JASTIS ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ Heated Tobacco Products (HTPs) ที่ญี่ปุ่น
24 สิงหาคม 2565
JASTIS ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ Heated Tobacco Products (HTPs) ที่ญี่ปุ่น
21 สิงหาคม 2565
weekend warrior
รู้จัก weekend warrior ไหมครับ
20 สิงหาคม 2565
ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งทั้งสามประการ
อยากบอกว่า คุณเองลดความเสี่ยงมะเร็งได้ด้วยตัวเอง
ปัจจุบันเรามีข้อมูลมากมายที่บอกได้ว่า กลไกการเกิดมะเร็งนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของยีนและสายพันธุกรรม ที่อาจจะเป็นมาแต่เกิดหรือมาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลัง และเราสามารถระบุ pathogenic genes ได้มากมายทั้งก่อนเกิดโรคเพื่อคัดกรอง เฝ้าระวัง และหลังเกิดโรคเพื่อระบุการพยากรณ์และการรักษามุ่งเป้า
แต่สิ่งเหล่านี้ยากจะเปลี่ยนแปลง
การศึกษาชุด Global Burden of Diseases (GBD) ลงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงสถานการณ์โรค
สำคัญ ๆ ที่ส่งผลต่อสังคมโลกเรา และที่เพิ่งตีพิมพ์มาคือความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ในปี 2019 เพื่อบอกว่า นอกจากยีนต่าง ๆ ที่เรารู้แต่เปลี่ยนมันได้ยาก (อนาคตไม่แน่) เรายังมีปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งที่สำคัญ เพราะหากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งจากยีนที่ผิดปกติอยู่แล้วอาจจะเร็วขึ้น หรือความเสี่ยงเหล่านี้จะไปปรับชีววิทยาของเรา ให้เกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นมะเร็ง
การรู้ความเสี่ยงและลดความเสี่ยงจึงสำคัญ
สามอันดับแรกของความเสี่ยงที่เป็นจริงทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ ทุกเศรษฐานะและสังคม ผลวิเคราะห์ ในปี 2019 จากการตายจากมะเร็ง 4.4 ล้านรายทั่วโลกและ 105 ล้านรายทั่วโลกที่เสียคุณภาพชีวิตจากมะเร็ง โดยจับคู่ความเสี่ยงที่ทราบดีและติดตามมาตลอด จำนวน 82 รายการกับผลลัพธ์คือการเสียชีวิตจากมะเร็งหรือเสียคุณภาพชีวิตจากมะเร็ง พบว่าสามประการนั้นคือ
🚩🚩การสูบบุหรี่
🚩🚩การดื่มแอลกอฮอล์
🚩🚩ดัชนีมวลกายสูง (อ้วน)
แถมความเสี่ยงโดยรวมนี้ยังเพิ่มมากจากปี 2010 อีกด้วย (ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นชัดคือ อ้วน) ทั้ง ๆ ที่ปี 2010 ก็ได้ประกาศแบบนี้ไปแล้วเช่นกัน นี่เราทำอะไรกันมาเป็นสิบปี !!!!! ทั้ง ๆ ที่หลายหน่วยงานก็ออกมารณรงค์กัน (แต่หาที่จริงจังน้อยมาก)
ก็เลยฝากมาเตือนเรื่องความเสี่ยงครับ ความเสี่ยงสามข้อนี้ พิสูจน์ว่าเพิ่มมะเร็งจริง และหากลดลงได้ มะเร็งก็ลดลงจริงอีกด้วย เตือนใคร …ก็เตือนพวกเรา เตือนตัวเรานี่แหละครับ
ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน
อย่าแชเชือนเตือนตนให้พ้นภัย
ที่มา
The global burden of cancer attributable to risk factors, 2010–19: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019
Tran, Khanh Bao et al.
The Lancet, Volume 400, Issue 10352, 563 - 591
17 สิงหาคม 2565
โควิด กับ การเกิดหลอดเลือดอุดตัน
โควิด กับ การเกิดหลอดเลือดอุดตัน
การศึกษาลงใน JAMA เมื่อเช้านี้ นักวิจัยเขาสนใจศึกษาอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดอุดตันทั้งหลอดเลือดดำและแดง ในช่วงการระบาดโควิดในระยะเวลาทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน เทียบกับไข้หวัดใหญ่ว่าต่างกันไหม
ศึกษาไปทำไม รู้กันอยู่แล้ว … ก็ที่ผ่านมาเป็นกรณีรายงานเคส ปริมาณไม่มาก สรุปยาก อันนี้ปริมาณคนไข้เยอะ คาบเกี่ยวช่วงวัคซีนด้วย
แสดงว่าผลการศึกษาก็น่าจะเชื่อถือได้ … อืมมม ก็ไม่เชิง เพราะเป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง มีปัจจัยแปรปรวนมากมาย อะไรที่สนใจอยากดูอยากรู้อาจจะไม่ได้บันทึก ถึงผู้วิจัยเขาพยายามใช้ระบบคะแนนมาเกลี่ยให้สองกลุ่มดูเหมือน ๆ กันเทียบกันได้ ก็ยังเชื่อถือได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และที่สำคัญเขาไม่ได้มีข้อมูลว่า คนที่หลอดเลือดอุดตันน่ะ ตันก่อนมาเป็นโรคกี่คน กี่เปอร์เซนต์ ก็น่าคิด แต่เอาล่ะ มันก็เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่พอให้ข้อมูลเราได้
ที่ว่าเยอะน่ะ แค่ไหน … โควิดจำนวน 85000 ราย เป็นก่อนวัคซีน 41000.ราย หลังวัคซีน 44000 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ 8200 ราย เอารายที่นอนโรงพยาบาล
ผลว่าไง … สำหรับหลอดเลือดแดงอุดตัน เช่นหลอดเลือดแขนขา หลอดเลือดหัวใจ สำหรับโควิดก่อนวัคซีน 15% โควิดหลังวัคซีน 16% และไข้หวัดใหญ่ 14% แตกต่างกันเล็กน้อย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติใด ๆ แต่หลอดเลือดดำอันนี้ไม่ใช่
หลอดเลือดดำเป็นไง … หลอดเลือดดำอุดตันในไข้หวัดใหญ่ 5% ในโควิดก่อนวัคซีน 9% โควิดหลังวัคซีน 11% ก็บอกว่าในโรคโควิดจะเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันบ่อยกว่าไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ตรงอย่างที่เรารู้มา เพราะโควิดมันจะทำให้หลอดเลือดอักเสบและการแข็งตัวเลือดง่ายขึ้น
**อ้อ..อีกอย่างคือ จากที่เราเคยมีข้อมูลหลอดเลือดดำอุดตันในโควิดมาก่อนการศึกษานี้ เลยทำให้เราตื่นตัวตรวจหาหลอดเลือดดำอุดตันมากขึ้นในโควิด เป็นอีกหนึ่งเหตุที่อาจจะเจอหลอดเลือดดำอุดตันในโควิดมากกว่า**
รู้แล้วไง … บอกว่าการป่วยเป็นโควิดกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องถามเวลาเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันในยุคสมัยนี้ (ในไทยอย่าลืมถามเรื่องได้วัคซีน ChAdOx1 ด้วย) และถ้าเกิดอาการที่สงสัยหลอดเลือดดำตัน หากมีประวัติเพิ่งติดเชื้อโควิด ก็เป็นข้อที่จะทำให้สืบค้นหาหลอดเลือดดำอุดตันด้วยวิธีต่าง ๆ ได้มั่นใจขึ้น
จบข่าว
16 สิงหาคม 2565
อาการถอนเหล้า (alcohol withdraw)
อาการถอนเหล้า (alcohol withdraw)
เริ่มอาการถอนเหล้าได้ตั้งแต่หยุดเหล้าไป 6-12 ชั่วโมง
คนที่กิน ๆ หยุด ๆ ไม่ได้กินต่อเนื่องยาวนาน ก็มีโอกาสเกิด
อาการแรก ๆ คือ ปวดหัว มือสั่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดกระสับกระส่าย
ส่วนมากจะไปหาเหล้าหรือเบียร์ดื่ม ด้วยเหตุผลว่า เครียด ดื่มแล้วสบาย แต่จริง ๆ คือ เป็นอาการถอนเหล้า และไปดื่มเพื่อระงับอาการนั้น
คนส่วนมากอาการไม่รุนแรง หากภายใน 24-48 ชั่วโมงอาการไม่รุนแรงขึ้น จะหายเอง ดังนั้น ถ้าใครหยุดกินเหล้าแล้วรู้สึก งึกงึกงักงัก บ่คึกบ่คัก โซงโลงเซงเลง ให้ทนไว้ หรือไปหาหมอช่วย อย่าไปดื่มเพื่อแก้อาการ
แล้วคุณจะเลิกเหล้าได้ครับ
บทความที่ได้รับความนิยม
-
แบบประเมินอาการโรคถุงลมโป่งพอง(COPD Assessment Test) หรือ CAT เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้ประเมินอาการผู้ป่วยในแต่ละครั้ง ทำไมต้องใช้แบ...
-
statin กับสมองเสื่อม จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรค...
-
ผู้ป่วยรายหนึ่งมาปรึกษาว่าตัวเองเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่แล้ว ใช้ยาพ่นตลอดไม่เคยขาด ไปหาหมอตามนัด แต่ยังเหนื่อยและทำงานไม่ไหว มาปรึ...



