15 พฤษภาคม 2565

รถของท่านเจ้าคุณคือ เอ็มยี หรือ เอ็มจี (MG)

 สำหรับคำตอบว่า ภาพประกอบเกี่ยวข้องกับโรคมัยแอสธีเนีย เกรวิส อย่างไร เรามาฟังคำเฉลยครับ

รูปเป็นปกนิยายเรื่อง สามเกลอ โดย ป.อินทรปาลิต ในชุดวัยหนุ่ม ตอนที่ชื่อ จอมกะล่อน โดยสนพ.ผดุงศึกษา

เรื่องมีอยู่ว่า ท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ท่านพาคณะสี่สหายไปงานประมูลของใช้เก่าของมิสเตอร์แอทตีนคราวน์ (สิบแปดมงกุฏ) และท่านเจ้าคุณของเราเกิดไปติดใจรถตอนเดียวยี่ห้อเอ็มยี และร่วมประมูลมาในราคาสามพันบาท

ซึ่งราคามือหนึ่งมันน้อยกว่า 3000 !!! และขาวคณะเราทักท้วงว่า ท่านก็มีรถอยู่แล้ว และรถตอนเดียวเหมาะกับหนุ่มสาวมากกว่าผู้ใหญ่อย่างท่าน อีกอย่างคือเป็นมือสองของคุณแอทตีนคราวน์ แต่คงเป็นมือสามสี่ห้าหกมาแล้ว เพราะสภาพมันบูโรทั่งเหลือเกิน (ตามสำนวนของนิกร)

แน่นอนว่าท่านเจ้าคุณนกตะกรุมย่อมฮึดฮัดและอยากเอาชนะ ท่านจึงฟิตเครื่องเต็มที่ และไปท้าแข่งกับกิมหงวน

โดยนัดนี้เสี่ยหงวนของเราแกล้งแพ้ เพื่อท่านเจ้าคุณจะได้เหลิงและมาขอท้าอีก คราวนี้เขาจะจัดเดิมพันให้หนัก เพราะท่านเจ้าคุณฝีมือด้อยกว่าอาเสี่ยของเรามาก

ในนัดที่สอง อาเสี่ยของเราทิ้งห่างเจ้าคุณหลายเสาไฟ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกเกิดเสียดายเงินเดิมพัน เลยเหยียบมิด ด้วยความเก่าของรถ ท่านจึงประสบอุบัติเหตุ ดีที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก ยังความแค้นให้เจ้าคุณ และคิดจะแก้มือเพราะคิดว่าท่านแพ้เพราะรถเก่า

ในนัดสามเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ต้องไปติดตามอ่านเอาเองครับ

รถของท่านเจ้าคุณคือ เอ็มยี หรือ เอ็มจี (MG) เหมือนกับคำย่อชื่อโรค Myasthenia Gravis ที่เรียกว่า MG เหมือนกันนั่นเอง

อาจเป็นการ์ตูนรูป ข้อความ

ไม่มีอะไรขัดขวางสมองและสองมือได้ : นวัตกรรมแห่งการป้องกันโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

 ไม่มีอะไรขัดขวางสมองและสองมือได้ : นวัตกรรมแห่งการป้องกันโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

ถุงยางอนามัยนับเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งศตวรรษ ทึ่ใช้เพื่อการคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่มุ่งหมายใช้กับเพศชาย และการมีเพศสัมพันธ์แบบ 'insertive-receptive' ไม่ว่าจะช่องทางใดก็ตาม

แต่ถ้าไม่ต้องสอดคือความสัมพันธ์แบบ 'oral sex' และใช้กับสุภาพสตรีล่ะ ไม่ว่าสุภาพบุรุษเป็นผู้กระทำให้สุภาพสตรีหรือสุภาพสตรีเป็นผู้กระทำให้สุภาพสตรี เรามีเครื่องมือไหม ที่คอยกั้นขวางทางรัก

คำตอบคือ มี แผ่นยางบางเฉียบที่ชื่อว่า dental dam หรือ oral dam จะเป็นเขื่อนขวางกั้นสารคัดหลั่งจากปากลิ้นและจุดซ่อนเร้นไม่ให้สัมผัสกันโดยตรง

แต่ว่ามีอัตราการใช้ต่ำ เพราะมันไม่ handsfree มันต้องใช้มือยึดจับไว้นั่นเอง เป็นแผ่นยางเอามา 'แปะ" ไว้ เพียงเท่านั้น ถ้าไม่จับไว้ก็ปลิวกระจาย

บริษัท Brazen Good Inc. ที่อเมริกาจึงออกแบบและผลิตชิ้นงานใหม่ มาปิดจุดบอดตรงนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ Lorals for Protection สำหรับท่านหญิง

มันคือยางลาเท็กซ์บางเฉียบ ในรูปแบบบีกีนี่ ที่สามารถยืดออกและแนบทุกจุดเว้านูนโค้ง พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อร่างกาย และสามารถป้องกันสารคัดหลั่ง และลดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

เพราะเป็นแบบบีกินี่ จึงปิดจุดบอดต้องใช้มือจับ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย มือจึงเป็นอิสระและตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น

แถมมาด้วยข้อจูงใจ ไร้รอยต่อ เรียบลื่น (เขาเขียน silky smooth) พกพาง่าย สวมใส่สะดวก ยืดขยายได้มาก ไม่ขาดและหลายไซซ์ของสตรี กลูเตนฟรี แถมด้วยกลิ่นวานิลาหอมกรุ่นอีกด้วย

และได้รับการอนุมัติใช้จากองค์การอาหารและยาสหรัฐเรียบร้อย เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเพศสัมพันธ์ทางปากในช่องทางช่องคลอดและทวารหนัก วางจำหน่ายแล้วทั่วโลก

แต่ใช้กับเพศสัมพันธ์แบบ insertive-receptive ไม่ได้นะครับ อาจจะขาดได้ และเนื่องจากทำจากยางลาเท็กซ์ จะไม่ทนทานกับวาสลีนและน้ำมันชนิดต่าง ๆ หากจะใช้สารหล่อลื่น ใช้แบบสูตรน้ำแทนนะครับ มีหลายรสด้วย

นำข่าวนี้มาบอกเพราะยอมใจในความคิดสร้างสรรค์จริง ๆ ครับ

14 พฤษภาคม 2565

Efgartigimod กับโรค Myasthenia gravis

 Efgartigimod กับโรค Myasthenia gravis

ปลายปีที่แล้วองค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุมัติยา efgartigimod ในการรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมัยแอสธีเนีย เรามารู้จักโรคนี้และการรักษา แถมด้วยยา efgartigimod กันนะครับ
1. กล้ามเนื้อของมนุษย์โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ควบคุมได้ (กล้ามเนื้อลาย) ถูกควบคุมโดยระบบประสาท เมื่อเราคิดจะเคลื่อนที่กล้ามเนื้อ จะสร้างกระแสประสาทไปที่กล้ามเนื้อ ตรงจุดปลายประสาทต่อกับกล้ามเนื้อจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เรียกว่า neuromuscular junction เส้นประสาทจะปล่อยสารสื่อประสาท Acetylcholine ไปจับกับตัวรับที่กล้ามเนื้อชื่อ AcetylCholine Receptor (AChR) เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานตามสั่ง
2. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมัยแอสธีเนีย จะมีแอนติบอดีของร่างกายเราเองที่ผิดปกติมาจับแน่นกับตัวรับ AChR จนทำให้การทำงานของระบบประสาทไม่ต่อเนื่อง กล้ามเนื้อไม่ถูกกระตุ้นหรือกระตุ้นไม่เต็มกำลัง สิ่งที่เกิดคือ ทำงานไม่ได้ตามกำหนดหรืออ่อนแรงนั่นเอง เราเรียกแอนติบอดีแบบนี้ว่า autoantibody
3. สารสื่อประสาท AcetylCholine จะอยู่ในพื้นที่ช่องว่างนี้สักระยะ เพื่อให้ทำงานได้ตามกำหนด แล้วจะถูกเอนไซม์ Acetylcholine Esterase มาทำลายและนำไปรีไซเคิลใช้ซ้ำ แต่ในโรคมัยแอสธีเนีย มันกระตุ้นไม่เต็มที่ อย่างไรก็จะอ่อนแรง ซึ่งจะเห็นชัดหากเป็นกล้ามเนื้อมัดเล็กเช่น กล้ามเนื้อลูกตา กล้ามเนื้อการพูด และเมื่อทำงานซ้ำ ๆ กันมาก ๆ จึงมักอ่อนแรงเวลาให้ทดสอบใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ กันจะอ่อนแรงลง
4. การรักษาโรคนี้ที่เป็นการรักษาหลักคือ การใช้ยา Acetylcholine Esterase Inhibitor ไปยับยั้งการสลายเอนไซม์ทำลายสารสื่อประสาท ทำให้สารสื่อประสาท AcetylCholine อยู่นานขึ้น กระตุ้นได้นานขึ้น เป็นการเพิ่มสมดุล ถึงแม้ตัวรับคำสั่งจะไม่มากแต่เมื่อสารสื่อประสาทอยู่นาน สามารถกระตุ้นซ้ำจนถึงการออกแรงที่ต้องการได้ ยา acetylcholine esterase inhibitor ที่ใช้ประจำคือ pyridostigmine (Mestinon)
5. นอกจากใช้ยาดังข้อ 4 หากโรครุนแรงและใช้ยา pyridostigmine ไม่เพียงพอ เราจะใช้มาตรการลด autoantibody เช่น การตัดต่อมไทมัส ต่อมที่เอาไว้สอนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สร้างแอนติบอดี, การใช้ยา rituximab เพื่อลดเซลล์ที่สร้างแอนติบอดี, การใช้สารสเตียรอยด์เพื่อลดผลจากการทำงานของ autoantibody หรือถ้าเป็นมาก ๆ เราก็ใช้มาตรการ plasmapheresis เอาเลือดเข้าเครื่องกรองเอา autoantibody ออกไปอย่างรวดเร็ว
6. แต่การรักษาข้อ 5 มันไปลดแอนติบอดีหรือเซลล์สร้างแอนติบอดีแบบทั่วไป ทำให้แม้จะช่วยให้โรคมัยแอสธีเนียดีขึ้น แต่ก็เกิดผลข้างเคียงจากการไปรบกวนระบบแอนติบอดี ทำให้ติดเชื้อง่าย ทำให้เกิดความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน เป็นผู้ป่วยที่เรียกว่า immunocompromised host หรือผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องนั่นเอง
7. ปัจจุบันเราพบว่า autoantibody ที่เป็นเหตุสำคัญของโรคมัยแอสธีเนียนี้ มีจุดสำคัญที่ช่วยให้มันทนทานต่อการถูกทำลายของร่างกายตามธรรมชาติ ชื่อว่า neonatal FC receptor เราจึงเกิดแนวคิดที่จะไปกดการทำงานของ neonatal FC receptor เพื่อให้ autoantibody นี้ถูกทำลายได้ตามปกติ ไม่ทนทานอยู่นานจนเกิดโรค หรือไม่ทนทานจนการรักษามาตรฐานล้มเหลวไป
8. ยา efgartigimod เป็นยาที่ขัดขวาง neonatal FC receptor โดยตรง ไม่ค่อยไปยุ่งกับระบบภูมิคุ้มกันตัวอื่น ผลแทรกซ้อนต่อระบบภูมิคุ้มกันจึงน้อย ตอนนี้มีการศึกษาสำเร็จคือในโรคมัยแอสธีเนีย และอีกโรคที่กำลังศึกษาคือโรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (immune thrombocytopenic purpura)
9. การศึกษาชื่อ ADAPT โดยนำผู้ป่วยอายุมากกว่า 18 ที่เป็นมัยแอสธีเนียแบบทั่วตัว ได้รับการรักษามาตรฐานมาระดับหนึ่งแล้วและโรคค่อนข้างนิ่ง นำมาแบ่งกลุ่มให้ยา efgartigimod ทางหลอดเลือดดำ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม สัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ต่อหนึ่งคอร์ส (อาจให้ซ้ำได้ในอีกแปดสัปดาห์ถ้าอาการยังไม่ดี) เทียบกับยาหลอก แล้ววัดผลคะแนน MG-ADL คือการใช้กล้ามเนื้อในการดำรงชีวิตปกติ เมื่อจบคอร์สแรกของการศึกษา ปรากฏว่ากลุ่ม efgartigimod มีระดับคะแนนดีขึ้นกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ (ดีขึ้นสองระดับ สูงกว่ายาหลอกประมาณ 30%) โดยที่ผลข้างเคียงไม่ต่างจากยาหลอก
10. ในตอนที่ศึกษา ผู้วิจัยได้คิดแยกผลการวิจัยหลักว่าระหว่างคนที่มี autoantibody กับคนที่ไม่มี ผลจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าแม้การใช้ยาในคนที่มี autoantibody จะได้ผลดีกว่า คิดผลรวมโดยไม่สนใจผลการตรวจว่ามี autoantibody หรือไม่ก็ตาม ผลของการใช้ efgartigimod ก็ยังเหนือกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
11. จึงออกมาเป็นคำอนุมัติการใช้ยาขององค์การอาหารและยาสหรัฐว่า ใช้ในผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีอาการทั่วตัว ตรวจพบ autoantibody ต่อมัยแอสธีเนียและได้รับการรักษามาตรฐานมาแล้วแต่ยังไม่ได้ระดับที่ดี โดยให้ยาฉีดสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ต่อหนึ่งคอร์สการรักษา (ขนาดและวิธีให้ยา รวมทั้งข้อกำหนดต่าง ๆ จะมาจากงานวิจัยหลักครับ)
คำถามท้ายบท : รูปประกอบเกี่ยวข้องกับโรค Myasthenia Gravis อย่างไร
อาจเป็นการ์ตูนรูป ข้อความ

ยารักษามาเลเรียในชุดยารักษารูมาตอยด์

 มียารักษามาเลเรียในชุดยารักษารูมาตอยด์ด้วย : chloroquine

คำถามจากสุภาพสตรีท่านหนึ่งที่เพิ่งรักษาโรคนี้และไปค้นข้อมูลจากเน็ตแล้วยังสงสัย

ยา chloroquine ที่ใช้รักษามาเลเรียหรือ hydroxychloroquine ที่ปรับปรุงให้พิษน้อยลง สามารถใช้รักษารูมาตอยด์ได้ครับ กลไกการทำงานของยามีหลายอย่างที่ไม่ชัดเจนสักอย่าง เอาล่ะ สรุปว่า รักษาได้ ทั้งอาการดีขึ้น การอักเสบดีขึ้น และผลข้างเคียงต่ำ

แต่การศึกษาส่วนใหญ่ และนำมาซึ่งคำแนะนำการใช้ยา คือ แนะนำใช้ในโรคที่ความรุนแรงต่ำถึงปานกลาง

และมักจะไม่ใช้เป็นยาตัวแรกเริ่มต้นในการรักษา (ยาตัวแรกที่แนะนำคือ methotrexate) โดยมักจะใช้เพิ่มจากยาเมโทรเทร็กเซต

สรุปว่าใช้ได้นะครับ แต่จะไม่ใช้เป็นตัวเริ่มรักษาและส่วนใหญ่ไม่ใช้เดี่ยว ๆ ครับ

อีกข้อคือ ต้องรับการตรวจตาเพื่อระวังผลข้างเคียงจากยาเป็นประจำ อันนี้เป็นคำแนะนำที่หนักแน่นมากครับ เพราะยาไม่ได้ทรงประสิทธิภาพมากนัก หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรงก็น่าเสียดายครับ

สุดท้ายคือ วันนี้อย่าลืมร่วมฉลองชัยชนะกับลิเวอร์พูล ในการคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยกันนะครับ

12 พฤษภาคม 2565

โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน : การเดินได้ประโยชน์กว่าที่คิด

 โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน : การเดินได้ประโยชน์กว่าที่คิด

การเดินออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังกายที่ง่าย สะดวก ราคาไม่แพง ทำได้ทุกที่และได้ประโยชน์มากมาย หนึ่งในประโยชน์อันนั้นคือ ช่วยลดอาการของหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีนตันชนิดเรื้อรัง เกือบทั้งหมดเกิดจากการอุดตันของตะกรันไขมันและเกล็ดเลือดในหลอดเลือด กลไกการเกิดโรคก็คล้ายกับหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดแดงที่หัวใจตีบ ปัจจัยการเกิดโรคก็คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็น อายุ อ้วน บุหรี่ ความดัน เบาหวาน ไขมัน
โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายที่เราพบบ่อย (เพราะอาการในส่วนนี้ชัดกว่าที่อื่นและตรวจได้ง่าย) คือ หลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ขาตีบแคบลง อาการที่พบบ่อยคือ เดินไกลไประยะทางหนึ่งแล้วจะปวดขามาก ต้องพักสักครู่ จึงเดินต่อได้ และเมื่อไปในระยะทางพอกับของเดิมก็จะกลับมาปวดซ้ำอีก เรียกว่า intermittent claudication
หากตรวจโดยการคลำชีพจรก็จะพบชีพจรเบาลงโดยเฉพาะในข้างที่มีอาการ หรือการตรวจคัดกรองที่ดีอันหนึ่ง และได้รับคำแนะนำจากสมาคมแพทย์หลออดเลือดทั่วโลกคือการตรวจเทียบความดันโลหิตของแขนและขา (ankle-brachial index) หากมีค่าต่ำกว่า 0.9 น่าจะเป็นโรคนี้แล้ว
ถ้าต้องการยืนยัน (ส่วนมากทำเพื่อวางแผนผ่าตัด) คือการฉีดสีและถ่ายภาพหลอดเลือด หรือสามารถใช้เทคโนโลยีการทำเอ็มอาร์ไอ ที่ไม่ต้องฉีดสีได้ ซึ่งการรักษาโดยการผ่าตัดหรือการใส่สายสวนรักษา แนะนำทำเมื่อไม่สามารถออกกำลังกายโดยการเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ เกิดอันตรายที่ต้องผ่าตัดจึงจะหาย
"การเดินออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ" น่าสนใจนะ เป็นการรักษาลำดับแรกและแนะนำทุกคน ประโยชน์สำคัญคือลดอาการปวดจากการเดิน (intermittent claudication) แถมยังได้ประโยชน์ต่อหัวใจอีกด้วย อย่าลืมว่าโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายก็คือกลุ่มโรคเดียวกันกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอัมพาต การออกกำลังกายจึงได้ประโยชน์มากทีเดียว แล้วจะออกกำลังแบบไหนล่ะ
ถ้าเราอ้างอิงตามแนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกาและยุโรป เขาจะแนะนำ supervised exercise program ถ้าเราลงรายละเอียดจะประมาณมีเทรนเนอร์คอยควบคุมข้างตัวเลย เดินจนปวดขนาดนี้ พักแล้วปรับเพิ่มขนาดการเดินใหม่ มีการปรับความชัน ความเร็วของลู่เดิน จนได้เป้าหมายที่ต้องการ โดยทำอย่างน้อย 60-90 นาทีต่อครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 12 สัปดาห์
ทำแบบนี้จะช่วยลดปวด เดินได้ไกลขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น (แต่การตีบแคบไม่เปลี่ยนมากนัก) เป็นวิธีการรักษาที่ต้องทำ และใช้เป็นวิธีแรกเสมอหากไม่มีข้อห้าม
แต่ประเด็นคือ คนที่ supervised จะว่างตรงกับเราไหม ต้องไปในที่มีอุปกรณ์รักษาที่ดี การติดตามต้องดีพอ มันเป็นอุปสรรคอย่างมาก
ทำแบบ home-based ทำที่บ้าน ทำฟรอมโฮม ได้ไหม คำแนะนำเดิมก็เขียนว่าเป็นทางเลือกที่ทำได้ เดินครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่หลักฐานที่แสดงให้เห็นประโยชน์ของการเดินแบบ home-based ยังไม่ชัดเจนว่าเกิดประโยชน์หนักแน่นเหมือน supervised exercise program
ปัจจุบันเรามีการศึกษามานำเสนอเรื่องการใช้ home-based ในชื่อการศึกษา MOSAIC ลงตีพิมพ์ใน JAMA เมื่อ 12 เมษายน 2022 ที่ผ่านมา เรามาอ่านแบบคร่าว ๆ นะครับ
การศึกษาทำที่ประเทศอังกฤษ โดยนำผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 50 ปีที่มาตรวจรักษาในคลินิกหลอดเลือดอยู่แล้ว ได้รับการวินิจฉัยหลอดเลือดแดงส่วนปลายที่ขาตีบตันและมีอาการปวดขาจากการเดิน จำนวน 190 คนมาแบ่งกลุ่มการศึกษาออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มควบคุมก็ให้ทำตามคำแนะนำปกติในคลินิก ส่วนกลุ่มทดลอง ให้มีนักกายภาพบำบัดที่ทั้งสอนและทั้งสร้างแรงจูงใจให้ออกกำลัง มาสอนเดิน 30 นาที ด้วยกลยุทธ์จูงใจและมีตัวชี้วัดทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
มีการนับก้าว มีการกำหนดเป้าหมายเส้นชัย มีคำแนะนำการก้าวเดินแต่ละครั้ง และมีการจูงใจตลอดระยะเวลาการเดิน โดยสอนตัวต่อตัวในครั้งแรก ช่วงสัปดาห์ที่หนึ่งและสอง ครั้งละ 60 นาทีสองครั้ง และมีการสอนอีกครั้งแต่เป็นทางโทรศัพท์ ในสัปดาห์ที่หกและสิบสอง ครั้งละ 30 นาทีสองครั้ง
ให้ผู้ป่วยทั้งหมดทำตามแนวทางของแต่ละกลุ่มแล้วมาวัดผลหลักที่สามเดือน ผลหลักคือระยะทางที่เดินได้ในหกนาที (6-minutes walk test) ส่วนผลย่อยอื่น ๆ เช่นความพึงพอใจ ความปวด
ผลปรากฏว่า กลุ่มทดลอง มีระยะทางการเดินที่หกนาทีเพิ่มจากเดิม ได้มากกว่ากลุ่มควบคุม ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (เฉลี่ยคือ มากกว่าถึง 16.7 เมตร) โดยที่ไม่ได้มีอันตรายจากการเดินแบบนี้ ไปมากกว่ากลุ่มควบคุม
หมายความว่า การเดินออกกำลังกาย แบบเข้ารับการอบรมและเอาไปทำต่อที่บ้าน ถ้าทำได้จริงจังและต่อเนื่อง มันก็มีประสิทธิภาพเพิ่มระยะการเดินได้เช่นกัน ดีกว่าฟังเฉย ๆ แต่ไม่มีการอบรมหรือฝึกฝน
แม้ว่าจะไม่เท่ามาตรฐาน คือการมีเทรนเนอร์ส่วนตัว ในสถานที่ที่มีความพร้อมสูง แต่การศึกษานี้ก็ได้ตอบคำถาม pain-point ที่สำคัญ คือ หากไม่มีเวลาหรือไม่มีอุปกรณ์ดีมาก จะทำอย่างไร ก็ได้คำตอบว่า หากผู้ป่วยพร้อมและสามารถทำตามได้ การเรียนอบรมวิธีที่ถูกและเพิ่มแรงจูงใจ นำกลับไปทำต่อที่บ้านอย่างสม่ำเสมอโดยมีอุปกรณ์ติดตามเพื่อคอยฟีดแบ็ค ก็ได้ประโยชน์ดีเช่นกัน ดีกว่าให้คำแนะนำเฉย ๆ โดยที่ไม่มีเวิร์กช็อปที่จับต้องได้
ชอบการศึกษาแบบนี้ ไม่ต้องลงทุนมากมาย ใช้จุดที่เป็นปัญหาจากการรักษาแบบเดิม มาแก้ไขและพิสูจน์ ให้ง่ายขึ้นและทำได้จริง มันทรงคุณค่ามากเลยครับ
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และ สถานที่ในร่ม

บทความที่ได้รับความนิยม