06 สิงหาคม 2568

The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

 The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

รำลึกเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อ 80 ปีก่อน เพื่อให้รับรู้ถึงภัยสงครามและอันตรายจากระเบิดนิวเคลียร์ วันนี้มีพิธีที่สวนสันติภาพฮิโรชิมาด้วยครับ ผมขอหยิบเรื่องราวของบรรดาผู้รอดชีวิตมาบอกเล่ากัน
คนญี่ปุ่น (รวมถึงรัฐบาลด้วย) เรียกคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ว่า ฮิบัคฉะ (อันนี้ฟังจากภาษาของเขา) คนกลุ่มนี้ควรจะได้รับการดูแลถูกไหมครับ เพราะเป็นเหยื่อสงครามโดยตรง โดยที่ไม่รู้เรื่องราวและเกือบทั้งหมดเป็นพลเรือน แต่ในความเป็นจริงมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชื่นชอบฮิบัคฉะ ทั้งมองว่าเป็นปัญหาเพราะมีกัมมันตรังสีติดตัว ทำให้ฮิบัคฉะอยู่ยากพอสมควร ต่อมากลุ่มฮิบัคฉะได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น มีการบอกเล่าเรื่องราวในวันเกิดเหตุ หลายคนเขียนหนังสือและสื่อต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกคัดกรองและเฝ้าระวังจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา เนื้อหาที่ปรากฏอยู่จึงเป็นแค่บรรยายเหตุการณ์และความทุกข์ทรมาน ส่วนการกล่าวโทษอเมริกาจะถูกควบคุม
แต่ยุคนี้ ยุคข้อมูลข่าวสาร ทุกคนทราบหมดแล้ว บรรดาฮิบัคฉะมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับเรียบร้อย เรามารู้จักฮิบัคฉะบางคนกันนะครับ
1.michihiko hachiya คุณหมอฮาจิยะ เป็นคุณหมอคนแรก ๆ ที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ รพ.ของคุณหมออยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดเล็กน้อย คุณหมอเป็นคนเขียนหนังสือ Hiroshima diary ลงในวารสารการแพทย์ญี่ปุ่น บันทึกเรื่องราววันที่ 6-30 สค กล่าวถึงการเจ็บป่วยและความทุกข์ยากหลังระเบิดลง ตอนนี้มีหนังสือขายและผมก็มีหนึ่งเล่มคือ the doctor of Hiroshima
2.setsuko thurlow หรือชื่อเดิม setsuko nakamura สุภาพสตรีผู้รอดชีวิตนี้ยังเป็นนักเรียนเมื่อวันระเบิดลง เธอเติบโตและเรียนต่อที่ฮิโรชิม่า จนได้ทุนไปศึกษาต่อที่อเมริกาและแคนาดา ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด และก่อนตั้ง international campaign of abolish nuclear weapon จนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2017
3.keiji nakasawa ผู้รอดชีวิตท่านนี้เราอาจเคยเห็นผลงานเขามาแล้ว เขาถ่ายทอดประสบการณ์หลังระเบิดลงมาทางสื่อมากมาย โดยสื่อทึ่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากในประเทศไทยคือ barefoot ken การ์ตูนเรื่อง เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต แต่ผลงานส่วนมากเขาจะอยู่เบื้องหลังเนื่องจากถูกติดตามโดย CIA
4.tsutomu yamakuchi นี่น่าจะเป็นฮิบัคฉะที่โด่งดังที่สุด เพราะเขาคือคนที่รอดจากอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสองครั้ง ในวันที่ 6 สค เขามาทำงานของบริษัทมิตซูบิชิอยู่ที่ฮิโรชิมา วันที่ระเบิดเขาได้รับบาดเจ็บและหมดสติ แต่ก็ฟื้นมาได้หลังจากได้รับการปฐมพยาบาล และเดินทางกลับออฟฟิศตัวเองที่นางาซากิในวันที่ 8 สค และไปทำงานตามปกติในวันที่ 9 สค วันที่ระเบิดแฟตแมนมาลงที่นางาซากิ
ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วระเบิดลูกที่สองเจตนาไปลงที่โคคุระ แต่สภาพอากาศที่โคคุระไม่ดีนัก เลยเปลี่ยนจุดมาเป็นนางาซากิแทน และยามากูชิไม่เคยคิดว่าระเบิดจะมาลง และจริง ๆ แล้วเขาไม่เคยคิดว่าญี่ปุ่นจะก่อสงครามด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทอย่างเต็มที่เท่านั้น
บริษัทมิตซูบิชิเป็นกลุ่มทุนไซบัตซึในยุคพัฒนาอุตสาหกรรมแรก ๆ ของญี่ปุ่นเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามีส่วนร่วมกับสงครามไหม แต่พนักงานระดับล่างทั้งหมดไม่รู้หรอก การทำงานของยามากูชิไม่ได้คิดเรื่องสงครามเลย พอเรื่องราวของเขาโด่งดัง เขาก็เขียนหนังสือและเข้าร่วมในภาพยนตร์สารคดี twiced survived อีกด้วย
5.กลุ่ม nihon hidankyo กลุ่มที่ทำงานเพื่อสันติภาพและลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งบอกให้โลกรู้จึงภัยสงครามจากนิวเคลียร์รวมทั้งชีวิตที่แสนเศร้าของฮิบัคฉะ โดยผู้ที่ประสบภัยนิวเคลียร์จากฮิโรชิมาและนางาซากิ รวมทั้งผู้ที่รอดชีวิตจากการทดลองระเบิดของสหรัฐบนเรือประมงไดโกะ ฟุคุเรียว มารุ กลุ่มนี้รณรงค์มาตลอดจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2024 โดยตัวแทนคือ ทารุมิ ทานากะ ผู้รอดชีวิตจากนางาซากิ
และเป็นคำขวัญของผู้ที่ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกว่า “No More Hiroshimas” นั่นเองครับ

Hirosima : ครบรอบ 80 ปี เหตุระเบิดที่ฮิโรชิมา : 6 สิงหาคม 1945

 Hirosima : ครบรอบ 80 ปี เหตุระเบิดที่ฮิโรชิมา : 6 สิงหาคม 1945

ภาพชุดนี้บันทึกอัพโหลดไว้เมื่อสองปีก่อน ยังไม่มีเวลาเขียนบรรยาย จนลืมไปแล้ว วันนี้ครบรอบ 80 ปี เหตุการณ์ที่ฮิโรชิมา ผมขอบรรยายทั้งหมดจากความทรงจำนะครับ อาจมีเปิดไกด์บุ๊กเพื่อความสมบูรณ์บ้าง เราไปชมกันต่อเลย จากความเดิมที่ไปถึงฮิโรชิมา และ atomic dome เดินดูบรรยากาศโดยรอบ จะไปถึงสะพานและสวนสันติภาพ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ฮิโรชิมา ที่ผมถือว่า จัดแสดงได้น่าดูมาก มากกว่าที่เอาชวิตช์-เบียคาเนาเสียอีก

สิ่งที่ชื่นชอบและผมคิดว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของการสร้างและนำเสนอในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ นำเสนอชีวิตและเมืองก่อนการระเบิด ชีวิตและความเป็นอยู่ก่อนการระเบิดไม่กี่ชั่วโมง ภาพนรกบนดินของวันที่ 6 สิงหาคม รวมทั้งสิ่งที่ตามมา แสดงให้เห็นทั้งผู้คน สิ่งก่อสร้าง ความทุกข์ทรมานที่เกิดในวันนั้นและผลที่ตามมาในอีกหลายปี ทำให้เราได้จมลึกเสมือนอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นได้อย่างดี หนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากคุณได้เยือนฮิโรชิมา


ตรงไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum ในนั้นคุณจะได้เข้าไปอีกโลก ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง (อาจเพราะเงินเยอะจากคนเข้าชมมากก็ได้) ที่นี่เสียตังค์นะครับ ใครที่ไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้า ก็ต่อคิวยาวสักหน่อย แต่ว่าเร็วเพราะระบบจัดการเขาดีมาก สามารถเลือกหูฟังบรรยายภาษาอังกฤษเป็นผู้บรรยายตามจุดต่าง ๆ ได้ แต่ผมไม่ได้รับเอามาครับ ข้างในมีบรรยายอย่างละเอียดแล้ว ผมถนัดอ่านและซึมซับจากจินตนาการมากกว่าฟัง เอ่อ..ไปญี่ปุ่นคราวนี้ผมก็ได้ยินเสียงภาษาไทยตลอดนะครับ ยกเว้นที่นี่


ผมเดินเล่นตลอดสวนสันติภาพ สิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษามาตลอดหนึ่งปีก่อนมาเยือนที่นี่ มันพร่างพรูออกมาไม่รู้จบสิ้น ทุกครั้งจะมีความรู้สึกแบบนี้ จริง ๆ แล้วผมแนะนำให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อนนะครับ เราจะ “อิน” กับบรรยากาศมากขึ้น นาฬิกานี้ตั้งอยู่หน้าอนุสรณ์รายชื่อผู้เสียชีวิต ที่ต้องเดินลงไปอาคารใต้ดิน คุณสังเกตเวลาที่ปรากฏบนหน้าปัดไหมครับ นั่นคือเวลาที่ระเบิดลิตเติ้ลบอยถูกจุดขึ้นเหนือเมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 สถานที่แห่งนี้ เวลาถูกหยุดเอาไว้ที่ตรงนี้ครับ


ศิลาโค้งนี้เป็นศิลาสุสานชื่อว่า memorial cenotaph ใต้ศิลานี้ระบุชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ฮิโรชิมานี้ เพื่อปกป้องดวงวิญญาณให้สงบสุข

เช่นกันครับบรรยากาศตรงนี้สงบมาก มันไม่ใช่แค่ว่าทุกคนสงบนิ่งเคารพนะครับ แต่บรรยากาศ ท่าทีคนที่มาเคารพ แววตา ผมยืนสังเกตอยู่นาน ทุกคนทำด้วยใจ ทำให้พื้นที่ตรงนั้นเหมือนหยุดนิ่งให้กับดวงวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตเมื่อ 80 ปีก่อน

และถ้ามองตรงไป เราจะเห็นเปลวไฟสันติภาพ ที่จุดขึ้นเพื่อนำทางสันติภาพตั้งแต่ปี 1965 และไม่เคยดับ

และมองตรงไปสุดสายตานั่นคือ atomic dome อาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของฮิโรชิมานั่นเองครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ไฟกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ฮิโรชิมา ก็มาจุดที่เปลวไฟสันติภาพที่สวนแห่งนี้เช่นกันครับ

รวมทั้งภาพแห่งความทรงจำที่ท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกามาเยือนที่นี่ พร้อมกับคำนับเคารพดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย 


“This is our cry, this is our prayer: for building peace in the world". น้ำตาและเสียงเพรียกแห่งสันติภาพ คนที่เสียชีวิต และบรรดาเหล่าฮิบาคุชะ ผู้รอดชีวิตจากนิวเคลียร์ คงต้องการสื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นฮิโรชิมาอีกแล้ว



ตู้กระจกที่รายล้อมอนุสาวรีย์เต็มไปด้วยนกกระเรียนกระดาษทำเป็นโมบายล์อย่างสวยงาม พร้อมระบุที่มาของแต่ละสาย แต่ละกลุ่ม ผมเดินอ่านโดยรอบ มาจากทั่วทุกมุมโลกจริง ๆ ครับ เรื่องราวของซาดาโกะและสันติภาพ ผลจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ได้รับรู้ถึงทุกคนบนโลก ตามเจตนารมณ์ของการสร้างสวนสันติภาพแห่งนี้

ใต้อนุสาวรีย์ในระฆังที่ทุกคนจะมาเคารพดวงวิญญาณของซาดาโกะ และเด็กผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพรากชีวิตด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ผมเห็นเด็กนักเรียนญี่ปุ่นมาโค้งคำนับที่นี่ และเอื้อมมือไปสั่นกระดิ่ง ผมต่อแถวและเข้าไปเคารพ พร้อมสั่นกระดิ่ง ขอบอกว่าข้อมูลทุกอย่างของฮิโรชิมาและสงครามวันนั้น ที่อัดแน่นเต็มสมองผม หลั่งไหลออกมาทางน้ำตา บรรยากาศเงียบสงบมาก ที่นั่นคือที่ที่มีสันติภาพที่แท้จริง


เสานี้คือ อนุสาวรีย์ถึง ซาดาโกะ ซาซากิ เรียกว่า children’s peace monument เป็นจุดที่เด่นที่สุด โครงสร้างสามขา สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ บนยอดคือเด็กน้อยชูนกพิราบแห่งสันติภาพเอาไว้ รายล้อมด้วยตู้บรรจุนกกระเรียนกระดาษจากทั่วทุกมุมโลก รำลึกถึงซาดาโกะ ที่เธอเองไม่มีลมหายใจพับครบหนึ่งพันตัว แต่ความฝันของเธอถูกเติมเต็มจากเด็กทั่วโลก เพื่อบอกถึงเจตนารมณ์ว่าจะไม่มีระเบิดนิวเคลียร์อีก



05 สิงหาคม 2568

สิ่งที่ประชาชนควรทราบจากแนวทางการรักษาโรคมาลาเรียประเทศไทยปี 2568

 สิ่งที่ประชาชนควรทราบจากแนวทางการรักษาโรคมาลาเรียประเทศไทยปี 2568

แนวทางนี้ออกแบบมาให้คุณหมอบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นหลักนะครับ ว่าด้วยการรักษาเกือบทั้งหมดและผมคิดว่าทุกคนควรรับทราบว่ามีแนวทางนี้ เวลาเจอคนไข้จะได้หยิบมาเปิดได้ เพราะโรคมาลาเรียไม่ได้เกิดบ่อยกับทุกภูมิภาคแต่สามารถเจอได้บ้างเพราะทุกวันนี้เราเดินทางกันสะดวก สำหรับประชาชนทั่วไปก็มีข้อที่ควรทราบเช่นกันนะครับ
1.ไข้สูงเป็นรอบทุก 36-48 ชั่วโมง และประวัติเข้าดินแดนระบาดโดยเฉพาะพื้นที่ชายขอบฝั่งภาคตะวันตก คือข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัย อาจพบปัสสาวะเข้มเป็นสีดำ ตับโตได้ แต่ถ้าเริ่มเหลือง เริ่มซึม อันนี้จะเริ่มอันตรายแล้ว และยังต้องคิดถึงไข้มาลาเรียเอาไว้เสมอ หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุในบ้านเรา
2.เชื้อมาลาเรียมี 5 ชนิด แต่ที่ก่อปัญหามากคือ plasmodium falciparum อันนี้ขึ้นสมองได้ ตายได้ง่าย รองลงมาคือ plasmodium vivax อาการเบากว่า สำหรับพลาสโมเดียมอื่น ๆ พบบ้างประปราย โรคมาลาเรียมักเป็นไข้เฉียบพลัน ดีขึ้นแย่ลงในเวลาเป็นสัปดาห์ ยกเว้นตัวเชื้อ plasmodium vivax และ plasmodium ovale ที่อาจมีเชื้อสงบแฝงในตับ และออกมาเป็นพัก ๆ ได้
3.เราสามารถวินิจฉัยยืนยันมาลาเรียทางห้องแล็บไม่ยากนัก โดยการเจาะเลือดดูด้วยกล้องดูตัวปรสิตในเม็ดเลือดก็แยกได้ครับ และการตรวจนี้จำเป็นมาก นอกจากวินิจฉัยและแยกโรคแล้ว ยังสามารถนับปริมาณเชื้อปรสิตเพื่อบ่งบอกความรุนแรงได้ด้วย หากรุนแรงต้องถ่ายเลือด เรามีชุดตรวจแยก plasmodium falciparum ออกจากเชื้ออื่นได้ง่าย เพราะเชื้อตัวนี้อันตราย สุดท้ายเราสามารถหาสารพันธุกรรมแยกโรคได้ชัดเจน
4.สำหรับเรื่องการรักษา ประชาชนเราท่านต้องทราบข้อมูลสำคัญสามประการ
4.1 รุนแรงกับไม่รุนแรง หากอาการรุนแรง มีผลแทรกซ้อน หรือมีความเสี่ยงสูง เช่น ปริมาณปรสิตในเลือดสูงมาก หรือตั้งครรภ์ จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และอาจต้องใช้ยาฉีด artesunate จนกว่าอาการจะดีขึ้น แต่หากอาการไม่รุนแรงจะใช้ยากินได้ คือยา dihydroartemisinin-piperoquine, primaquine, chloroquine, tefanoquine
4.2 พื้นที่อาศัย ท่านอยู่ที่**ศรีษะเกษหรือ**อุบลราชธานีหรือไม่ ข้อมูลทางระบาดวิทยาระบุว่าเป็นพื้นที่มีการดื้อยาสูง หากเป็นมาลาเรียชนิด plasmodium falciparum ในสองจังหวัดนี้จะใช้ยากิน artesunate-pyronaridine ร่วมกับยา primaquine
4.3 ภาวะพร่องเอนไซม์ G-6-PD เนื่องจากยาที่ใช้รักษามาลาเรียหลายชนิดโดยเฉพาะ primaquine ที่ต้องปรับขนาดในโรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD และ tefanoquine ที่ห้ามใช้ และหากเราไม่ทราบว่าเราพร่องเอนไซม์หรือไม่ก็จะมีชุดตรวจวัดระดับเอนไซม์นี้แบบรู้เร็ว จริง ๆ แล้วการปรับยาจะจำเป็นในการรักษามาลาเรียที่ไม่ใช่ falciparum ซึ่งไม่เร่งด่วนเท่า จึงมีเวลาในการเตรียมการ มีเวลาในการส่งตัวหรือสามารถใช้ยาขนาดต่ำไปก่อนได้
5.การรักษามาลาเรียรุนแรง จะใช้ยา artesunate เป็นหลัก แต่ในสถานพยาบาลที่ไม่มียานี้ อีกตัวเลือกคือเพื่อนเก่าของเรายา quinine sulfate ที่ต้องระมัดระวังมาก ๆ คือ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ดังนั้นโรคประจำตัวกลุ่มโรคหัวใจ จะต้องทราบชนิดของโรคและยาที่ใช้ให้ชัดเจนนะครับ
6.การติดตามการรักษาสำคัญมาก เพราะต้องติดตามความรุนแรงของโรคและนับเชื้อมาลาเรียในเลือด โดยจะติดตามบ่อยในช่วงเดือนแรก สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยา primaquine และ tefanoquine ต้องติดตามผลข้างเคียงสำคัญคือเม็ดเลือดแดงแตก (มาลาเรียก็ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกเช่นกัน) และหากเป็น plasmodium vivax หรือ plasmodium ovale จะต้องติดตามยาวนานถึง 3 เดือน เพราะอาจพบภาวะติดเชื้อแฝงในตับ (hypnozoite..hypnos = หลับ)
7.ถ้ารักษาแล้วล้มเหลว ส่วนมากต้องเน้นย้ำเรื่องการกินยา จะต้องให้การรักษาซ้ำด้วยยาสูตรต่างจากเดิม อย่างไรก็ต้องติดตามและรักษาจนกว่าจะพิสูจน์การหายได้
ประมาณนี้ที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ จะได้เข้าใจกระบวนการรักษา ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต้องอ่านให้ครบและเข้าใจ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีครับ

04 สิงหาคม 2568

หนังสืออายุรศาสตร์เล่มแรก

 นี่คือหนังสืออายุรศาสตร์เล่มแรกที่รู้จัก ที่อ่านจบ พี่ ๆ บอกว่า อ่านเล่มนี้จบกับคู่มือแพทย์เวร สอบผ่านแน่

เป็นหนึ่งในเล่มที่เขียนดีครับ หลายคำแนะนำและแนวทางยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ และถึงแม้หลายคำแนะนำจะเปลี่ยน แต่หลักการคิดยังใช้ได้และเป็นจริง
ไปสรรหามาจนได้ ทำไมช่วงนี้ถึงรำลึกเรื่องเก่า ๆ ได้เก่งจังก็ไม่รู้
ไหนใครเคยผ่านเล่มนี้มาบ้าง รายงานตัวด้วย
อ.สุมาลี นิมมานนิตย์ ท่านจากพวกเราไปแล้วนะครับ อาจารย์ผู้แต่งหลายท่านก็เกษียณอายุไปแล้วเช่นกัน



02 สิงหาคม 2568

ระดับวิตามินดีในเลือด มันสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันด้วยหรือ

 มีคนส่งข้อความมาถามว่า ระดับวิตามินดีในเลือด มันสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันด้วยหรือ และถ้าเราติดเชื้อบ่อย ๆ ควรไปตรวจระดับวิตามินดีและชดเชยหรือไม่

เป็นคำถามที่ดีนะครับ ผมขออธิบายเป็นข้อ ๆ ให้คิดตามง่ายครับ
1.วิตามินดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันครับ แต่เป็นเพียงส่วนเติมเต็ม ส่วนประกอบ ไม่ได้เป็นส่วนหลัก
2.ถ้าเราศึกษาในหลอดทดลองว่าถ้าไม่มีวิตามินดี จะพบว่าระดับภูมิคุ้มกันบางส่วนลดลง การทำงานลดลง
3.แต่นั่นคือ ผลหนึ่งต่อหนึ่งในหลอดทดลอง ในตัวคนจริง ๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ยังมีสารอาหารอื่น ยังมีกลไกภูมิคุ้มกันอื่นที่มาทำงานป้องกันร่างกาย
4.มีการศึกษาว่า ผู้ป่วยที่วิตามินดีต่ำ จะมีการติดเชื้อไวรัสมากกว่าคนที่วิตามินดีปกติ .. อันนี้จริง แต่เกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาแบบ cross-section คือศึกษาเพียงจุดเวลาใดเวลาหนึ่ง และการศึกษาแบบ retrospective เก็บข้อมูลย้อนหลัง
5.การศึกษาทั้งสองแบบนี้ สามารถบอกได้แค่ความสัมพันธ์ ไม่สามารถบอกความเป็นเหตุเป็นผลกันได้ และเป็นการศึกษาที่มีความแปรปรวนสูง เนื่องจากไม่ได้เจตนามองหาความสัมพันธ์ตั้งแต่แรกเก็บข้อมูล ตัวแปรต่าง ๆ หรือฐานข้อมูลต่าง ๆ จะไม่ครบ
6.เกือบทั้งหมดเป็นแบบสอบถาม และเวชระเบียนย้อนหลัง ปัญหาสำคัญคือ คำถามต่างกัน คำตอบจะต่างกันเลยแปลผลต่างกัน และเรื่อง recall bias จำได้ จำไม่ได้ ความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลด้วย
7.ข้อที่ผ่านมาทั้งหมด คือ ความสัมพันธ์ของวิตามินดีกับภูมิคุ้มกันและการติดเชื้อไวรัส ที่แม้มีหลักฐานแต่ก็ไม่หนักแน่น ยากจะสรุปความเห็นเหตุเป็นผล
8.ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่า เติมวิตามินดีเข้าไปแล้วคนนั้นจะลดการติดเชื้อไวรัส หรือภูมิคุ้มกันดีขึ้นจริง ไม่ว่าคนนั้นขาดหรือไม่ขาดวิตามินดี ในระดับที่ส่งผลทางคลินิก คือ ไม่มีอาการ ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่เกิดผลแทรกซ้อนจากโรค
9.จะเติมวิตามินดี ก็เติมได้ หวังผลเพิ่มระดับวิตามินดี หรือจะเพื่อรักษากระดูกพรุน รักษาระดัยแคลเซียมในเลือดต่ำ ก็ว่ากันไป แต่ไม่สามารถอ้างเรื่องผลต่อภูมิคุ้มกัน หรือ ลดการติดเชื้อได้
10.กินอาหารหลากหลาย ให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายประจำ รับแสงแดดบ้าง แค่นี้ก็พอไหว ถ้าจะต้องใช้ยาวิตามินดี ควรอยู่ในความดูแลและติดตามผลจากแพทย์และเภสัชกร

บทความที่ได้รับความนิยม