้จริงตามนั้น การวัดค่าต่าง ๆ แบบไม่ยุ่งยากอาศัยแค่รูปกราฟความดันที่ต่อปลายสาย ไม่ต้องใช้เอ็กซเรย์ ไม่ต้องใช้เครื่องมือมาก ทำได้ในทุกที่ ทุกอย่างทำได้จริง
เราเรียกสายสวนนี้ว่า pulmonary artery catheter เพราะใส่สายไปที่นั่น และเรียกอีกชื่อตามผู้คิดค้นสายนี้ว่า Swan-Ganz catheter นั่นเอง

บทความที่ได้รับความนิยม