12 กุมภาพันธ์ 2565

Aspirin เกินขนาด

 Aspirin เกินขนาด

ยาเม็ดแอสไพรินขนาด 81 มิลลิกรัมที่เราใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค หรือการป้องกันหลังเกิดโรคแล้ว ...ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโทษ

ผลแทรกซ้อนของแอสไพรินที่กังวลคือเลือดออกง่าย โดยเฉพาะเลือดออกทางเดินอาหาร ซึ่งพบบ่อยเสียด้วย วันนี้เรามารู้จักผลข้างเคียงอีกประการของแอสไพริน จากการกินยาแอสไพรินเกินขนาด

ภาวะเลือดเป็นกรดผสมกับเลือดเป็นด่างจากการหายใจ ..!?!? ฟังแล้วงงเนอะ

กรดในเลือด ไม่ได้เกิดจากตัวยา acetyl salicylic acid (acid = กรด) แต่เกิดจากตัวยาที่มากเกินไป ไปกระตุ้นกระบวนการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน แล้วเกิดกรดแลกติก…(1) นอกจากนี้ตัวยาไปกระตุ้นการสลายไขมันเกิดกรดคีโตนเพิ่มขึ้น …(2) และตัวยายังกระตุ้นการสร้างคีโตนจากตับอีกด้วย …(3)

กรดจากข้อ 1..2..3 ทำให้เกิดกรดมากในกระแสเลือด metabolic acidosis ที่เป็นแบบ high anion gap มีการเพิ่มกรดประจุลบมากกว่าที่ร่างกายจัดการสมดุลได้

แล้วทำไมเกิดเลือดเป็นด่างด้วยล่ะ ..??

แอสไพรินที่เกินขนาด จะไปกระตุ้นศูนย์หายใจที่ก้านสมองส่วน "เมดัลล่า อ๊อบลองกาต้า" ทำให้หายใจเร็วขึ้นแรงขึ้น การหายใจเร็วและแรงต่อเนื่อง จะชำระแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากไป ทำให้เลือดเป็นด่าง

เมื่อเกิดทั้งเลือดเป็นกรดจากกรดเกิน และเลือดเป็นด่างจากสมดุลคาร์บอนไดออกไซด์และด่างไบคาร์บอเนตที่เพิ่ม ทำให้เกิดทั้งสองภาวะด้วยกัน ..เอ มีทั้งกรดและด่าง ผลออกมามันก็สมดุลสิ เราจะรู้ได้อย่างไร คำตอบคือ การสร้างสมดุลของกรดด่างด้วยการสร้างความเป็นด่างและกรดมาทดแทนชดเชย มันจะไม่ได้เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกัน

*** สำหรับคนที่คำนวณค่านะครับ ลงรายละเอียดนิดนึง

ในภาวะกรดเกินแบบ metabolic acidosis ล้วน ๆ delta anion gap คือ ปริมาณค่าanion gap ที่เปลี่ยนจากค่าปกติ หารด้วย delta bicarbonate คือ ปริมาณค่า bicarbonate ที่เปลี่ยนไปจากค่าปกติ โดยทั่วไปถ้าเป็นเลือดเป็นกรดแบบกรดเกินอย่างเดียว สัดส่วนนี้จะประมาณ 1 คือ กรดที่เพิ่มจะเท่าๆ ด่างที่ลด

แต่ถ้าสัดส่วนนี้มันห่างจาก 1 มาก ๆ แสดงว่ามีภาวะกรดด่างแบบอื่นมาเกิดร่วมด้วย ในกรณีพิษจากแอสไพริน จะสัดส่วนต่ำกว่า 1 ประมาณค่าที่ 0.3-0.7 เพราะมี bicarbonate ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะด่างจากการหายใจเร็วและแรง respiratory alkalosis ร่วมด้วย

ตรงกับทฤษฎีเลย และถ้าเราตรวจแก๊สในเลือดยืนยัน เราจะพบความดันแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำลง เพราะหายใจเร็วแรงมาก ส่งแก๊สออกทางการหายใจเยอะเลย และผลแก๊สในเลือดจะพบว่า ค่า pH คือดัชนีวัดความเป็นกรดด่างของเลือด (ปกติ 7.35-7.45) จะไม่ได้สุดโต่งไปทางกรดหรือด่างทางใดทางหนึ่ง เพราะมีอีกฝั่งคอยดึงสมดุลอยู่ (counterbalance) ***

เรามักพบในกรณีกินในปริมาณมาก ส่วนใหญ่คือตั้งใจกินเพื่อฆ่าตัวตาย หรือหยิบกินโดยไม่มีสติสัมปชัญญะที่ดี (ยาทุกชนิดควรเก็บมิดชิด) หากพบยาเม็ดแอสไพรินเป็นหนึ่งในนั้น หรือตรวจพบ high anion gap metabolic acidosis combined respiratory alkalosis ก็ต้องนึกถึงอันนี้ด้วย และยืนยันโดยการตรวจระดับ salisylic ในเลือด

การรักษาคือให้สารน้ำให้พอ รอร่างกายกำจัดสารพิษส่วนเกิน บางแห่งแนะนำทำปัสสาวะให้เป็นด่างเพื่อเร่งแก้ภาวะนี้ ถ้าการรักษาแบบประคับประคองไม่สามารถแก้ไขได้หรือมีอาการแย่ลง สามารถทำการฟอกเลือดเพื่อแก้ไขภาวะนี้ได้ครับ

อาจเป็นมีมรูป 6 คน และ ข้อความพูดว่า "HIGH ANION GAP METABOLIC ACIDOSIS ASPIRIN REPIRATORY ALKALOSIS imgflip.com com"

วัคซีนโควิดจากจอห์นสัน การเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่เจอกับวัคซีนไวรัลเวกเตอร์

 ยังจำวัคซีนโควิดจากจอห์นสันได้ไหม

วัคซีนโควิดตัวแรกที่อนุมัติใช้ในอเมริกา เป็นวัคซีนแบบไวรัลเวกเตอร์ เหมือน ChAdOx1 (แอสตร้า) มีชื่อจริงว่า Ad.26.CoV2.s ผลิตโดยแจ่นเซ่น ฟาร์มาซูติคอล ข้อเด่นคือฉีดแค่เข็มเดียว

ด้วยความที่มันเป็นไวรัลเวกเตอร์วัคซีน ความกังวลเรื่องผลข้างเคียงสำคัญคือ การเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่เจอกับวัคซีนไวรัลเวกเตอร์จะพบหรือไม่ มีข้อมูลมานำเสนอครับ

งานวิจัยทำในมินเนโซต้า โดยเขาสนใจการเกิดลิ่มเลือดดำในโพรงสมอง (Cerebral Venous Sinus Thrombosis : CVST) ผลแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดของวัคซีนชนิดนี้ ทำการเก็บข้อมูลย้อนหลังในช่วงปี 2001-2015 เป็นข้อมูลพื้นฐานการเกิด CVST ก่อนการมาของโควิดและวัคซีนจอห์นสัน แล้วมาเทียบกับข้อมูลเฝ้าระวังการเกิดผลจากฉีดวัคซีนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2021

ในช่วงก่อนโควิด เจอเคส 39 ราย ซึ่ง 29/39 มีความเสี่ยงการเกิดโรคในช่วงสามเดือนก่อนเกิดเหตุ เช่น รับยาเม็ดคุมกำเนิด ติดเชื้อในสมอง คิดเป็นอุบัติการณ์โรค 2.34 ต่อแสนคนปี เน้นเกิดมากที่ชายอายุเกิน 65 และหญิง 18-29

คราวนี้จากข้อมูลเฝ้าระวังผลของวัคซีนจอห์นสัน ฉีดไป 8.7 ล้านเข็ม เกิด CSVT 27 ราย (เข้าข่ายสงสัยในตอนแรก 46 ราย) เกือบทั้งหมดเกิดในสองสัปดาห์แรกหลังได้วัคซีน เรามาดูอุบัติการณ์กัน อย่าลืมเทียบกับ 2.34 ต่อแสนคนปี

 15 วันแรก อุบัติการณ์คือ 8.65 ต่อแสนคนปี

 30 วันแรก อุบัติการณ์คือ 5.02 ต่อแสนคนปี

 92 วัน อุบัติการณ์คือ 1.73 ต่อแสนคนปี

 โดยพบในผู้หญิงมากกว่าชาย (5 เท่าจากก่อนการระบาด) โดยเฉพาะหญิงวัย 40-49 ปี

จะเห็นว่าอุบัติการณ์สูงกว่าก่อนเกิดการระบาดและการใช้วัคซีน ดังนั้นผลข้างเคียงนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เกิดจากวัคซีนจริง ๆ โดยเฉพาะภายในหนึ่งเดือนแรกหลังฉีดวัคซีน

เหมือนกับข้อมูลการเกิดลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำจาก ChAdOx1-nCoV19 vaccine ที่ใช้ในยุโรปและใช้ในไทยครับ

JAMA Internal Medicine. 2022 ;182(1) :80-83

อาจเป็นรูปภาพขาวดำของ 1 คน, เครา และ กล้ามเนื้อหน้าแขนท่อนบน

11 กุมภาพันธ์ 2565

Wheeze ไม่ได้หมายถึงหลอดลมตีบอย่างเดียว

 Wheeze ไม่ได้หมายถึงหลอดลมตีบอย่างเดียว

เสียงวี้ซ เป็นคำเรียกเสียงที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับเสียงหายใจ เป็นเสียงแทรกเหมือนเสียงเครื่องดนตรี เสียงออกจะดัง มักจะดังกว่าเสียงหายใจ เสียงจะมีความถี่สูง (เสียงแหลม) เคยมีการศึกษาวัดความถี่ของคลื่นเสียงวี้ซได้หลายค่า แต่โดยเฉลี่ยจะสูงกว่า 400 เฮิร์ตส์ขึ้นไป (ATS definition) หากเสียงลักษณะเดียวกันแต่เบากว่า ทุ้มกว่า เราเรียกว่า rhonchi

*** อันนี้โดยส่วนตัวนะครับ ผมมักจะไม่ให้น้ำหนักกับชื่อเรียกที่ต่างกันเพียงแค่ตัวเลขความถี่คลื่นเสียง ส่วนตัวถือว่าไม่ต่างกันนัก ***

เราสามารถตรวจพบเสียงวี้ซได้จากการได้ยิน ไม่ว่าจะได้ยินโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด หรือใช้หูฟังสเต็ทโตสโคป (แนะนำให้ด้านแบน หรือ diaphragm) การได้ยินเสียงวี้ซ เรามักจะตีความเลยว่าหลอดลมตีบแคบ ซึ่งมันก็ไม่จริงทั้งหมดครับ

เสียงวี้ซ เกิดจากการสั่นสะเทือนของกระแสลมหายใจที่มีความเร็วมากเกินค่าวิกฤตความเร็ว (flutter velocity) สำหรับพื้นที่หน้าตัดค่าหนึ่งและปริมาตรค่าหนึ่งที่ลมหายใจเคลื่อนที่ผ่าน มันเป็นส่วนประกอบกันของ ความเร็ว การสั่นสะเทือน ผนังท่อ สิ่งแปลกปลอมในท่อที่ทำให้ความเร็วเปลี่ยน การได้ยินเสียงวี้ซจึงไม่ใช่หลอดลมเท่านั้น และสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากหลอดลมตีบแคบ ก็ไม่ตอบสนองต่อยาสูดพ่นขยายหลอดลมเช่นกัน

นอกจากนี้เสียงยังต้องใช้ตัวกลาง ทั้งลมในถุงลม น้ำและเลือดในปอด ผนังทรวงอก ไขมันใต้ผิวหนัง กว่าจะได้ยิน ทำให้ความดังเสียงวี้ซที่ได้ยินไม่ได้สัมพันธ์กับ ความรุนแรงของโรคมากนัก เพราะตัวแปรมันเยอะ และอย่างที่บอกองค์ประกอบการเกิดเสียงวี้ซมีมากกว่าเพียงท่อหลอดลมแคบ เราจึงยังพบอีกหลายภาวะที่ได้ยินเสียงวี้ซ

มาดูภาวะอื่น ๆ ที่เกิดเสียงวี๊ซบ้าง

- มีสารน้ำ สารอักเสบในหลอดลม ถุงลม ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางแคบลง ลมที่ผ่านจะเร็วขึ้น สั่นสะเทือนมากขึ้น เช่น หัวใจวายน้ำท่วมปอด ปอดอักเสบติดเชื้อ หลอดลมอักเสบ

- เนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบหลอดลมผิดปกติ การขยายตัวไม่ดี ลมจึงวิ่งผ่านท่อแคบ ๆ แข็ง ๆ เช่น ปอดเป็นพังผืด (pulmonary fibrosis) โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเช่นหนังแข็ง (systemic sclerosis)

- โครงสร้างหลอดลมพิการไป ความยืดหยุ่นหายไป เช่น กระดูกอ่อนหลอดลมผิดปกติ

- มีวัตถุแปลกปลอมไปอุดกั้น เช่น มะเร็ง

ซึ่งโรคพวกนี้จะมีอาการและอาการแสดงอื่น ๆ อีกด้วยที่จะบ่งชี้โรคต่าง ๆ ที่ต่างออกไปและการรักษาโรคต่าง ๆ ดีขึ้น เสียงวี้ซก็จะลดลงครับ การสูดพ่นยาขยายหลอดลมอาจทำเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ใช่เป็นการรักษาหลัก ไม่เหมือนโรคหืดหรือถุงลมโป่งพองที่ใช้ยาสูดพ่นขยายหลอดลมเป็นยาหลักครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

09 กุมภาพันธ์ 2565

ผลบวกปลอมในการตรวจ ATK โรคโควิด

 ผลบวกปลอมในการตรวจ ATK โรคโควิด

อย่างที่เคยกล่าวบ่อย ๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติการใด ๆ จำเป็นต้องใช้ความน่าจะเป็นก่อนการตรวจมาร่วมคิดผลด้วยเสมอ สำหรับการตรวจ ATK ที่มีความจำเพาะสูง สำหรับคนที่มีอาการของโรคหรือเสี่ยงสัมผัสสูง จะเชื่อถือได้ดีมากในกรณีเป็นบวก

หากนำไปตรวจในกลุ่มตรงกันข้ามล่ะ คือ การตรวจคัดกรองในกลุ่มคนไม่มีอาการ ผลบวกอันนั้นมีผลบวกปลอมบ้างไหม

คำตอบก็น่าจะมีนะครับ เพราะไม่มีการทดสอบใดในโลกที่จะแม่นยำ 100% และหากมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเราใช้การทดสอบนั้นเยอะมากพอ เราจะเจอข้อผิดพลาดนั้นแน่ ๆ (หลักการของใครสักคนนี่แหละ จำชื่อไม่ได้แล้ว) เราลองมาดูหลักฐานในการศึกษากัน

การศึกษาทำในโตรอนโต แคนาดา ลงตีพิมพ์เป็น research letter ในวารสาร JAMA เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมาทำการศึกษาในช่วงมกราคม 2021 ถึงตุลาคม 2021 โดยเก็บข้อมูลพนักงานที่ต้องตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะตรวจที่บ้านหรือตรวจที่ทำงาน เพื่อมาวิเคราะห์ว่าผลบวกเท่าไร บวกปลอมเท่าไร เกี่ยวกับการระบาดหรือเกี่ยวกับล็อตการผลิตหรือไม่ โดยช่วงที่เก็บนี้ก็มีเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าระบาดถึงสองรอบ

พบว่าข้อมูลการตรวจ 903408 ครั้ง มีผลบวก 1322 ครั้ง (ได้รับการยืนยันด้วยพีซีอาร์เพียง 1103 การตรวจ) คำนวณออกว่าเป็นผลบวกปลอม (คือ ATK บวกแต่ PCR ลบ) 462 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.05 ของผู้ที่เข้ารับการตรวจทั้งหมด

และถ้านับจากคนที่ ATK เป็นบวก 1103 ราย นำกลุ่มนี้ไปยืนยันด้วยวิธีพีซีอาร์ พบว่ามีผลบวกปลอมถึง 42%

ข้อมูลตรงนี้บอกว่ามันมี บวกปลอม อยู่จริงนะ ถึงแม้จะสัดส่วนต่ำมาก แต่ถ้าตรวจปริมาณมาก ตัวเลขมันก็สูงเช่นกัน การแปลผลการทดสอบทุกอย่างต้องใช้หลักการเดิมคือความน่าจะเป็นก่อนตรวจและหลังตรวจ แม้ว่าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของการศึกษานี้พบว่าอาจจะเกิดจากล็อตบางล็อตและเทคนิคการทำ แต่โดยรวมมันก็คือ บวกปลอมเช่นกันครับ

“การทดสอบทุกอย่างมีผลปลอม

แต่เจอเธอจะยอม ถึงจะปลอมก็ยอมใจ”

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

07 กุมภาพันธ์ 2565

essential tremor

 สั่น essential tremor

คำว่า essential ในภาษาทางการแพทย์แปลว่า เกิดขึ้นเอง เป็นคำที่ใช้เมื่อหาสาเหตุต่าง ๆ แล้วไม่พบ แต่ปัจจุบันเราใช้คำนี้ลดลง เพราะทราบพยาธิกำเนิดของโรคต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว ดังนั้น essential tremor คือ อาการสั่นที่หาเหตุอื่นแล้วไม่พบ เหตุอื่นเช่น จากยา จากโรคพาร์คินสัน จากโรคสมองส่วน cerebellum

Essential Tremor พบได้บ่อยพอควร เพราะถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนเด่น (autosomal dominant) จะมีอาการสั่นที่สังเกตได้ยากในช่วงแรกที่เป็นเพราะสั่นด้วยความแรงไม่มาก แม้จะความถี่สูงประมาณ 10 ครั้งต่อวินาที แต่เนื่องจากมันเบา เมื่ออายุมากขึ้น ความรุนแรงมากขึ้นจะมีคนสังเกตเห็นชัดขึ้น

โรคนี้มักจะมีอาการสั่นที่มือหรือแขน แบบสมมาตรกันทั้งสองข้าง (ต่างจากพาร์คินสันที่มักจะเด่นข้างเดียว) อาการสั่นจะเห็นชัดเมื่อมีการเคลื่อนที่ ตัวอย่างชัด ๆ คือ ให้ยืนยืดแขนเหยียดตรงตั้งฉากลำตัว ก็จะเห็นการสั่นชัด แต่เวลาอยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้านแรงโน้มถ่วง อาการสั่นจะไม่ชัดมาก

นอกจากแขนขาแล้ว จะมีอาการสั่นที่ศีรษะได้ เสียงสั่นได้ และอาการสั่นต่าง ๆ นี้มักจะพบเป็นอาการเด่น พบได้ตั้งแต่อายุน้อย พออายุมากขึ้นจะสั่นมากขึ้น (ทั้งจากตัวโรคและร่วมกับอาการสั่นตามอายุที่มากขึ้น)

สำคัญคือต้องไปหาหมอ ตรวจแยกเหตุอื่นที่รักษาได้ออกไปก่อน เช่นจากพาร์คินสัน จากเนื้องอก จากยา จนสุดท้ายเป็นโรคนี้ สามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นโดยใช้ยาต้านเบต้า หรือยากันชัก อาการสั่นแบบ essential tremor นี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แต่ทำให้ชีวิตลำบาก หากไม่มีข้อห้ามก็ควรใช้ยาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตครับ

"สั่นที่มือพอรับได้รักษาไหว

สั่นที่ใจเจอหน้าเท่าไรก็ไม่หายสักที"

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม