24 ตุลาคม 2564

ที่มาที่ไปของการนำ RNA มาใช้ ตอนที่หนึ่ง ก้าวแรกที่ล้มเหลว

 ที่มาที่ไปของการนำ RNA มาใช้ ตอนที่หนึ่ง ก้าวแรกที่ล้มเหลว

ในปี 1978 หลังจากการค้นพบดีเอ็นเอไม่นาน ความคิดเรื่องการควบคุมรหัสพันธุกรรมก็เกิดขึ้น มันเริ่มต้นด้วยความคิดที่จะควบคุมการทำงานระดับเซลล์ด้วยการใส่คำสั่งของเรา ใช้ mRNA ที่เราออกแบบเองเข้าไปควบคุมเซลล์ โดยใช้อนุภาคไขมันที่ชื่อ liposome เป็นตัวนำเข้าเซลล์

ต้องบอกก่อนว่าเซลล์มนุษย์นั้นมีเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ที่เป็นไขมันสองชั้น มีตัวควบคุมการเข้าออก การจะส่งสารเข้าไปในเซลล์นั้น ถ้าจะไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไรซับซ้อน ก็ต้องเลือกตัวรับส่งที่เป็นไขมันแบบเดียวกันกับเยื่อหุ้มเซลล์ แบบไลโปโซมที่ใช้ขนถ่ายสินค้าเข้าออกเซลล์อยู่แล้วนั่นเอง

แต่แนวคิดตอนนั้นถือว่ามาก่อนกาลอย่างยิ่ง เพราะเทคโนโลยีการผลิตไขมันหุ้มเซลล์และอาร์เอ็นเอ ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าจะทำ ก็ยังคงต้องใช้ชิ้นส่วนของมนุษย์ ของสิ่งมีชีวิต หรือเลืยนแบบของมนุษย์ ซึ่งไม่ได้ทำง่ายนัก

จนมาถึงปี 1984 ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกา ทีมนักวิจัยชีวเคมีและพันธุศาสตร์สามารถสร้าง mRNA ได้สำเร็จ โดยใช้เอนไซม์การสร้างอาร์เอ็นเอจากเชื้อไวรัส ทรัพยากรในเซลล์เพาะเลี้ยง ทั้งหมดทำนอกร่างกายสิ่งมีชีวิต ทำในหลอดทดลอง หลังจากนั้นได้นำอาร์เอ็นเอที่จำลองขึ้น (ขอใช้คำว่าจำลอง เพราะยังไม่ได้สร้างขึ้นจริง ๆ) ไปฉีดเข้าเซลล์ไข่ของกบ และพบว่าสามารถสั่งทำงานได้จริง

… แถม เกร็ดความรู้.. ไข่กบเป็นเซลล์เดี่ยวขนาดใหญ่ สามารถสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในเซลล์ได้ง่าย จึงนิยมใช้ในการทดลอง แต่อย่าลืมว่ากบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ กระบวนการการสร้างและถอดรหัสจึงไม่เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ถ้าอยากทราบไอเดียนี้ให้ไปดูภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกปาร์ค ภาคแรก…

แม้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่แนวคิดต่าง ๆ ก็ถูกนำไปต่อยอดทั้งในการศึกษาค้นคว้าและการขยายโอกาสทางธุรกิจ

ก่อนจะเล่าเรื่องอาร์เอ็นเอต่อไป ผมขอขยายความเรื่องเส้นทางการพัฒนาความรู้ทางการแพทย์ในยุคนั้นเสียก่อนนะครับ เพราะเส้นทางแบบนี้คุณจะพบได้ตลอดในเรื่องนี้ หรือในทุก ๆ เรื่องของประวัติศาสตร์การแพทย์

การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นที่รุนแรงนั้น ความคิดริเริ่มอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ความสำเร็จกลับอยู่ที่บริษัทเอกชน องค์ความรู้ที่เริ่มพัฒนาจะมาจากนักวิจัยหรือทีมวิจัยในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นตัวอาจารย์เองหรือนักศึกษา หรือร่วมกันเป็นทีม ด้วยสาเหตุเรื่องของเงินลงทุนและทรัพยากรในมหาวิทยาลัยที่มีมากพอ และทำออกมาในรูปแบบงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ อันเป็นประโยชน์ทั้งตัวผู้วิจัยและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย

ผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการเปรียบเสมือนใบเบิกทางแห่งความก้าวหน้าและเปรียบเสมือนหนังสือชี้ชวนการลงทุนของบรรดานักลงทุน ในยุคนั้นการลงทุนเป็นแบบกินรวบ เหมาทำทุกอย่าง ไม่ได้มีโครงข่ายและเป็นการร่วมลงทุน ร่วมทีมแบบทุกวันนี้ นักลงทุนจึงจ้องจะหาทางผลิตสินค้าและกำไรใหม่ ๆ จากผลงานทางวิชาการที่มีแนวโน้มจะเกิดมูลค่าทางธุรกิจได้นั่นเอง

นักวิจัยที่มีองค์ความรู้ มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์มักจะลาออกหรือไปเป็นที่ปรึกษา หรือผู้ก่อตั้งบริษัทเอกชนที่จะเอาผลงานของตัวเองไปต่อยอดทางการค้าและพัฒนาต่อไป หรือบริษัทที่เห็นหนทางทางธุรกิจก็จะดึงตัวนักวิจัยนั้นไปอยู่ด้วยเสียเลย

หรือทางมหาวิทยาลัยเองก็อาจรับทุน หรือร่วมก่อตั้งบริษัท "ในความดูแล" ของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เอาผลงานทางวิชาการไปต่อยอดทำวิจัยต่อและหวังผลทางการค้า ไม่ว่าจะทำออกมาเองหรือขายสิทธิทางปัญญาต่อไป

การพัฒนา mRNA Vaccine ก็มีรูปแบบเช่นนี้ มีการช่วงชิงโอกาส การเล่นเกมทางธุรกิจ แต่มันก็ทำให้การเติบโตทางวิทยาการของ mRNA เกิดอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เอาล่ะ เรากลับมาที่เรื่องของเราต่อไป

ในปี 1987 Douglas Melton ทีมนักวิจัยจากฮาร์เวิร์ดที่กล่าวมานั้น แยกตัวออกไปตั้งบริษัท Oligogen ที่ปัจจุบันกลายเป็น Gileads ผู้คิดค้นยาต้านไวรัสรายสำคัญ โดยเริ่มศึกษาการนำ mRNA มาใช้ควบคุมการทำงานของร่างกายในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจัง

นับว่าเป็นแนวคิดสำคัญในการ "เล่น" กับ mRNA ถึงแม้เมลตันจะยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สามารถควบคุมอาร์เอ็นเอให้คงที่ได้ จำเป็นต้องขายโอนสิทธิทางปัญญาไปให้บริษัทอื่น (และไม่ได้ทุนทำต่อด้วย)​

ในปีถัดมานักวิจัยทางมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Robert Malone ร่วมมือกับเพื่อน สามารถสร้างไลโปโซม อนุภาคไขมันที่จะนำอาร์เอ็นเอของเราเข้าเซลล์ เป็นการสร้างไลโปโซมชนิดใหม่ทำให้อาร์เอ็นเอคงตัวและนำเข้าเซลล์ได้ดีขึ้น

ความสำเร็จและแนวคิดนี้ทำให้เหล่าบรรดาผู้คิดค้นมีชื่อเสียง มีการดึงตัวไปอยู่บริษัทเอกชน มีการแยกตัวไปตั้งบริษัท และแย่งชิงกันเพื่อจดสิทธิบัตรในการค้นพบเทคโนโลยีของไลโปโซมและ mRNA แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครนำไปจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการด้วยเหตุที่การพัฒนายังไม่สามารถจบลงที่ตัวผลิตภัณฑ์สมบูณ์ได้

หลายคนแยกไปทำเรื่องรหัสพันธุกรรมต่อ ส่วน Robert Malone กลับไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกสาขาด้านพันธุวิศวกรรม (ซีอีโอบริษัทชั้นนำของโลกส่วนมากก็คิดค้นงานตัวเองได้ ทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบ) หลังจากที่มาโลนเรียนจบ มาโลนก็ยังสนใจการทำงานกับอาร์เอ็นเอ

แต่ไม่ว่าเขาจะขอทุนและนำเสนอการลงทุนเท่าไร ในเวลานั้นก็ยังไม่มีบริษัทใดเห็นความเป็นไปได้ในทางการค้า เขาจึงหันไปศึกษาและร่วมทุนกับดีเอ็นเอ โดยเฉพาะวัคซีนจากดีเอ็นเอ หลังจากนั้นมาโลนได้ออกมากล่าวถึงผลเสียของวัคซีน mRNA และเทคโนโลยี mRNA ว่าจะทำให้เกิดพิษและอันตรายต่อเซลล์เป้าหมาย

ไม่รู้ว่ามาโลนออกมากล่าวเพราะหวังดี หรือต้องการโจมตี mRNA รู้เพียงแต่ว่าคำกล่าวโจมตีวัคซีน mRNA ของมาโลน ส่งผลเสียต่อเขาอย่างยิ่ง เขาถูกแบนจากบัญชีสื่อออนไลน์ ถูกระงับการแสดงความเห็นในโลกวิชาการ วารสาร New Engalnd Journal of Medicine ระงับการเข้าถึงวารสารของมาโลน ทำให้ปัจจุบันเรายังไม่รู้ว่าคำเตือนของมาโลนเป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือถูกปฏิบัติการ information operation ของทางการสหรัฐ ที่ต้องการโปรโมทวัคซีน mRNA

เรื่องราวในช่วงตั้งไข่ของ mRNA vaccine ยังไม่จบแค่นี้ ในตอนต่อไป เราจะได้ติดตามว่าหลังจากนี้ เทคโนโลยีของ mRNA จะเป็นอย่างไร

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

23 ตุลาคม 2564

History of mRNA

 History of mRNA

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์นับล้าน มาประกอบกันและมีระบบการจัดการที่ยอดเยี่ยม รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อ เป็นอวัยวะและระบบอวัยวะ

แต่ละเซลล์ที่หน้าที่การทำงานที่ต่างกันและถ่ายทอดความทรงจำ ความสามารถ อำนาจ สิทธิ หน้าที่ ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น โดยส่งผ่านรหัสพันธุกรรมที่เรียกว่า DNA

รหัสการทำงานของร่างกายจะฝังอยู่ใน DNA ที่จับกลุ่มเป็นโครโมโซมอยู่ในนิวเคลียส ศูนย์สั่งการของแต่ละเซลล์

เมื่อร่างกายต้องการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สร้างสิ่งใด หรือสื่อสารกับสิ่งใด ร่างกายไม่ได้ใช้ภาษาดีเอ็นเอสื่อสารกัน ร่างกายสิ่งต่าง ๆ สื่อสารกันเป็นตัวรับสารและตัวส่งสารที่ต้องเข้าคู่กันพอดี จึงจะเข้าใจกันได้และทำงานร่วมกันได้ เช่น ฮอร์โมน สารเคมี สารสื่อประสาท ตัวรับโปรตีน ดังนั้นร่างกายจึงต้อง "ถอดรหัสคำสั่ง" จากภาษาดีเอ็นเอ ออกมาเป็นภาษาโปรตีน เราเรียกสารที่พารหัสจากดีเอ็นเอในนิวเคลียสมาเป็นพิมพ์เขียวการสร้างโปรตีนเพื่อไปทำงานต่าง ๆ ว่า messenger RNA

DNA จะทำการถอดรหัสจากสายเบสคู่ของตัวเอง ออกมาเป็นพิมพ์เขียว RNA สายเดี่ยว ผ่านออกมานอกนิวเคลียส เพื่อให้โรงงานในเซลล์ใช้ทรัพยากรในเซลล์ในการสร้างโปรตีน ผ่านกระบวนการที่เฉพาะเจาะจง จาก mRNA ก็จะกลายสภาพเป็นโปรตีนที่พร้อมทำงาน พร้อมสื่อสาร และส่งออกนอกเซลล์ไปทำงาน

mRNA ได้รับการค้นพบและศึกษาบทบาทในยุคเดียวกันกับการค้นพบดีเอ็นเอ โดยทีมนักวิจัยเดียวกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในฐานะพิมพ์เขียวในการสร้างโปรตีนของร่างกาย หากดีเอ็นเอเกิดกลายพันธุ์ mRNA ก็บิดเบี้ยว คำสั่งต่าง ๆ ก็บกพร่องทำให้เกิดโรคหลายโรคเช่น โรคมะเร็ง หรือหากกระบวนการสร้างและถอดรหัสบกพร่อง ก็ทำให้เกิดโรคเช่นกัน

ไวรัสเป็นชีวโมเลกุลที่ไม่นับเป็นเซลล์เพราะองค์ประกอบมันไม่ครบ แม้แต่รหัสพันธุกรรม บางไวรัสเป็นดีเอ็นเอสายสั้น ไม่มีแม้แต่คำสั่งให้สืบเผ่าพันธุ์ บางไวรัสมีเพียง mRNA ไม่สามารถควบคุมการทำงานด้วยตัวเอง แต่ไวรัสนั้นคือสุดยอดวิวัฒนาการแห่งชีวิต เพราะมันใช้ "outsource" ทำงานให้

เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ (ก็ผ่านตัวรับที่เป็นโปรตีนบนผิวเซลล์เช่นกัน) จะเข้าไปสู่นิวเคลียสของเรา เอารหัสพันธุกรรมของมันไปแทรกในรหัสพันธุกรรมของเรา หรือแม้แต่มีเพียง RNA ก็สามารถออกคำสั่งให้เซลล์เราจำลองสายดีเอ็นเอจากสาย RNA ของมัน เป็นกระบวนการย้อนกลับของการถอดรหัสสร้างโปรตีน เพื่อทำให้เกิดดีเอ็นเอแล้วแทรกเข้าไปในดีเอ็นเอของเรา

และเมื่อเข้าไปแล้ว มันจะไปกระตุ้นคำสั่งต่าง ๆ บนรหัสพันธุกรรมของเรา ให้มีการสร้างสาร ให้มีการทำงานต่าง ๆ ให้มีการจำลองและทำซ้ำรหัสพันธุกรรมของตัวมันเอง ทั้งหมดนี้ทำเพื่อประโยชน์ของไวรัสเอง จะได้มีรหัสพันธุกรรมสืบเผ่าพันธุ์และทรัพยากรในการสร้างตัว จำลองตัวเองเป็นหลายล้านตัว แล้วทำลายเซลล์นั้น ไปเกาะเซลล์อื่นต่อไป (คือ Alien นั่นเอง)

หนึ่งในโปรตีนสำคัญของไวรัสที่ชื่อ SARs-CoV2 เรียกว่า spike protein สร้างมาเพื่อเป็นตัวจับเซลล์มนุษย์ ถ้า spike protein ไปจับกับเซลล์ได้และไม่ถูกกำจัดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มันจะเข้าไปขยายพันธุ์ ทำลายล้าง ออกลูกหลาน ดำรงเผ่าพันธุ์ตัวเองต่อไป นั่นคือการจะสร้าง spike protein ก็ต้องอาศัยกลไกของ RNA และการสร้างโปรตีนของเซลล์เราเช่นกัน

เราลองมาคิดดูว่า จะเป็นอย่างไร หากร่างกายเราเคยรู้จัก เคยทราบแผนอาชญากรรม เคยมีลายนิ้วมือ ภาพถ่ายของไวรัสนี้ไว้ก่อน สอนให้เหล่าผู้พิทักษ์ร่างกายได้เรียนรู้วิธีรับมือ เตรียมแผนปฏิบัติการล่วงหน้า หากเราถูกรุกราน เราก็จะได้จัดการได้ทันที นี่คือหลักการของการสร้างภูมิคุ้มกันแบบ active คือ ให้ร่างกายเรียนรู้และสร้างภูมิด้วยการใช้วัคซีน

(passive คือ ใส่ภูมิสำเร็จเข้าไป เพราะมันฉุกเฉิน สร้างไม่ทัน เช่นการใช้แอนติบอดีรักษาโควิด)

เรามีวิธีสอนร่างกายให้เรียนรู้ รู้จักเชื้อโรคล่วงหน้าหลายวิธี เช่น เอาเชื้อโรคมาทำให้ตายแล้วใช้ชิ้นส่วนมากระตุ้นการเรียนรู้ของภูมิคุ้มกัน เอาเชื้อโรคมาทำให้อ่อนแอไม่ก่อโรค แต่ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ คือ live-attenuated vaccine หรือใช้ชิ้นส่วนของไวรัสบางส่วนมากระตุ้น ในอดีตเรามีวิธีที่ทำวัคซีนมากมาย แล้วทำไมต้องคิดวิธีใหม่ mRNA วัคซีน

ถ้าเรายังจำได้ การสร้างโปรตีนต้องอาศัยรหัสพันธุกรรมที่เฉพาะเจาะจง การทำพิมพ์เขียวที่แม่นยำ การแปลผลที่ถูกต้อง และระบบการสร้างที่มีประสิทธิภาพ หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเราก็จะได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงความต้องการ ถ้าเราเลือกเอาตัวพิมพ์เขียว RNA มาเป็นต้นทางการผลิต โอกาสผิดจะน้อยมากเนื่องจากยังไม่ผ่านขั้นตอนมากนัก

หากเราเลือกเอาเชื้อตาย (คือผลิตภัณฑ์สุดท้ายของการสร้างโปรตีน) ก็อาจเกิดการกระตุ้นภูมิได้หลากหลาย อาจจะได้ตรงหรือไม่ตรงกับความต้องการก็ได้ เพราะกว่าจะมาเป็นเชื้อตาย ต้องมีโปรตีนหลายโมเลกุล โอกาสแปรปรวนหรือผิดจุดมีมาก

อีกอย่าง ในยุคสมัยหลังจากที่วัตสันและคริกส์ได้พบรหัสพันธุกรรม มาจนถึงยุคที่เราทราบรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้ในเวลาไม่กี่วัน แถมสามารถออกแบบและผลิตตัวควบคุมด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมได้ดี การควบคุม mRNA จึงไม่ใช่เรื่องยาก (เพราะ mRNA มันสายสั้นด้วย) ในโลกยุคปัจจุบันและยุคหน้า การจัดการยา การจัดการการรักษาด้วยเทคโนโลยีรหัสพันธุกรรมจึงเป็นธงนำอนาคต

ใครสนใจสามารถไปอ่านได้เลยจาก 21 lessons for 21st century ของ ยูริ โนวาล แฮร์รารี่ ผู้เขียนหนังสือ Sapiens อันโด่งดัง

แต่กว่าจะได้ mRNA vaccine ที่เรารู้จักกันมันไม่ง่ายครับ ในตอนต่อไป เราจะมาว่ากันด้วย ต้นกำเนิดเทคโนโลยีการรักษาด้วย RNA

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

ศุกร์ศัลย์

 หลังจากน้ำลด ขนส่งก็เริ่มทำงาน หนังสือ "ศุกร์ศัลย์" ก็มาส่งถึงบ้าน

ศุกร์ศัลย์ สาวน้อยศัลยแพทย์น่ารักทำเพจชื่อศุกร์ศัลย์ บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ ทั้งศัลยแพทย์ การเรียนศัลยกรรม ชีวิตนักเรียนแพทย์ หยิบเอาเรื่องที่พบในแต่ละวันมาเล่าสนุก แทรกสาระทางการแพทย์ คุณธรรมจริยธรรมทางการแพทย์

ติดตามเพจ 'ศุกร์ศัลย์' ​มาตลอด สุดท้ายศุกร์ศัลย์ก็บรรลุวิชาแต่งหนังสือ ออกมาเป็นรูปเล่ม

เรื่องราวสนุก ๆ ของนักเรียนแพทย์ คิดอย่างไรถึงเข้ามาเรียน เรียนอะไร แต่ละวิชามีมุมสนุกสนานอย่างไร

เรื่องราวเหล่านี้มีคนเขียนเยอะ แต่ 'ศุกร์ศัลย์'​ หยิบมุมมองเดียวกัน มาเขียนในเชิงเล่าเรื่อง บอกเลยว่า สนุก มีรอยยิ้ม มีเรื่องเศร้า มีซึ้งใจ

** ที่สำคัญ ศุกร์ศัลย์ โยงเรื่องราวต่าง ๆ และประสบการณ์ตอนเรียนแพทย์ ว่ามันจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นหมอในอนาคตอย่างไร

เพื่อให้เราย้อนกลับไปคิด หรือ พยายามเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตอนเรียนให้มากสุด เพื่อหล่อหลอมตัวเราในอนาคต

ตรงนี้แหละ ที่ศุกร์ศัลย์สอดแทรกคุณธรรมให้เห็นอกเห็นใจมนุษย์ด้วยกัน สอดแทรกอย่างกลมกล่อมเลยทีเดียว นี่แหละไฮไลท์

หมอ.. อ่านแล้วยิ้ม คิดถึงอดีต

นักเรียนแพทย์.. อ่านแล้วได้ข้อคิดที่สนุก

ถ้าไม่ใช่หมอและนักเรียนหมอ.. จะสนุกมากครับ ได้รู้ล่ะว่า ที่หล่อหลอมกันออกมา เป็นอย่างไร

หนังสือขนาดเอห้า หนา 182 หน้า ราคา 220 บาท จาก สนพ.ต้นมะนาว มีแถมสเปรย์แอลกอฮอล์พกพามาด้วยครับ หน้าปกสีฟ้าสดรูปไส้ติ่ง และการ์ตูนเอสดีที่หน้าเหมืิอนน้อง 'ศุกร์ศัลย์'​มากครับ

สั่งซื้อได้ที่ เพจของสนพ. ต้นมะนาวครับ

ปล. ถึงผมจะเป็นคนเขียนคำนิยม… อะแฮ่ม.. แต่ก็ซื้ออุดหนุนน้องเขาเช่นกันจ้ะ

อาจเป็นรูปภาพของ หนังสือ และ ข้อความพูดว่า "ศุกร์ ศัลย์ ศุกร์ศัลย์ by Lamanw ก็เพราะเธอ... ปากไม่ตรงกับใจ AF HONG14 HONCiSCAFE"

22 ตุลาคม 2564

อายุรศาสตร์อุทกภัย แต่ไม่ง่ายนิดเดียว

 อายุรศาสตร์อุทกภัย แต่ไม่ง่ายนิดเดียว

1. ควรกินอาหารที่คุ้นชิน อย่าผิดแปลก เพราะหากท้องเสีย จุกแน่น อาเจียน จะมีปัญหามาก

2. แนะนำอาหารที่ปรุงใหม่ที่สุดเท่าที่หาได้ ทำได้ เพื่อลดการติดเชื้อ ปนเปื้อน และล้างมือบ่อยมากกว่ากันโควิด

3. น้ำดื่มขวดพลาสติก ปลอดภัยและสะดวกมาก ต้องล้างมือและเช็ดแห้งก่อนปิดเปิดฝาเสมอ

4. ยาที่ใช้ อย่าให้เปียกน้ำ อย่าให้ชื้น ใส่ถุงพลาสติก อย่าเอาออกจากฟอล์ยหุ้มถ้ายังไม่ใช้ ล้างมือก่อนกินยา และน้ำต้องสะอาด

5. ยาหลายชนิดกินตามมื้ออาหาร แต่ไม่จำเป็นต้องกินหลังอาหารเสมอไป มื้อไหนไม่มีอาหาร ก็อาจกินยาได้ ให้โทรปรึกษาเภสัช ตามที่ระบุไว้ในหน้าซองยา รพ.นั้น ๆ

6. ยาที่ควรติดไว้ ยาพาราเซตามอล ยาแก้แพ้ ยาเม็ดแก้ท้องอืด ยาใส่แผลสด และชุดทำแผล

7. ระวัง สัตว์มีพิษ มันหนีตายหนีน้ำเหมือนเรา เคาะเสื้อผ้ารองเท้า มันก็ไปแล้ว เวลาจัดบ้าน อย่าลืมตรวจสอบ หากถูกกัด ให้แจ้งขอความช่วยเหลือ

8. บาดแผลที่โดนน้ำท่วมจัดเป็นบาดแผลเสี่ยงต่อการเกิดบาดทะยัก ให้รับการฉีดยาป้องกันบาดทะยักด้วย

9. เจ็บป่วยเมื่อใด อย่าชะล่าใจ ให้รีบขอความช่วยเหลือ และออกมาอยู่พื้นที่ปลอดภัยไว้ก่อน

10. ลุยน้ำแล้ว ให้ทำความสะอาด เช็ดแห้ง สวมเสื้อผ้าแห้งเสมอ โรคที่พบบ่อยมากคือ น้ำกัดเท้า เชื้อราที่เท้าและเล็บ แผลพุพองติดเชื้อ

11. ระวังเรื่องไฟฟ้าในบ้านด้วย ต้องมั่นใจว่าปลอดภัย และแห้งพอ จึงเปิดไฟฟ้าใช้

12. ติดตามข่าวจากแหล่งเชื่อได้เสมอ ภายใต้ความตระหนกตกใจ เราอาจแปลข่าวผิด หรือส่งข่าวผิด อย่างไม่เจตนาได้

13. ติดต่อรพ. ที่รักษาประจำ เรื่องการเลื่อนนัด การใช้ยา การส่งยา ในสถานการณ์น้ำท่วมนี้

14. ผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องออกมาเสมอ แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัย เพื่อนบ้าน ให้มาช่วย

15. รักกันไว้ สามัคคีกันไว้ น้ำใจคนเรายิ่งใหญ่และชนะน้ำท่วมใด ๆ ได้เสมอ

ขอให้ทุกคนปลอดภัย และขอให้ตัวเองปลอดภัย

อาจเป็นรูปภาพของ เมฆ และ ธรรมชาติ

19 ตุลาคม 2564

Self-assessment and Board Review

 แนะนำ “Self-assessment and Board Review”

ในแต่ละครั้งของการพิมพ์จำหน่ายหนังสือตำราอายุรศาสตร์ชุด Harrison Internal Medicine จะมีหนังสือออกมาสามชุด ชุดแรกคือตำรา Principle of Internal Medicine ที่มีสองเล่มหนา ทิ้งไว้สักระยะจะมีคู่มือแบบพกพาเล่มเล็ก Harrison Manual และท้ายสุดจะเป็นแบบฝึกหัดทดสอบ self-assessment นี่แหละครับ
สำหรับการพิมพ์ครั้งที่ 20 นี้ Harrison ก็ออกมาครบทั้งสามเล่ม ล่าสุด Self-Assessment ก็มาถึงมือผมสักระยะแล้วครับ จึงขอมาเล่าให้ฟังให้ครบชุด และต้องขอขอบคุณร้าน Meditext ซื้อตำราแพทย์เป็นเรื่องง่ายๆ ที่สนับสนุนหนังสือให้มารีวิวในทั้งสามชุดจนครบด้วยนะครับ
นี่คือหนังสือโจทย์ปัญหาให้ฝึกความรู้และการคิดทางอายุรศาสตร์ ในลักษณะ Multiple Choice Question ที่แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ทุกคนต้องผ่านการสอบนี้ ความพิเศษของเล่มนี้ที่ต่างจากหนังสือรวมโจทย์ของสำนักพิมพ์อื่นคือ การอ้างอิงคำตอบและที่มา เนื้อหาประกอบคำตอบ มาจากตำรา Harrison’s Principle of Internal Medicine ที่ประเทศเราเลือกใช้เป็นตำราอ้างอิงมาตรฐานนั่นเอง
ในแต่ละหัวข้อนั้น โจทย์ปัญหามีทั้งแบบ ความจำ มีทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่โจทย์ส่วนใหญ่คือ กรณีผู้ป่วยที่ยกมาแล้วให้ตอบคำถาม ดูเหมือนง่ายครับ แต่สิ่งที่ยากของเล่มนี้คือ ตัวเลือก A B C D E มันมีความเป็นไปได้เกือบทุกอัน แต่น้ำหนักเหตุผลที่ต่างกัน เราจึงต้องให้เหตุผล ชั่งน้ำหนักว่าจะตอบคำตอบไหนดีจึงจะเป็น “the best” ในข้อนั้น ในหนังสือโจทย์บางเล่มโดยเฉพาะจากฝั่งอินเดียที่ผมเคยอ่านและรีวิวมา บางทีเราสามารถตัดตัวเลือกได้โดยวิธีทางตรรกะ บางทีไม่รู้คำตอบที่แท้จริงแต่ตอบได้คะแนน ซึ่งจะทำแบบนั้นไม่ได้ในแฮร์ริสันเล่มนี้ครับ
เมื่อเราไปดูบทเฉลย ในตัวเลือกที่ใช่จะมีคำอธิบายละเอียดในเฉลยนั้นเลย ในเล่มอื่นจะบอกคร่าว ๆ แต่เล่มนี้อธิบายละเอียดยาวพอ ๆ กับเนื้อหาโจทย์ จบครบและยกกราฟหรือภาพประกอบมาเสร็จสรรพ ไม่ต้องเปิดซ้ำอีก (แต่แนะนำให้ไปเปิดซ้ำ) ระบุบทที่อ้างอิงเรียบร้อย ในตัวเลือกที่ไม่ถูกที่สุดก็มีคำอธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
หนังสือมีทั้งหมด 10 บทตามเรื่องย่อยของสาขาในวิชาอายุรศาสตร์ แต่ละเรื่องจะมีประมาณ 150-180 ข้อ ขนาดเล่มเท่าแฮร์ริสันเล่มใหญ่ แต่ปกบางและเล่มบางกว่า สันเย็บกาว กระดาษพิมพ์สี่สีสวยงาม บรรณาธิการโดย Charles M Wiener และทีมจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปสกิ้นส์ สำนักพิมพ์ McGraw-Hill สำหรับแบบ international edition ราคาปก 1790 บาทครับ
เหมาะที่สุดกับแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์เพื่อเตรียมสอบ เอาไปแบ่งกันติวกับเพื่อน หรือคุณหมอที่จบแล้วไว้อ่านทบทวนตัวเอง 5 ปีครั้ง สนุกดีนะครับ หรืออาจารย์เอาไปเป็นแนวทางออกสอบก็ได้ครับ ปีที่ผมสอบ ผมจำได้ว่ามีหลายข้อที่คล้าย ๆ อยู่ในเล่มนี้ ในเล่มพิมพ์ครั้งที่ 20 นี้มีการเปลี่ยนแนวทางโจทย์และโจทย์ใหม่ ๆ มามากกว่า 60% เลยทีเดียว
สามารถสั่งซื้อได้ที่เพจร้าน @Meditext ซื้อตำราแพทย์เป็นเรื่องง่าย ๆ ในเงื่อนไขเดิม สั่งก่อน ส่งก่อน ได้ก่อน จ่ายทีหลังครับ
33
แชร์ 60 ครั้ง
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์

บทความที่ได้รับความนิยม