18 กุมภาพันธ์ 2567

คู่มือสอบ

 ชวนคุย แวะร้านหนังสือแล้วเจอคู่มือสอบ

สมัยเรียน ม.ปลาย ผมเป็นเด็กหลังห้อง เรียนในห้องพอได้บ้าง แต่ชอบอ่านเอง ด้วยความที่ตัวเองฝังตัวในห้องสมุด เลยได้เห็นและอ่านหนังสือ 'คู่มือสอบ' ด้วยตัวเอง และขอบอกตามตรงว่า หนังสือเรียนของ สสวท. ของกระทรวง ผมอ่านไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร เลยมาฝึกวิชากับตำราเหล่านี้
ที่จำได้เพราะ ตำราที่อ่านจะแต่งโดยคนสองคน ที่นามสกุลเดียวกัน ทั้งคู่แต่งงานหรือครอบครัว
อ่าน ทำแบบฝึกหัด ตั้งแต่เล่มหนึ่งถึงเล่มหก ทั้งหมด ไม่ได้ซื้อเลยครับ อ่านและยืมทั้งสิ้น รูปนี้ก็โหลดมาจากอินเตอร์เน็ต ไม่ได้ขออนุญาต แต่ไม่ได้มาใช้เชิงการค้าครับ
1. คณิตศาสตร์ เป็นเล่มเล็กขนาด A5 ของ อ.สมัย และ พัวพรรณ เหล่าวาณิชย์ จำได้ว่าทำ เมตริกซ์ เป็นก็เล่มนี้ และคิดว่า แต่ก่อนฉันทำได้ไงวะ
2.ชีววิทยา อ.ปรีชา และ อ.นงลักษณ์ สุวรรณพินิจ หนังสืออาจารย์ละเอียดมาก จำได้ ละเอียดกว่าหนังสือชีวะของ รร. หลายเท่า
3.เคมี ของ อ.นิพนธ์ และ อ. คณิตา ตังคณานุรักษ์ ขอบอกว่า (เป็นนิสัยไม่ดี) เคมี ไม่เคยอ่านของกระทรวงเลย อ่านและทำแบบฝึกหัดของ อาจารย์ทั้งสองตลอดสามปี
4.ฟิสิกส์ เดิมทีอ่านของ ครอบครัว 'ทมทิตชงค์' ในชุดแอพพลายด์ฟิสิกส์ แต่หลัง ๆ ใช้แค่ฝึกทำโจทย์ จำได้ว่ารวมเล่มโจทย์เยอะมาก ผมเป็นคนโง่ฟิสิกส์ แต่ได้หนังสือคู่มือของ อ.อดิชาต บ้วนกียาพันธุ์ นี่แหละ ทำให้เข้าใจ และผมมาอ่านฟิสิกส์ประมาณหนึ่งปีกว่า ก่อนสอบ (เพราะไม่เข้าใจเลย ไม่ค่อยสนใจ)
5.อังกฤษ อันนี้หารูปไม่ได้ แต่ผมมีตำรามือสองจากจตุจักร ของ อ.สำราญ คำยิ่ง และฝึกทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ย้อนหลัง กับอ่านหนังสือพิมพ์อังกฤษ เลยพอถูไถคะแนนมาได้
แต่ทราบไหมครับ จากที่ผมทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ย้อนหลัง 10 ปี ทำเอง จับเวลา ดูเฉลย ในทุกวิชาทั้งหกวิชา วิชาที่ผมได้คะแนนมากที่สุดคือ วิชา สามัญ 1 หรือไทย+สังคม ในตอนนั้น (จริง ๆ ผมควรไปเรียนสายศิลป์นะ) ได้ในระดับ 80-85% เลยทีเดียว และทั้งหมด อ่านจากตำราและหนังสือในห้องเรียนอีกด้วยครับ
เห็นหนังสือคู่มือสอบสมัยนี้เต็มร้านหนังสือ หลากหลายรูปแบบ เป็นโอกาสที่ดีมากจองเด็กนักเรียนยุคนี้ ที่ผมเปิดอ่านแล้วคิดถึงอดีตว่า
'แต่ก่อนฉันทำได้อย่างไรเนี่ย'

stretcher

 stretcher

stretch คำกริยาในภาษาอังกฤษ แปลว่า เหยียดออก แผ่กางออก แน่นอนเมื่อเติม suffixs -er เป็น stretcher คือ อะไรหรือใครที่ทำให้เหยียดออก แผ่ออก
แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับ stretcher เปลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยล่ะ
สมัยก่อนเวลาเราเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ก็ใช้หลากหลายวิธี ใช้คนหาม วางบนแผ่นไม้แล้วยกไป ห่อไปด้วยผ้า (อืม ลางไม่ดีเสียเลย) ซึ่งมันก็ใช้ได้ดีในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์บางอย่าง อุปกรณ์และวิธีดั้งเดิมก็ใช้ยาก ซึ่งเป็นที่มาของ stretcher
ผมพยายามค้นบันทึกการใช้ครั้งแรก ปรากฏไม่ชัดเจน เอาที่มีหลักฐานการบันทึกจะปรากฏในสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาจากจักรวรรดิอังกฤษ ในเวลานั้นสงครามกลายเป็นสงครามสมัยใหม่แล้ว มีการใช้ปืน ดินระเบิด เวลาบาดเจ็บจะรุนแรง และต้องหามออกจากสนามรบ
อุปกรณ์ที่ทหารใช้คือ ผ้าแคนวาสหนา แผ่ออก เอาคนเจ็บวาง แล้วห่อรวบหัวท้ายคล้ายห่อศพ ซึ่งหากเคลื่อนย้ายคนที่ไม่ตาย ต้องระวังปิดหน้า หายใจไม่ได้ เจ็บมากกว่าเดิมเพราะรัด พลิกตกตุ้บ
ทหารในกองทัพจึงคิดใหม่ เอาไม้ยาว ๆ สองอันมาวางขนาน แล้วเอาผ้าแคนวาสมาแผ่ขึง มัดมุมกับไม้ เวลาจะขนส่งคนเจ็บ ก็ดึงผ้าตึง จับหัวท้ายของไม้ เป็นที่มาของ ไม้ดามขึงผ้า ไม้เป็นตัว stretch ผ้า
ใช้ง่าย เก็บง่าย นอนสบาย ขนย้ายคล่อง … ก็ได้รับความนิยมสิครับ แต่ว่ามาดังเอามาก ๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งข้ามทะเลมาเกิดที่ภาคพื้นยุโรป
วิธีการรบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เราเรียกว่า สงครามสนามเพลาะ เพราะรบกัน เคลื่อนที่ กินอยู่ ในแนวดินขุดลึกเป็นแถวยาวหลายกิโลเมตร เหมือนปลวกแทะภาคพื้นยุโรป ดังนั้นการเคลื่อนย้ายคนเจ็บในสนามเพลาะจึงต้องใช้ stretcher
เคลื่อนไปในสนามเพลาะแคบ ขึ้นลงบันไดชัน เบี้ยวลัดตามโค้งหักศอก ใช้ stretcher คล่องมาก และมีการพัฒนาไปเป็นโลหะดาม ผ้าแคนวาสเย็บแน่น เพื่อความแข็งแรงปลอดภัย stretcher เลยแจ้งเกิดทั่วโลก
หลังสงครามก็ได้นำไปพัฒนารูปแบบมากมาย ที่นิยมมากคือแบบ scoop หรือเปลตัก เป็น stretcher พลาสติกแข็งขึ้นรูป โครงโลหะเบา สามรถแยกแบ่งครึ่ง ช้อนเสียบทางซ้ายและขวาของคนไข้ แล้วมาประกบกัน..กริ๊ก ยกง่าย วางแล้วถอดแยก ไม่เปลืองพื้นที่ หาชมได้ตามรถพยาบาลทั่วไป
แม้ปัจจุบันจะเป็นแบบสำเร็จ ไม่ต้องมา stretch ผ้าอีก แต่เปลขนย้ายคนไข้ก็ยังได้ชื่อ stretcher มาจนปัจจุบัน
แต่…
ในภาพคือ stretcher ที่พบในค่ายกักกันเอ๊าชวิตช์ ที่โปแลนด์ ค่ายกักกันและสังหารชาวยิวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป stretcher ในภาพจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เอ๊าชวิทช์ บอกเล่าเรื่องราวว่า เปลขนย้ายอันนี้ ใช้คนส่งคนเจ็บเช่นกัน แต่ปลายทางไม่ใช่โรงพยาบาล ปลายทางของคนที่ขึ้นมาใน stretcher นี้มีที่เดียว คือ gas chamber ห้องสังหารอบแก๊สอันน่าสยดสยองนั่นเอง

17 กุมภาพันธ์ 2567

Dermatomyositis

 สุภาพสตรีสูงวัยคนหนึ่ง มาปรึกษาอาการป่วย

โดยมีญาติเดินพยุงมา ผู้ป่วยก้าวขาลำบาก เดินลากเท้า
เมื่อพามานั่ง ก็เหนื่อยเล็กน้อย มองใบหน้า มีผื่นแดง ๆ รอบดวงตา และโหนกแก้ม
เมื่อยื่นมือไปจับชีพจรวัดความดัน ก็พบว่าหลังมือแดง ๆ อย่างที่เห็นในรูป
.....แว่บแรก คุณหมอคิดถึงโรคอะไร ก่อนจะไปคำถามต่อไป
วัดสัญญาณชีพปกติ ผู้ป่วยปรึกษาว่า สงสัยว่าจะแพ้ยา มีผื่นขึ้นที่ใบหน้า รอบตา และบริเวณใต้ลำคอ หลังจากกินยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ เพราะปวดเมื่อยเหลือเกิน
ตรวจผื่น ไม่เป็นจุด แต่เป็นรอยแดง ๆ รอบตา แก้ม และที่ knuckle ของมือสองข้าง
....คิดว่าแพ้ยารุนแรงไหม...
สุดท้าย ตรวจร่างกายพบว่าในเยื่อบุช่องปากและตา ปกติ มือทั้งสองข้างนอกจากรอยแดงตรง knuckle ก็ไม่พบผื่นอื่น
ตรวจหัวใจและปอดปกติ ตรวจกำลังกล้ามเนื้อพบกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของแขนขาอ่อนแรงมากกว่าส่วนปลาย และเมื่อออกแรงมาก ๆ จะปวด
ให้โจทย์แค่นี้แหละ แค่ประวัติและการตรวจร่างกายพื้นฐาน ขอการวินิจฉัย

Dermatomyositis เป็นโรคของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปจับทำลายหลอดเลือดและกล้ามเนื้อลาย เป็นหนึ่งในโรคกลุ่ม idiopathic inflammatory myopathies เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด น่าจะเกิดเพราะมันมีอาการแสดงทางผิวหนังที่ชัดเจนจึงวินิจฉัยได้มาก
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่รู้ แต่ตอนนี้หลักฐานที่พอสรุปได้คือมีการอักเสบของหลอดเลือดเล็กที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลายและหลอดเลือดที่ไปผิวหนัง และพบว่าเป็นการอักเสบแบบเดียวกัน น่าจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงระดับพันธุกรรม ยีนที่ควบคุมหลอดเลือดไปอวัยวะทั้งสองนี้
โรค dermatomyositis อาจจะเกิดเองเดี่ยว ๆ เกิดร่วมกับโรคการอักเสบอื่นเช่น เอสแอลอี ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และอาจเกิดสัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะหากเกิดในผู้สูงวัย
การอักเสบและภูมิคุ้มกันที่เกิดนี้สามารถ นำมาช่วยในการวินิจฉัยคือ ตรวจพบการอักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะการตรวจค่าเลือดที่แสดงถึงการบาดเจ็บและกล้ามเนื้ออักเสบ คือ Creatine Phosphate Kinase (CPK)
และตรวจหาแอนติบอดีที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค dermatomyosistis เช่น anti Mi2, anti TIF1-gamma, anti MDA5 ซึ่งภูมิคุ้มกันตัวเองแต่ละชนิดจะสัมพันธ์กับอาการแสดงทางผิวหนังที่ต่างกันและชนิดของมะเร็งที่สัมพันธ์กับโรค
การวินิจฉัยที่ชัดเจนที่สุดคือการสุ่มตรวจตัดชิ้นกล้ามเนื้อไปตรวจ นิยมตรวจที่กล้ามเนื้อต้นแขนหรือต้นขามากที่สุด จะพบเซลล์อักเสบอยู่โดยรอบเส้นใยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดและอาจพบลุกลามไปอวัยวะอื่นได้อีก
การรักษา..อันนี้จะยากแล้ว เพราะโรคมันเรื้อรังมาก ต้องอาศัยความเข้าใจ การติดตามผล การช่วยดูแลจากญาติ การกายภาพบำบัด คำแนะนำการรักษาหากอาการแย่ลง
การรักษาเริ่มต้นจะใช้สารสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อลดการอักเสบ มีการศึกษาการใช้สารชีวภาพหลายชนิดเช่น anti-IL6, JAK inhibitor เพื่อลดการอักเสบ หรือการไปควบคุมเซลล์เม็ดเลือดขาว B-lymphocyte ที่สร้างภูมิคุ้มกัน
ถ้าอาการรุนแรงเฉียบพลันเช่น ควบคุมกล้ามเนื้อคอไม่ได้ หรือหายใจลำบาก จะใช้การใช้สารไปจับ antibody ที่เรียกว่า intravenous immunogloblins หรือการเข้าเครื่องฟอกเลือดเพื่อดึง antibody ตัวปัญหาออกไป ที่เรียกว่า plasmapheresis
และมีภาพอาการแสดงทางผิวหนังที่พบร่วมบ่อย ๆ มาให้ดูกันครับ

16 กุมภาพันธ์ 2567

ข้อมูลนี้น่าสนใจ : กรดยูริกกับเกาต์

 ข้อมูลนี้น่าสนใจ : กรดยูริกกับเกาต์

ต้องเริ่มด้วยความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า ‘’กรดยูริกในเลือดสูง’ ไม่ใช่โรคเกาต์ แต่ใครมีกรดยูริกในเลือดสูง ก็จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคเกาต์
โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบจากการตกตะกอนผลึกกรดยูริกในข้อ ถ้ามียูริกในเลือดสูงให้ลดกรดยูริก ไม่ใช่รักษาโรคเกาต์ นอกจากยูริกในเลือดสูงจะเสี่ยงต่อโรคข้ออักเสบเกาต์ ยังเสี่ยงต่อโรคไต และโรคหัวใจด้วย
แต่ถ้าใครเป็นโรคข้ออักเสบเกาต์แล้ว การควบคุมกรดยูริกในเลือดถือว่าเป็นข้อสำคัญในการรักษาเลยครับ และต้องควบคุมให้ได้ระดับที่ดีด้วย เพื่อลดการเกิดซ้ำ มีข้อมูลความสัมพันธ์ของการควบคุมกรดยูริกในเลือดและการเกิดโรคเกาต์ซ้ำใหม่ ลงใน JAMA เดือนที่แล้ว
ถ้าเป็นเกาต์แล้ว หากยูริกเกิน 6 mg/dL โอกาสเกิดซ้ำสูงถึง 98% (ติดตามเฉลี่ยที่ 8ปี) และถ้าควบคุมให้ต่ำกว่า 6 โอกาสเกิดซ้ำจะอยู่ที่ 10.6 ต่อการติดตามพันคนปี ถ้าเกิน 6 เพิ่มไปที่ 40 ต่อพันคนปีเชียวนะ
หมายความว่า ถ้าใครเป็นเกาต์แล้ว การควบคุมยูริกในเลือดถือเป็นสาระสำคัญ และต้องใช้ยาลดกรดยูริก จนควบคุมได้ต่ำกว่า 6
แต่ถ้าใครยังไม่เป็นเกาต์ การลดระดับยูริกในเลือดที่สูง ก็ควรจะทำ แต่ใช้การปรับตัวปรับอาหารเป็นหลัก มีแค่บางรายที่ต้องใช้ยา ใครที่บังเอิญเจอว่าสูง ไม่จำเป็นต้องใช้ยาทุกราย
อีกอย่างคือ ถ้าจะใช้ยา allopurinol เพื่อลดกรดยูริก ควรตรวจว่ามี HLA-B*58:01 หรือไม่ ถ้าพบก็จะเสี่ยงแพ้ยารุนแรง และควรหลีกเลี่ยงครับ
JAMA. 2024;331(5):417-424. doi:10.1001/jama.2023.26640

14 กุมภาพันธ์ 2567

Neiserria gonorrhea หนองใน

 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบบ่อยขึ้น หลากหลายกลุ่ม และดื้อยามากขึ้น

นี่คือหนองใน Neiserria gonorrhea เชื้อที่ทำให้เกิดหนองและปัสสาวะขัดในชาย ติดเชื้อมดลูกและข้ออักเสบบ่อยในหญิง
ไม่จำเป็นต้องมีหลายคู่นอน คู่นอนเดิมคู่เดียวก็อาจเกิดแบบนี้ได้ (แต่แน่นอน พบน้อยกว่าคนที่มีหลายคู่)
อดีตเรากินยาหรือฉีดยาขนาดต่ำ เดี๋ยวนี้ฉีด Ceftriaxone ขนาด 500 มิลลิกรัมเข้ากล้ามครั้งเดียว (ปวดมาก แนะนำผสมยาชา และแบ่งฉีดสองข้าง) ถ้าแพ้ยาก็ใช้ gentamicin 240 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้าม (ปวดกว่าอีก) ร่วมกับยากิน azithromycin 1 กรัม
และใช้กลยุทธ์ ฝากยาไปให้ ..ให้ใคร ก็ให้คู่นอน ใช้ยา cefixime 800 มิลลิกรัม คู่กับ azithromycin ขนาดสองกรัม กินครั้งเดียว (แบบนี้จะเพิ่มโอกาสการกินยาครบได้มากกว่าสูตรอื่น) รักษาเพียงคนไข้คนเดียวอาจจะไม่พอ
อ้อ สัมพันธ์กี่ราย ก็ฝากยาไปให้ครบทุกรายด้วยนะครับ ซึ่งส่วนมากที่ผมเจอนั้น ฝากใครไปไม่ได้สักคน เพราะเขาบอกว่า ไม่น่าจะได้เจอกันอีกแล้ว !?!?

บทความที่ได้รับความนิยม