24 สิงหาคม 2565

JASTIS ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ Heated Tobacco Products (HTPs) ที่ญี่ปุ่น

 JASTIS ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับ Heated Tobacco Products (HTPs) ที่ญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นประกาศรับรองการใช้ HTPs อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 2014 และปัจจุบันนับเป็นประเทศที่มีการใช้ HTPs สูงที่สุดในโลกทั้งจากบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสามราย เรามาดูข้อมูลการวิจัยหลังจากอนุมัติใช้มาห้าปี เป็นการศึกษาที่วางแผนและเจตนาศึกษาตั้งแต่แรกเลย
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากอนุมัติใช้ แน่นอนอัตราการใช้เพิ่มจาก 0.2% ไปเป็น 11.3% เมื่อเทียบประชากรญี่ปุ่นทั้งประเทศ และหากคิดประชากรที่สูบบุหรี่ พบว่าเมื่อสุดปี 2019 มีคนใช้ HTPs ถึง 30%
แน่นอนทำให้นโยบายการควบคุมยาสูบทำได้ยากขึ้น คนที่ใช้และผู้ผลิตจำหน่ายมองว่าควรใช้กฎระเบียบการควบคุมที่ต่างจากบุหรี่เผาไหม้แบบเดิม ในขณะที่ทางหน่วยงานควบคุมมองว่าควรควบคุมแบบเดียวกัน เอ๊ะทำไม..!!?
ตรงนี้มันมีข้อให้คิดนะครับ ถ้าใครเคยเห็น HTPs หรือแต่ก่อนเรียกว่า heat not burn จะเป็นใบยาสูบมาอัดด้วยกระบวนการที่ต่างออกไป เวลาใช้ต้องใส่อุปกรณ์เฉพาะเพื่ออุ่นร้อน และเมื่อหยิบแท่งยาสูบขึ้นมา มันจะใช้อุณหภูมิที่ไม่ถึงจุดเผาไหม้ ทำให้ไม่มีควัน และสารพิษต่าง ๆ ที่จะออกมาที่จุดเผาไหม้ลดลง
องค์การอาหารและยาสหรัฐ ได้รับรองว่า ปริมาณสารพิษที่เป็นอันตรายลดลง (reduced exposure) แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงและผลต่อสุขภาพจะลดลง ที่บอกว่าความเสี่ยงอาจไม่ลด เพราะปริมาณสารพิษยังมี และมีสารอื่นที่ไม่เจอในบุหรี่เผาไหม้ปกติ ที่ยังต้องรอผลระยะยาวอีกด้วย
ส่วนผลต่อสุขภาพ เรามาดู JARTIS ในมิติเรื่องการติดนิโคตินกันต่อนะครับ
การศึกษาชุด JARTIS เป็นการเก็บข้อมูลสมบูรณ์เพื่อมาวิเคราะห์ผลของ HTPs ในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับเรื่องผลการติดนิโคติน ที่เป็นผลสำคัญที่ทำให้คนนั้นใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินหรือยาสูบต่อไปหรือไม่ เพราะหากใช้ต่อ โอกาสอันตรายต่อสุขภาพย่อมสูงกว่าเลิกแน่นอน แม้ HTPs จะมีสารพิษที่ปล่อยออกมาน้อยกว่าบุหรี่เผาไหม้ก็ตาม ในเรื่องการติดนิโคตินสำหรับการศึกษานี้ใช้ระบบคะแนน Fagerstrom Nicotine Dependent
○พบว่าคะแนนการติดนิโคตินจะสูงมากในสองกรณีคือ สูบบุหรี่อย่างเดียวเป็นประจำ หรือสูบประจำแต่ใช้คู่ทั้งบุหรี่และ HTPs
○ใช้ HTPs เพียงอย่างเดียว คะแนนการติดนิโคติน สูงกว่า สูบบุหรี่อย่างเดียวแต่ไม่ได้สูบทุกวัน
○ส่วนคะแนนการติดพบว่าต่ำที่สุด คือ ใช้ทั้งคู่และไม่ได้สูบทุกวัน
และถามว่าที่ต่างต่างกันเนี่ย มันต่างกันเยอะไหม ต้องตอบว่า ไม่ว่าจะชนิดไหน ใช้เดี่ยวหรือใช้คู่ ต้องตอบว่าถ้าระดับการติดเท่ากัน จะอุปกรณ์อะไรก็ติดพอกัน เอ๊ะ..คืออะไร
ถ้าตื่นเช้ามาแล้วต้องสูบบุหรี่ภายใน 5 นาที อันนี้ติดหนัก ภายในสิบห้านาทีก็รองลงมา ภายในสามสิบนาทีคือติดน้อยลง ถ้าแบ่งระดับแบบนี้ ในระดับเดียวกันอุปกรณ์อะไรหรือสูบแบบไหนก็ติดพอ ๆ กัน แต่ประเด็นคือ ถ้าเทียบต้องสูบบุหรี่ในห้านาทีหลังตื่น กับเกินสามสิบนาทีหลังตื่น แม้แต่ละอุปกรณ์จะติดพอ ๆ กัน แต่จะแตกต่างกันมาก คือคะแนนการติด น้อยกว่าแบบต้องสูบในห้านาทีแรกหลังตื่นเยอะเลย
หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า HTPs ไม่ได้ช่วยลดการติดนิโคตินไปได้มากสักเท่าไร ถ้าระดับการติดเท่า ๆ กัน เมื่อไม่ได้ลดการติด การสูบต่อเนื่องจึงเกิดขึ้นและบางครั้งติดมากกว่ากลุ่มที่ใช้บุหรี่แต่ไม่ได้ใช้ทุกวันด้วยซ้ำ เพราะ HTPs มันง่ายกว่า พร้อมสูบมากกว่า อาจสูบในบ้านได้ พื้นที่ห้ามสูบก็ห้ามสูบแต่บุหรี่นี่นา ดังนั้นโอกาสติดจึงมากกว่า
และถึงแม้จะมีสารพิษที่ออกมาน้อยกว่า แต่ถ้าสูบมาก ติดมาก สุดท้ายอันตรายต่อสุขภาพก็จะยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ใช้คู่ ทั้ง HTPs และบุหรี่เผาไหม้ (ตามโอกาสอำนวยจะใช้อะไร)
สาระสำคัญที่สุดของกระบวนการเลิกบุหรี่ คือ ต้องจัดการการติดนิโคตินให้ได้ หากยังติดนิโคตินสูง เลิกไม่ได้ การเลิกบุหรี่หรือการลดความเสี่ยงอันตรายจากควันบุหรี่ (tobacco harm reduction) ก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

21 สิงหาคม 2565

weekend warrior

 รู้จัก weekend warrior ไหมครับ

นักรบสุดสัปดาห์ ใช้เรียกคนที่ออกกำลังกายเพียงช่วงเสาร์อาทิตย์ คือ ไม่เกินสองครั้งต่อสัปดาห์ แต่จัดหนัก เพียงแค่สองวันทำจนได้ปริมาณเท่าที่กำหนด
ตัวอย่าง แนะนำออกกำลังกายปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ นายพายุดเลือกที่จะออกกำลังกายทุกวัน วันละ 21.4 นาทีเพราะทำงานข้าราชการเลิกสี่โมงหยุดเสาร์อาทิตย์ สะดวกเขาล่ะ ในขณะที่นายพาวิดเลือกออกกำลังกายแค่เสาร์และอาทิตย์วันละ 75 นาที เพราะทำงานออฟฟิศเลิกดึก ทำโอทีอีก
นายพายุดและนายพาวิด มีปริมาณการออกกำลังกายเท่ากัน คือ ความแรงปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน
ก่อนหน้านี้เรามีการศึกษาหลายชิ้นงานแหละที่บอกว่าแบบนั้นดีกว่า แบบนี้ดีกว่า แบบนู้นผลเสียเยอะ แบบนี้ผลเสียน้อย รวม ๆ ออกมาว่าไม่ต่างกันสักเท่าไรหรอก เลือกที่เหมาะสมกับตัวเราก็พอ เรามาดูข้อมูลใหม่ที่เก็บจาก Nation Wide Cohort เจตนาเก็บข้อมูล เก็บนานสิบปี จำนวนคนสามแสนกว่าคน เรียกว่าแม้เป็น Cohort แต่ก็ขนาดใหญ่และนานมาก พอที่จะบอกอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีกว่าของเดิม ๆ **ใครสนใจไปอ่านฉบับเต็มได้ฟรีนะครับ**
สรุปออกมาว่า ถ้าปริมาณการออกกำลังกายเท่ากัน คุณจะหารเฉลี่ยแบบคุณพายุด หรือ คุณจะจัดหนักช่วงเสาร์อาทิตย์แบบคุณพาวิด อัตราการเกิดโรคหัวใจหรืออัตราตายต่างกันน้อยมากและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่ว่าคุณจะจัดถี่หรือจัดหนัก รับรองว่าดีกว่า "อยู่เฉย ไม่ขยับ ไม่ออกกำลังกาย" อย่างชัดเจนทั้งคู่
ผมแอบคิดว่า การศึกษาอาจมีข้อสังเกตเรื่องใช้การสอบถาม ไม่ได้มีการวัดค่าใด ๆ ที่เป็นตัวเลขชัด ความจำของคนอาจไม่เที่ยงตรง และอัตราการเสียชีวิตอัตราโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมากอยู่แล้ว การติดตามประมาณจากอายุ 40 ไปถึงอายุ 50 ปี ก็อาจจะไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่มากนัก ตายไม่เยอะ แต่จะไปทำการศึกษากับกลุ่มคนอายุมากก็คงจะมา warrior ไม่ไหวหรอกครับ
อย่างไรเสีย การออกกำลังกายจะมากจะน้อย ยังดีกว่าการกลิ้งไปกลิ้งมาและนั่งแช่ดูซีรี่ส์หรือไถมือถือทั้งวันแน่นอนครับ ส่วนจะออกกำลังรูปแบบใด ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราได้ จะเบา ๆ ทุกวัน จะจัดหนักสุดสัปดาห์ จะผ่อนส่งเช้าเย็น ได้หมดครับ
คุณล่ะเป็นประเภท "ทุกวันวันละรอบ" หรือ "นานทีแต่ขยี้ยับ" บอกกันได้นะครับ
ที่มา
dos Santos M, Ferrari G, Lee DH, et al. Association of the “Weekend Warrior” and Other Leisure-time Physical Activity Patterns With All-Cause and Cause-Specific Mortality: A Nationwide Cohort Study. JAMA Intern Med. 2022;182(8):840–848. doi:10.1001/jamainternmed.2022.2488
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

20 สิงหาคม 2565

ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งทั้งสามประการ

 อยากบอกว่า คุณเองลดความเสี่ยงมะเร็งได้ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันเรามีข้อมูลมากมายที่บอกได้ว่า กลไกการเกิดมะเร็งนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของยีนและสายพันธุกรรม ที่อาจจะเป็นมาแต่เกิดหรือมาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลัง และเราสามารถระบุ pathogenic genes ได้มากมายทั้งก่อนเกิดโรคเพื่อคัดกรอง เฝ้าระวัง และหลังเกิดโรคเพื่อระบุการพยากรณ์และการรักษามุ่งเป้า

แต่สิ่งเหล่านี้ยากจะเปลี่ยนแปลง

การศึกษาชุด Global Burden of Diseases (GBD) ลงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงสถานการณ์โรค

สำคัญ ๆ ที่ส่งผลต่อสังคมโลกเรา และที่เพิ่งตีพิมพ์มาคือความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ในปี 2019 เพื่อบอกว่า นอกจากยีนต่าง ๆ ที่เรารู้แต่เปลี่ยนมันได้ยาก (อนาคตไม่แน่) เรายังมีปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งที่สำคัญ เพราะหากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งจากยีนที่ผิดปกติอยู่แล้วอาจจะเร็วขึ้น หรือความเสี่ยงเหล่านี้จะไปปรับชีววิทยาของเรา ให้เกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นมะเร็ง

การรู้ความเสี่ยงและลดความเสี่ยงจึงสำคัญ

สามอันดับแรกของความเสี่ยงที่เป็นจริงทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ ทุกเศรษฐานะและสังคม ผลวิเคราะห์ ในปี 2019 จากการตายจากมะเร็ง 4.4 ล้านรายทั่วโลกและ 105 ล้านรายทั่วโลกที่เสียคุณภาพชีวิตจากมะเร็ง โดยจับคู่ความเสี่ยงที่ทราบดีและติดตามมาตลอด จำนวน 82 รายการกับผลลัพธ์คือการเสียชีวิตจากมะเร็งหรือเสียคุณภาพชีวิตจากมะเร็ง พบว่าสามประการนั้นคือ

🚩🚩การสูบบุหรี่

🚩🚩การดื่มแอลกอฮอล์

🚩🚩ดัชนีมวลกายสูง (อ้วน)

แถมความเสี่ยงโดยรวมนี้ยังเพิ่มมากจากปี 2010 อีกด้วย (ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นชัดคือ อ้วน) ทั้ง ๆ ที่ปี 2010 ก็ได้ประกาศแบบนี้ไปแล้วเช่นกัน นี่เราทำอะไรกันมาเป็นสิบปี !!!!! ทั้ง ๆ ที่หลายหน่วยงานก็ออกมารณรงค์กัน (แต่หาที่จริงจังน้อยมาก)

ก็เลยฝากมาเตือนเรื่องความเสี่ยงครับ ความเสี่ยงสามข้อนี้ พิสูจน์ว่าเพิ่มมะเร็งจริง และหากลดลงได้ มะเร็งก็ลดลงจริงอีกด้วย เตือนใคร …ก็เตือนพวกเรา เตือนตัวเรานี่แหละครับ

ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด

ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน

ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน

อย่าแชเชือนเตือนตนให้พ้นภัย

ที่มา

The global burden of cancer attributable to risk factors, 2010–19: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2019
Tran, Khanh Bao et al.
The Lancet, Volume 400, Issue 10352, 563 - 591

อาจเป็นงานศิลปะรูป 2 คน และ สถานที่ในร่ม

17 สิงหาคม 2565

โควิด กับ การเกิดหลอดเลือดอุดตัน

 โควิด กับ การเกิดหลอดเลือดอุดตัน

การศึกษาลงใน JAMA เมื่อเช้านี้ นักวิจัยเขาสนใจศึกษาอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดอุดตันทั้งหลอดเลือดดำและแดง ในช่วงการระบาดโควิดในระยะเวลาทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน เทียบกับไข้หวัดใหญ่ว่าต่างกันไหม

ศึกษาไปทำไม รู้กันอยู่แล้ว … ก็ที่ผ่านมาเป็นกรณีรายงานเคส ปริมาณไม่มาก สรุปยาก อันนี้ปริมาณคนไข้เยอะ คาบเกี่ยวช่วงวัคซีนด้วย

แสดงว่าผลการศึกษาก็น่าจะเชื่อถือได้ … อืมมม ก็ไม่เชิง เพราะเป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง มีปัจจัยแปรปรวนมากมาย อะไรที่สนใจอยากดูอยากรู้อาจจะไม่ได้บันทึก ถึงผู้วิจัยเขาพยายามใช้ระบบคะแนนมาเกลี่ยให้สองกลุ่มดูเหมือน ๆ กันเทียบกันได้ ก็ยังเชื่อถือได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และที่สำคัญเขาไม่ได้มีข้อมูลว่า คนที่หลอดเลือดอุดตันน่ะ ตันก่อนมาเป็นโรคกี่คน กี่เปอร์เซนต์ ก็น่าคิด แต่เอาล่ะ มันก็เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่พอให้ข้อมูลเราได้

ที่ว่าเยอะน่ะ แค่ไหน … โควิดจำนวน 85000 ราย เป็นก่อนวัคซีน 41000.ราย หลังวัคซีน 44000 ราย เป็นไข้หวัดใหญ่ 8200 ราย เอารายที่นอนโรงพยาบาล

ผลว่าไง … สำหรับหลอดเลือดแดงอุดตัน เช่นหลอดเลือดแขนขา หลอดเลือดหัวใจ สำหรับโควิดก่อนวัคซีน 15% โควิดหลังวัคซีน 16% และไข้หวัดใหญ่ 14% แตกต่างกันเล็กน้อย ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติใด ๆ แต่หลอดเลือดดำอันนี้ไม่ใช่

หลอดเลือดดำเป็นไง … หลอดเลือดดำอุดตันในไข้หวัดใหญ่ 5% ในโควิดก่อนวัคซีน 9% โควิดหลังวัคซีน 11% ก็บอกว่าในโรคโควิดจะเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันบ่อยกว่าไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ตรงอย่างที่เรารู้มา เพราะโควิดมันจะทำให้หลอดเลือดอักเสบและการแข็งตัวเลือดง่ายขึ้น

**อ้อ..อีกอย่างคือ จากที่เราเคยมีข้อมูลหลอดเลือดดำอุดตันในโควิดมาก่อนการศึกษานี้ เลยทำให้เราตื่นตัวตรวจหาหลอดเลือดดำอุดตันมากขึ้นในโควิด เป็นอีกหนึ่งเหตุที่อาจจะเจอหลอดเลือดดำอุดตันในโควิดมากกว่า**

รู้แล้วไง … บอกว่าการป่วยเป็นโควิดกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องถามเวลาเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันในยุคสมัยนี้ (ในไทยอย่าลืมถามเรื่องได้วัคซีน ChAdOx1 ด้วย) และถ้าเกิดอาการที่สงสัยหลอดเลือดดำตัน หากมีประวัติเพิ่งติดเชื้อโควิด ก็เป็นข้อที่จะทำให้สืบค้นหาหลอดเลือดดำอุดตันด้วยวิธีต่าง ๆ ได้มั่นใจขึ้น

จบข่าว

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

16 สิงหาคม 2565

อาการถอนเหล้า (alcohol withdraw)

 อาการถอนเหล้า (alcohol withdraw)

เริ่มอาการถอนเหล้าได้ตั้งแต่หยุดเหล้าไป 6-12 ชั่วโมง

คนที่กิน ๆ หยุด ๆ ไม่ได้กินต่อเนื่องยาวนาน ก็มีโอกาสเกิด

อาการแรก ๆ คือ ปวดหัว มือสั่น นอนไม่หลับ หงุดหงิดกระสับกระส่าย

ส่วนมากจะไปหาเหล้าหรือเบียร์ดื่ม ด้วยเหตุผลว่า เครียด ดื่มแล้วสบาย แต่จริง ๆ คือ เป็นอาการถอนเหล้า และไปดื่มเพื่อระงับอาการนั้น

คนส่วนมากอาการไม่รุนแรง หากภายใน 24-48 ชั่วโมงอาการไม่รุนแรงขึ้น จะหายเอง ดังนั้น ถ้าใครหยุดกินเหล้าแล้วรู้สึก งึกงึกงักงัก บ่คึกบ่คัก โซงโลงเซงเลง ให้ทนไว้ หรือไปหาหมอช่วย อย่าไปดื่มเพื่อแก้อาการ

แล้วคุณจะเลิกเหล้าได้ครับ

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป, เครื่องดื่ม, สถานที่ในร่ม และ ข้อความ

บทความที่ได้รับความนิยม