12 พฤศจิกายน 2566

รีวิว คู่มือการสื่อสารภาษาอังกฤษกับผู้ป่วยต่างชาติเบื้องต้น

 รีวิว คู่มือการสื่อสารภาษาอังกฤษกับผู้ป่วยต่างชาติเบื้องต้น

หนังสือที่ออกแบบมาให้ทั้งคุณหมอ คุณพยาบาล คุณเภสัช ใช้ติดต่อภาษาอังกฤษกับคนไข้ โดยถ่ายทอดจากประสบการณ์และแบ่งแยกหัวข้อเป็นหมวด การซักประวัติ พูดขอและอธิบายการตรวจร่างกาย โดยเป็นตัวอย่างคำสนทนา ซึ่งข้อดีคือ มันเป็นศัพท์ที่เราใช้จริง เรามักจะมีปัญหาแหละว่า ใจคิดแบบนี้แบบคนไข้ไทย แต่จะใช้คำอะไร ประโยคอะไรให้ตรงจุด เล่มนี้เขียนไว้
ทั้งรูปประโยค วิธีพูด คำศัพท์ที่เป็น 'ภาษาอังกฤษ' ไม่ใช่ภาษาวิชาการ เพราะเน้นคุยกับคนไข้
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการเขียนบันทึกทางการแพทย์เป็นภาษาอังกฤษ การเขียนจดหมายส่งตัว มีบทสำหรับคุณพยาบาลและเภสัชกรเอาไว้ใช้คุยกับคนไข้ง่าย ๆ ด้วย
แถมในเล่มยังมีการทบทวนไวยากรณ์ว่า รูปประโยคแบบนี้ควรใช้ tense ใด คำอธิบายทางการแพทย์แบบนี้ควรเป็น active or passive voice
คุณหมอให้ตั้งใจอ่านและฝึกช้า ๆ ทำและใช้บ่อย ๆ แต่ผมอ่านพรวดเดียว (ช่างเป็นศิษย์ที่ดื้อยิ่ง) แม้หนังสือจะไม่ได้อธิบายยิ่งใหญ่ หรือกล่าวหลักการมากมายแบบหนังสือตำราภาษาอังกฤษทางการแพทย์ แต่สัมผัสได้ว่าคัดสรรประโยคที่ได้ใช้และใช้บ่อยมาให้พวกเรา เป็นหนังสือแนว english for everyday use ที่เอาไปใช้เป็นอาหารสำเร็จรูปได้เลยครับ
เล่มไม่หนา 105 หน้า พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา ฟ้อนต์ขนาดปานกลาง คนสูงวัยอ่านยากนิดนึง มีเล่นสีหัวข้อ กรอบตาราง อยากบอกว่าเหมือนตำราแพทย์เลยครับ มีแท็กหัวข้อที่ขอบกระดาษเปิดอ่านได้เร็ว
โดย อ.วศิน จิริศานต์ เจ้าของเพจหนอนน้อยอ่านเปเปอร์ เข้าใจว่าจัดพิมพ์เอง ไม่ผ่านสำนักพิมพ์ พิมพ์ที่โรงพิมพ์พริ้นเอเบิ้ล ราคาปก 275 บาท สามารถสั่งซื้อได้ที่เพจหนอนน้อยอ่านเปเปอร์ (แหะ ๆ แต่ผมพรีออเดอร์รุ่นแรก ๆ ได้มา 250 ส่งฟรี)
สนับสนุนเพจอาจารย์บ้านใกล้เรือนเคียงกันครับ

ไอเป็นเลือดหลังมีเพศสัมพันธ์

 ไปพักผ่อนมาหนึ่งสัปดาห์ เห็นอะไรมาเยอะเลย อยากมาเล่าให้ฟัง

เรื่องที่หนึ่ง : ความบังเอิญจากการค้นวารสาร ไอเป็นเลือดหลังมีเพศสัมพันธ์
ตอนนี้ทำตัวเป็น digital nomad คือคนที่ไปทำงานที่ไหนก็ได้ผ่านทางออนไลน์ (จริง ๆ คืองานที่รับมาไม่เสร็จ แล้วหอบไปทำนอกบ้าน) ลองไปวางแลปทอป ใส่หูฟัง noice-cancelling อยู่ในร้านกาแฟที่เงียบมาก ก็ไม่รู้จะใส่หูฟังไปทำไม และกำลังค้นบทความอ้างอิง ก็พบหัวข้อนี้เด้งขึ้นมา post-coital hemoptysis
เราเคยอ่านอาการต่าง ๆ หลังมีเพศสัมพันธ์กันมาพอสมควรครับ ทั้งปวดหัว ชักเกร็ง หมดสติ ส่วนผิดหวังไม่นับนะ คราวนี้เรื่องไอเป็นเลือดที่ผมอ่านแล้วก็ดูน่าสนใจ
วารสารบอกเล่าเรื่องราวของชายอายุ 81 ปี (ไม่ผิด แปดสิบเอ็ดปี) ที่เกิดอาการไอเป็นเลือดหลายครั้งในช่วงสามปีที่ผ่านมา (หลายครั้ง ตลอดสามปี) กระทาชายผู้นี้เคยมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแต่ยังทำงานได้ ไปตรวจทุกอย่างแล้วปกติ ก็เลยสงสัยว่าน่าจะเกิดจากลิ้นหัวใจรั่ว mitral regurgitation และความดันโลหิตปอดสูง
คำอธิบายคือ ขณะที่มีการออกแรงมีเพศสัมพันธ์จะเกิดสรีรวิทยาที่ต่างออกไปจากการออกกำลังกายปกติ คือนอกจากมีการใช้งานกล้ามเนื้อแบบปรกติ ยังมีระบบประสาทที่ถูกกระตุ้นจากสมอง (มีทั้ง parasympathetic และ sympathetic) ที่ตอบสนองอารมณ์เร้าทางเพศ โดยรวมจะทำให้การรั่วของลิ้นหัวใจมากขึ้น ความดันหัวใจห้องบนซ้ายที่รั่วกลับมากขึ้น ย้อนกลับไปความดันในปอดจะสูงขึ้นเฉียบพลัน จนเกิด flash pulmonary edema และไอเป็นเลือดได้
แต่การออกแรงตามปกติ ไม่มีการกระตุ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติอารมณ์เพศ จึงไม่เกิดความดันในปอดสูงเฉียบพลัน
ส่วนตัวนะ..ผมไม่เห็นด้วยทั้งหมด จริงอยู่ที่ว่าเมื่อออกกำลังกายนั้น ความดันเลือด PCWP ที่วัดได้ง่ายและพอเปรียบได้กับความดันหัวใจห้องบนซ้าย จะสูงขึ้นจากประมาณ 10 มิลลิเมตรปรอท เพิ่มไปที่ 45-50 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งความดันในขณะน้ำท่วมปอดจะอยู่ที่เกิน 25 มิลลิเมตรปรอท ก็น่าจะอธิบายไอเป็นเลือดได้จากตัวเลขความดัน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ระยะเวลาที่ความดันขึ้นสูง
ในผู้ป่วยที่ไอเป็นเลือดจากหัวใจล้มเหลวน้ำท่วมปอด จะต้องใช้เวลาที่ความดันหัวใจห้องบนซ้ายสูงอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอ อาจจะ 6-12 ชั่วโมงหรือ 24 ชั่วโมงขึ้นไป
แต่การมีเพศสัมพันธ์ในผู้ที่อายุ 81 ปี ไม่น่าจะรุนแรงและยาวนาน จนเกิดไอเป็นเลือดจากความดันในปอดสูงเฉียบพลันได้ ถ้าจะเกิดได้พื้นฐานความดันปอดต้องสูงมาก หมายความว่าจะเหนื่อยจนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ได้ยาก จะถอดเสื้อผ้าตัวเองยังเหนื่อยเลย
เรื่องเร็วเฉียบพลัน ต้องไปถามหมอในตำนาน สาลิกาห้าวินาที !!
การศึกษาแบบ case report แบบนี้คงไม่สามารถอธิบายไอเป็นเลือดส่วนใหญ่ได้นะครับ อย่างไรก็ต้องคิดถึงพยาธิสภาพของหลอดลมและหลอดเลือดของหลอดลมก่อนสิ่งใด เนื่องจากหากแก้ไขไม่ถูกจุดอาจเลือดออกจนขาดอากาศหายใจได้ครับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจว่าพยาธิสรีรวิทยาคือ คุณคนไข้โรคหัวใจอายุ 81 ปี มีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้มีเพศสัมพันธ์ได้บ่อย ๆ จนเจอว่าไอเป็นเลือดได้นี่แหละ ..ซึ่งผู้เขียนไม่ลงรายละเอียดเอาไว้เลย

03 พฤศจิกายน 2566

หนังสืออ่านยาก

 หนังสืออ่านยาก

ในวงการหนังสือ เชื่อว่าผมเองก็ผ่านตามาพอควร ทั้งการเป็นนักเรียนผู้ช่วยบรรณารักษ์ ชมรมหนังสือต่าง ๆ และด้วยความชอบส่วนตัว ในชีวิตนี้ก็อ่านหนังสือมาไม่น้อย วันนี้จะมาขอกล่าวถึงหนังสือที่ตัวเองเคยอ่านแล้วมีประสบการณ์ว่า มันอ่านยาก มันต้องอาศัยความคิด มันกินเวลา ถึงแม้กระนั้นก็ยังยาก
ผมเชิญชวนให้ทุกคนมาถ่ายทอดประสบการณ์กันนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนในนี้ 'ชอบท่ายาก'
1.Inferno โดย ดันเต้ อัลลิกรีลี ..สถานภาพ ไม่จบ.. รู้จักดันเต้ตอนเล่นเกม ดันเต้ อินเฟอโน และมาตื่นเต้นตอนอ่าน inferno ของแดน บราวน์ เลยซื้ออินเฟอโนของดันเต้ฉบับอังกฤษมาอ่าน ด้วยความที่แต่งเหมือนกวี แบ่งเป็นบทย่อย ๆ ในแต่ละบทใหญ่ และไม่ได้อธิบายเชื่อมต่อกัน ต้องใช้พลังงานมาก ต้องเขียนแผนภูมิตัวละครเหมือนตอนอ่านสามก๊ก ก็เลยพักไว้ก่อน
2.out of africa โดย เคเรน บริกซ์เซน..สถานภาพ จบแล้ว หกเดือน..ต้องบอกว่าเป็นสำนวนภาษายุคเก่า และเป็นคำศัพท์วรรณกรรมจริง ๆ เปิดพจนานุกรมถี่มาก อ่านไปได้ครึ่งนึง ถึงกับต้องไปดูหนังเพื่อนำทาง แต่พอผ่านครึ่งเล่มมาได้ คราวนี้เริ่มชิน ศัพท์และสำนวนเป็นแบบเดิม พอไหว เริ่มรู้ว่าบริกซ์เซนใช้คำคุณศัพท์เยอะมาก บรรยายได้ละเอียดยิบ นี่ถ้าผมเป็นอักษรศาสตร์หรือนิรุกติศาสตร์ คงอิ่มเอม
3.ปรัชญาชีวิต (the prophet) โดย คาลิล ยิบราน..สถานภาพ ไม่จบ..เล่มนี้อ่านแปลไทย อ่านเท่าไรก็เข้าไม่ถึง แปลความไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยอ่าน เมตามอร์ฟอซิสของคาฟกา ที่เขียนเป็นนัยคล้ายกัน แต่ปรัชญาชีวิตเล่มนี้ ผมเข้าไม่ถึงจริงครับ อ่านซ้ำสองสามรอบ แต่ไม่เกิดภาพในหัวเลย สงสัยประสบการณ์ยังไม่ถึง มันเป็นเชิงนามธรรมเอาเสียมาก ๆ ปัจจุบันนี้ห่อพลาสติก รอวันที่พร้อมจะกลับมาลุย
4.the lord of the ring โดย เจ อาร์ อาร์ โทลคีน..สถานภาพ ถูไถจนจบเล่มแรกแค่เล่มเดียว…ตั้งใจจะอ่านหลังดูหนัง เห็นความหนาฉบับแปลไทยเล่มแรกก็ขออ่านดูก่อน เผื่อไม่ไหว และจริงดังคาด เนื้อหามีบทเพลง บทกวี มากกว่าเนื้อหาหลักที่ผมพอจะเข้าใจ เลยลองไปโหลดอังกฤษมา (เถื่อน..กรุณาอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง) อ่านไม่เข้าใจเช่นเคย ไปดูใน goodreads มีคนไปให้ความเห็นว่าอ่านยาก เพราะคนแต่งเป็นคนเขียนพจนานุกรมสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และใส่ของเต็มที่
5.the theory of moral sentiments โดย อดัม สมิธ ..สถานภาพ ไม่จบและดองในคินเดิล..ผมอ่านเรื่องย่อของ the wealth of the nations ของอดัมสมิธ และได้รู้ว่าเขาเขียนต่อจากเล่มนี้ จึงได้รู้ว่าขนาดเราศึกษาประวัติศาสตร์มาพอตัวยังเป๋ เมื่อมาอ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดเรื่องสมัยนั้นอย่างลึกซึ้งถึง ความคิดที่สะท้อนความเป็นอยู่และสภาพสังคม ยุคเมื่อร้อยกว่าปีก่อนในสังคมปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรก ต้อง "set up" ความคิดตัวเองและมุมมองใหม่หมด ถือว่ายากแต่ตั้งใจจะอ่านให้จบ
ปล.
เล่มที่… ยาก อ่านจบแล้วคิดว่า ไม่น่าอ่านเลย ไม่มีอะไรเลยคือ Mein Kampf ของฮิตเลอร์ อันนี้จบทั้งอังกฤษและแปลไทย
เล่มที่ยาก แต่อ่านแล้วมีความสุขและคุ้มมาก ยังตรึงใจในสำนวนและคำอยู่จนวันนี้คือ กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน (เข้าใจว่ามีผู้แต่งหลายท่านในสมัยรัชกาลที่สอง)

สรุปการรักษาโควิดยุคปัจจุบัน

 สรุปการรักษาโควิดยุคปัจจุบัน

การศึกษาเกี่ยวกับยารักษาโควิดทั้งหมด ทำในกลุ่มประชากร อาการรุนแรงน้อยถึงปานกลาง และมีโอกาสการเกิดโรคโควิดรุนแรงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะโรคร่วม ดังนั้นถ้าอาการรุนแรงจะเป็นการรักษาอีกแบบหรือแม้ใช้ยานี้ก็อาจจะไม่ได้ผลตามนี้
การศึกษาทั้งหมดเป็นการให้ยาอย่างรวดเร็วหลังจากมีอาการและตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR คำว่ารวดเร็วนั้นส่วนมากจะอยู่ภายใน 48 ชั่วโมง การรักษาช่วง 3-5 วันหลังเกิดอาการ ส่วนใหญ่จะไม่เห็นผลเนื่องจากใกล้จะหายอยู่แล้ว
โดยเป้าหมายของการให้ยาคือ ลดการป่วยหนักจนต้องรักษาในโรงพยาบาล และลดผลแทรกซ้อนโดยเฉพาะหัวใจล้มเหลวและหายใจล้มเหลว
ถึงแม้การศึกษาทั้งหมดจะเกิดก่อนยุคโอมิครอนและอัตราการรับวัคซีนยังไม่สูงขนาดนี้ แต่มีการเก็บข้อมูล (ไม่ใช่การทดลอง) ว่ายุคโอมิครอนแล้วและฉีดวัคซีนกันถล่มทลายแล้ว ยาก็ยังใช้ได้
โดยยาที่ใช้เรียงตามลำดับข้อมูล (จำนวนการศึกษา จำนวนประชากร ประโยชน์ต่อโทษ) ได้ดังนี้
ยาตัวแรกคือ Nirmatrelvir/ritonavir กินวันละสองเม็ดห้าวัน โดยมีข้อควรระวังคือปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีมากเหลือเกิน และอาจมีการรับรู้รสชาติที่บกพร่องได้ และห้ามใช้ในกรณีไตเสื่อมรุนแรง แม้ไม่มีข้อมูลการศึกษาในคนท้อง แต่ที่ใช้มายังไม่เกิดปัญหาใด
ยาตัวที่สองคือยาฉีด remdesivir ฉีดห้าวันเหมือนกัน อาจจะใช้ได้ในกรณีการดูดซึมทางเดินอาหารไม่ดี ยาตัวนี้มีข้อมูลการใช้ในเด็กและหญิงตั้งครรภ์ ข้อเสียที่สำคัญคือมันเป็นยาฉีดแบบหยดเข้าหลอดเลือด ก็ต้องมาให้ยาที่โรงพยาบาลนั่นเอง
ส่วนยาตัวที่สามปัจจุบันถือเป็น alternative แต่ในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ใช้เป็นยาหลัก คือยาเม็ด molnupiravir กินวันละแปดเม็ดห้าวัน ข้อมูลการรักษาในแง่ประสิทธิภาพก็ไม่ด้อยกว่ามากนัก มีข้อจำกัดและมีข้อมูลน้อยกว่าที่เหลือ และมีหลักฐานว่าห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์และไม่มีข้อมูลในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
แล้วในยุคสมัยที่การฉีดวัคซีนและการกระตุ้นอยู่ในเกณฑ์สูงมาก รวมทั้งกระแพร่ระบาดก็ไม่รุนแรง สถานการณ์เตียงก็ไม่เต็ม มีข้อมูลการศึกษาของยา nirmatrelvir/ritonavir มากที่สุดว่าใช้ได้ดี ในทุกกลุ่มอายุและสถานะภูมิคุ้มกัน เป็นยาที่มีข้อมูลในผู้สูงวัยมากที่สุด
ส่วนยา molnupiravir มีข้อมูลในยุคหลังโอมิครอนน้อยกว่า จึงเลื่อนลำดับความสำคัญของ molnupiravir ลดลงมาก ใช้ในกรณีไม่มี nirmatrelvir/ritonavir เท่านั้น
จากการศึกษาของทั้ง nirmatrelvir/ritonavir และ molnupiravir จะพบการกลับมาเป็นซ้ำได้หลังรักษาแต่ก็ไม่ได้มีคำแนะนำให้ใช้ยาซ้ำอีกนะครับ
Chew KW, Malani PN, Gandhi RT. COVID-19 Therapeutics for Nonhospitalized Patients—Updates and Future Directions. JAMA. 2023;330(16):1519–1520. doi:10.1001/jama.2023.19542

02 พฤศจิกายน 2566

บัตรกำนัล ยังใช้เป็นแรงจูงใจได้เสมอ จูงใจให้คนเลิกบุหรี่ได้

 บัตรกำนัล ยังใช้เป็นแรงจูงใจได้เสมอ

ทีมแพทย์และนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยออตตาว่า ที่แคนาดา ได้ไอเดียบรรเจิดขึ้นมาว่า บัตรของขวัญ บัตรกำนัล น่าจะจูงใจให้คนเลิกบุหรี่ได้
เขาเลยทำการศึกษาให้คนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเสนอว่าจะแจกบัตรกำนัลมูลค่า 300 ดอลล่าร์แคนาดา คิดเป็นเงินไทยวันนี้คือ 7797 บาท (เกือบเท่าเงินดิจิตอลที่ไม่รู้ว่าจะได้ไหม,🤣🤣) ให้ไปซื้อสารทดแทนนิโคตินรูปแบบใดก็ได้ ที่ร้านยาใดก็ได้
(ที่แคนาดา สามารถซื้อ NRT ได้อิสระที่ร้านยา และเภสัชกรประจำร้านช่วยสอนการใช้)
เพื่อดูว่าวิธีนี้มันจูงใจได้จริงไหมและช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ไหม ด้วยแนวคิดและเหตุผลที่ว่ายาเลิกบุหรี่ มันแพงกว่า บุหรี่
แจกไป 707 บัตร มีคนเอาไปใช้แลกสารทดแทนนิโคติน 573 คน แต่มีคนมาตอบคำถามจนครบถ้วน 272 คน แบ่งเป็นกลุ่มได้บัตร 124 รายและกลุ่มควบคุม 148 ราย (คือทำแบบสอบถาม มีแรงจูงใจ สอนวิธี แต่ไม่ได้ให้บัตร)
พบว่ากลุ่มได้บัตรเลิกบุหรี่ได้ 44.4% ถามว่าเยอะไหม เยอะสุด ๆ เลยนะครับ เยอะพอกับยาเลิกบุหรี่ varenicline เลย เทียบกับกลุ่มควบคุม 29.1% (สุดยอด ! นี่ขนาดแนะนำอย่างเดียวนะ) ซึ่งต่างกันถึง 95% และมีนัยสำคัญ
สรุปว่า การทำแบบสอบถามเพื่อตรวจแรงจูงใจ แล้วแจกบัตรเลย สร้างความพึงพอใจให้ผู้สูบ และผู้รักษา จูงใจได้จริง และเลิกได้จริงเสียด้วย
คิดใหม่ ทำใหม่ ก็น่าจะช่วยได้นะครับ
แต่บัตรกำนัน'นก' น่าจะช่วยไม่ได้นะครับ
Mullen KA, Walker KL, Noble S, et al.
Nicotine replacement therapy ‘gift cards’ for hospital inpatients who smoke: a prospective before-and-after controlled pilot evaluation
Tobacco Control 2023;32:546-552.



บทความที่ได้รับความนิยม