17 สิงหาคม 2568

เศรษฐศาสตร์ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ

 ชวน ChatGPT 5.0 คุย เรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องยาวน่ารู้วันอาทิตย์

เมื่อวานลองชวนเอไอคุย และอยากลองดูว่าเอไอคิดอย่างไร น่าสนใจดีครับ ผมไม่ได้หมายความว่าให้เชื่อเอไอทั้งหมด แต่ใช้เขาช่วยหาข้อมูลและรวบรวมได้ดี
กับคำถามว่าถ้าปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนในประเทศ ดีหรือเสีย
เริ่มที่ burden ของไข้หวัดใหญ่ จากข้อมูลห้าปีย้อนหลัง พบว่ามีผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดใหญ่จากฐานข้อมูลทางการตกเฉลี่ยที่ปีละ 2.5 แสนราย แต่ค่าอาจจะน้อยกว่าปกติเพราะในปี 2021 (6900 ราย) มาตรการป้องกันโควิดทำให้ไข้หวัดใหญ่ลดลงด้วย และมีการประมาณตัวเลขไม่เป็นทางการคือ ไม่ผ่านระบบบันทึกข้อมูลที่ 7-9 แสนคนต่อปี
ผมให้คิดค่ารักษาและความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงคือยา อุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายรพ. และสูญเสียทางอ้อม คือ สูญเสียมูลค่างาน ค่ารถ แบบที่ป่วยไม่หนักนะครับ พบว่าเฉลี่ยที่ 113 ล้านบาทต่อปี ตกประมาณ 650 บาทต่อคน ในจำนวนนี้เป็นความสูญเสียทางอ้อมถึง 53%
แต่ถ้าป่วยหนักต้องแอดมิตจะมีค่าใช้จ่ายทั้งตรงและอ้อมสูงถึงคนละ 8000 บาท และหากป่วยวิกฤตจะสูงถึง 110,000 บาท …อันนี้ข้อมูลจากของจริงไม่ใช่การประมาณ
และมองภาพรวมผู้ป่วยนอกและใน ค่าใช้จ่ายและสูญเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าการระบาดปกติจะอยู่ที่ปีละ 3,000 ล้านบาท ถ้าระบาดหนักจะสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็ไปลดการป่วยหนักนี่แหละ มองคร่าว ๆ ลดการสูญเสียได้เป็น 10 เท่า
เอาล่ะต่อไป ถ้าเราจะปูพรมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกคนเลยนะ คิดค่ายาค่าอุปกรณ์ โสหุ้ยอื่น ๆ ตกคนละ 350 บาท พบว่าต้องใช้เงินที่ 350 x 65.95 ล้านคน เท่ากับ 2.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.61 ของงบประมาณแผ่นดินปี 2569 ที่เพิ่งผ่านไป
แล้วคุ้มค่ากับความสูญเสียที่คิดตอนแรกไหม ก็ป้อนค่า QALY, ICER, GDP per capita (ผมเรียนเศรษฐาสตร์สาธารณสุขมาบ้าง) ผลปรากฏว่า ถ้าฉีดทุกคน และวัคซีนมีประสิทธิผลตามการวิจัยที่ 40-60% จะลดความสูญเสียจาก 3 พันล้านมาที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท (ต้นทุนวัคซีน 2.3 หมื่นล้าน) แน่นอนว่าการฉีดปูพรมนั้น “ไม่คุ้ม”
ต่อไปใส่ตัวเลข ตัวแปรทางเศรษฐศาตร์ว่าปูพรมจะลดอัตราการป่วย การตาย การมีคุณภาพชีวิตที่ดีไหม เทียบว่าประเทศไทยกำหนดความคุ้มค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเพื่อได้ชีวิตที่ดีในหนึ่งปีว่าประมาณ 160,000 บาทต่อคนต่อปี พบว่า การฉีดปูพรมทุกคน “ไม่คุ้ม” เพราะต้องใช้ถึง 3 ล้านบาทต่อชีวิตที่ดีขึ้น หนึ่งชีวิตต่อปี
เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะค่าใช้จ่ายส่วนมากไปตกกับกลุ่มเสี่ยง แม้ว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยน้อยกว่าแต่เสียค่าใช้จ่ายมากกว่ากันเกิน 10 เท่าเมื่อเทียบกับคนแข็งแรง การฉีดวัคซีนในคนแข็งแรงที่มีจำนวนมากกว่า จึงดูไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของประเทศ
ในแง่รายบุคคล หรือตามหลักฐานตามงานวิจัยการแพทย์ ฉีดทุกคน เพราะเราไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน
เอไอแนะนำว่า วิธีที่ดีกว่าคือฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผมก็ลองให้เขาทำ subgroup เฉพาะกลุ่มเสี่ยง
ถ้าเราฉีดกลุ่มเสี่ยง 12 ล้านคนทุกคน ใช้เงินที่ 4.5 พันล้านบาท (ต้นทุนเข็มละ 350 บาท) คิดเป็น 0.1% ของงบ 69 แต่สามารถลดความสูญเสียลงมาได้พอกันกับฉีดปูพรมทุกคน (ลงมาที่ 1000 ล้านบาท) เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ที่กลุ่มนี้
เป็นเหตุผลที่รัฐบาลเลือกฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงนั่นเอง เพราะลงทุนแล้วคุ้มค่าที่สุด
แต่ปัจจุบันเรามีเงินงบวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพียง 4.5 ล้านเข็มเท่านั้น (0.04% ของงบประมาณ) และถ้ามาคิดว่าลดภาระทางสาธารณสุขเท่าไร คำตอบคือ 15-19% ของความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไข้หวัดใหญ่เท่านั้น ยังไม่ถึงจุดที่คุ้มที่สุด
เอไอแนะนำว่า ควรฉีดเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แต่ต้องครอบคลุม 100% กลุ่มเสี่ยงให้ได้ จึงจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด **ย้ำอีกครั้ง ในแง่ความคุ้มค่าของการงบประมาณนะครับ** ถ้าในแง่แต่ละคน ผมว่าควรฉีดทุกคน
นโยบายดีแล้ว เหลือแต่เพิ่มเงินและบังคับใช้ให้ได้ กระจายวัคซีนให้ได้ตามเป้า
***และข้อมูลเพิ่มมาคือ ตอนนี้ราคาซื้อวัคซีน ต่ำกว่า 100 บาทแล้วครับ ทำให้คุ้มค่ามาก***

16 สิงหาคม 2568

130/80

 แนวทางรักษาโรคความดันโลหิตสูงในยุคปัจจุบัน

ยุโรปนำมาก่อน ตามมาด้วยอเมริกา คงชัดเจนนะครับว่าต้องการควบคุมตัวเลขที่ไม่เกิน 130/80
แม้แต่ในผู้สูงวัยแค่ไหน หรือ มีโรคร่วมแค่ไหน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เกิดอันตรายจากการลดความดัน โดยเฉพาะหน้ามืดเป็นลม (ส่วนใหญ่เป็นเทคนิคการปรับยา)
ของไทยคงปรับตามในอีกไม่นาน เพราะผลการศึกษาชัดเจนว่าลดผลแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงลงได้

15 สิงหาคม 2568

เนื้องอกในหัวใจ

 เนื้องอกในหัวใจ

ไม่ได้เป็นคำเปรียบเปรยแต่อย่างใด วันนี้เราจะมากล่าวถึงเนื้องอกในหัวใจ (cardiac tumors) กันแบบง่าย ๆ นะครับ แน่นอนเมื่อหัวใจเป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งก็ย่อมเกิดเนื้องอกได้ มีทั้งแบบเนื้องอกชนิดไม่ร้าย เนื้องอกที่เป็นมะเร็ง และมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น
ถ้าว่ากันตามสถิติที่พบ เนื้องอกหัวใจที่พบมากที่สุดคือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแบบ myxoma พบรองลงมาคือ lipoma ส่วนเนื้องอกอื่น ๆ พบน้อย (ที่ว่าพบมากสุดของใจ นี่คือน้อยมาก ๆ อยู่แล้วนะครับ) ส่วนเนื้องอกชนิดร้ายพบน้อยลงไปอีกนะครับ ที่พบจะเป็น rhabdomyosarcoma เนื้องอกของกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนเนื้องอกที่แพร่กระจายมาที่พบบ่อยก็ลุกลามมาจากปอดและเต้านมครับ อีกอย่างคือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง lymphoma
อาการของเนื้องอกหัวใจคืออาการที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจ แล้วตรวจพบเนื้องอก ไม่ว่าจะเป็นหัวใจล้มเหลวบีบตัวคลายตัวไม่ดี เพราะมีเนื้องอกแทรกที่กล้ามเนื้อ หรือหัวใจล้มเหลวจากน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจอันเกิดจากเนื้องอกไประคายเคืองเยื่อหุ้มหัวใจ หรือเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมอันมีสาเหตุจากเลือดออกจากใจน้อยไป ก้อนเนื้อไปอุดตันทางเดินเลือดในใจ หรือบางกรณีก้อนเนื้องอกไปโดนสายไฟในหัวใจเกิดเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะ เรียกว่าอาการก็คือ อาการของโรคหัวใจที่ไม่เฉพาะเจาะจง เป็นกลุ่มโรคหัวใจ แล้วไปตรวจและพบว่าเจอก้อนหรือเจอน้ำในเยื่อหุ้ม
การตรวจร่างกายที่เฉพาะกับเนื้องอกหัวใจมีน้อยมากครับ ในตำรากล่าวว่า “อาจจะ” ได้ยินเสียง tumor plop คือเสียงก้อนที่มากระแทกลิ้นหรือเคลื่อนที่ไปมาระหว่างห้องหัวใจ ในชีวิตจริงเราก็จะได้ยินแหละครับ แต่บอกไม่ได้ว่าเสียงจากอะไร พอได้ยินก็ไปทำอัลตร้าซาวนด์เจอก้อน
เมื่อเจอก้อนก็จะทำการตรวจอัลตร้าซาวนด์หรืออาจต้องถ่ายภาพหัวใจแบบต่าง ๆ เพื่อศึกษาตำแหน่ง การเคลื่อนที่ จำนวนก้อน เพื่อวางแผนการผ่าตัดไปด้วย ใช่แล้วครับ การรักษาคือการเอาก้อนออกตัดก้านยึดออก ถ้าตัดหมดก็หายได้ โอกาสเกิดซ้ำน้อย เราจะไม่ผ่าตัดเอาหัวใจออกนะครับ ไม่อย่างนั้นคุณจะเป็นคนไร้หัวใจ ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้าจะใช้ในการรักษามะเร็งต้นทางที่แพร่กระจายมาที่หัวใจ การศึกษาเรื่องยาสำหรับตัวก้อนที่หัวใจโดยตรงยังมีน้อยมากครับ
หรือถ้าเป็นก้อนแพร่กระจายมา หรือผ่าตัดไม่ได้ ก็อาจจะผ่าตัดเพื่อระบายน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจออกมา ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ถูกรบกวน หลังจากผ่าตัดออกมาแล้วก็จะเอาชิ้นเนื้อมาตรวจครับ เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไป เกือบทั้งหมดเป็นเนื้องอก myxoma ที่มีก้านยึดติดกับผนังหัวใจ เราแค่ปลิดผล ตัดก้าน อันนี้ก็หาย ส่วนมะเร็งลุกลามนั้นกว่าจะมีอาการก็มักจะแย่มากแล้ว หรือหากเป็นมะเร็งแพร่กระจายจะรักษาตามต้นทางนั้น
อีกประการที่ต้องคิดต่อเนื่องคือเนื้องอกหัวใจ ส่วนใหญ่จะเป็นรายคนรายกรณี แต่อีกประมาณ 10% เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการเช่น กลุ่มอาการ CARNEY, กลุ่มอาการ NAME เราก็จะต้องไปสืบหาว่ามีโรคอื่นไหม รวมถึงมีพ่อแม่พี่น้องลูก (first degree relatives) เสี่ยงด้วยหรือไม่ ต้องไปสืบค้นในญาติด้วย ถ้าเจอก็รักษา เนื้องอกพวกนี้จะไม่มีอาการเริ่มต้นครับ อาการจะพบเมื่อมันขัดขวางการทำงานหัวใจ

14 สิงหาคม 2568

มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต

 มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต : เรื่องยาว และหาสาระมิได้

วันนี้จะมาแกะปริศนากัน ว่าด้วยเรื่องของคุณมิเชล เดอ นอสตราดัม ฟังชื่อแล้วรู้เลยสินะครับว่าเป็นคนฝรั่งเศส ผมเองรู้ภาษาฝรั่งเศสแค่ครัวซองต์กับมาการองแค่นี้เอง แล้วคนคนนี้สำคัญอย่างไร หลายท่านอมยิ้มรู้แล้ว อมยิ้มได้ อย่าอมอย่างอื่น ใช่แล้วนี่ก็คือ คุณนอสตราดามุส นักทำนายชื่อดัง
คุณนอสตราดามุส แหมชื่อยาวจัง ขอเรียกสั้น ๆ ว่าคุณมุสแล้วกัน คุณมุสในสมัยเด็กอยากเป็นหมอ แต่ก่อนที่จะเป็นหมอ คุณมุสแกไปร่ำเรียนสรรพวิชามาแล้ว สมัยปลายยุคกลางต่อกับยุคเรอเนซองค์ ที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เพราะวิชาต่าง ๆ จากกรีกและโรมันได้กลับมาที่ยุโรปอีกครั้ง จากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันออก นักปราชญ์ยุคนั้นจะเรียนทั้งศิลปกรรม การเมือง ความคิด วิศวกร ปรุงยา แหมถ้ามีวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ก็คือฮอกส์วอตเลยทีเดียว
ว่าด้วยเรื่องปรุงยา คุณมุสเธอน่าจะได้เห็นมาจากคุณตาเพราะคุณตาประกอบอาชีพแพทย์ คือหมอยุคนั้นเป็นทุกอย่างนะครับ ตรวจ รักษา ปรุงยา เรี่ยไรเงิน คุณมุสเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยอาวิยอง เรียนทุกอย่าง แต่ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะการระบาดหนักของโรคกาฬโรค มาเรียนรู้วิชาปรุงยาเอง ปรับสูตรต่าง ๆ เอาเอง เกิดยุคนี้ก็คงเป็นศาสตราจารย์สเนปหรือคณะ atellier
คุณมุสเธอสอบเข้าเรียนอีกครั้ง คราวนี้มาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลลิเยร์ในปี 1529 นี่คือมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งยุค แต่เธอเรียนไม่จบ เธอโดนเชิญออก !! เพราะทางมหาวิทยาลัยจับได้ว่าเธอแอบขายของในขณะเรียน เป็นยาปรุงพิเศษสูตรของเธอเอง ผมตามไปอ่านก็พบว่า น่าจะมีความขัดแย้งในแนวขบถของคุณมุส เพราะไปขวางแนวทางการสอนของคณะปรุงยาในสมัยนั้น เรื่องแอบขายของคงเป็นเหตุผลบังหน้า
แต่คุณมุสก็ยังประกอบอาชีพปรุงยาขายในยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคต่อไป มีชื่อยาด้วยนะว่า “rose pill” เป็นยาปรุงจากสมุนไพรนานาชนิด แบบอมใต้ลิ้น ก็คงเป็นยารักษากาฬโรคในยุคนั้น ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแน่นอน แต่ยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคในยุคคุณมุส ไม่ใช่การระบาดใหญ่เหมือนช่วงกลางศตวรรษที่ 14 จะเป็นการระบาดในช่วงสั้น ๆ และเมื่อการระบาดจบลง คุณมุสเธอย่อมงานหด เธอจึงเริ่มสนใจในเรื่องการเขียนบันทึก เรื่องของโหราศาสตร์ โชคชะตา
แม้ว่าศตวรรษที่ 16 แล้ว ยุโรปเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเต็มตัว แต่อำนาจของศาสนจักรยังคงอยู่ แถมกลางศตวรรษที่ 16 ศาสนจักรโรมันคาทอลิกพยายามยกระดับอำนาจตัวเองเพื่อคะคานและต่อสู้กับนิกายโปรแตสแตนท์ที่เพิ่งก่อตั้ง ศาสนจักรจึงรวบอำนาจโดยการจัดระเบียบและสอดส่องคนที่มีแนวคิดวิชาโหราศาสตร์ พยากรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นพวก “นอกคอก” ทำให้เราเห็นว่าวิชาเหล่านี้จะอยู่ในรูปคำทำนาย กำกวม ส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้ภาษาอื่น เขียนให้กำกวม จะได้ไม่ถูกจับ อย่างโคลงกลอน การทำนายไพ่ทาโรต์ นอสตราดามุสก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้
มีนักทำนาย โหราศาสตร์แมนไม่กี่คนที่สามารถหลุดรอดการกวาดล้างในครั้งนั้น ในขณะที่คุณมุสเธอสบายตัว แถมตีพิมพ์ผลงานเลื่องชื่อ le prophecy คำทำนายเขียนเป็นโคลงที่กำกวมแต่โคตรดัง และยังทำนายเรื่องราวของกษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรป ที่ส่วนมากอยู่ฝั่งคาธอลิก ซึ่งทางศาสนจักรไม่ปลื้มเอามาก ๆ แถมจะยังเอาผิดกับคุณมุสหลายที แต่คุณมุสไม่เดือดเนื้อร้อนใจเพราะมีเส้น
พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี จอมนางแห่งฝรั่งเศส ผู้กุมอำนาจราชสำนักฝรั่งเศสเกิน 10 ปี เกิดชื่นชอบความสามารถของคุณมุสและเชิญมาทำนายเครือญาติอยู่บ่อย ๆ และเป็นโหรหลวงด้วย ทำให้แม้คริสตจักรไม่ปลื้มแต่ทำอะไรคุณมุสลำบาก เคยมีโดนเล่นงานบ้างแต่อย่างว่า เส้นหนา ยากที่จะทำอะไรได้ (ตระกูลเมดิชีมีอำนาจในศาสนจักรเช่นกัน)
คุณมุสเธอเริ่มมีอาการป่วยมาสักพักและเริ่มป่วยหนักจากโรคเกาต์ช่วงต้นปี 1566 มีอาการปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ เหนื่อยมากขึ้น หายใจลำบากตอนนอนและบวม จากบันทึกของชาวิยอง ในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งแพทย์และโหรแห่งราชสำนักฝรั่งเศส แต่ว่าเวิร์กฟรอมโฮมเป็นส่วนใหญ่เพราะเธอป่วย เป็นการให้คำปรึกษาทางไกล
คุณมุสเธอเจ็บออดแอดมาตลอด มีลูกศิษย์คอยปรนนิบัติอยู่หนึ่งคนคือ Jean de Chavigny เป็นตัวแทน ศิษย์ทั้งวิชาแพทย์และพยากรณ์ศาสตร์ รวมทั้งเป็นคนคอยรวบรวมคำทำนายและตีความโคลงกลอนของคุณมุสในช่วงบั้นปลายชีวิต และยังทำหน้าที่เหมือนทนายความและผู้จัดการมรดกให้คุณมุสหลังเสียชีวิต
คืนวันที่ 1 กรกฎาคม 1566 คุณมุสเธอบอกกับชาวินญีก่อนเข้านอนว่า “พรุ่งนี้เธอจะไม่เห็นฉันตื่นอีก” ชาวินญีก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตื่นเช้ามาคุณมุสเธอตายจริง
เอาล่ะ มาเข้าเรื่องสาเหตุการตาย แม้จะไม่มีประวัติชัดเจนว่าคุณมุสเป็นอะไร แต่จากคำบอกเล่าของชาวินญีและคนอื่น ๆ พอระบุปัญหาได้ดังนี้
1.ปวดข้อจนเดินลำบาก เป็น ๆ หาย ๆ
2.ตัวบวมมากขึ้น
3.เหนื่อยมากขึ้น
4.นอนลำบาก
5.มีประวัติเกี่ยวข้องกับ rose pill
6.เสียชีวิตเฉียบพลัน
สาเหตุที่เป็นไปได้เรียงตามลำดับคือ
โรคหัวใจล้มเหลว… เหนื่อยมากขึ้น บวมมากขึ้น นอนราบไม่ได้ เป็นอาการหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงก็ชัดเจนคือปวดข้อเกาต์ กรดยูริกในเลือดที่สูงจะเพิ่มโอกาสโรคหัวใจ การกำเริบของเกาต์บ่อย ๆ จะเพิ่มการอักเสบและเพิ่มโอกาสการเกิดหัวใจล้มเหลวกำเริบ ในคืนที่คุณมุสเสียชีวิต เธอคงเหนื่อยมากจนไม่ไหว ส่วนเหตุกระตุ้นที่ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันคือ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดได้ทั้งคู่เลย
ไตเสื่อมเรื้อรัง …กรดยูริกในเลือดที่สูงต่อเนื่อง นอกจากเพิ่มโอกาสเกิดเกาต์ เกิดโรคหัวใจ ยังไปทำให้ท่อไตบาดเจ็บจนเกิดไตวายเรื้อรังได้ และยิ่งไตวาย กรดยูริกก็ยิ่งคั่งค้าง วนไปวนไป เกิดอาการบวม เหนื่อยได้จากโลหิตจางของไตเสื่อม หรือจากสารน้ำคั่งในเลือดจนน้ำท่วมปอด (ก็คือมาสุดที่หัวใจล้มเหลว) แต่ส่วนมาก ไตเสื่อมเรื้อรังจะยังพอนอนได้ เราจึงเห็นหนังตาบวม (puffy eye lids) หรือเยื่อบุตาบวมน้ำ (chemosis) เพราะยังนอนราบได้ ถ้านอนราบไม่ได้น้ำจะไม่ค่อยบวมที่หนังตา แต่ไตวายเรื้อรังมักจะมีของเสียคั่ง จนซึม จนเบลอ จะไม่ค่อยเฉียบพลันแบบนี้ ถ้ายา rose pill มีสารหนู มี NSAIDs ก็ทำให้ไตวายได้ด้วย
rose pill … ที่เป็นยาอมใต้ลิ้น ประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิด จากข้อมูลไม่น่ามีสารที่เพิ่มกรดยูริก หรือทำให้ไตวาย แต่กระบวนการผลิตอาจต้องใส่สารที่มีสารโลหะหนัก อันนี้ก็พอเสริมสาเหตุไตวายพอได้ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคืออะไร และไม่มีหลักฐานว่าคุณมุสเธอกินยาสูตรของตัวเอง
คราวนี้มาถึงข้อสังเกตอีกข้อของยอดนักสืบชะล้อ ฮวง ชราหน้าหนุ่ม
คุณมุสเธอเห็นอนาคตมากมาย แต่แทบไม่เคยพยากรณ์การตายของตัวเอง หรืออาจจะเคยพยากรณ์ แต่พยากรณ์นั้นไม่เคยมี “คนอื่นในโลก” ได้เห็น
คนเดียวที่รู้เห็นว่าคุณมุสยังมีชีวิตอยู่ป็นคนสุดท้ายคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยดูแลและให้ยาคุณมุสตลอดการป่วยครึ่งปีคือชาวินญี
คนเดียวที่ให้ข้อมูลช่วงหลังของปีคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยแปลบทความและ “ส่งออก”คำพยากรณ์ในช่วงหลังคือชาวินญี
คนเดียวจัดการทรัพย์สินหลังตายของคุณมุสคือชาวินญี
คนเดียวที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายและธุรการใกล้ตัวที่สุดคือชาวินญี
ก็คงเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลวนั่นแหละครับ อย่าไปคิดอะไรมากเลย

13 สิงหาคม 2568

window period ของการติดเชื้อ HIV

 window period ของการติดเชื้อ HIV : อีกรายของ acute retroviral syndrome ช่วงนี้ระบาดหนักจริง

ผู้ป่วยรายหนึ่งมีผื่นแดงขึ้นกระจายทั่วตัวมาประมาณสามวัน ผู้ป่วยมีความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV คือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนอีกคน โดยไม่ได้ป้องกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 6 วันก่อนผื่นเม็ดแรก
เนื่องจากผู้ป่วยทราบว่าเสี่ยงติดเชื้อ HIV ในวันที่แรกผื่นขึ้นจึงไปตรวจ anti-HIV ผลเป็นลบ (อันนี้จากประวัตินะครับ) ผู้ป่วยก็เลย ‘โล่งใจ’ และไปพบหมอผิวหนังเพราะผื่นขึ้นนี่แหละ คราวนี้ผู้ป่วยเชื่อจากผลตรวจว่าไม่ติดเชื้อ ก็เลยไม่ได้บอกประวัติเสี่ยง
คุณหมอผิวหนังท่านตรวจละเอียด ท่านตรวจะพบต่อมน้ำเหลืองโต ท่านจึงย้ำประวัติความเสี่ยง จึงได้ทราบเรื่องราวและแนะนำให้ผู้ป่วยไปตรวจใหม่
ผลการตรวจ Anti-HIV ที่ตอนนี้เป็นรุ่นที่ 4 ที่รวม p24 แอนติเจนด้วย ผลออกมาว่า Inconclusive
แต่เนื่องจากความน่าจะเป็นสูงมาก จึงตรวจนับปริมาณไวรัสเพิ่มเติม (เลือกการตรวจวิธีอื่น) ผลปรากฏว่านับไวรัสได้ 10 ล้านตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี นับว่าสูงมาก
หลังเริ่มยาต้านและติดตามการตรวจอีกสองสัปดาห์พบว่าผล Anti-HIV ผลเป็นบวก
น่าจะเข้าใจ window period มากขึ้นนะครับ คือ ตรวจไม่เจอแอนติบอดี ทั้ง ๆ ที่ติดเชื้อไวรัสปริมาณมหาศาลในเลือด เกิดในช่วงแรกของการติดเชื้อและมีอาการ ได้ตั้งแต่ 0-3 สัปดาห์ได้

บทความที่ได้รับความนิยม