11 พฤศจิกายน 2564

ct DNA ตอนที่หนึ่ง รู้จัก ct DNA

 ถ้าเราสามารถตรวจจับสารพันธุกรรมที่ผิดปกติในร่างกายเราได้ และถ้าสารพันธุกรรมที่ผิดปกตินั้นคือสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็ง มันจะช่วยอะไรเราบ้าง (circulating tumor DNA : ct-DNA)

การวินิจฉัยมะเร็งในยุค 5G นี้ นอกเหลือจากการพิสูจน์ว่าเซลล์ชิ้นเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งด้วยลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางพยาธิวิทยา คุณสมบัติทางเคมี เรายังเพิ่มลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดปกติอีกด้วย เพราะว่าลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดปกติ เช่น การกลายพันธุ์ เป็นตัวบ่งชี้การพยากรณ์โรคที่สำคัญ และสามารถเลือกใช้ยาพุ่งเป้า ที่จะเฉพาะกับเซลล์ที่ผิดปกติเฉพาะแบบ ไม่ไปยุ่งกับเซลล์อื่น ๆ ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น แม่นยำ และผลข้างเคียงต่ำ เราเรียกการรักษาแบบนี้ว่า precision medicine

นั่นหมายความว่าเราสามารถตรวจสารพันธุกรรมของมะเร็งจากชิ้นเนื้อได้ และถ้าเราสามารถตรวจหาสารพันธุกรรมที่ผิดปกตินั้นจากสารคัดหลั่งหรือจากเลือดได้ จะช่วยการวินิจฉัยได้มากขึ้นเร็วขึ้นไหม

ด้วยวิธีการตรวจสารพันธุกรรมในปัจจุบัน เราสามารถตรวจจับได้แม้ปริมาณสารพันธุกรรมนั้นน้อยมาก เช่นวิธี PCR ที่เราคุ้นกันดีในการตรวจโควิด และสามารถตรวจจับการกลายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องมีพิมพ์เขียวรายชื่อความผิดปกติ เช่นการใช้เทคโนโลยี next generation sequencing (NGS) ทำให้การตรวจหาสารพันธุกรรมของมะเร็ง ไม่ต้องตรวจจากตัวชิ้นเนื้อเสมอไป เราสามารถตรวจได้จากในเลือด

แต่เดิมเราอาจคุ้นกับสารบ่งชี้มะเร็ง (tumour marker)​ ที่เป็นโปรตีนต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับเซลล์มะเร็ง แต่เนื่องจากความไวและความจำเพาะต่อมะเร็งชนิดต่าง ๆ มีไม่มาก ปัจจุบันจึงหันไปใช้สารพันธุกรรมที่แม่นยำกว่ามาก และปริมาณของสารพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับขนาดก้อนและความรุนแรงโรคมากกว่า

ถ้าก้อนขนาดใหญ่หรือมีการรุกล้ำมาก จะปล่อยสารพันธุกรรมให้เราตรวจพบได้มาก โอกาสตรวจพบสูงแม่นยำสูง ถามว่าต่างจากสารบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) ในอดีตอย่างไร

คือเจ้า ctDNA มันเฉพาะกับมะเร็งแต่ละชนิดมากกว่า เช่น การตรวจหาสาร CEA ที่อาจพบได้ทั้งในมะเร้งลำไส้ มะเร็งปอด หรือแม้แต่โรคปอดเรื้อรัง และระดับของ CEA ก็ไม่สัมพันธ์กับมะเร็งด้วย แต่ถ้าเราใช้การตรวจหายีน EGFR,ALK,ROS1,MET1 ที่หากพบจะเฉพาะเจาะจงกับมะเร็งปอดชนิด non-small cell และสามารถระบุได้ด้วยว่าจะเกิดประโยชน์จากยาพุ่งเป้า erlotinib ที่จะเข้าไปจัดการกับเซลล์ที่มีการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมตำแหน่ง EGFR gene

นอกเหนือจากในเลือด ยังสามารถตรวจพบในสารน้ำต่างๆ ของร่างกายเช่น ตรวจในน้ำเยื่อหุ้มสมอง เพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็งชนิด glioma ที่มีความจำเพาะเกือบ 100% หรือจากการตรวจปัสสาวะสำหรับมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ ความจำเพาะ 85-90% และความไว 73%

จากหลักฐานการศึกษาในปัจจุบัน สรุปไว้ในแนวทางต่าง ๆ ของ American Cancer Society และ American Society of Clinical Oncology ร่วมกับสมาคมพยาธิแพทย์ของอเมริกา และนำไปใช้เพื่อการรับรองชุดตรวจมะเร็งต่าง ๆ ขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา เอาไว้ว่า

การตรวจ ct DNA ใช้สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยมะเร็ง เพื่อบอกการพยากรณ์โรค การเลือกการรักษาและตรวจหาการเกิดซ้ำของมะเร็ง ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถนำชื้นเนื้อมาตรวจเพิ่มเติมได้ หรือสภาพผู้ป่วยไม่แข็งแรงพอที่จะทำการตรวจชิ้นเนื้อตามมาตรฐานเท่านั้น

ตอนนี้เรารู้จักการตรวจ ctDNA แล้ว ขณะนี้ก็มีการตรวจในประเทศด้วย แล้วตกลงว่าเราจะใช้การตรวจ ctDNA หรือ Liquid Biopsy ในกรณีใดบ้าง

มาติดตามตอนต่อไปครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

10 พฤศจิกายน 2564

webminar จาก SCCM และ ESICM วันที่ 9/11/21

 สรุป webminar จาก SCCM และ ESICM วันที่ 9/11/21 เวลา 2300-0000 โดย Marlies Ostermann และ Hallie C Prescott คีย์วูแมนสำคัญในการจัดทำแนวทางการรักษาช็อกติดเชื้อ 2021 ที่เพิ่งตีพิมพ์ไม่นานมากนี้ ทั้งสองคนมาบรรยายเรื่องเด่น ๆ และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมของแนวทางนี้ครับ

ต้องบอกว่า ระดับคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญมากนะครับ เพราะจะเป็นตัวแนะนำเราว่า คำแนะนำต่าง ๆ เหล่านี้ มีน้ำหนักเพื่อทำตามหรือไม่ หากมีข้อจำกัดจะไม่ทำได้ไหม และส่วนใหญ่ของคำแนะนำในปี 2021 นี้ เป็น suggested ไม่ใช่ recommended คือมีหลักฐานแต่ไม่หนักแน่นนักและความเห็นส่วนใหญ่ของทีมพัฒนา ก็ไม่ได้เห็นด้วยอย่างเอกฉันท์ ก็​

-การคัดกรองและการวินิจฉัย

1. ไม่แนะนำใช้ qSOFA ในการคัดกรองอีกต่อไป เพราะ qSOFA ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คัดกรอง แต่ออกแบบมาพยากรณ์โรค มันจึงไม่ได้มีความไวไปมากกว่าระบบคะแนนเดิมใด ๆ ก่อนหน้านี้

2. การให้สารน้ำเพื่อ resuscitate ภาวะช็อก ย้ำว่า resuscitate นะครับ ใช้สารน้ำขนาด 30 ซีซีต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม (ideal body weight) โดยทำการกู้ช็อกภายในสามชั่วโมงแรก หมายถึงภายในสามชั่วโมงนี้จะต้องจัดการให้ช็อกดีขึ้นให้ได้ โดยใช้ขนาดสารน้ำที่แนะนำนี้ แต่หากมีบางภาวะที่ไม่สามารถทำได้ ก็อย่าฝืน เพราะหลักฐานและระดับคำแนะนำก็ไม่ได้หนักแน่นมากนัก

3. แนะนำให้ใช้การตรวจประเมินการไหลเวียนของเลือดระดับ microcirculation ด้วยการตรวจระดับ lactate ว่าเมื่อเราทำการรักษาแล้วระดับแลคเตตลดลงไหม โดยอาจตรวจติดตามประเมินซ้ำทุก 3-4 ชั่วโมง ถ้าเราติดตามแลคเตตและสามารถทำให้ลดลงได้ จะลดอัตราการเสียชีวิต ส่วนอีกวิธีคือการใช้ capillary refill time ที่ควรจะดีขึ้น จะใช้ทั้งสองวิธีหรือวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้

- การจัดการการติดเชื้อและให้ยาฆ่าเชื้อ

1. ถ้าคิดว่าคนไข้เป็น sepsis หรือ septic shock เกิดจากการติดเชื้ออย่างแน่นอน ให้ยาฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมเชื้อที่คิดถึง ให้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังได้รับการวินิจฉัย

2. ในกรณีเราไม่แน่ใจว่าคนไข้ที่เราเห็นตรงหน้า จะเป็น sepsis หรือไม่ คำแนะนำอันใหม่นี้ มีสิ่งที่ต่างออกไปคือ หากผู้ป่วยช็อกอยู่ อย่าคิดมาก ให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำโดยเร็วภายในหนึ่งชั่วโมงแรก

3. แต่ถ้าเราไม่แน่ใจว่าอาการที่เห็น เกิดจาก sepsis จากการติดเชื้อหรือไม่ (มีหลายภาวะที่เหมือน sepsis) และผู้ป่วยก็ไม่ได้อยู่ในภาวะช็อก เรามีเวลาคิดและแยกโรคเสียก่อนว่า เกิดจากการติดเชื้อจริงหรือไม่ ถ้าสุดท้ายคิดว่าเกิดจากการติดเชื้อ ก็สามารถเริ่มยาฆ่าเชื้อได้ภายใน 3 ชั่วโมง

4. คำแนะนำข้อนี้เป็นที่แนะนำให้ทำอย่างยิ่ง แต่เป็น best practice คือ มีหลักฐานแต่ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนเหมือน strong recommendation คือ ถ้าเรายังก้ำกึ่งว่าอาการช็อกนี้หรืออาการของ sepsis นี้เกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ ให้ประเมินซ้ำต่อเนื่อง และเมื่อไรก็ตามว่าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ก็ให้หยุดยาฆ่าเชื้อได้เลย โดยไม่ต้องรอให้ครบเวลาการให้ยา

*** ประเด็นนี้ บ้านเราคงให้ยาฆ่าเชื้อเกือบหมดครับ เพราะการแยกติดหรือไม่ติดเชื้อออกจากกัน ทำได้ยากทีเดียวในบ้านเราครับ ***

- การไหลเวียนโลหิต

1. แนะนำให้ใช้สารน้ำชนิด balanced crystalloid solution แทนการใช้น้ำเกลือนอร์มัล **ในการ reuscitate นะครับ*** แต่การศึกษาที่มาสนับสนุนยังไม่ออกผลไปในทางเดียวกันที่ชัดเจน ที่แนะนำ balanced เพราะว่าลดอัตราการตายและลดอันตรายต่อไต เรายังต้องรอผลการศึกษาต่อไปโดยเฉพาะ BASICS ที่เพิ่งพิมพ์หลังแนวทางนี้ออก ที่บอกว่า balanced solution หรือ normal saline ไม่ว่าจะให้มากให้เร็ว หรือให้โดยปรับตามอาการ พบว่าผลต่อคนไข้ไม่ต่างกัน

2. หากต้องใช้ยาเพื่อเพิ่มความดันโลหิต ยาตัวแรกที่แนะนำคือ norepinephrine และควรให้ภายใน 6 ชั่วโมงแรก หลังวินิจฉัย อย่ารอช้า
อันนี้สำคัญ คือ ถ้าต้องการใช้ยา norepinephrine สามารถให้ยาผ่านทางหลอดเลือดดำส่วนปลายได้เลย จากเดิมที่ต้องให้ทางสวยสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางเท่านั้น คำแนะนำนี้หวังผลให้เราให้ยาได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอใส่สายสวน และสามารถลดผลแทรกซ้อนจากที่ต้องใส่สายสวนหลอดเลือดอีกด้วย

3. หลังจากทำการ resuscitation เรียบร้อยแล้ว จะเลือกใช้สารน้ำใด ด้วยอัตราเร็ว และปริมาณมากน้อยเพียงใด อันนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ให้ปรับตามอาการและพยาธิสรีรวิทยาของคนไข้ เรายังต้องรอการศึกษาต่อไป

- การดูแลการหายใจ
แนะนำให้ใช่เอคโม่ VenoVenous ECMO ในผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) ที่เกิดจากช็อกติดเชื้อนี้ หลังจากใช้กลยุทธการปรับเครื่องช่วยหายใจอย่างเต็มที่แล้ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจได้ แต่ต้องคำนึงถึงทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของแต่ละไอซียูด้วยครับ

- การใช้ยาสเตียรอยด์ (hydrocortisone)
คำแนะนำนี้พลิกจากเดิมอย่างมาก โดยคำแนะนำใหม่นี้แนะนำให้ใช้ยา hydrocortisone เมื่อเริ่มให้ยาเพิ่มความดันไปสักเวลาหนึ่งแล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็เริ่มให้ยาไฮโดรคอร์ติโซนได้เลย (benefit outweight risk) การรักษานี้จะลดระยะเวลของช็อก แต่ไม่ลดอัตราตาย ดังนั้หากผู้ป่วยมีข้อห้ามการให้ยาก็จะไม่ใช้ก็ได้

- การให้ยาวิตามินซีทางหลอดเลือดดำ
ไม่แนะนำให้วิตามินซีทางหลอดเลือดดำอีกต่อไป เพราะประโยชน์ไม่ชัดเจน

- การดูแลและประเมินผู้ป่วยในระยะยาว
1. ในช่วงที่ผู้ป่วยยังอยู่รักษาในไอซียูและโรงพยาบาล ให้อธิบายโรคและแนวทางการรักษากับผู้ป่วยและญาติ

2. ก่อนจะออกจากไอซียูและออกจากโรงพยาบาล ให้ประเมินสภาพโรค เศรษฐานะ สภาพสังคม สิทธิการรักษา เพื่อร่วมกันดูแลหลังจากออกจากโรงพยาบาลไป

3. หลังจากออกโรงพยาบาล ยังต้องติดตามและอาจต้องเยี่ยมบ้าน

4. คำแนะนำต่าง ๆ ในหมวดนี้ เพิ่งมีในแนวทางนี้ เพราะมีหลักฐานถึงความผิดปกติทางการรับรู้ สติปัญญา และอารมณ์ความรู้สึก ว่าจะแย่ลงหลังจากผ่านภาวะช็อกติดเชื้อและต้องรักษาในไอซียู และหากเราให้การรักษา จะช่วยลดผลแทรกซ้อนต่าง ๆ นี้ได้ และทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยและญาติดีขึ้น ไม่สิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจอีกด้วย

นี่เพียงไฮไลท์ที่ผู้บรรยายทั้งสองเห็นว่าสำคัญนะครับ ยังมีรายละเอียดอีกมากในคำแนะนำฉบับใหม่นี้ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่นี่

https://www.sccm.org/…/Gui…/Surviving-Sepsis-Guidelines-2021

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

09 พฤศจิกายน 2564

การคัดกรองมะเร็งลำไส้สำหรับญาติผู้ป่วยมะเร็ง

 อีกหนึ่งเหตุผลที่มะเร็งลำไส้ยังเป็นเหตุการเสียชีวิตและสูญเสียทรัพยากรในการรักษามากมาย แม้ว่าเทคโนโลยีในการรักษาเราจะดีขึ้น มียาพุ่งเป้าที่ดี สูตรยาเคมีที่ทรงประสิทธิภาพ คือ ขาดการคัดกรองที่เหมาะสม

คำแนะนำการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในคนที่ปรกติดี มีคำแนะนำมามากมาย โดยทั่วไปก็เริ่มคัดกรองเมื่ออายุ 50 ปี ด้วยวิธีการตรวจอุจจาระ หรือเอ็กซเรย์ลำไส้ใหญ่ หรือ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เราเรียกการคัดกรองในกลุ่มนี้ว่า การคัดกรองในกลุ่ม average risk โอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นกับเชื้อชาติ ปกติประมาณ 2.5-3.5% สำหรับการคัดกรองกลุ่มนี้ พบแล้วว่าคุ้มค่า ดีกว่าไปรักษาตอนโรคระยะท้าย

แต่ยังมีอีกกลุ่มที่ควรใส่ใจ เพราะเสี่ยงมากกว่า คือ กลุ่มที่เป็นญาติผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้

ญาติสายตรงของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ 2.5 -3 เท่า และการคัดกรองจะช่วยให้เจอมะเร็งระยะต้น รักษาโดยเพียงแค่ผ่าตัดก็หาย ไม่ต้องให้ยาเคมีหรือยาพุ่งเป้า ลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลงได้มากมาย

แต่ทว่า ญาติสายตรงกลับไม่ค่อยเข้ารับการตรวจมากนัก เคยมีการสำรวจและวิจัย ส่วนหนึ่งเกิดจากตัวหมอผู้รักษาเอง ไม่ได้แนะนำให้ครบถ้วน อีกสาเหตุคือเรื่องสิทธิการตรวจคัดกรอง ก็คือค่าใช้จ่าย ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาเรื่องความคุ้มค่ามาแล้วว่า แม้แต่ average risk ยังคุ้ม ส่วนในกรณีเสี่ยงมากกว่าเดิมแบบนี้ (increased risk) ก็คุ้มค่ากว่าด้วย

ผมมาสรุปให้ฟังง่าย ๆ ว่า ถ้าเราป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ หรือญาติเราป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ เราจะคิดอ่านประการใด (ญาติสายตรง คือ พ่อแม่ของเรา พี่น้องท้องเดียวกับพ่อแม่เรา และลูกของเรา)

- ถ้าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ หรือตรวจพบรอยโรคเสี่ยงสูง (advanced adenoma) อายุมากกว่า 60 ปี จะให้ญาติสายตรงมาทำการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 40 ปี เร็วกว่า average risk เร็วขึ้น 10 ปี โดยใช้วิธีและระยะห่างเหมือนกับ average risk คือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ทุก 10 ปี

- ถ้าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ หรือตรวจพบเนื้องอกเสี่ยงสูง (advanced adenoma) อายุต่ำกว่า 60 ปี เราจะแบ่งออกเป็นสองแบบ

++ ถ้าเป็นมะเร็ง ตรวจทั้งญาติสายตรงและญาติใกล้ชิด เช่น หลาน ลุง ป้า แต่คำแนะนำเรื่องญาติใกล้ชิดยังเป็นคำแนะนำที่น้ำหนักไม่มากและหลักฐานไม่ชัด

++ ถ้าเป็นเนื้องอกที่เสี่ยงสูง (advanced adenoma) ตรวจคัดกรองแค่ญาติสายตรง

- ตรวจโดยวิธี ส่องกล้องลำไส้ทุก 5 ปี โดยเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือนับตั้งแต่อายุของผู้ป่วยที่ตรวจพบ ลบด้วย 10 (เช่นตรวจพบ 45 ปี ก็เริ่มตรวจญาติ ตอนญาติอายุ 35 ปี) แล้วแต่อันไหนถึงก่อน

- มีหลายการศึกษาและคำแนะนำ ระบุว่าให้ตรวจด้วยวิธีการส่องกล้อง หรือถ้าทำไม่ได้ก็ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ แต่ไม่แนะนำการตรวจอุจจาระเพียงอย่างเดียว

ส่วนตัวผมเคยแนะนำคัดกรองในครอบครัวแบบนี้มาหลายครอบครัว พบว่า มีไม่ถึง 10% ที่มารับการคัดกรอง ส่วน 10% ที่มาคัดกรองก็ยังไม่รู้ว่าจะมาอีกไหม ผมพอจะเข้าใจว่า การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ยังทำได้ไม่แพร่หลาย ราคายังสูง (ต่ำ ๆ ก็ 20,000 ต่อครั้ง เก็บเงินปีละ 4,000-5,000 ) ข้อบ่งชี้ในการคัดกรองก็ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้

ดังนั้นคนที่จะคัดกรองได้ส่วนใหญ่คือต้องมีกำลังทรัพย์พอสมควรและเข้าใจในหลักการของการคัดกรองเพื่อค้นพบและรักษาเร็ว จะคุ้มค่ากว่า ทุกข์ทรมานน้อยกว่า รักษาง่ายกว่า มีอาการแล้วค่อยรักษา

ในอนาคตหากเราสามารถพัฒนา circulating tumor DNA สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือทำ Genetic Screening ได้แม่นยำและราคาไม่แพง อาจจะมาเป็นตัวเลือกที่ดีก็ได้ครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และ สถานที่ในร่ม

08 พฤศจิกายน 2564

แมงมุมกัด

 ภาพนี้เกิดจากถูกแมงมุมกัดนะครับ

แมงมุมจะปล่อยเอนไซม์สลายเนื้อเยื่อโปรตีนได้ครับ แผลจะมีรอยดำ ๆ ตรงจุดที่กัด และจะขยายออกเป็นวงกว้าง และค่อย ๆ หายไปได้

ความสำคัญอยู่ที่การทำแผล ระวังการติดเชื้อซ้ำ ผ่าตัดเนื้อตายออก อย่าลืมฉีดวัคซีนบาดทะยัก

ยาฆ่าเชื้อนั้น อาจใช้ยาฆ่าเชื้อแบบครีมเฉพาะที่ ส่วนการใช้ยากินหรือยาฉีด จะทำเมื่ิอมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

เฝ้าระวังคือ อาการพิษ แต่แมงมุมที่เกิดพิษจะพบน้อยมากในไทย เช่น แมงมุมแม่ม่ายดำ แมงมุมแม่ม่ายน้ำตาล ในกรณีไม่แน่ใจ ก็ติดตามสังเกตอาการพิษและอาการแพ้ได้ครับ

อาการแพ้ จะมีอาการเหมือนแฟนบอลลิเวอร์พูลในวันนี้

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

06 พฤศจิกายน 2564

Molnupiravir ความหวังใหม่ในการจัดการโควิด-19

 Molnupiravir ความหวังใหม่ในการจัดการโควิด-19

ในการรักษาโควิด-19 ในปัจจุบันเราใช้ยา flavipiravir และ remdesivir เป็นยาต้านไวรัส แต่อย่าลืมว่ายาทั้งสองตัวนี้ไม่ได้ออกแบบมารักษาไวรัส SARs-CoV2 เพียงแต่คุณสมบัติพอใข้ได้และไม่มีเวลาพอในการพัฒนายาใหม่ จึงนำยารักษาไข้หวัดใหญ่มาใช้ก่อนชั่วคราว

ตอนนี้ ด้วยความร่วมมือของ Merck Sharp & Dohme Corp. และ Ridgeback Biotherapeutics ได้ร่วมกันพัฒนายากินที่ใช้ต้านไวรัสโรคโควิด-19 โดยเฉพาะ โดยไปแทรกแซงกระบวนการคัดลอกสารพันธุกรรมของตัวไวรัสเอง เวลาจะเติบโตและขยายพันธุ์ในร่างกายคน ทำให้มันสลายไป ไม่กลายพันธุ์ ไม่สืบพันธุ์ กินยาวันละสองเม็ด ใช้ระยะเวลาในการรักษา 5 วัน แถมประกาศด้วยว่า ยาที่คิดค้นนี้จะไม่ใข่ยาที่ผลิตออกมาเพื่อทำกำไร แต่ทำออกมาเพื่อชาวโลก (จะทำได้มั้ย ทำได้หรือเปล่า จะทำได้มั้ย ทำได้หรือเปล่า ชะช่าช่า)

การศึกษาที่ออกมาหลายอันทั้งระยะหนึ่งและสอง ส่วนระยะสามยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เรามาสรุปกัน

การศึกษาทั้งหมดในคนอายุมากกว่า 18 ปี ติดเชื้อไม่รุนแรงและรักษาแบบผู้ป่วยนอก

ไม่นับคนที่มีปัญหาตับไตไม่ดี ไม่นับเอชไอวี หญิงตั้งครรภ์

ให้ยาภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 วันหลังจากติดเชื้อ (ต้องตรวจเร็ว รู้เร็ว รักษาเร็ว)

การศึกษายังไม่สรุปขนาดยาที่ชัดเจน ตอนนี้กำลังทดสอบทั้งขนาดเม็ดละ 200,400,800 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง ทั้งหมด 5 วัน เทียบกับยาหลอก (การศึกษายังไม่เสร็จ)

ติดตามผลคือ ป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลไหม มีเสียชีวิตเท่าไร มีผลแทรกซ้อนของยารุนแรงมากเพียงไร

ผลที่ออกมาแล้ว คือ วัดผลว่ากินยาแล้ว จะตรวจพบไวรัสจากเซลล์ทางเดินหายใจได้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับยาหลอก ผลออกมาว่า กินไปสามวันก็ลดลงต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ถ้ากินไปห้าวันนี่แทบไม่พบเชื้อเลย และใช้ยาขนาด 800 มิลลิกรัมจะมีสัดส่วนการลดลงของเชื้อได้ดีสุด แต่ว่า กลุ่มยาหลอกก็ไม่ได้พบเชื้อมากเท่าไร อาจเป็นเพราะอาการไม่รุนแรง เชื้อไม่มากด้วย

สรุปแนวโน้มคือ ให้ในคนที่อาการไม่รุนแรงเพื่อไม่ให้ป่วยหนัก ให้เร็วในสามถึงห้าวันแรกหลังป่วย และน่าจะใช้ยาในขนาดสูง ต่อเนื่องกันห้าวัน จะลดการป่วยและลดการแพร่เชื้อได้ดี

แม้การศึกษายังไม่เสร็จและยังอยู่ในขั้นตอนรออนุมัติฉุกเฉิน แต่เมื่อวาน BBC อังกฤษรายงานว่าทางรัฐบาล สนใจจะซื้อฟิวเจอร์ของยากลุ่มนี้แล้ว ของแบบนี้ต้องวิสัยทัศน์เท่านั้นเลยครับ

อาจเป็นการ์ตูน

บทความที่ได้รับความนิยม