06 กุมภาพันธ์ 2566

refeeding syndrome

 refeeding syndrome ...ไม่รู้จะแปลไทยอย่างไรให้เข้าใจกันดี เอาว่าอธิบายเลยแล้วกัน

ในกรณีที่คนไข้ขาดสารอาหารมานานๆ ร่างกายจะมีการปรับตัวให้ฮอร์โมนที่ใช้ในการ "สร้าง" ลดลง เพราะวัตถุดิบมันขาด เกลือแร่ต่างๆอยู่ในภาวะที่ขาดดุล แต่คงที่ เมื่อมีการให้อาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารทางหลอดเลือดดำ ร่างกายได้รับวัตถุดิบมหาศาลในทันที !!!
ร่างกายเลยต้องหลั่งฮอร์โมนออกมาจัดการพลังงานเหล่านั้นทันที โดยเฉพาะ อินซูลิน เพื่อนำพลังงานเข้าเซลล์ มันไม่ได้นำพลังงานอย่างเดียว มันพาเกลือแร่ต่างๆเข้าเซลล์ด้วย โดยใช้วิตามินต่างๆเป็นตัวช่วยควบคุม เกลือแร่ที่น้อยๆแต่สมดุลก็กลายเป็นน้อยและไม่สมดุลไปในทันใด ก็จะเกิดอาการล่ะคราวนี้
ไม่ว่าจะเป็นอาการจาก แมกนีเซียมต่ำ แคลเซียมต่ำ ฟอสเฟตต่ำ โปตัสเซียมต่ำ
ที่สำคัญคือตัวที่ใช้ควบคุมการเอาพลังงานเข้าเซลล์อย่าง วิตามินต่างๆ ตอนที่ขาดอาหารก็ไม่พออยู่แล้ว พอเราใส่พลังงานแต่ลืมใส่วิตามินพวกนี้ มันก็มีไม่พอ มันก็คุมปฏิกิริยาพวกนี้ไม่อยู่
ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยรายใดขาดอาหารมานาน และโทรม เกลือแร่ต่างๆในเลือดต่ำ ต้องระวังแล้วว่าพอเราให้การรักษาทางโภชนาการแล้ว จะเกิด refeeding syndrome เราจึงควรให้เกลือแร่และวิตามิน โดยเฉพาะวิตามิน B1 ก่อนการเริ่มอาหาร แก้ไขเกลือแร่ในเลือดให้สมดุลก่อน แล้วจึงให้สารอาหาร
โดนเริ่มให้ทีละน้อย อาจเริ่มที่ 50% ขอบปริมาณพลังงานรวมทั้งหมดแล้วค่อยๆขยับเพิ่มวันละ 10-15% โดยตรวจสอบค่าเกลือแร่ในเลือดเป็นระยะ ๆ ถ้าเกลือแร่ต่ำก็ต้องชะลอการให้สารอาหารลง แก้ไขให้ดีแล้วค่อยให้ใหม่
ภาวะ refeeding จะทำให้ผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ จากการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของเกลือแร่ในเลือด ในแนวทางของอเมริกา 2016 ได้เน้นเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างชัดเจน พวกเราเองก็ต้องระวัง การให้อาหารทางปากก็เกิดได้นะครับ เพียงแต่โอกาสเกิดมันน้อยมาก

04 กุมภาพันธ์ 2566

ยาใหม่กระตุ้นเม็ดเลือดแดง daprodustat

 ยาใหม่กระตุ้นเม็ดเลือดแดง

1. เม็ดเลือดแดง เป็นเซลล์ที่เมื่อโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส เซลล์จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีการปรับเปลี่ยนสภาพต่าง ๆ ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน วนเวียนไปสี่เดือนและตายไป แต่นี่คือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ทำให้เรากลายเป็นสัตว์หลายเซลล์และอยู่บนบกได้ ขอปรบมือให้เม็ดเลือดแดงด้วย
2. เม็ดเลือดแดงในผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด สร้างที่โรงงานจากไขกระดูก มีระบบการควบคุมการผลิตซับซ้อน ต้องการวัตถุดิบปริมาณมากโดยเฉพาะธาตุเหล็ก (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กจึงพบบ่อยมาก) โดยฮอร์โมนสำคัญมากตัวหนึ่งที่ใช้ควบคุมเรียกว่า อีริธโทรปอยอิทีน (erythropoietin)
3. Erythropoietin สร้างมากสุดที่ไต หน้าที่การสร้างฮอร์โมนเป็นหน้าที่ที่สำคัญมากของไต การจะบอกไตเสื่อมนั้น จึงไม่ได้วัดแค่ครีอะตีนิน คือการกรองของเสียเท่านั้น ต้องมาดูหน้าที่การสังเคราะห์ฮอร์โมนของไตด้วย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะท้าย ๆ ไตจะผลิตฮอร์โมนนี้ไม่ได้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง anemia in chronic kidney disease
4. การรักษาโลหิตจางจากโรคไต หลักการคือ ให้ erythropoietin แบบนำเข้าสำเร็จแทนที่สร้างไม่ได้ ส่วนการให้ธาตุเหล็กหรือโฟลิก จะให้เมื่อผู้ป่วยขาดสารต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้ทุกราย และโชคดีที่เราสามารถสังเคราะห์ erythropoietin ได้แล้ว เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
5. ชื่อสามัญคือ epoetin แต่ละบริษัทจะปรับแต่งโมเลกุลให้มีแบบเฉพาะของตัวเอง เข่นการทำไกลโคซีเลชั่น ตามตำแหน่งต่าง ๆ ก็จะออกมาเป็นชื่อตำแหน่ง เช่น epetin อัลฟ่าหรือเบต้า หรือเติมกรดอะมิโน ก็จะมีชื่อนำหน้าเป็น —poetin แต่ถ้าถามถึงการทำงานหลัก ก็เหมือนกัน คือไปจับกับตัวรับบนผิวเม็ดเลือดแล้วกระตุ้นการสร้างและแบ่งตัว
6. แต่ถ้าเราจำข้อหนึ่งได้ เม็ดเลือดแดงที่จะถูกกระตุ้นและปรับเปลี่ยนการทำงานได้ จะต้องยังมีนิวเคลียสอยู่ นั่นคือต้องเป็นเม็ดเลือดแดงหนุ่มแน่น เหมือนชายชราหน้าหนุ่ม ในไขกระดูก
ใช่แล้วเราไปกระตุ้นโรงงาน นั่นคือไขกระดูกคนไข้ต้องทำงานได้ดีถึงกระตุ้นด้วย epoetin ได้
7. อันนี้แถม เวลากระตุ้น เมื่อ epoetin จับตัวรับแล้ว จะไปกระตุ้นการทำงานของยีนตำแหน่ง Janus Kinase หรือ JAK ดังนั้นคนที่มีการกลายพันธุ์ของ JAK จึงเกิดเป็นโรคเม็ดเลือดแดงเกิน (polycythemia vera) เนื่องจากคุมการสร้างไม่ได้ และถ้าเราใช้ epoetin ไปนาน ๆ อาจจะเกิดแอนติบอดีต่อ epoetin ไปจับทำลายเซลล์สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรค pure red cell aplasia ได้
8. กลับมาและอ้างอิงข้อ 5 เรามี epoetin ใช้มากมายแล้ว แต่เราต้องฉีดอยู่ดี และต้องนำเข้า epoetin สังเคราะห์ที่อาจเกิดแอนติบอดีได้ จึงมีความพยายามจะให้เซลล์ในร่างกายที่สามารถสร้าง erythropoietin อื่น ๆ ที่เหลืออยู่ มาช่วยสร้าง erythropoietin ของเราเองให้มากกว่านี้ (ย่อมไม่มีพิษเนอะ) หรือไตส่วนที่ยังทำงานไหว ก็กระตุ้นให้สร้าง erythropoietin มากขึ้น
9. แนวคิดข้อ 8 ก็กลับไปขั้นตอนการสร้าง erythropoietin และพบว่าตัวกระตุ้นที่สำคัญคือ การขาดออกซิเจน .. ก็เมื่อเราขาดออกซิเจน เราก็กระตุ้นการสร้างตัวขนส่งออกซิเจน คือ ผลิต erythropoietin มากขึ้น เหมือนโรคถุงลมโป่งพอง ที่เราจะพบว่าเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น และถ้าเพิ่มมากก็เป็นเกณฑ์การให้ออกซิเจนที่บ้าน .. ขาดออกซิเจนจะไปเพิ่ม hypoxia-inducible transcription factors (HIFs) ในเซลล์ที่สามารถสร้าง erythropoietin ในสร้างมากขึ้นในระดับนิวเคลียสในเซลล์
10. ถ้าอย่างนั้นเราผลิตยาที่ไปเพิ่ม HIF ก็ดีสิ ทำให้ร่างกายเราเองสร้าง erythropoietin ของเราเองมาใช้ เราทำเราใช้เราเจริญ หนึ่งเซลล์หนึ่ง epo และแล้วเราก็ทำได้ สร้างยาที่ไปทำให้ HIF มันคงที่ไม่ถูกสลายง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว เรียกว่ายา HIF-PF inhibitor หรือ daprodustat และเป็นยากินเสียด้วย
11. ยานี้ได้รับการศึกษาวิจัยชื่อ ASCEND-D ในวารสาร NEJM ธันวาคม 2021 ศึกษาผู้ป่วยไตวายที่ต้องทำการฟอกเลือดจำนวน 2954 ราย มาให้ epoetin เทียบกับตัว daprodustat กินวันละครั้ง ติดตามไปสองปีครึ่ง พบว่าระดับเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นมากกว่า epoetin เล็กน้อย ได้เป้าวัตถุประสงค์ว่า darpodustat สามารถเพิ่มเม็ดเลือดได้ดี "ไม่ด้อยไปกว่า" epoetin
12. อีกหนึ่งปีให้หลัง มีการศึกษา ASCEND-TD ที่ศึกษาใช้ยา daprodustat กินแค่สามครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพิ่มเม็ดเลือดและอยู่ได้นานไม่แพ้การใช้ epoetin เช่นกัน ลงในวารสารสมาคมโรคไตสหรัฐเมื่อกันยายน 2022
13. ด้วยการศึกษา ASCEND-D ทำให้องค์การอาหารและยาสหรัฐ ได้อนุมัติรับรองการใช้ยากิน darpodustat ในชื่อการค้า jesduvroq ในการรักษาโรคโลหิตจางจากไตเสื่อมเฉพาะรายที่รักษาทดแทนด้วยการฟอกเลือดเท่านั้น (จะทางหลอดเลือดหรือหน้าท้องก็ได้) เป็นอีกทางเลือกของการรักษา
14. โดยใช้ยาวันละครั้ง ขนาดยาหลากหลายตั้งแต่ 1-12 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นกับระดับฮีโมโกลบินและเคยได้รับ epoetin ขนาดเท่าใดมาก่อน และควรระวังการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงเลือดดำอุดตัน และระวังความดันโลหิตขึ้นสูง
15 . ยายังไม่เข้าไทย อ่านมา 14 ข้อเพื่อประดับความรู้ครับ ผมเห็นข่าวการอนุมัติ ก็เขียนจากความจำและความเข้าใจ ตกหล่นจุดใดก็มาช่วยเสริมกันได้ เปิดดู approval study คือ ASCEND เพื่อดูข้อมูลมาเล่าให้ท่านฟังกันสบาย ๆ วันเสาร์ต้นเดือนครับ

02 กุมภาพันธ์ 2566

กินยาแก้ไอตัวไหนดี

 กินยาแก้ไอตัวไหนดี

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ไอ น้ำมูก เสมหะ ก็ตามมาหรือบางคนเป็นหวัด มีไข้ไอเสมหะ นอกเหนือจากการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อเมื่อจำเป็น การลดไข้ การดื่มน้ำอุ่น ล้างจมูก อีกหนึ่งปรารถนาคือ ไม่อยากไอ มันรำคาญ นอนก็ยาก ทำงานลำบาก มียาแก้ไอดี ๆ ไหม (คำถามจากคนไข้ แฟนเพจ ลูกค้าที่ร้าน)
ก็ลองไปทบทวน ศึกษา อ่านรีวิวหลาย ๆ วารสาร พบว่าอันนี้อธิบายได้ดี ฟรี BMJ 2002;324:329 และถ้าหากใครมีเวลาอ่าน letter to editor และ comment จะมีความสุขมากครับ ส่วนเปเปอร์อีกสามสี่งาน ก็สรุปไปในทางนี้เช่นกัน ผมก็จะมาเล่าสรุปให้ฟังง่าย ๆ แล้วกันนะครับ
ยาแก้ไอ ในความหมายที่เขาศึกษากันเนี่ย หมายถึงทั้ง ยาขับเสมหะ ยาละลายเสมหะ ยาลดอาการไอ ยาแก้แพ้และลดบวม หลายการศึกษาก็แยกชนิด หลายการศึกษาก็รวมกัน แต่เกือบทั้งหมดจะเทียบกับการไม่ใช้ยา น้อยมากนะครับที่จะมียาหลอก และวัดผลคืออาการที่ดีขึ้น มันเป็นนามธรรมที่วัดผลยาก ไม่เท่ากัน
รวบรวมการศึกษาทดลองที่กระบวนการพอใช้ได้ สามารถพอเปรียบเทียบได้ กว่าร้อยงานเนี่ย ได้มาแค่ 15 งาน จำนวนศึกษาแค่ 2166 รายเท่านั้น แต่ละการศึกษาก็เล็กมากมีเดียว ผมลงไปอ่านในแต่ละงานที่นำมาแล้ว (เท่าที่พอค้นได้) เรียกว่าทำตามข้อกำหนดงานวิจัยที่ดีแหละ แต่มันก็ไม่ถึงขั้นเป็นงานวิจัยระดับคุณภาพสูงเลย
ผลออกมาแบบนี้ เก้างานจาก 15 งานวิจัยพบว่า ยาต่าง ๆ ไม่ได้มีผลประโยชน์ในการลดอาการต่างไปจากการไม่ใช้ยาหรือใช้ยาหลอกเลย… ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์นะครับ มีประโยชน์ลดอาการจริง แต่เมื่อมาคำนวณแล้ว ไม่ได้ต่างอย่างมีนัยสำคัญ
อีก หกงานที่เหลือ พบว่ายาแก้ไอทั้งหลายนี่ลดอาการได้ และต่างจากยาหลอกหรือไม่ใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญ อ้าวแบบนี้ก็ดีสิ ใจเย็น ๆ ครับ ประเด็นคือความหลากหลาย ตัวแปรปรวนของงานวิจัยทั้งหกมีสูงมาก และทำให้ผลที่ออกมาว่าต่างจากยาหลอกยังมีข้อกังขาในความน่าเชื่อถือของงานวิจัย (internal validation)
ผู้เขียนเขาสรุปว่า ยาต่าง ๆ นี่ไม่มีประโยชน์อะไร และควรปรับแนวทางการรักษาที่เคยบอกว่าสามารถใช้ยาต่าง ๆ นี้ได้แล้ว ด้วยเหตุผลที่อาจเจอผลข้างเคียงมากขึ้นและเปลืองตังค์ (แหมแต่การวิจัยก็ผลแปรปรวนสูง จำนวน N ก็น้อย)
แต่ผมอยากจะสรุปแบบนี้มากกว่าครับ สำหรับยาแก้ไอทั้งหลายนั้น ถ้าอยากจะใช้ก็ได้ ไม่ห้าม อาจเกิดประโยชน์ได้จริง ลดอาการได้จริงในบางคน แต่ว่าจะต้องพิจารณาข้อระวังมากกว่า ว่าให้ตัวนี้ตัวนั้นไปจะมีข้อห้ามหรือข้อเสียหรือไม่ ถ้ามีข้อเสียจากยาที่เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย หรือข้อกังขาสงสัยหากจะใช้ยา ในสถานการณ์ที่ประโยชน์ไม่ชัดเจนแบบนี้ ผมว่าอย่าใช้เลย ไม่คุ้มกันกับการลงทุนลงแรงกินยาครับ

01 กุมภาพันธ์ 2566

OSA รักษาอย่างไรบ้าง

 OSA รักษาอย่างไรบ้าง

ทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ (obtructive sleep apnea) เป็นโรคที่จะพบมากขึ้น ๆ เพราะเราอ้วนมากขึ้น เพราะเราคิดถึงโรคมากขึ้น เพราะเราเข้าถึงการวินิจฉัยมากขึ้น
การรักษาจะมีประโยชน์มากและลดอันตรายจากโรคได้ดี ถ้าเป็นกลุ่มมีอาการของโรค ส่วนกลุ่มที่ไม่มีอาการผลการรักษาไม่ชัดเจนนักครับ
ประการแรกต้องทำเสมอ คือ การลดน้ำหนัก อันนี้ส่งผลดีต่อโรคนี้และโรคอื่น ๆ ด้วย ไม่มีขีดจำกัดว่าต้องลดเท่าไร แต่ผลการศึกษาออกมาว่า ลดได้มากอาการยิ่งดี
ประการที่สอง การจัดท่านอน ผลการศึกษาท่านอนหลายแบบนั้น ออกมาต่างกันมาก บางตำราให้นอนคว่ำ บางตำราว่านอนยกหัวสูง บางการศึกษาให้นอนหงาย ประเด็นคือ ในการศึกษาจะมีการใช้หมอนหรือเครื่องนอนบังคับท่า ชีวิตจริงใครจะมาบังคับ สรุปว่ายังไม่มีท่ามาตรฐานสำหรับ OSA นะครับ
ประการที่สาม ออกกำลังกาย พบเหมือนลดน้ำหนัก ออกกำลังกายมาก (ความแรงหรือเวลา) ยิ่งได้ประโยชน์ ลดความรุนแรงลงได้ 30-60% เน้นที่แอโรบิก และประโยชน์จากการออกกำลังกายไม่ขึ้นกับน้ำหนักลด ออกปุ๊บได้ปั๊บไม่ต้องรอให้ นน. ลด
การรักษาทั้งสามทางเลือก
ทางเลือกแรก ให้เลือกทางนี้ก่อน ข้อมูลหนักแน่น ประสิทธิภาพดี ไม่รุกล้ำ คือใช้เครื่องมือ มีสองแบบ แบบแรกคือ อัดลมคอยค้ำยันทางเดินหายใจ (positive airway pressure) ใส่ตอนนอน อย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมงและอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ลดอาการลงได้เกือบ 90% อันตรายอื่น ๆ จาก OSA ก็ลดลงด้วย ประโยชน์จะมากน้อย ขึ้นกับใช้อุปกรณ์สม่ำเสมอและมีการปรับแต่งประจำ (เดี๋ยวนี้มี AI ช่วย)
แบบที่สองคืออุปกรณ์เปิดทางเดินหายใจเชิงกล ช่วยยกและค้ำยันเนื้อเยื่ออ่อนในลำคอ เรียกว่า mandibular reposition device ใช้ได้ดีในกรณีโรค OSA ไม่รุนแรงและไม่สามารถใช้ PAP ได้ ลดอาการได้น้อยกว่า PAP
ทางเลือกที่สอง เมื่อใช้เครื่องมือไม่ได้ให้ทำการผ่าตัดแก้ไข คือ ยกเครื่องกระดูกกราม ฟัน ตัดต่อคอหอยลิ้นไก่ วางโครงสร้างใหม่ ไม่ให้อุดตัน ประสิทธิภาพการรักษาสูง แต่ผลข้างเคียงมีมาก และการศึกษาส่วนมากไม่ได้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ (มันเทียบยาก) ใช้เมื่อมีข้อห้ามการใช้อุปกรณ์ชั่วคราวเท่านั้น ลดอาการได้ 70-80%
ทางเลือกที่สาม การใส่อุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่สิบสอง (hypoglossal nerve stimulation) เพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นให้ลิ้นไม่ตกไปอุด โดยทำงานร่วมกับตัวตรวจจับการหายใจที่หน้าอก ยุ่งยากกว่า ราคาแพง และมักจะทำให้ลิ้นทำงานผิดปกติหรือบาดเจ็บ ลดอาการได้ 55-60%
การใช้ยา การใช้ออกซิเจน ..เอาไว้เป็นทางเลือกหลัง ๆ เลยครับ เพราะข้อมูลการรักษาไม่ชัดเจน ประสิทธิภาพก็ไม่ดีนัก ส่วนการเจาะคอ..ไม่คุ้มค่าครับ มีวิธีที่ดีกว่ามากในปัจจุบัน

คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก : ยังมีอยู่ แค่คุณมองไม่เห็น

 คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก : ยังมีอยู่ แค่คุณมองไม่เห็น

เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้รับปรึกษาเรื่องการฉีดวัคซีนบาดทะยักในผู้ป่วยที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด สิ่งที่ผมแนะนำคนไข้ ผมแนะนำให้ฉีด Tdap หนึ่งเข็ม ซึ่งผู้ป่วยถามว่า “ยังมีโรคคอตีบ ไอกรน อยู่อีกหรือ”
ความเป็นจริงคือ โรคคอตีบ โรคไอกรน โรคบาดทะยัก ยังมีอยู่ประปรายนะครับ และพบมากขึ้นในผู้ใหญ่ด้วย เพราะระดับภูมิคุ้มกันที่เราเคยฉีดเมื่อสมัยเด็ก ๆ มันเริ่มลดลง เรามักจะได้ยินข่าวออกมาเป็นพัก ๆ เพราะเมื่อมีผู้ป่วยทีนึง เราก็จะตื่นตัวและตรวจหากันมากขึ้นทีนึง ส่วนตัวคิดว่าที่เราพบน้อยเพราะเราตรวจน้อยด้วยครับ
คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยแนะนำการฉีดกระตุ้นสามโรคนี้เอาไว้เรียบร้อยครับ ผมเอามาเล่าให้เข้าใจเป็นภาษาง่าย ๆ นะ
ในกรณีที่คุณจะต้องฉีดบาดทะยักด้วยกรณีใดก็ตาม แนะนำฉีด dT คือ คอตีบ-บาดทะยัก ทดแทนหรืออย่างน้อยก็หนึ่งในสามเข็มนั้น สำหรับคนท้องสามารถใช้ dT แทนบาดทะยักปกติได้เลย ระยะเวลาในการกระตุ้นจะสิบปีอยู่ดี เพราะเวลามีแผล เราจะฉีดกระตุ้นหากคุณได้รับวัคซีนครบมาตั้งแต่สิบปีขึ้นไปครับ
แต่ถ้าคุณไม่ได้ฉีดบาดทะยักเลย แนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุกสิบปี ด้วย dT หนึ่งเข็ม คำแนะนำทั้งโลกบอกว่าฉีดในปีที่อายุลงท้ายด้วยเลข 0 จะได้ไม่ลืม เป็นทิศทางเดียวกันทั้งโลก
ในบรรดา dT ที่คุณวางแผนจะฉีดทั้งหลายนั้น ขอสักครั้งที่ใช้ Tdap คือ ผสมทั้ง คอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก เพียงเข็มเดียว ปัจจุบันวัคซีน Tdap มีผลข้างเคียงน้อยมาก น้อยมากมาก สามารถฉีดได้ทุกภาวะ
และเช่นเดียวกันกับวัคซีนโควิด ผู้ป่วยที่กินยาต้านการแข็งตัวเลือด สามารถฉีดได้ปกติ ขอเข็มเบอร์เล็กและกดนาน ๆ หน่อย ผู้ป่วยที่กินยาต้านเกล็ดเลือด ก็ทำเช่นเดียวกัน
จากประสบการณ์การรักษาทั้งคอตีบ ไอกรน และบาดทะยักนะครับ รักษาไม่ง่ายเลย วินิจฉัยก็ไม่ง่าย ยิ่งบาดทะยักนี่คือ รุนแรงร้ายกาจมาก ๆ ถ้ามีโอกาส มีเวลา มีเงินทอง (ที่แสนจะไม่แพง) ก็ฉีดเถอะครับ ผมยังแอบคิดว่าถ้ารัฐบาลแจกฟรีให้กับผู้ขาดโอกาสทางสังคมเรื่องวัคซีน จะเป็นประโยชน์มาก พรรคการเมืองใดจะนำไปเป็นนโยบายก็ยินดีนะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม