27 ตุลาคม 2564

Leptospirosis กับ doxycycline prophylaxis

 Leptospirosis กับ doxycycline prophylaxis

โรคฉี่หนู (leptospirosis)​ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดสไปโรขีต มีความรุนแรงและแยกยากจากโรคเขตร้อนบ้านเรา

การยืนยันตัวเชื้อก็ไม่ได้ทำง่าย ส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีทางชีวโมเลกุล ดังนั้น การวินิจฉัยจึงใช้ อาการและอาการแสดงที่เข้าได้ ประวัติการลุยน้ำขัง ย่ำน้ำท่วม และให้การรักษาขณะรอยืนยันผล เพื่อไม่ได้เกิดอันตรายรุนแรงต่ออวัยวะภายใน โดยเฉพาะตับวายและเลือดออก โชคดีที่ตัวเชื้อยังไวต่อยา ยาที่ใช้รักษาก็หาง่าย ราคาไม่แพง คือ Penicillin G, Ceftriaxone, Doxycycline

แล้วถ้าในสภาวะน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ต้องลุยน้ำทุกวันเป็นเวลานานแบบนี้ เรากินยาป้องกันหลังไปลุยน้ำมาเลย จะดีไหม (post exposure prophylaxis)​

มีการศึกษาเยอะนะครับ เพราะในพื้นที่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีน้ำท่วมบ่อยและเป็นแหล่งระบาด โดยยาที่เราศึกษาคือยากินแคปซูล doxycycline ที่หาง่ายและราคาถูกมาก สูตรยาที่นิยมคือ 200 มิลลิกรัมกินครั้งเดียว หลังย่ำน้ำ หรือมีสูตรกินสัปดาห์ละครั้งขนาด 200 มิลลิกรัมในขณะที่ยังมีความเสี่ยงคือน้ำท่วมอยู่

แต่ว่าการศึกษามีหลากหลายแบบ หลายพื้นที่ (มีการศึกษาในประเทศไทยหลายชิ้นงานนะครับ) หลายสูตรยา และที่สำคัญคือ วิธีในการวัดผลว่าติดเชื้อหรือไม่ ระดับใด ในแต่ละการศึกษามีหลายวิธีที่แตกต่างกันและมีค่ามาตรฐานในการตัดสินว่า “ติดเชื้อ” หรือ “เป็นโรคที่แตกต่างกันด้วย”

ผลสรุปจากการทำ meta-analysis ของ Cochrane และคำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา และจากหลายการศึกษา สรุปว่า

1. ผลการป้องกันการติดเชื้อยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่เกิดชัดเจนคือผลข้างเคียงของยา doxycycline คือ อาการคลื่นไส้อาเจียนและหลอดอาหารอักเสบ เกิดมากกว่ากลุ่มยาอื่นและยาหลอกอย่างมีนัย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หยุดการใช้ยาด้วย

2. การศึกษาที่มีผลว่าช่วยลดการติดเชื้อ ระดับความแตกต่างกับยาหลอก ยังไม่ได้แสดงผลที่แตกต่างมากมายจนมีความสำคัญทางคลินิก

3. ปัจจัยร่วมที่อาจจะเป็นตัวกวน (confounding factor) ที่อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อลดลงมากกว่าที่จะเกิดจากยาคือ ระยะเวลาการสัมผัสน้ำท่วมขัง (โดยเฉพาะมากกว่า 3 ชั่วโมง) และการมีบาดแผลที่ขาและเท้า สองปัจจัยนี้มีผลทำให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

4. ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำให้กินยา doxycycline เพื่อป้องกันการติดเชื้อฉี่หนูก่อนที่จะเกิดโรค ภายหลังการย่ำน้ำ ลุยน้ำท่วม

สรุปว่า ยังไม่ต้องกินยานะครับ แต่ให้หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ หรือลุยน้ำด้วยเวลาที่น้อยที่สุด และเมื่อย่ำน้ำแล้วควรล้างทำความสะอาดและเช็ดแห้ง หากมีแผลเปิด ไม่ว่าจะเป็นแผลฉีกขาดหรือแผลถลอก ควรงดหรือระมัดระวังเวลาลุยน้ำ หากจำเป็นต้องลุย ก็ต้องล้างแผลให้สะอาดทุกครั้ง

ที่สำคัญคือ หากมีไข้สูง หรือมีการปวดบวมแดงร้อนบริเวณขาและน่อง ต้องแจ้งให้คุณหมอทราบว่ามีประวัติลุยน้ำขัง ย่ำน้ำท่วมด้วย จะช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้ดีและรักษาได้ทันเวลาครับ

- J Infect Chemother. 2014 Nov;20(11):709-15.

- PLoS One. 2012;7(7):e39672.

- Cochrane Database Syst Rev. 2009 Jul 8;(3):CD007342.

- Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985 Jun;16(2):268-73.

https://wwwnc.cdc.gov/…/travel-related-infect…/leptospirosis

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

26 ตุลาคม 2564

การตรวจร่างกายทางรูมาติก (Clinical Examination in rheumatology)

 การตรวจร่างกายทางรูมาติก (Clinical Examination in rheumatology)

ขอขอบคุณร้าน จับฉ่าย ขายตำราแพทย์ ที่เอื้อเฟื้อหนังสือรีวิวครับ

หนังสือคู่มือในโครงการตำรา วพม. ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า จัดทำโดยคณาจารย์แผนกรูมาติก กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยบรรณาธิการ อ.อนวรรถ ซื่อสุวรรณ ,อ.พงศ์ธร ณรงค์ฤกษ์นาวิน และ อ.ไพจิตต์ อัศวธนบดี เรามารีวิวกันครับ

รูปเล่มเป็นแบบพ็อกเก็ตบุ๊ก พกพาง่าย เล่มไม่หนา ตัวอักษรด้านในจึงอัดแน่นไปสักหน่อยและตัวค่อนข้างเล็ก ขอบหนังสือเป็นสีต่าง ๆ แยกตามบทต่าง ๆ ในหนังสือ 17 บท ทำให้เปิดอ่านง่ายดี ลูกเล่นทำให้สีสวยขึ้นด้วย

สำหรับเนื้อหา ต้องบอกก่อนว่าเน้นในเรื่องการตรวจร่างกาย โดยแยกบทย่อยออกเป็นการตรวจข้อต่าง ๆ รายข้อ ไล่ไปเรื่อง ๆ ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อสะโพก ฯลฯ จนครบทุกข้อ เน้นย้ำว่าครบทุกข้อ

และในบทของข้อต่อแต่ละบทนั้น เน้นการดู คลำ เคาะ ที่เป็นบรรยาย How to เลย ว่าเวลาดู จะดูตรงตำแหน่งไหนจึงสำคัญ จะเห็นอะไร รูปแบบอย่างไร สีอะไร

และจะมีภาพประกอบในหน้านั้นเลยถ้าจำเป็นต้องมี เช่น สีผิวหนัง หรือ สีของอาการแสดงหลายอย่าง

การตรวจด้วยการคลำการเคาะ เป็นการตรวจสำคัญ หนังสือเล่มนี้จะสอนตั้งแต่ ท่าทางของผู้ตรวจ จัดท่าอย่างไร จับข้อของผู้ป่วยแบบไหน โยกทางใด แล้วจะเกิดอะไร แปลผลว่าอย่างไร มีชื่ออาการแสดง Sign ต่าง ๆ ที่สำคัญที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค และใช้สอบที่สำคัญ

องศาการวัดมุมต่าง ๆ การทดสอบพิเศษด้วยการตรวจท่าพิเศษต่าง ๆ
มีรูปแสดงท่าทางที่ชัดเจน ที่สำคัญคือจะมีภาพกายวิภาคมาให้เข้าใจด้วย ว่าการตรวจแบบนี้ ตรวจเพื่อทดสอบหรือตรวจความเสียหายต่อเส้นเอ็นใด ข้อต่อใด ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ไม่ต้องไปเปิดหนังสือกายวิภาคเพิ่มเติม

และยังมี Clinical correlations เป็นตารางและแผนภูมิว่า ตรวจพบแบบนี้ สัมพันธ์กับโรคใด พบในโรคใดบ้าง และควรตรวจอะไรต่อ

หนังสือเหมาะสมกับนักเรียนแพทย์ นักเรียนพยาบาล นักเรียนกายภาพบำบัด แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ อายุรศาสตร์โรคข้อ แพทย์ประจำบ้ายออร์โธปิดิกส์ และคุณหมอที่ต้องการศึกษาทบทวนทักษาการตรวจร่างกายที่ถูกต้องแม่นยำ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

หนังสือขนาดเอห้า กระดาษอาร์ตมัน 170 หน้า ด้วยความที่เป็นกระดาษอาร์ตมัน จึงทำให้สีสันพิมพ์ออกมาได้สวย ซึ่งเข้ากับวัตถุประสงค์ของเนื้อหา แสดงภาพการตรวจร่างกายที่ชัดเจน แสดงภาพกายวิภาคต่าง ๆ ได้ละเอียด

รวมถึงรูปอาการแสดงต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใส่สีให้ชัดเจน ไม่ว่าสีผื่นต่าง ๆ สีผิวหนัง ที่มีความสำคัญกับการวินิจฉัย ราคาเพียง 300 บาทเท่านั้น

สนใจติดต่อ เฟซบุ๊ก : จับฉ่าย ขายตำราแพทย์ ได้ครับ




25 ตุลาคม 2564

กุญแจสำคัญของวัคซีน mRNA จากคาริโกและคัลเลน

 กุญแจสำคัญของวัคซีน mRNA จากคาริโกและคัลเลน

ในขณะที่คู่สามีภรรยา Ingmar Sahin และ Ozlem Turecci เริ่มยื่นทำวิจัย mRNA ในปี 2007 และได้รับทุนจากเยอรมันเพื่อพัฒนาวัคซีน mRNA (คือ BioNTech ในอนาคต) ในปีเดียวกันนั้นเอง Kariko เริ่มทำสตาร์ตอัพด้วยทุนวิจัยจากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

คาทาลิน คาริโก ยึดแนวคิดของ Robert Malone ที่เจตนาจะนำ mRNA มาใช้เป็นยาและพยายามสานต่อแนวคิดของ Malone เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ความสำเร็จของคาริโกเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1997 ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สิ่งสำคัญที่คาริโกค้นพบและเป็นต้นแบบสำคัญของวัคซีน mRNA ปัจจุบัน คือการเปลี่ยนสารประกอบเบสจาก uridine เป็น pseudo-uridine

ก่อนหน้าที่คาริโกจะเปลี่ยนเบสตัวนี้ คาริโกกำลังสร้างวัคซีน mRNA เพื่อรักษาโรคเอดส์ ขณะนั้นวัคซีนต้นแบบสร้างการอักเสบรุนแรงและก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันมากเกินไป แต่เมื่อคาริโกเปลี่ยนสารประกอบเบสนี้แล้ว นอกจากเซลล์และเนื้อเยื่อจะไม่มองเห็นเป็นศัตรูที่จะเกิดปฏิกิริยารุนแรงแล้ว การอักเสบและพิษต่อเนื้อเยื่อก็ลดลงอีกด้วย

ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย คาริโกไม่ได้ค้นพบและวิจัยเพียงคนเดียว เพื่อนร่วมงานคนสำคัญคือ Drew Weissmann นักวิจัยชาวอเมริกัน ศิษย์โปรดของแอนโธนี่ ฟาวซี่ ผู้ที่มีบทบาทมากในการจัดการโรคโควิดในสหรัฐอเมริกา

ไวส์แมนคนนี้มีความสำคัญเพราะเป็นคนกว้างขวาง เครือข่ายมากมาย ไปร่วมงานกับหลายคณะวิจัย ทำให้องค์ความรู้เรื่องการผลิตวัคซีน mRNA เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

Uridine ไปเป็น Pseudo-uridine ประเด็นที่คาริโกค้นพบคือกุญแจสำคัญ

หลายทีมงานใช้เทคนิคนี้เพื่อทำให้ mRNA คงตัว เหนี่ยวนำการสร้างภูมิคุ้มกันและเป็นพิษภัยน้อยมากต่อเซลล์มนุษย์ แม้แต่ CureVac ที่ก่อตั้งก่อน เมื่อทราบกุญแจสำคัญดอกนี้ก็พยายามพัฒยาวัคซีนของตัวเองโดยลดสารประกอบเบส Uridine ลงเช่นกัน

แต่นั่นเป็นเพียงกุญแจดอกแรก กุญแจดอกที่สองที่ทำให้วัคซีน mRNA ประสบความสำเร็จขึ้นมาคือ การพัฒนา Lipid NanoParticle (LNP) สิ่งสำคัญที่จะนำเข้าเซลล์ จาก Pieter Cullis นักวิจัยจากแคนาดา

ถ้ายังจำได้ การพัฒนาไลโปโซมและไขมันที่จะนำอาร์เอ็นเอเข้าเซลล์ ได้มีแนวคิดมาตั้งแต่โรเบิร์ต มาโลนในปี 1988 แต่ยังไม่สำเร็จเพราะสารไลโปโซมที่ทำขึ้นนั้นยังอันตรายต่อเซลล์สัตว์ทดลอง และการพัฒนาไลโปโซมนั้นยังไม่ก้าวหน้า จนมาถึงงานวิจัยสำคัญของคัลเลน

ลักษณะของประจุในอนุภาคไขมันที่คัลเลนออกแบบมาใหม่ จะทำให้อาร์เอ็นเออยู่ในอนุภาคไขมันได้ดีและเข้าสู่เซลล์ได้ดี แต่ที่เพิ่มขึ้นมาเรียกว่า Ionizable lipid particle อนุภาคที่มีประจุเป็นกลางเมื่ออยู่ในกระแสเลือด แต่จะเปลี่ยนสภาพประจุไฟฟ้าได้เมื่อจะทำงานและเข้าเซลล์ สมบัติตรงนี้ช่วยลดอันตรายต่อเซลล์ลงได้มาก

คัลเลนเองใช้เทคนิคนี้เพื่อส่งอาร์เอ็นเอเข้าเซลล์เพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรมที่หายากและแก้ไขยาก เมื่อเขาได้ข่าวความสำเร็จของความคงตัวและ mRNA ที่ดีของคาริโก เขาจึงพัฒนาและทำการศึกษาต่อยอด วัคซีน mRNA กับอนุภาคไขมันพิเศษของเขา และไปนำเสนอหลายบริษัท หลายบริษัทที่เป็นเครือข่ายของ Drew Weissmann หลายบริษัทที่กำลังศึกษาวัคซีนอาร์เอ็นเอ ทั้ง BioNTech, Moderna และ CureVac

คัลเลนเอง ไม่ได้ต่อยอดเรื่องวัคซีน mRNA แต่หันไปพัฒนา Lipid NanoParticle ก่อตั้งบริษัท Canadian Liposome Company ทุ่มเทเรื่องการนำส่งสารเข้าเซลล์ และกำลังวิจัยเพื่อตอบคำถามชาวโลกที่สงสัยว่า ผลข้างเคียงของวัคซีน mRNA ที่ใช้ในปัจจุบัน ที่เชื่อกันว่ามันมาจากอนุภาคไขมันพิเศษนี้ มันเป็นจริงหรือไม่ เราคงต้องรอคำตอบกัน

ประวัติครบ เทคโนโลยีครบ กุญแจครบ แล้วเกิดอะไรในตอนสุดท้าย?

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

เส้นทางร่วมสู่ mRNA vaccine

 เส้นทางร่วมสู่ mRNA vaccine

ในยุคก่อนปี 2000 ต้องบอกว่าการพัฒนา mRNA ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก นักวิจัยแต่ละคนศึกษาในทางของตัวเอง เมื่อได้องค์ความรู้ก็มักจะแยกตัวไปก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพ เพื่อศึกษาแนวทางตัวเอง ไม่ได้มาร่วมกันแบ่งปันข้อมูลหรือใช้ความร่วมมือระหว่างองค์กรมากนัก แต่หลังจากปี 2000 เมื่อเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารพุ่งถึงขีดสุด การเปลี่ยนแปลงก็ก้าวกระโดด

ความสำเร็จและผลงานของ Eli Gilboa เรื่องการใส่ mRNA ที่มีรหัสที่ต้องการเข้าร่างกายและสามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การต่อยอดอีกหลายคนพร้อม ๆ กัน รวมทั้งอดีตนักวิจัยที่แยกย้ายในงานวิจัยช่วงแรก ก็เริ่มขยายสาขา มีเครือข่ายเพิ่มไปเรื่อย ๆ

สายที่หนึ่ง Ingmar Hoerr ชาวเยอรมัน

สายที่สอง Ugur Sahin และภรรยา Ozlem Turecci สามีภรรยาลูกครึ่งเยอรมันและเติร์ก

สายที่สาม Katalin Kariko ชาวฮังกาเรียน และ Drew Weissman ชาวสหรัฐอเมริกา

สายที่สี่ Derrick Rossi ชาวแคนาดา

Ingmar Hoerr นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทูบิงเก้น สามารถสร้าง mRNA แล้วฉีดเข้าในหนูทดลองแล้วหนูทดลองนั้นสามารถผลิตภูมิคุ้มกันได้ตรงกับที่คาดหวังจาก mRNA หลังจากนั้น Hoerr ก็ได้ตั้งบริษัท CureVac เพื่อทุ่มเทกับ RNA vaccine ได้รับทุนวิจัยมากมาย ทำวัคซีนโควิดได้ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพยังไม่มากพอ ถึงกระนั้นก็ยังตั้งหน้าตั้งตาวิจัยต่อ จนได้วัคซีน CVnCoV ที่ร่วมทุนกับบริษัท GSK กำลังยื่นจดทะเบียนยา และ Hoerr ก็ได้รับเสนอรับรางวัลโนเบลด้วย

Ugur Sahin นักวิจัยที่ได้แรงบันดาลใจจากงานของ Eli Gilboa มีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกัน ทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย Johannes Gutenberg ประเทศเยอรมนี เขาสนใจเรื่องวัคซีน RNA ที่น่าจะได้ผลเหมือนการรักษามะเร็ง แต่เขาจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกัน Ozlem Turecci

Ozlem Turecci นักวิจัยสาวลูกครึ่ง เยอรมัน-เติร์ก เชื้อสายอุยกูร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกัน ต่อยอดจากงานของ Eli Gilboa เช่นกัน และมาทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย Johannes Gutenberg เช่นกัน และพบรักกับ Ugur Sahin ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันวิจัย mRNA vaccine จนประสบความสำเร็จ โดยคู่สามีภรรยานี้คือผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ BioNTech บริษัทผู้คิดค้นวัคซีนโควิดของไฟเซอร์ไบโอเอ็นเท็คนั่นเอง

Derrick Rossi นักวิจัยชาวแคนาดาผู้เชี่ยวชาญเรื่องสเต็มเซลล์และการตัดต่อพันธุกรรม ทำวิจัยเรื่อง mRNA ที่โรงพยาบาลเด็กที่บอสตันอันโด่งดัง รอสซี่ต่อยอดจากงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียจนประสบความสำเร็จทั้งทางวิทยาศาสตร์และธุรกิจ ตอนนั้นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ไม่ประสบความสำเร็จในการจดสิทธิบัตร แต่รอสซี่มาต่อยอดและก่อตั้งบริษัท Moderna

การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์ทางการค้า ไม่ได้ทำง่ายเพราะต้องแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ลอกเลียนผลงานผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นมาแย้งสิทธิ์ แต่อย่าลืมว่า แม้การพัฒนาแบบโครงข่ายจะทำให้การพัฒนาวัคซีน mRNA ทำได้อย่างรวดเร็วแต่ก็จะอ้างสิทธิ์ยากขึ้นเช่นกัน

นอกเหลือจากการต่อยอดจากแรงบันดาลใจของ Eli Gilboa แล้ว สายที่หนึ่ง สองและสี่ มีรากฐานสำคัญจากงานวิจัยของสายที่สาม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียคนนั้น Katalin Kariko สุดยอดนักวิจัยจากฮังการี

ในตอนต่อไปเราจะมารู้จักกุญแจความสำเร็จที่สำคัญของ mRNA ทั้งสองดอกครับ

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

24 ตุลาคม 2564

ที่มาที่ไปของการนำ RNA มาใช้ ตอนที่สอง ปูทางสู่ความสำเร็จยุคปัจจุบัน

 ที่มาที่ไปของการนำ RNA มาใช้ ตอนที่สอง ปูทางสู่ความสำเร็จยุคปัจจุบัน

ในช่วงทศวรรษที่ 90 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมกำลังเดินหน้า เหล่าบรรดานักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมกันคิดค้นวิจัยในตอนแรก ต่างแตกแยกย้ายออกไปต่อยอดงานวิจัยและก่อตั้งบริษัทเพื่อแย่งชิงโอกาสและความก้าวหน้า จากการพัฒนาในทางตรง เริ่มกระจายออก มีโครงข่าย มีความรู้ที่แตกยอดออกไปมากมาย

ปี 1993 นักวิจัยด้านชีวพันธุศาสตร์ Pierre Meulien จากแคนาดา (เช่นกัน ปัจจุบันก็ได้ก่อตั้งและเป็นซีอีโอ Innovative Medicine initiatives) ศึกษาและพัฒนาอาร์เอ็นเอเหมือนกับที่โรเบิร์ต มาโลนศึกษาค้นคว้า ต่างกันที่มาโลนคิดค้นในแง่ควบคุมการทำงานของเซลล์เปรียบเสมือนยา แต่ Meulien ศึกษาใช้อนุภาคไลโปโซมมาผนวกเข้ากับ mRNA แล้วสามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกันแบบเฉพาะเจาะจงในสัตว์ทดลอง (หนูทดลอง) นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเกิดวัคซีนจาก mRNA

แต่เขาก็ไม่สามารถนำเสนอให้บริษัทตัวเองให้ทุนและสนับสนุนการสร้างวัคซีนจากอาร์เอ็นเอได้ ด้วยความที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยังก้าวไม่ถึง จึงต้องใช้ทุนมหาศาลระดับร้อยล้านยูโร แน่นอนตอนนั้นไม่มีบริษัทใดสนใจและให้ค่าทางธุรกิจ เทคโนโลยีวัคซีนอาร์เอ็นเอจึงไปต่อไม่ได้

ทั้ง Malone และ Meulien ได้หันเหไปทำ viral vector และ DNA vaccine ซึ่ง Meulien ได้ศึกษาวัคซีนดีเอ็นเอจนสามารถทำวัคซีนโรคโควิด19 ได้สำเร็จและกำลังศึกษาและรอจดทะเบียนวัคซีนดีเอ็นเอในประเทศอินเดีย

ดูเหมือนอาร์เอ็นเอและ mRNA จะไม่สามารถไปต่อได้ แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ ในยุคก่อนมิลเลนเนียมนั้น พัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาก จุดเปลี่ยนเรื่องการประยุกต์ใช้และความคงตัวของอาร์เอ็นเอ มาเกิดขึ้นที่ Duke University ในปี 1997

Eli Gilboa นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดุ๊ค ได้ทำการศึกษาสร้าง mRNA ที่มีรหัสพันธุกรรมโปรตีนเซลล์มะเร็งของคน ส่งเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดขาวของคน หลังจากนั้นเอาเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตั้งโปรแกรมให้รู้จักเซลล์มะเร็ง นำเข้าสู่ตัวคน ก็ปรากฏว่าร่างกายสามารถตรวจจับและเกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็งของมนุษย์ได้ เป็นการวิจัยเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถทำอาร์เอ็นเอให้คงตัวและใช้ได้จริง

แต่ก็ยังไปไม่สุด เพราะในการศึกษาของ Gilboa ที่จำลองสถานการณ์จริงในหนูทดลอง แม้จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ดัดแปลงสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งในหนู และสร้างภูมิคุ้มกันมาตรวจจับเซลล์มะเร็งได้จริง แต่ยังทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ และอาจให้เกิดผลเสียในร่างกายโดยรวมได้ แน่นอนก็ยังไม่สามารถพัฒนาไปถึงวัคซีน เพราะวัคซีนจะต้องฉีดเข้าไปในคนปกติ ให้เกิดภูมิคุ้มกันโดยที่แทบไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายคนที่ไม่เป็นโรค

Eli Gilboa ไม่สามารถไปต่อกับมหาวิทยาลัยดุ๊ค ตามสูตรสำเร็จของนักวิจัยคือ ลาออกไปก่อตั้งบริษัทเสียเองเลย ปัจจุบันคือบริษัท CoImmune แต่กิลบัวและบริษัทได้หันเหและทุ่มเทไปในทิศทาง ภูมิคุ้มกันต่อเซลล์มะเร็งและเป็นหัวขบวนของ Tumor Immunology ในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จของกิลบัวนี่เองที่แตกยอดและเป็นจุดกำเนิดของวัคซีนจาก mRNA แต่หลังจากเข้าสู่สหัสวรรษใหม่นั้น ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับนักวิจัยทีมเดียว ไม่ได้ขึ้นกับการทุ่มเทของคนเพียงกลุ่มคนเดียวต่อไปอีก พัฒนาการด้านเทคโนโลยีและการใช้ข้อมูลข่าวสารร่วมกันที่รวดเร็วสูง ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการพัฒนาวัคซีนจากอาร์เอ็นเอไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการพัฒนาคู่ขนานกันถึง 4 สายนักวิจัย 4 สายที่เรายอมรับว่าคือ ผู้ให้กำเนิดวัคซีนอาร์เอ็นเอ

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

บทความที่ได้รับความนิยม