06 เมษายน 2567

ตับวายจากการดื่มเหล้า

 เหล้า ตอนกินก็ยังดี แต่ตอนป่วย..อาจไม่ได้กลับบ้าน

ผู้ป่วยสุภาพบุรุษวัยกลางคน เข้ารับการรักษาด้วยภาวะตับวายเฉียบพลัน ตัวเหลือง สับสน อาการรุนแรงจนสุดท้ายพาอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลวไปหมด สูญเสียค่ารักษาพยาบาลในห้องไอซียูเกือบล้านบาท โดยผู้รับผิดชอบคือ คนใกล้ชิดที่คอยเตือนให้หยุดเหล้ามาตลอด และคนที่เศร้าเสียใจคือพวกเขาอีกเช่นกัน
มีเรื่องที่อยากฝากบอกจากการถามประวัติของผู้ป่วย ดังนี้
1.ผู้ป่วยดื่มเบียร์บ้าง เหล้าบ้าง ปริมาณไม่มาก ประมาณสัปดาห์ละห้าวัน ต่อเนื่องกันประมาณ 8 ปี … คิดเป็นปริมาณคือประมาณ 45 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวัน ก็เยอะนะแต่อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจนของโรคตับจากแอลกอฮอล์ และ ณ เวลานั้น คนใกล้ชิดเริ่มเตือนว่าดื่มมากไปแล้ว ผู้ป่วยบอกว่าก็ดื่มเป็นปกติ ไม่เยอะและตัวเองยังแข็งแรงดี จึงดื่มต่อไป
2.ผู้ป่วยดื่มหนักมากในช่วงห้าปีหลัง คือ ดื่มเหล้าขาวและเหล้าสี วันละ 'หนึ่งขวดกลม' ต่อเนื่องกัน อันนี้ต้องถามย้ำหลายครั้ง เพราะเยอะมาก … คิดเป็นปริมาณคือ 240 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวันต่อเนื่องกัน และ ณ เวลานั้น คนใกล้ชิดก็เริ่มเตือนมากขึ้น ขู่ บังคับ ให้ดื่มลดลง แต่ผู้ป่วยก็ไม่ฟัง และดื่มต่อไป
3.ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อโรคตับอักเสบจากเหล้าที่ชัดเจนตามเกณฑ์คือ 60-80 กรัมแอลกอฮอล์ต่อวัน ต่อเนื่องกัน 20 ปี สำหรับผู้ป่วยรายนี้ก็น่าจะถึงเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่า ดื่มน้อยกว่านี้จะไม่เป็นนะครับ ดื่มน้อยกว่านี้ก็มีผลเช่นกัน ยิ่งคนที่เป็นโรคตับเรื้อรังอื่น ๆ ตัวเลขที่ส่งผลน่าจะต่ำกว่านี้
4.ห้าปีหลังมานี้ คนใกล้ชิดให้ประวัติว่าผู้ป่วยเครียดหลายเรื่อง ปัญหาครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ปัญหาที่ทำงาน จึงเลือกดื่มเหล้าเพื่อลืมปัญหา … แต่ความเป็นจริงคือปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข และยิ่งมากขึ้นอีกเพราะตัวผู้ป่วยมีสมรรถนะในการทำงาน การแก้ปัญหาที่ลดลง จากแอลกอฮอล์
แม้จะมีตัวเลขว่า การดื่มแอลกอฮอล์ที่เริ่มมีผลต่อสุขภาพ คือไม่เกินหนึ่งดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับสุภาพสตรี และไม่เกินสองดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับสุภาพบุรุษ แต่ไม่ได้หมายความว่าดื่มตามนี้แล้วจะไม่มีผล มันมีผลนะครับ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับแต่ละบุคคล
เหมือนกับบุหรี่ คือ ตอนที่ใช้เหล้าหรือบุหรี่ จะยังไม่มีความผิดปกติทางร่างกาย แต่เมื่อเกิดโรคจากเหล้าและบุหรี่ คนไข้ทุกคนจะนึกเสียใจ เสียดาย 'รู้อย่างนี้ เลิกเสียตั้งแต่ตอนนั้น'
และสิ่งที่ผู้ติดเหล้าและบุหรี่คิดว่า 'มันก็เป็นผลเสียแต่ตัวฉัน ไม่ได้กระทบกับใคร' ความเป็นจริงแล้ว มันส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของตัวเอง เสียงถอนหายใจและแววตาเศร้าจากญาติผู้ป่วยทุกคนที่ผมรักษาโรคกลุ่มนี้มา บ่งบอกได้อย่างดีถึงผลกระทบ 'ในทุกมิติ' ของการใช้สารเสพติดครับ

05 เมษายน 2567

Fulminant Hepatic Failure .. ตับวาย

 Fulminant Hepatic Failure .. ตับวายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ภาวะตับวาย เป็นภาวะที่รุนแรงอันตรายไม่แพ้ไตวายหรือหัวใจวาย เนื่องจากมีการรักษาระหว่างรอให้ตับดีขึ้น (intervention treatment) ที่ไม่มากนักและการผ่าตัดเปลี่ยนตับเป็นเรื่องที่ยากของไทย
Fulminant Hepatic Failure จะใช้กับตับวายเฉียบพลัน คือ มีการอักเสบรุนแรงมากหรือสูญเสียหน้าที่เกือบทั้งหมด และต้องมีภาวะสมองผิดปกติจากโรคตับวายที่เรียกว่า hepatic encephalopathy ร่วมด้วย
ระยะเวลาตั้งแต่เห็นว่าเริ่มผิดปกติ ที่พบบ่อยคือ ตัวตาเหลือง จนถึงตับวาย จะกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 8 สัปดาห์ เรียกว่าเร็วมาก แต่ความเป็นจริงแล้วเร็วกว่านั้นมาก อาจจะเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
และคำจำกัดความระบุว่า ต้องไม่มีโรคตับที่ชัดเจนมาก่อนเลย คำกล่าวนี้แบ่งได้สองแบบคือ ตับสด ๆ ใส ๆ ไร้โรคภัย แล้วมาเจอเหตุรุนแรงมากเช่น ช็อก หรือพิษจากยา หรืออีกแบบคือมีโรคตับแหละ แต่เป็นแบบซ่อนเร้นไม่มีอาการไม่รู้มาก่อน เช่น โรคทางเมตาบอลิกบางอย่าง Wilson Disease โรคที่มีการตัดการแร่ธาตุทองแดงผิดปกติ จนคั่งในอวัยวะต่าง ๆ หรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมานาน ไม่มีอาการแล้วอยู่ดี ๆ โรคกำเริบหนัก
แต่ถ้ามีโรคตับมาก่อน รักษามานานแล้ว ต่อมากำเริบด้วยเหตุใด หรือวายด้วยเหตุใด จะใช้ acute hepatic failure หรือเป็นตับแข็งมานาน อาการคงที่แล้วทรุดลงเร็วมากจะเรียก acute decompensated hepatic cirrhosis
สาเหตุของตับวายเฉียบพลันไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยที่พบบ่อยคือ
1.ยา โดยเฉพาะ 'พาราเซตามอล' ที่เกินขนาด
2.สารพิษ ที่บ้านเราเจอบ้างคือ เห็ดพิษ amanita
3.ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน
4.โรคหลอดเลือดดำที่ตับอุดตัน (acute Budd Chiari syndrome)
5.ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตัวเองมาทำลายตับ
6.โรค Wilson disease ทองแดงคั่งในตัว
7.ไขมันพอกตับเฉียบพลันในหญิงตั้งครรภ์

03 เมษายน 2567

ยาเบาหวาน ยาไขมัน ยาความดัน ยาไต ยาหัวใจ ... ลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดโรคแทรก

 ยาเบาหวาน ยาไขมัน ยาความดัน ยาไต ยาหัวใจ ... ลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดโรคแทรก

คุณน่าจะเคยได้ยินคุณหมอบอกว่าเลือกใช้ยานี้เพราะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรค น่าจะเคยได้ยินข่าวยานี้ยานั้นได้ประโยชน์มากกว่ายาหลอกจริง
เมื่อคุณพร้อมกิน คุณหมอพร้อมจ่าย ถามว่าคุณได้ประโยชน์ดังกล่าวนั้น ทันทีเลยไหม ... หึหึ มันก็มีเงื่อนไข
การศึกษายาที่ใช้ในโรคเรื้อรังต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ทุกการศึกษาจะเขียนว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะได้รับคำแนะนำการปฏิบัติตัว มีการวัดผลการปฏิบัติตัวว่าทำอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะยาทดลองหรือยาหลอก หมายถึงประโยชน์จากยา จะเกิดภายใต้ภาวะนี้ด้วย ไม่ใช่ว่ากินยาอย่างเดียวตามการศึกษา แล้วจะได้ผลตามนั้นโดยไม่สนใจปัจจัยอื่น
และการศึกษาส่วนมาก ..เน้นว่าส่วนมาก..บอกว่าเมื่อรักษาโรคเดิมได้ตามมาตรฐานจนคงที่ เมื่อใส่ยาทดลองจะมีประโยชน์มากกว่ายาหลอก หมายถึง โรคเดิมก็ต้องรักษาครบถ้วนตามมาตรฐานตามที่เข้าอ้างอิงในการทดลองด้วย ไม่ใช่ ฉันจะจ่ายยา ฉันจะกินยา ไม่ดูพื้นฐานที่สำคัญ ก็คงไม่ได้ประโยชน์ตามนั้น
ยาแพง ยาใหม่ จะได้ประโยชน์เพิ่ม ก็ต้องทำตามเงื่อนไขแบบที่ทดลองด้วยครับ จึงได้ประโยชน์จากความใหม่ ความทันสมัย ความแพง ได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างที่ดีคือยาเบาหวานหลายชนิดที่ลดการเกิดโรคหัวใจ ก็ต้องปฏิบัติตัวเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่กินยาดียาแพง แต่กินน้ำอัดลม อมท้อฟฟี่ จี่หน้าเหนียว เทียวเปิดตู้เย็น เน้นเบเกอรี่ .... แบบนี้ก็ไร้ผลครับ

02 เมษายน 2567

การลดยาความดันโลหิต

 แล้วทำการบ้าน จดความดัน วัดความดันที่บ้านมาให้คุณหมอแบบนี้ ดูดีแบบนี้ จะได้ลดยาลงไหม ..??

คำตอบนี้จะต้องอ่านดี ๆ นะครับ
เป้าหมายการรักษาโรคความดันโลหิตสูงทึ่แท้จริง ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขให้อยู่ในเกณฑ์ แต่คือการลดอันตรายระยะยาวจากผลแทรกซ้อนโรค ที่สำคัญคือ หัวใจวาย ไตวาย และอัมพาต
ดังนั้นหากการใช้ยาแล้วสามารถลดอันตรายดังกล่าวได้ ถึงแม้ค่าความดันลดลงตามเกณฑ์ แต่จะไม่หยุดยา เพราะยายังทำหน้าที่สำคัญของมันอยู่
ตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่หัวใจโต มีโปรตีนรั่วทางปัสสาวะ อันนี้ควรให้ยาต่อไปแม้คุมความดันได้ดี เพราะป้องกันไตวายหัวใจวายได้ ยกเว้นจะมีโทษรุนแรงจากยา
แต่หากคุณเพิ่งเริ่มเป็นความดันโลหิตสูงไม่นาน ไม่มีโรคร่วม แข็งแรงดีเตะปี๊บดัง เมื่อปฏิบัติตัวเหมาะสม ความดันลดลงแล้ว อาจจะพิจารณาหยุดหรือลดยาลดความดันได้ครับ
โรคความดันโลหิตสูง วินิจฉัยจากตัวเลข
แต่เราไม่รักษาเพียงตัวเลขครับ เรารักษาคุณ รักษาคน

01 เมษายน 2567

white coat hypertension

 white coat hypertension

คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ความดันโลหิตตอนอยู่บ้านปกติ แต่เมื่อไป รพ. ความดันโลหิตจะสูงขึ้น วัดซ้ำหรือพักนาน ๆ ก็ยังสูง
แบบนี้จะยังมีอันตรายจากโรคความดันโลหิตสูงนะครับ สูงกว่ากลุ่มคุมได้ทุกที่ทั้งบ้านและ รพ.
ต้องหาปัจจัยเสี่ยงอื่นที่คุมไม่ได้ เช่น ทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ ระดับยาไม่สม่ำเสมอ
และพยายามควบคุมให้ดีที่สุด แต่ไม่ใช่จะสำเร็จทุกราย
รักษาปัจจัยเสี่ยงควบคุมความดันไม่ได้ เลือกใช้ยาให้ครอบคลุมการทำงานทั้งวัน และอย่าลืมติดตามค่าความดันโลหิตต่อเนื่องครับ

บทความที่ได้รับความนิยม