13 ธันวาคม 2566

ตลกร้าย กับยาลดไข้ตัวใหม่

 ตลกร้าย กับยาลดไข้ตัวใหม่

ในอดีต เราเคยกล่าวตลกร้ายว่า เวลาผู้ป่วยมีไข้ มักจะได้ยา ceftriaxone ไม่ว่าจะเกิดไข้จากอะไร จนมีชื่อเรียกเล่น ๆ เชิงจิกกัดว่า ceftritamol ให้เสมือนยาลดไข้กันเลย
แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป
ผมเจอยาลดไข้ตัวใหม่บ่อยมาก
meropetamol
imipetamol
ต่อไป เราคงไม่มี "ยาลดไข้" ใช้กันล่ะ
....
....
สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจ
meropetamol มาจากยาฆ่าเชื้อออกฤทธิ์กว้างใช้จัดการเชื้อดื้อยา meropemen มาสนธิกับ paracetamol ส่วนอีกตัวคือ imipenem
ก้าวข้าม ceftriaxone เข้าสู่สังคมผู้ดื้อยาโดยสมบูรณ์

12 ธันวาคม 2566

ตรวจลิ้น ดูอะไร ทำอะไร

 ตรวจลิ้น ดูอะไร ทำอะไร

ลิ้นเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่ถูกมองข้ามบ่อย ๆ บางครั้งได้รับการตรวจลำคอแต่ลืมมองลิ้นก็มีนะครับ วันนี้เรามารู้ไว้ใช่ว่า สำหรับการตรวจลิ้น ตรวจอะไรกัน
อย่างแรก เรื่องของการดู ก็จะดูลิ้นในที่ตั้งคือยังไม่แลบลิ้นออกมาและแลบลิ้นออกมาแล้วดู พยายามใช้แสงไฟธรรมชาติ หรือหากเป็นแสงไฟฉายแนะนำแสงขาวมากกว่าแสงเหลืองครับ สีจะได้ไม่เพื้ยนมาก
สภาพของลิ้น มีการฝ่อหรือไม่ ฝ่อข้างใด บ่งชี้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มาทำงานว่ายังดีหรือเปล่า ถ้าฝ่อลงต้องสงสัยเส้นประสาทฝั่งนั้นพิการไป
พื้นผิว ปกติลิ้นต้องเป็นตุ่ม ขรุขระ ถ้าลิ้นเลี่ยนอาจคิดถึงภาวะโลหิตจางจากกการขาดสารอาหาร ถ้าลิ้นเป็นลักษณะคล้ายแผนที่ขอบเขตชัดสีแปลกจากจุดอื่น เรียก geophaphic tongue บ่งชี้การอักเสบเรื้อรังของโรคอื่น ๆ แต่มาแสดงที่ลิ้น
แผล อาจเกิดจากรอยกัด ร้อนใน หรืออาจบ่งชี้ถึงโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบเช็ต โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ
ปานหรือหลอดเลือดฝอยที่เรียงตัวผิดปกติ ลิ้นเป็นอวัยวะที่หลอดเลือดเยอะมากสามารถตรวจหารอยโรคของหลอดเลือดได้ง่าย เช่นโรคหลอดเลือดเรียงตัวผิดปกติ hereditary hemorrhagic telangiectasia
รอยฝ้า อันนี้สำคัญ ฝ้าขาวและเหมือนมีขนอันนี้อาจคิดถึงเชื้อราที่ลิ้น ที่มักพบในเอชไอวี หรือรอยฝ้าขาวขอบไม่ชัด ต้องติดตามว่าจะป็นมะเร็งหรือไม่ (leucoplakia)
อย่างที่สอง การคลำ ให้คนไข้อ้าปากค้างและแลบลิ้นออกมาก่อน ผู้ตรวจสวมถุงมือจับลิ้นส่วนมืออีกข้างให้ยกขากรรไกรตรงมุมปาก กัดปฏิกิริยาที่คนไข้จะกดขากรรไกรลงมาทันที เช่นสะดุ้งเจ็บ คลำรอยแผลว่าขอบนูนขอบแข็งของมะเร็งหรือไม่ มีเลือดออกจากแผล มีตุ่ม ของการติดเชื้ออักเสบไหม และอย่าลืมคลำกล้าเนื้อของลิ้น ว่ามีการสั่นหรือไม่ ถ้าลิ้นสั่นตลอดเวลาอาจคิดถึงโรคของเซลล์กล้ามเนื้อของก้านสมองได้
การเคาะ อันนี้ใช้น้อยครับ แต่เราอาจตรวจการเคาะลิ้นในการตรวจระบบประสาทได้ ว่าลิ้นมีการตอบสนอง หดเกร็งมากเกินไปหลังการเคาะ บอกถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า myotonia ได้
การตรวจการเคลื่อนที่และเส้นประสาทสมองที่ควบคุมลิ้น ร่างกายใช้เส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (hypoglossal nerve) เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของลิ้น โดยเส้นประสาทและกล้ามเนื้อลิ้นฝั่งใด จะมีหน้าที่ "ผลัก" ลิ้นไปอีกฝั่ง ดังนั้นถ้าลิ้นเบี้ยวฝั่งใด แสดงว่ากล้ามเนื้อฝั่งนั้นอ่อนแรง ดันอีกฝั่งไม่ได้ อาจเกิดความเสีนหายของเส้นประสาทหรือก้านสมองในฝั่งเดียวกับที่อ่อนแรง กล้ามเนื้อที่อ่อนแรงไปมีหลายมัด แต่กล้ามเนื้อมัดหลักคือ genioglossus ทำหน้าที่ตวัดลิ้นในทิศทางต่าง ๆ นั่นเอง
ส่วนการฟัง เราไม่มีการตรวจฟังลิ้นนะครับ แต่ถ้าอยากฟังก็เอียงหูไปใกล้ ๆ แล้วเอาลิ้นแตะใบหู แม้ไม่มีเสียงแต่จี๊ดขึ้นสมองเลยหล่ะ

11 ธันวาคม 2566

ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้แห่งเลือดและความเศร้า

 ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้แห่งเลือดและความเศร้า

ดอกไฮยาซินธ์ ดอกไม้ที่มีตำนานการเกิดมาตั้งแต่ยุคโอดิสสีย์ ดอกไฮยาซินธ์จะไม่มีวันเกิดมาได้เลย ถ้าทุกคนรู้จักการปฐมพยาบาล
ในคืนเทศกาลงานเฉลิมฉลองทวยเทพ มีการละเล่นและมหรสพมากมาย โฆษกงานก็ได้เชิญแขกรับเชิญมาเล่นเกมชิงรางวัลอันเป็นไฮไลท์ของงาน การเล่นขว้างจักรแข่งกัน ในคืนนั้นมีคู่แข่งขันที่มองตาซึ้งใจ จับมือกันมาลงแข่ง
ไฮยาซินตัส กับ อพอลโล ทั้งคู่บอกผู้สื่อข่าวว่าเป็นแค่พี่น้องกันมาตลอด พี่น้องที่สนิทกันมาก ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะเซเฟียส เทพหนุ่มประจำลมตะวันตก ที่แอบค้อนหนุ่มไฮยาซินตัสและหวังครอบครองอพอลโลอยู่ตลอด
พอทั้งคู่ไปลงทะเบียนแข่งขัน โฆษกและกรรมการก็ไลน์ไปบอกเซเฟียส บอกว่าโน้มน้าวทั้งคู่ให้มาแข่งได้แล้ว อย่าลืมค่าน้ำชาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งไฮยาซินตัสเป็นเพียงทหารรับใช้ ย่อมกริ่งเกรงและไม่อยากโชว์ตัวเป็นคู่รักเทพเจ้าระดับเอบวกอย่างอพอลโล แต่ก็นะ เพราะรักจึงยอมทุกอย่าง
พอถึงคิวเล่น อพอลโลขว้างจักรออกไปด้วยความแรงเล็กน้อยเท่านั้นอย่างที่เคยซ้อมกัน แต่ครานี้ แผ่นจักรเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและแรงสูงมาก จนไฮยาซินตัสมองไม่เห็น รับไม่ทัน จักรพุ่งเข้ากระแทกศีรษะอย่างแรง เลือดพุ่งกระจาย อพอลโลตกใจสุดขีด รีบเข้าไปประคองไฮยาซินตัส
ตัดฉากมาหลังต้นไม้ เซเฟียส หัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ ตรูนี่แหละที่เป่าพัดลมตะวันตกให้หนุนแรงขว้างจักรของอพอลโล ทำให้จักรเคลื่อนที่มากกว่า 340 เมตรต่อวินาที เร็วกว่าเสียง มีหรือเจ้าไฮยาซินตัสจะรับได้ ต่อไปเราจะได้มาแทนที่มัน คริคริ
อพอลโลทะยานเข้าไปประคองไฮยาซิน เลือดทะลัก และคร่ำครวญว่า อพิโธเอ๋ย ออเจ้า ใยออเจ้าจึงอับโชคเพียงนี้ คร่ำครวญจนไฮยาซินตัสเริ่มเหนื่อยและซีดลง ประเด็นคือตรงนี้ จริง ๆ แล้วสิ่งที่อพอลโลควรจะทำอย่างยิ่งคือ ใช้ผ้าสะอาดกดแผลที่ศีรษะเอาไว้ เนื่องจากหนังศีรษะจากผิวหนังถึงกระโหลก มีโครงข่ายหลอดเลือดดำที่หนาแน่นมาก หากมีแผลเลือดจะออกมากจนช็อกได้ หรือวิธีที่คุณหมอห้องฉุกเฉินนิยมใช้คือใช้ปากคีบพลิกหนังศีรษะตรงแผล ย้อนกลับ 180 องศา จะพับหลอดเลือดตรงแผลให้หยุดได้ง่ายแล้วรีบเย็บแผล
แต่อพอลโลก็ยังคร่ำครวญต่อไป ไฮยาซินตัสก็ซีดลง ซีดลง … ก็แหงล่ะ ปล่อยให้เลือดไหลออกมาขนาดนั้น นี่ยังไม่คิดว่าอาจจะมีเลือดออกใต้กระโหลกศีรษะ ที่อาจมีเลือดออกมากจนซีดและหมดสติได้อีก อพอลโลควรรีบโทร 1669 และพาไปตรวจโดยเร็ว
หลังจากที่ไฮยาซินตัสเริ่มหมดสติ อพอลโลก็ปล่อยให้หนุ่มเหน้าคอตกไปด้านหลัง ราวกับดอกไม้พับหักลง แล้วไฮยาซินตัสก็ถึงแก่ความตาย ซึ่งอพอลโลก็พลาดอย่างมหันต์ ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุ ที่ไม่แน่ใจว่ากระดูกสันหลังส่วนคอจะบาดเจ็บหรือไม่ ในกรณีนี้แผ่นจักรของอพลอโลกระแทกศีรษะเข้าอย่างจัง โอกาสกระดูกคอหักนั้นสูงมาก สิ่งที่อพอลโลควรทำคือประคองศีรษะ อย่าให้ห้อยแบบนั้น หรือใช้หมอนไม้ประกบศีรษะอย่าให้ขยับ
หากกระดูกคอหักและไปกดทับไขสันหลัง อาจเกิดอัมพาตแขนขาและหายใจไม่ออกได้ นับเป็นสิ่งที่ต้องระวังอันตรายเป็นลำดับต้นของการปฐมพยาบาลผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุ
ด้วยแรงโศกเศร้าของเทพเจ้าอันเป็นชู้รัก สายเลือดของไฮยาซินตัส บังเกิดเป็นดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความโศกเศร้าและอับโชค ดอกไฮยาซินธ์ และบันทึกบนกลีบดอกเป็นอักษรแสดงเสียงแห่งความโศกเศร้าของอพอลโลต่อไฮยาซินตัส (พยายามดูหลายทีแล้ว มองไม่ออกครับ)
หลังจากนั้นอพอลโลก็ไปเรียนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และไม่เคยทำผิดการปฐมพยาบาลอีกเลย และเท่าที่ผมทราบ อพอลโลไม่เคยมีภรรยาเช่นกัน
จบตำนานพิสดารแต่เพียงเท่านี้

ARR หรือ RRR

 ARR หรือ RRR

ตอนนี้กำลังเป็นข่าวดังว่า อัยการรัฐเท็กซัสได้ยื่นฟ้องบริษัทไฟเซอร์ว่าอ้างข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA เรื่องนี้เป็นประเด็นแห่งการตีความเยอะเลย
หลายสื่อในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอามาบอกว่าไหนว่าวัคซีน mRNA ดีนักนี่ ตอนนี้ยื่นฟ้องแล้วเป็นไง ไม่ได้ดีอย่างที่โฆษณา ทำให้กลับมาระบาดอีก ..เอาล่ะ ผมก็ไปอ่านมาจากหลายสื่อก็อยากจะมาเล่าดังนี้
หัวข้อในการฟ้องคือ คุณอัยการเขาฟ้องในเนื้อหาสำคัญที่ว่าบริษัทไฟเซอร์อ้างว่าวัคซีน mRNA ช่วงป้องกันโควิดได้ 95% นั้น ก็ทำการศึกษาจริงแต่ว่ากลับใช้ค่า relative risk reduction ว่าลดการป่วยได้ 95% เมื่อเทียบกับยาหลอก ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจผิดจริง ๆ แล้วตัวเลข absolute risk reduction จากการศึกษามันแค่หนึ่งเปอร์เซนต์กว่า ๆ เท่านั้น
ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อหลายประเทศก็มาชี้แจงว่าตัวเลข relative risk reduction เป็นตัวชี้วัดที่ดีในการเปรียบเทียบ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการยื่นฟ้อง ยังไม่ได้ไต่สวน
เรามาดูง่าย ๆ แบบนี้ สมมติเรานำคนกลุ่มละ 200 คนมาสองกลุ่ม กลุ่มฉีดวัคซีนเกิดโรครุนแรง 10 คน (5%) กลุ่มฉีดยาหลอกเกิดโรครุนแรง 20 คน (10%) แล้วมาคิด risk reduction
Absolute Risk Reduction = 10% - 5% = 5% คือเราเน้นโรคที่ลดลงในภาพรวม
Relative Risk Reduction = (10% - 5%)/10% = 50% คือเราเน้นโรคที่ลดลงเทียบกับยาหลอก
ถามว่าอันไหนบอกข้อมูลได้ดีกว่ากัน มันขึ้นกับหลายอย่างเช่น หากเป็นโรคที่อัตราการเกิดโรคหรืออัตราตายต่ำ absolute อาจบอกได้ไม่ชัดเจน หรือการรักษาที่เพิ่มจากการรักษาเดิม (ที่อาจไม่ใช่ยาหลอก แต่คือการรักษามาตรฐานอยู่แล้ว) ว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ อันนี้ relative บอกได้ดีกว่า
ถามว่าแล้วควรใช้อันไหน จริง ๆ แล้วควรใช้ทั้งคู่มาพิจารณา และการอ่านวารสาร อ่านข้อเท็จจริงงานวิจัยทางการแพทย์ก็ต้องวิเคราะห์ค่าทั้งสองนี้ว่าน่าเชื่อถืออย่างไร ใช้ค่าเหมาะสมไหม มีตัวแปรปรวนอย่างไร ควบคุมได้ไหม แต่นั่นคือการวิเคราะห์ที่ชื่อว่า internal validation คือการตรวจสอบความน่าเชื่อถือภายในตัวงานวิจัยเอง
จะเอาไปใช้ในโลกชีวิตจริง ต้องไปเปรียบเทียบงานวิจัยอื่น กลุ่มตัวอย่างที่ยกมาเข้ากับสถานการณ์จริงแค่ไหน คิดเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเมื่อใช้ตัวเลขต่าง ๆ ตามงานวิจัยมาคำนวณ จำนวนผู้คนที่ถูกกระทบหากเราจะเอางานวิจัยไปใช้ เรียกว่า external validation
เมื่อ validate ทั้งภายนอกและภายใน จึงค่อยตัดสินใจว่าจะหยิบงานวิจัยนี้ไปใช้หรือไม่ และการใช้งานวิจัยเป็นเพียงหนึ่งในขั้นตอนการพิจารณาเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะตัดสินใจเลือกใช้ยานั้นหรือไม่
เวลาอ่านงานวิจัยจึงอย่าดูเพียงตัวเลขหรูหราที่เกิดได้จากงานวิจัย หรืออย่าด้อยค่าเพียงแค่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ให้อ่านลงลึกไปในมิติต่าง ๆ ตอนเริ่มฝึกอาจสับสน ผมแนะนำให้อ่านไปเรื่อย ๆ เยอะ ๆ วิเคราะห์ทุกอันตามมาตรฐาน ไปคุยเปรียบเทียบมุมมองกับกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ จะเกิดจินตมยปัญญา และ สุตมยปัญญา ทำให้มองเรื่องทางการแพทย์ทะลุขาดไปอีกระดับหนึ่ง
สรุปว่าสาระสำคัญของการฟ้องในคดีนี้คือ การใช้ตัวเลขทางสถิติเพื่อมาทำให้สาธารณะเชื่อถือแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ จริง ๆ แล้วผมก็อ่านเปเปอร์โควิดวัคซีนครบทุกตัวนะ ทุกตัวทุกยี่ห้อก็แจ้งค่าต่าง ๆ ตามกำหนดองค์การอนามัยโลกครบถ้วนไม่ได้ปิดบังอย่างไร ส่วนการนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองครับ ก็ต้องดูการพิจารณาของศาลต่อไป
May be an image of soccer, football and text that says 'Season 2023-24 Club 1 MP W D L Liverpool Pts GF G Arsenal 16 2 11 4 1 Arsenal 37 36 1 AVFC 16 3 11 3 2 Aston Villa 36 33 1 16 4 11 2 3 Man City 35 35 2 15 5 9 3 3 30 Tottenham 36 1 15 8 3 4 27 29 2'
See insights and ads
Boost post
All reactions:
45

10 ธันวาคม 2566

สรุปเรื่อง E reader จากประสบการณ์ของลุงหมอ

 สรุปเรื่อง E reader จากประสบการณ์ของลุงหมอจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก

วันนี้ขอมาแนะนำเครื่องอ่านหนังสือ e reader จากประสบการณ์ที่ใช้มาหลายเครื่องนะครับ
เครื่องอ่านของร้านหนังสือ kindle,kobo,nook เครื่องเหล่านี้ออกแบบมารองรับหนังสือที่ซื้อจากสโตร์ของร้านนั้น ๆ หากอยากลงหนังสือของสโตร์อื่นได้ เอาไฟล์อื่นมาลงได้ แต่ต้องมีการจัดการที่ยุ่งยากและอ่านไฟล์นั้นไม่สมบูรณ์ ตอนนี้เครื่องอ่านและสโตร์ที่ยังแอคทีฟมาก ๆ คือเครื่องอ่านคินเดิลและแอมาซอนสโตร์
ข้อดีมากคือ เครื่องคินเดิลเป็นระบบปิด ทำงานสมบูรณ์ผ่านไวไฟโดยไม่ต้องใช้คอม เสถียรมาก เครื่องเป็นหมึกอีเล็กทรอนิกส์ ไม่แสบตาอ่านกลางแจ้งได้ ตอนนี้ทุกรุ่นมีไฟอ่านกลางคืนได้หมด รุ่น scribe สามารถเขียนได้ด้วย ตอนนี้ผมใช้รุ่น kindle basic 2022 ขนาดหกนิ้ว บางเบาพกง่าย ความจุ 16gB เก็บหนังสือได้มากกว่า 2000 เล่ม
ร้านแอมาซอนบุ๊คสโตร์ มีหนังสือหลากหลายมาก ทั้งที่แปลไทยแล้ว ไม่มีแปลไทย ไม่เข้ามาไทย ราคาก็ถูกกว่าแบบเล่มอย่างน้อย 30% มีจัดโปรบ่อยมากหลายเล่มลด 90% ในวันนี้ (today's deal) กดซื้อได้ทันที กดปุ๊บรอไม่ถึงนาทีอ่านได้ เลย แต่…99.9% เป็นหนังสือภาษาอังกฤษนะครับ ข้อดีคือกดศัพท์หน้าจอ มีคำแปลป๊อบอัพมาให้ (ลงดิคชันนารีไทยได้) ใช้ฝึกภาษาอังกฤษได้ดีมาก ๆ สำหรับผม out of africa, into the wild, the witcher ก็มาจบที่นี่ครับ
ต่อมาเครื่องอ่านแอนดรอยด์ อันนี้มีหลายขนาดตั้งแต่แบบปาล์ม คือเท่าโทรศัพท์ ไปจนหกนิ้ว เจ็ดนิ้ว อันนี้ไว้อ่านหนังสือเล่ม อ่านการ์ตูนภาพ ส่วนขนาดสิบนิ้วถึงสิบสองนิ้ว แนะนำไว้อ่านไฟล์พีดีเอฟ จะเต็มตาไม่ต้องขยาย สามารถใส่ไฟล์เวิร์ด พีดีเอฟได้ ผ่านสายเชื่อมข้อมูลหรือบลูทูธ หรือคลาวด์
มีทั้งแบบจอขาวดำ จอสี แบบขีดเขียนได้ แม้เครื่องจะเป็นแอนดรอยด์ ลงโปรแกรมอื่นได้ แต่ไม่แนะนำเพราะหน้าจอเป็น e-ink มันตอบสนองช้า แนะนำไว้อ่าน โดยเฉพาะเว็บอ่านหนังสือต่าง ๆ เช่น meb,ookbee,pinto,ธัญวลัย,naiinpann ที่มีนิยาย หนังสือ นิตยสารไทย สามารถลงแอป อ่านผ่านแอป ดาวน์โหลดเก็บ เรียกว่าหลากหลายกว่ามาก แต่อย่างไร อีบุ๊กไทยก็ยังถือว่าน้อยมากอยู่ดี
ผมมี boox leaf 1 ขนาด 7 นิ้ว เอาไว้อ่าน meb,ookbee,TK park,ธัญวลัย,naiin และหนังสือฟรีแบบ epub ที่โหลดมาจาก gutenberg project, national archives โหลดมาอ่าน จบแล้วเก็บในคลาวด์ ติดเครื่องครั้งละ 20-30 เรื่อง
ส่วนเครื่อง 10 นิ้วเป็นเครื่องเก่า boox n96ml เอาไว้อ่าน pdf โดยเฉพาะเปเปอร์ที่โหลดมาอ่าน ผมโหลดจากคอมแล้วโยนเข้าเครื่อง เอาไว้อ่าน ไม่ต้องพิมพ์ไม่เปลืองกระดาษ จอสิบนิ้ว ขนาดพอกับเอสี่ ไม่ต้องขยาย อ่านสบาย เครื่องนี้มี external SD card จุได้ 16 gB มีวารสาร nejm.jama,lancet,bmj รวมทั้ง guidelines สารพัดอยู่ในนี้
เครื่องยุคปัจจุบัน สามารถรอบรับแอฟหนังสือเสียงเช่น meb audiobook,storytel,audible หรือตัวคินเดิลก็รองรับออดิเบิล สามารถฟังหนังสือเสียงผ่านเครื่องอ่านอีบุ๊ก ผ่านหูฟังบลูทูธได้ ผมเองก็สมัครสมาชิก storytel ฟังเรื่องของ ส.พลายน้อย ผ่านหนังสือเสียงเช่นกัน
และหากไม่ใช่ pdf หนังสือทั้งหมดสามารถปรับขนาดอักษรและรูปหน้าได้ ใครที่มีปัญหาสายตาไม่ต้องกังวลเลย หมดปัญหาโดยสิ้นเชิงครับ อ่านตัวเท่าหม้อก็ยังได้
เรียกว่าสามสหาย kindle basic 2022, boox leaf 1, boox n96ml สามอันนี้อ่านและเก็บหนังสือได้ตลอดชาตินี้ พกสามเครื่องบาง ๆ มีทรัพยากรการอ่านและเขียนครบถ้วน พกที่ชาร์จอันเดียว (เครื่องอ่านอีบุ๊กใช้แบตน้อยมาก ถ้าอ่านทุกวันวันละ 1-2 ชั่วโมง ก็ 15-20 วันค่อยชาร์จทีนึง)
แม้ตัวเองจะชอบลูบคลำ ชอบกลิ่นหนังสือ ชอบเดินเลือกหนังสือ แต่หากมีอีบุ๊กและราคาใกล้กันหรือถูกกว่า จะซื้ออีบุ๊กครับ ชั้นหนังสือเต็มแล้ว นี่กำลังจะรีโนเวทห้องทำเป็นห้องสมุดค่อยเก็บใหม่ ขาดแต่คนช่วยดูแลนี่แหละครับ

บทความที่ได้รับความนิยม