04 พฤษภาคม 2565

มะเร็งเต้านม : ยีน : พันธุกรรม

 มะเร็งเต้านม : ยีน : พันธุกรรม

BRCA germline mutation
1.มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดอันหนึ่ง ปัจจุบันการรักษาโรคนี้พัฒนาไปมาก จนแทบจะไม่มีใครเสียชีวิตเพราะมะเร็งเต้านมแล้ว หากตรวจพบและรักษาตั้งแต่เริ่ม ซึ่งเราก็ได้พัฒนาการตรวจตั้งแต่เริ่มไปไกลมาก ทั้งการทำแมมโมแกรม การทำอัลตร้าซาวนด์ การใช้เข็มเจาะชื้นเนื้อแบบไม่รุกล้ำมาก การรักษาก็พัฒนาถึงยาฮอร์โมน ยาพุ่งเป้ากันแล้ว
2.แต่การตรวจรักษาทั้งหมด เป็นการตรวจที่เรียกว่า early detection คือต้องเกิดโรคก่อน จึงจะมีร่องรอยหลักฐานให้ตรวจเจอ แล้วเราจะมีวิธีคัดกรองและเฝ้าระวังก่อนเกิดโรคไหม ในอดีตไม่มี แต่ตอนนี้เรามีการตรวจยีน
3.ปกติโรคมะเร็งเต้านมเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน somatic คือเกิดเฉพาะคนคนนั้นและสิ่งแวดล้อมถึง 80-90% แต่มีบางส่วนสัมพันธ์อย่างมากกับการกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดได้ (germline) แม้จะมีไม่มากแต่สำคัญและน่าจะป้องกันได้
4.หากใครเป็นมะเร็งเต้านม ก็ควรได้รับการซักประวัติและจัดทำแผนผังโรคทางพันธุกรรมและประเมินความเสี่ยง (พงศาวลี) ว่ามีโอกาสเกิดโรคในเครือญาติเพียงใดและเข้ารับการประเมิน germline หรือหากตรวจทางพันธุกรรมในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมแล้ว มีการกลายพันธุ์ของ germline ที่ชัดเจนว่าก่อโรค (pathogenic germline mutations) อันนี้ญาติสายตรงควรคัดกรองด้วยการตรวจหา geemline mutation
*** ก่อนไปต่อ ต้องบอกว่าการกลายพันธุ์ของยีน แบ่งคร่าว ๆ เป็น pathogenic คือ สัมพันธ์ชัดเจนกับการเกิดมะเร็ง, non-pathogenic คือ การกลายพันธุ์แบบนี้ไม่เกิดมะเร็งชัดเจน กรุณาไปพิจารณายีนอื่นหรือเหตุอื่น, และ varient of uncertain significance คือ กลายพันธุ์แน่แหละ แต่ตอนนี้ข้อมูลยังไม่ชัดว่า การกลายพันธุ์นี้เกิดมะเร็ง หรือไม่เกิดมะเร็ง ต้องรอต่อไป
5.มะเร็งเต้านม จะมียีนที่เราใช้คือ BRCA1 และ BRCA2 (มียีนอื่นอีกนะ แต่ใช้น้อย) ถ้าเราพบว่าตำแหน่งของยีนอันใดอันหนึ่งหรือทั้งสองของเรา เกิดกลายพันธุ์ไปเป็นแบบ pathogenic โอกาสเกิดมะเร็งค่อนข้างแน่ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไม่เป็นมะเร็ง เราจะคัดกรองแบบไหน หรือทำอย่างไร ต่างจากการทำแมมโมแกรม คลำเต้านม ที่เป็นการคัดกรองแบบปกติมาตรฐานหรือไม่
6.หากมีการกลายพันธุ์ germline ที่ก่อโรคชัดเจน ในคนที่ยังไม่มีมะเร็ง อาจหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยยาเอสโตรเจน เพราะเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็ง ฝึกคลำเต้านมตั้งแต่เด็ก ให้หมอตรวจนมตั้งแต่อายุ 25 และแนะนำใช้การทำเอ็มอาร์ไอเต้านมแทนแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 25 เพราะแมมโมแกรมไม่ไวพอในการตรวจจับมะเร็งในคนอายุน้อย จะเห็นว่าเราจะใช้วิธีที่ไวขึ้นและเริ่มทำเร็วขึ้น
7.หรือหากใครเป็นมะเร็งแล้วหนึ่งข้าง แล้วพบ germline mutation ที่เป็นมะเร็งชัดเจน จะได้รับคำแนะนำเพื่อตัดเต้านมอีกข้าง ผ่าตัดรังไข่ เพราะโอกาสเกิดมะเร็งสูงมากในห้าปี ส่วนคนที่ไม่เป็นมะเร็งแต่ไปตรวจเจอ germline mutation ต้องคุยกับหมออย่างละเอียด ว่าจะตัดเต้านมทิ้งก่อนเกิดโรคหรือไม่ (เพราะ germline เป็นความเสี่ยงมะเร็งเต้านมแค่ 10% แต่มันก็หนักแน่นมาก)
8.จะเห็นว่า คนที่มีการกลายพันธุ์ มีการจัดการต่างจากคนที่ไม่มียีนกลายพันธุ์ จึงออกแบบการตรวจการเฝ้าระวังที่ต่างกัน ถ้าเลือกใช้ผิดวิธี แม้จะราคาถูกกว่า แต่อาจเป็นการคัดกรองที่ประสิทธิภาพต่ำและโดยรวมสิ้นเปลืองมากกว่าด้วย การตรวจยีนจึงเป็นการคัดกรองและจัดการมะเร็งแบบ personalized หรือ precise ที่ดี
9.แต่อย่าลืมว่า ข้อมูลและการพัฒนายังไม่สิ้นสุด มียีนอื่นที่เราไม่ได้ตรวจ มีปัจจัยอื่นนอกเหนือจาก germline อีกมากมายที่ทำให้เกิดมะเร็ง ความเข้าใจอันดีของหมอและคนตรวจเป็นสิ่งสำคัญ ต้องคุยกัน ปรึกษากันดี ๆ ก่อนจะตรวจยีน ข้อนี้สำคัญที่สุด
** ปัจจุบัน มีชุดตรวจยีนก่อนเกิดโรคมากมาย หลายบริษัท เพื่อมาบอกโอกาสการเกิดโรคที่แม่นยำ จะได้วางแผนที่ถูก ไม่เปลืองเงิน เปลืองเวลาไปกับการตรวจที่ไม่จำเป็น ดังนั้นต้องเข้าใจประเด็นข้อ 9 ให้ดี และต้องคุยกันให้ดีทั้งก่อนตรวจและหลังตรวจ ค่าตรวจก็หลักสองหมื่นสามหมื่นนะครับ**
10.สุดท้ายคือ การตรวจใด ๆ และแม่นยำเพียงใด ก็มีข้อผิดพลาดได้ และไม่สามารถนำผลไปใช้แบบตรง ๆ ทื่อ ๆ ได้ ต้องมีการแปลผลอย่างดี ถึงการตรวจจะแม่นยำมาก แต่ถ้าคนแปลไม่แม่น หรือทราบผลแล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีประโยชน์ครับ
ที่มา : บทความเรื่อง การคัดกรองยีนมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดบ อ.โอบจุฬ ตราชู ในหนังสือเรื่อง ความก้าวหน้าและการประยุกต์ใช้ของจีโนมทางการแพทย์ โครงการตำรารามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งที่ 1
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

03 พฤษภาคม 2565

ออกกำลังกาย ดีต่อกาย ดีต่อไต

 ออกกำลังกาย ดีต่อกาย ดีต่อไต : สรุปเนื้อหาอยู่สองย่อหน้าล่างสุด เล่าเรื่องยาว ๆ ก็อ่านต่อ

การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ แม้จะเข้าสู่วัยสูงอายุ ยังเป็นเรื่องจำเป็น นอกจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูก หัวใจ เรายังมีหลักฐานว่าช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วย

จากการศึกษาที่ลงใน JAMA internal Medicine เมื่อ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีรายงานเรื่องความสำเร็จนี้ครับ การศึกษานี้เป็นส่วนแตกย่อยออกมาจากการศึกษาชื่อ Lifestyle Interventions and Independent for Elders Study (LIFE) เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายระดับปานกลางในผู้สูงวัยที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ว่าเมื่อให้ออกกำลังกายตามกำหนดจะส่งผลต่อการเคลื่อนที่และคุณภาพชีวิตอย่างไร ผลการศึกษาหลักออกมาว่าช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและการเคลื่อนที่โดยรวมจริง และการศึกษานี้ได้มีการเก็บตัวอย่างเลือดเอาไว้หลายอย่าง

นักวิจัยชุดนี้จึงวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของค่า cystatin C หนึ่งในสารที่เรานิยมใช้วัดอัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate) ที่เราใช้ creatinine กันทุกวันนี้ แต่การศึกษานี้ใช้ cystatin C และใช้สูตร CKD-EPI แบบที่เรานิยมใช้กันแต่ใช้ การเปลี่ยนแปลงของค่านี้แทนครีอาตินิน นำไปคำนวณ GFR และมาเปรียบเทียบว่า หลังจากให้ออกกำลังกายแบบที่กำหนด โดยทั่วไปใช้การเดิน นับก้าว และฝึกกล้ามเนื้อ (มีโปรแกรมชัดเจน มีคนติดตามแบบมีเทรนเนอร์) เทียบกับการให้ความรู้และออกกำลังกายแบบทั่วไป ไม่ได้คุมเข้ม เมื่อติดตามไปหนึ่งปีสองปี การลดลงของ GFR ต่างกันไหม การลดลงของ GFR คือความเสื่อมของไตทางหนึ่ง (ที่วัดได้ง่าย)

*** จะเห็นว่า การศึกษานี้ เก็บข้อมูลมาจากการศึกษาหลัก ที่มีบันทึกผล cyctatin C ไม่ได้ออกแบบมาทดสอบคำถามโดยตรง ดังนั้น ผลที่ได้จะเป็นเพียงความสัมพันธ์ เป็นเพียงแนวทาง เป็นเพียงแนวโน้ม เท่านั้น ***

ได้กลุ่มทดสอบ 1199 คนอายุเฉลี่ย 79 ปี เป็นสุภาพสตรี 66% ค่า GFR เริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 54 (ไตเสื่อมพอสมควร) โดยไม่นับผู้ป่วยบำบัดทดแทนไต

ผลออกมาแบบนี้

กลุ่มที่ออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้และติดตามใกล้ชิด มีความเสื่อมของไต น้อยกว่า กลุ่มที่ให้ออกกำลังกายเอง (มีการสอนแต่ไม่ได้ติดตามและอัพเกรดโปรแกรมแบบใกล้ชิด)

กลุ่มที่ออกกำลังกายไม่ว่าจะตามโปรแกรมบังคับ หรือ ตามมาตรฐานทั่วไป มีการเสื่อมของไตน้อยกว่า กลุ่มที่ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยขนาดมากกว่า พบว่าความเสื่อมของไต น้อยกว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายในขนาดน้อย ไม่ว่าจะออกกำลังกายตามโปรแกรมบังคับ หรือให้ทำเอง

แม้เวลาที่ผ่านไป การเสื่อมของไตจะมากขึ้น แต่หากออกกำลังกาย จะช่วยชลอความเสื่อม และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น โดยที่ไม่ได้เกิดอันตรายจากการออกกำลังกายมากขึ้น (ทุกคนได้รับคำแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมนะครับ)

ยิ่งคนที่มีฐานความเสื่อมของไตมากกว่า ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายเพื่อชะลอความเสื่อม มากกว่าคนที่ไตเสื่อมระยะต้น (แต่ได้ประโยชน์ทั้งคู่นะ)

(รายละเอียดสามารถอ่านฟรีได้นะครับที่ JAMA Intern Med. Published online May 2, 2022. doi:10.1001/jamainternmed.2022.1449)

สรุปเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า ถึงแม้คุณจะสูงวัยแค่ไหน การออกกำลังกายยังช่วยรักษาสุขภาพคุณได้เสมอ ไม่เพียงแต่หัวใจและหลอดเลือดยังช่วยสุขภาพไตอีกด้วย แต่การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัย ควรได้รับการประเมินและแนะนำจากคุณหมอเป็นระยะด้วยครับ

"อยากดูแลไตให้ออกกำลัง
อยากดูแลตังค์ก็อย่าโอนไว"

อาจเป็นรูปภาพของ 3 คน, ผู้คนกำลังยืน และ สถานที่ในร่ม

หนองในเข้าตา gonorrhea keratoconjuctivitis

 หนองในเข้าตา

ภาพจากวารสาร New England Journal of Medicine แสดงให้เห็นภาพดวงตาซ้ายของผู้ป่วยสุภาพสตรีวัย 24 ปี มีอาการเปลือกตาบวมมาก แดงก่ำ ปวดแสบ และมองภาพไม่ชัด ขี้ตามากขึ้นสีเหลือง มีอาการมาสองวัน จึงมาตรวจที่แผนกฉุกเฉิน

คุณหมอที่โตเกียว ทำการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เพาะเชื้อ ทำนั่นนี่มากมาย … อาการตาบวมมาก ๆ จนรบกวนการมองเห็นก็ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยานะครับ จะมานั่งหยอดยาป้ายตาที่บ้านไม่ได้แล้ว

ผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ก็ออกมาบวมเป่ง แต่ไม่ได้ลุกลามลึกไปกว่าโพรงลูกตา ผลป้ายหนองจากดวงตาพบเชื้อแบคทีเรียรูปกลม อยู่เป็นคู่ ๆ กระหนุงกระหนิง สีแดง (intracellular gram negative diplococci) ทำให้เราคิดถึงเชื้อ Neiserria gonarrhea เชื้อแบคทีเรียก่อโรคหนองใน ต่อมาผลเพาะเชื้อก็แสดงผลเชื้อตัวนี้เช่นกัน

ผู้ป่วยไม่มีอาการใด ๆ อื่น ๆ ของโรคหนองในเลย ไม่ว่าหนองจากท่อปัสสาวะ ทวารหนัก เจ็บคอ (ผมไปค้นหากรณีแบบนี้เพิ่มเติม ก็พบว่าส่วนมากไม่มีอาการอื่น ๆ เช่นกัน) สรุปว่าเป็นโรคหนองใน gonorrhea keratoconjuctivitis

ความสำคัญของโรคนี้ที่เราคุ้นเคยกันคือ ติดเชื้อที่ดวงตาในเด็กทารกแรกเกิด เพราะติดจากแม่ตอนคลอด เพราะว่าแม่เป็น อาจจะทราบหรือไม่ทราบก็แล้วแต่ เราจึงป้ายตาเด็กด้วยยาฆ่าเชื้อ หากติดและรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้หากรักษาไม่ทัน ส่วนในผู้ใหญ่นั้นพบน้อย คิดจากกลไกการเกิดโรคก็ไม่น่ามีสารคัดหลั่งทางอวัยวะสืบพันธุ์พุ่งไปที่ดวงตาได้ (อย่าไปถามคุณหมอ salikahappymen เข้าล่ะ)

ในผู้ใหญ่ก็อันตรายไม่แพ้ในเด็ก คือ สามารถลุกลามได้เร็ว ทำลายเยื่อบุดวงตา ตาขาว เลนส์ และอาจลุกลามเข้าโพรงลูกตาได้ และลุกลามเร็วด้วย ทำให้ตาบอดและติดเชื้อลุกลามเข้าสมองได้ง่าย อันตรายนะครับ ไม่ใช่เล่น

คำแนะนำจากซีดีซี และองค์กรโรคติดเชื้อหลายที่ แนะนำให้รักษาทันทีที่สงสัยหรือตรวจพบ ด้วยยาปฏิชีวนะโดยการฉีด ไม่ว่าฉีดเข้าหลอดเลือดหรือฉีดเข้ากล้าม (เรารักษาหนองในด้วยการฉีด ceftriaxone 0.5 -1.0 กรัม เข้ากล้ามวันละครั้ง) เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน และอาจเสริมด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ หรือล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ และต้องติดตามใกล้ชิด จนกว่าจะดีขึ้นและไม่ทำให้การมองเห็นพิการไป

ผู้ป่วยรายนี้ก็ได้รับยาตามนั้นและอาการดีขึ้น ไม่พบโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และไม่ได้ลงรายละเอียดว่าสัมผัสสารคัดหลั่งมาได้อย่างไร ในรายงานวารสารอื่น ๆ ก็พบว่าหายให้ยาได้ทัน ผลการรักษาจะออกมาดีมากครับ

แม้ปัจจุบันจะมีรายงานการดื้อยาเชื้อหนองในมากขึ้น แต่เรายังพอรักษาได้ด้วยการเพิ่มขนาดยาให้สูงขึ้น สูงกว่าขนาดต่ำสุดที่จะทำลายเชื้อได้ เดิมเราเคยใช้ 0.125 - 0.25 กรัมต่อวัน ตอนนี้ขยับเป็นครึ่งกรัมหนึ่งกรัมไปแล้วครับ

อาจเป็นภาพระยะใกล้ของ 1 คน และ กำลังยืน

02 พฤษภาคม 2565

คำแนะนำของ USPSTF เกี่ยวกับการกินยาแอสไพรินเพื่อป้องกันโรคหัวใจ

 สรุปสั้น ๆ คำแนะนำของ USPSTF เกี่ยวกับการกินยาแอสไพรินเพื่อป้องกันโรคหัวใจ 'ก่อนเกิดโรค' เมื่อ 26 เมษายน 2565

1. ไม่มีการแจกทุกคน ทุกโรค อีกต่อไป

2. อายุ 40-59 ให้ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ (ด้วยแบบคำนวณต่าง ๆ) ถ้าเสี่ยงมากกว่า 10% ให้มาคุยประโยชน์ที่ได้ กับ อันตรายที่เกิด ซึ่งพอ ๆ กัน เป็นรายบุคคล

3. อายุเกิน 60 ไม่แนะนำ (โอกาสเลือดออกสูง)

4. ไม่เกี่ยวกับคนที่ป่วยแล้ว อันนั้นให้กินต่อ เพื่อป้องกันเกิดซ้ำ

5. ถ้าประเมินแล้ว ตกลงกับหมอว่าจะใช้นะ ให้ใช้แค่ 81 มิลลิกรัมต่อวันก็พอ

6. ทุกครั้งที่เห็น แอสไพริน ให้ประเมินโอกาสเลือดออกเสมอ ถ้าเพิ่มโอกาสเลือดออกเมื่อไร ต้องคิดประโยชน์และโทษ ก่อนให้ต่อเสมอ

จบ

อาจเป็นรูปภาพของ ยา และ ข้อความพูดว่า "775 17756/10 6/10 長式部196-563-14 M. MembersMark. irin 81 mg Aspirin Regimen sablet wach (im Facts u Drug"

01 พฤษภาคม 2565

อ่านซ้ำ : หนังสือเล่มเก่า แต่เล่าเรื่องใหม่

 อ่านซ้ำ : หนังสือเล่มเก่า แต่เล่าเรื่องใหม่

หนังสือหนึ่งเล่มคุณอ่านกี่ครั้งกัน ถ้าไม่ใช่คู่มือหรือตำรา ถ้าไม่ใช่นิยายเล่มโปรด ส่วนมากก็ครั้งเดียวใช่ไหมครับ บางคนอ่านยังไม่ทันจบด้วยซ้ำไป แต่ก่อนผมก็เป็นแบบนี้นะ ตะลุยดะ อ่านหมด อ่านเร็ว อาจจะเป็นเพราะมีทักษะการอ่านมานาน ทำให้รู้เรื่องและเข้าใจได้เร็ว แต่ในปีนี้ผมตั้งใจจะเคี้ยวกลืนและย่อยหนังสือให้มากขึ้น จึงคิดจะ "อ่านซ้ำ"
ทำแล้วได้อะไรมากขึ้นไหม
เข้าใจมากขึ้น : ต้องยอมรับว่าการที่เราจะเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนอยากสื่อมาหาเรา ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในครั้งเดียว ถึงแม้บางเล่มจะอ่านรอบเดียว แต่อาจต้องอ่านหน้านี้ ประโยคนี้หลายรอบ เวลาเราอ่านรอบแรก เราจะเข้าใจความคิดรวบยอดของผู้อ่าน ซึ่งอาจจะต่างจากความคิดของเรามาก เมื่อมาอ่านรอบสองหรือมากกว่านั้น เราจะเริ่มเข้าใจความคิดของผู้เขียนมากขึ้น
หนังสือสไตล์นี้เช่นหนังสือ จิตวิทยาพัฒนาตัวเอง หนังสือเชิงวิพากษ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างของผมเองคือ 21 lessons for the 21st century ของยูวาล โนอา แฮร์รารี่ ผู้แต่ง Sapiens ยอมรับว่าตอนแรกงงมากครับ พอเข้าในได้ว่าผู้เขียนพยายามอธิบายเหตุผลของสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน ว่าเชื่อมโยงกับความคิดเราในอดีตอย่างไร และจะคิดอย่างไรต่อในอนาคต
แต่พออ่านรอบสอง เรียกว่าสนุกมาก เพราะเรามองเห็นภาพรวมการคิดของแฮร์รารี่แล้ว เมื่ออ่านซ้ำ ในกรอบความคิดที่เรามีแล้ว จึงเข้าใจตามเขาและได้ไอเดียดี ๆ มากมายครับ
ซึมลึกมากขึ้น : ประสบการณ์ ความรู้ ชีวิต จะทำให้มุมมองการอ่านของเราล้ำลึก มีแง่คิด มีความหมายที่แตกต่างจากการอ่านครั้งก่อน ที่ประสบการณ์ความรู้เราไม่มากเท่านี้ เรื่องเดิม บทเดิม แต่เข้าใจมากขึ้น มุมมองแตกต่าง ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด
หนังสือกลุ่มนี้เป็นได้ทั้งความเรียง เรื่องสั้นหรือ นวนิยาย ตัวอย่างของผมคือ สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในวัยรุ่นอ่านสามก๊ก เพราะมันคืออะไร ทำไมใคร ๆ ก็แนะนำ ก็จบนะ ได้รู้เรื่องราวการทำสงคราม การรบ พอโตขึ้นมาอ่านครั้งที่สองด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์จีน ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า อ๋อ ทำไมจึงเกิดแบบนั้น เช่น ทำไมโจโฉจึงกริ่งเกรงซุนกวนที่ผาแดง เพราะภูมิศาสตร์และความชำนาญของทัพเรือซุนกวน ที่ติดทะเลมีมากกว่าทัพบกของโจโฉ ยิ่งมาบวกกับกลศึกของขงเบ้ง ทำให้โจโฉพ่ายแพ้
พออ่านรอบสาม คราวนี้เริ่มมีมุมมองการเมือง เริ่มคิดว่าโจโฉก็ไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด การปกครองและรวบรวมแผ่นดินไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มสนุกกับกลศึกต่าง ๆ ที่หลอกล่อได้สุดเด็ดเผ็ดมัน ซึ่งมาอ่านในวัยกลางคนค่อยมาทางปลายคนแล้วครับ
มีความสุขเหมือนเดิม : การย้อนกลับมาอ่านซ้ำ ทำให้เราหวนคิดถึงเรื่องราวที่เคยสร้างสุขในเราในอดีต หรือแม้แต่วันเวลาเก่า ๆ ขณะที่เราอ่านหนังสือ อดีตที่เคยอ่านวันนั้นมันผุดขึ้นมา ทำให้เรายิ้มและมีความสุข ดื่มด่ำกับความสุขเดิมที่เสพไม่รู้เบื่อ
หนังสือที่ให้ความรู้สึกนี้ได้ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มบันเทิงเริงรมย์ครับ พลนิกรกิมหงวน ยังขับรถเที่ยวเตร่ในกรุงเทพเสมอในใจของผม อ่านทีไรก็ยิ้ม จินตนาการถึงการแข่งรถบนถนนสุขุมวิทได้เสมอ (ตอน จอมกะล่อน ชุดวัยหนุ่ม) อ่านมานีมานะปิติชูใจ ภาพเพื่อน ๆ วัยเด็ก คุณครูประถม กระโดดเล่นต้องเต ผุดขึ้นมาเลยครับ หรือแม้แต่ แก้วขนเหล็ก ของ ตรี อภิรุม วัยเด็กอ่านแล้วระทึกทุกครั้งเวลาได้ยินเสียงตอนกลางคืน ตอนนี้อ่านทีไรก็ใจสั่นทุกที
นอกจากได้อารมณ์ ความสนุกแล้ว คุณค่าทางจิตใจ ความผูกพันกับเรื่องราว ยุคสมัยและผู้คน ก็ยังบรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนั้น แทรกตัวระหว่างหน้ากระดาษและระหว่างบรรทัด รอให้เรามาเปิดเสมอ
ทรงคุณค่ามากขึ้น : ปรับนิสัยตัวเองจากการอ่านตะลุย มาเป็นค่อย ๆ ละเลียดอารมณ์ ทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของมัน ทั้งในรูปตัวเงินราคาหนังสือหรือค่าอันประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้ และความมหัศจรรย์ของหนังสือคือ คุณค่าจะเพิ่มตามการอ่านนั่นเอง
หนังสือทุกประเภทมีสมบัติแบบนี้ครับ แต่อาจจะเน้นในกลุ่มวรรณกรรม วรรณกรรมไทยที่ผมอวดได้ว่าอ่านจบแล้วซ้ำ ยิ่งอิ่มเอมในอารมณ์คือ พระอภัยมณี ครับอ่านแต่ละครั้งยิ่งทึ่งในอัจฉริยะของสุนทรภู่ ที่ละเมียดละไม หวานซึ้ง เศร้าหมอง รุกเร้าอารมณ์ ครบมิติ ส่วนหนังสือแปลหรือภาษาอังกฤษ มีหลายเล่มมากครับ เล่มที่ประทับใจมากคือ out of africa ของ แคร์เร็น บริกเซ่น ทั้งอ่านแปลไทยของคุณสุริยฉัตร และต้นฉบับ เรียกว่าอิ่มเอมในห้วงลึกแห่งตัวอักษรจริง ๆ
ผมคิดว่ามันช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้นะครับ ทำให้สงบ คิดอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เหมือนการดับความวุ่นวายและสร้างสติ สมาธิ รูปแบบหนึ่งเลย ใครยังไม่เคยลองแนะนำ Walden เป็นเล่มแรกนะครับ (มีแปลไทย แปลดีด้วย)
หนังสือในห้องสมุดขนาดย่อมของผม เกือบทุกเล่มที่เก็บได้ผ่านการอ่านซ้ำมาแล้วทั้งสิ้น (เล่มไหนไม่ไปกับเรา เราก็ขายครับ ฮา) ไม่ว่าจะเป็นตำรา นิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม ความรู้ ประวัติศาสตร์ บันทึกความทรงจำ บางเล่มซ้ำทั้งเล่ม บางเล่มซ้ำแค่บางส่วน ใครที่ติดตามเรื่องราวการอ่านและสนับสนุนให้แฟนเพจเราอ่านหนังสือ น่าจะพอทราบรายชื่อหนังสือที่ผมอ่านซ้ำและพูดถึงบ่อย ๆ ผมขอยกตัวอย่าง รายชื่อส่วนตัวแล้วกันนะครับ ที่อ่านซ้ำมากกว่าสองรอบ
ตามรอยพระยุคลบาท (วสิษฐ์ เดชกุญชร) อันนี้อ่านทีไรก็ได้แง่คิดและเตือนสติตัวเองได้ตลอดเวลา เรียกว่าไม่เก่าตามกาล
คู่มือมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ) อ่านแล้วลึกซึ้งในตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้ว่าตัวเราควรปล่อยวางมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชุด Sapiens, 21 lesson, Homo Deus (ยูวาล โนอาห์ แฮร์รารี่, นำชัย ชีววิวรรธ์) อ่านแล้วทึ่งในการเขียนของผู้เขียนมาก แต่ละครั้งทำให้มีไอเดียและเข้าใจมุมมองใหม่ ๆ ได้ดี
On Writing (สตีเฟน คิง) อ่านสามรอบ !! อยากเรียนรู้วิธีเขียนแบบคิง สุดท้ายได้คติการใช้ชีวิตที่แฝงไว้ในหนังสือแทน
Walden (เดวิด ทรอโรต์) เล่มนี้อ่านตั้งแต่วัยรุ่น ตอนแรกไม่เข้าใจ ตอนนี้เข้าใจสิ่งที่เกิดในใจคนได้ดีมาก (เพื่อน ๆ ที่เรียนด้วยกันมาอาจประหลาดว่า ผมอ่าน walden)
สี่แผ่นดิน (คึกฤทธิ์ ปราโมช) สุดยอดนิยายไทย และนักเขียนไทย ที่แยบยล แฝงความรู้ คติ ศิลปวัฒนธรรม การเมือง ทุกกระบวนท่าของอาจารย์คึกฤทธิ์ อ่านแล้วฉลาดขึ้นทุกครั้ง
สามก๊ก (เจ้าพระยาพระคลัง) นี่คือหนังสือที่อ่านยากที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิต เพราะชื่อจีนและความโยงใยของตัวละคร หลังจากได้ทำแผนผังตัวละคร แล้วอ่านซ้ำ โอ้โห นี่คือการวางหมากซ้อนแผนที่สนุกไม่รู้เบื่อจริง ๆ
รามเกียรติ์ (ผนังวัดพระแก้ว, บทละครรัชกาลที่หนึ่ง, วิเคราะห์ไทยอีกหลายเล่ม) ครั้งแรกคือหนังสงคราม ครั้งที่สองคือแฟนตาซี ครั้งที่สามคือการเมืองและประวัติศาสตร์
นิยายทุกเล่มของแดน บราวน์ อันนี้อ่านเอาสนุก อ่านกี่ทีก็สนุก อยากลืมเรื่องรอบตัว อ่านนี่เลย
หุบเขากินคน (มาลา คำจันทร์) อ่านมาตั้งแต่ประถม อันนี้ไม่ต่ำกว่า 8 รอบ ได้เรียนรู้การเขียน การผูกเรื่อง ความสนุก แถมอ่านแล้วภาพตัวเองนั่งแอบในห้องสมุด เพื่ออ่านจนจบโผล่ออกมาเลย
โรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์ (โรอัลด์ ดาห์ล, สาลินี คำฉันท์) อ่านเพื่อรับความทรงจำที่ดีครับ อ่านทีไร แหม กลิ่นและรสช็อกโกแลตโชยมาทีเดียว ช่างเป็นภาษาเขียนที่สุดยอดมาก
หัสนิยาย พล นิกร กิมหงวน (ป.อินทรปาลิต) สนุก ตลก ลืมเวลา ได้ย้อนอดีต ผมอ่านเล่มนี้แล้วหลับตาเห็นร้านรวงแถววังบูรพา แล้วเสี่ยหงวนก็ขับรถผ่านไปตรงหน้า เห็นพลยืนซื้อปลาหมึกย่างกับนันทา และโดนนิกรล้วงกระเป๋าอยู่
ปาฏิหาริย์ร้านชำคุณนามิยะ (ฮิงาชิโนะ เคโงะ, กนกวรรณ เกตุชัยมาศ) สุดยอดนิยายที่อ่านแต่ละครั้งจะยิ่งทึ่งในความสามารถ การผูกเรื่อง และเข้าใจนักเขียนมากขึ้น ๆ สุดยอดจริง ๆ อ่านนิยาย ดูหนัง อ่านซ้ำ ซื้อให้คนอื่น เล่มนี้เลยครับ
สุดท้ายคือ ประหยัดเงินด้วย ปีนี้ใช้เวลาคัดสรรเลือกหนังสือมากขึ้น ไม่ซื้อเพราะได้เห็นได้ยินครั้งแรก ไม่ซื้อเพราะกลัวไม่เจออีก ไม่ซื้อเพราะ Readery ป้ายยา
เรามา พกหนังสือ และ 'อ่านซ้ำ' ทำ smartphone detox กันนะครับ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม