06 มีนาคม 2564

กล้ามเนื้อรอบดวงตา เป็นแผ่นรูปวงกลมรอบดวงตาชื่อว่า orbicularis oculi

 กล้ามเนื้อรอบดวงตา เป็นแผ่นรูปวงกลมรอบดวงตาชื่อว่า orbicularis oculi เมื่อกล้ามเนื้อนี้ทำงานคือมีการบีบตัว รัดตัว รัดเข้าหาหัวตา ทำให้ช่องเปิดดวงตาเล็กลง (palpebral fissure) หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า เมื่อกล้ามเนื้อนี้ทำงานคือการ หลับตา นั่นเอง

ในรายละเอียดเชิงกายวิภาคนั้น กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ บาง ๆ นี้แบ่งออกได้เป็นสามส่วน แบ่งรับผิดชอบทั้งการหลับตาตามปฏิกิริยาธรรมชาติ เช่น กระพริบตา นอนหลับ ที่เป็นการควบคุมแบบอัตโนมัติ และการหลับตามโดยเราบังคับ เช่น ปิดตาเวลาดูหนังผี หรือ บีบไล่น้ำตา (การหลับตาจะขับน้ำตาออกจากพื้นที่ดวงตา ไปที่ท่อน้ำตา) รวมทั้งมีกล้ามเนื้อหัวคิ้ว กล้ามเนื้อหัวตามาช่วยปิดตาแน่นด้วย

เวลาที่คุณไปหาหมอ คุณหมออาจจะทดสอบการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนี้โดยให้ลืมตา หลับตา หรือหลับตาแน่น ๆ ฝืนแรงพยายามเปิดตาของคุณหมอ เป็นการทดสอบเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อมัดนี้

เส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของ orbicularis oculi คือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ชื่อว่า facial nerve เส้นประสาทเส้นยาวที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าเกือบทั้งหมด หากเส้นประสาทนี้มีความผิดปกติเช่นถูกกดทับ หรือในกรณีที่เราพบบ่อยคือการอักเสบ จะทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อจากเส้นประสาททำไม่ได้ ที่เราจะเห็นมุมปากยกไม่ขึ้น และหลับตาปิดตาไม่ได้ ในผู้ป่วยเส้นประสาทสมองอักเสบ Bell's palsy โดยมุมปากและหนังตาจะบกพร่องในด้านที่เส้นประสาทนั้นบกพร่อง

สำหรับใครที่สังเกตว่า ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกนั้น นอกจากแขนขาอ่อนแรงแล้ว ยังจะมีมุมปากยกไม่ขึ้นอีกด้วย นั่นเพราะศูนย์ควบคุมเซลล์ต้นกำเนิดเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มันเสียหายไป เส้นประสาทสมองเองถึงปรกติแต่ก็ขาดการสั่งการ ภาพสุดท้ายออกมาคือมุมปากตกเหมือนกัน โดยอาจจะมีมุมปากตกในข้างเดียวกับแขนขาที่อ่อนแรงก็ได้ หรือคนละด้านก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบตันที่เกิดโรค

แต่ทำไมผู้ป่วยอัมพาตจะยังปิดตาได้ดี ไหนว่าเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ขาดการควบคุม ก็เพราะเซลล์ที่ป็นต้นกำเนิดของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ด (ในส่วนการควบคุมการปิดตาและยักคิ้ว) ได้รับคำสั่งจากสมองทั้งสองข้าง ดังนั้นถึงสมองจะขาดเลือดไปซีกหนึ่ง การปิดตากระพริบตา จะยังมีสัญญาณการควบคุมบางส่วนมาจากสมองซีกที่ยังดีอยู่นั่นเองครับ

การตรวจร่างกายและแยกความเสียหายของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ดได้ ว่าเกิดที่ระดับใด (เส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ดที่ทางเดินยาวมาก) คุณหมอจะให้ยักคิ้ว มองด้านบน ปิดตาเปิดตา ปิดตาแน่น ยิ้ม เป่าลม เบะปาก เป็นการทดสอบ และบางครั้งจะทดสอบปฏิกิริยาการกระพริบตาโดยใช้สำลีสะอาดเขี่ยขอบตาดำ จะเกิดการกระพริบตาแบบอัตโนมัติ (corneal reflex)

ส่วนสาเหตุการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ดที่เราพบบ่อยหรือ Bell's palsy ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนและหนักแน่นมากพอครับ บางครั้งเราจึงเรียกว่า idiopathic facial palsy ที่แปลว่าเกิดขึ้นเองครับ แต่ตอนนี้ก็มีหลักฐานว่าการปิดตาไม่สนิทนี้อาจจะเกิดจากการบาดเจ็บของหัวใจครับ หลักฐานนั้นคือ

"จะหลับตาลงไปได้อย่างไร หัวใจยังเจ็บ ไอ้หนุ่มกรุงเทพจะมาแย่งแฟน"

สวัสดีวันเสาร์ครับ

อาจเป็นภาพระยะใกล้ของ 1 คน

05 มีนาคม 2564

Statin กับ ปฏิกิริยาระหว่างยา

 Statin กับ ปฏิกิริยาระหว่างยา

ข้อควรระวังที่สุดของการใช้ยา statin คือสิ่งนี้ครับ ผมยกมาจาก AHA statement 2016 แต่ผมจะลำดับยาที่ใช้บ่อยในประเทศเราก่อน ส่วนยาที่ใช้น้อยกว่าจะเขียนไว้ลำดับหลัง ๆ นะครับ

1. พบบ่อยที่สุดคือ การใช้ยาสเตติน ร่วมกับยา fibrate เช่น gemfibrozil หรือ fenofibrate อันนี้ต้องระวังผลให้ดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ simvastatin, lovastatin, pravastatin ที่บ้านเราใช้มากก็ simvastatin

2. หากมีไขมันสูงทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ให้ใช้ statin ตัวเดียวไปก่อนได้ครับ และหาวิธีลดไตรกลีเซอไรด์เพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ยกเว้นไม่ไหวจริง ต้องใช้ยา อาจใช้ fibrate อย่างระวังหรือใช้ยาลดไตรกลีเซอไรด์ตัวอื่นได้ครับ

3. ยาลดความดัน amlodipine ต้องระวังปฏิกิริยากับ statin โดยเฉพาะ simvastain และ lovastatin (โดยเฉพาะการใช้ยาขนาดสูง)

4. ยารักษาเกาต์ colchicine เป็นอีกหนึ่งตัวที่เกิดปฏิกิริยาได้บ่อย โดยเฉพาะกับ atorvastatin, simvastatin, lovastatin

5. ยาควบคุมการเต้นหัวใจ lanoxin อาจเกิดปฏิกิริยากับ atorvastatin ทำให้เกิดพิษจาก lanoxin ได้มากขึ้น ปัจจุบันยา lanoxin ใช้ลดลงมากแล้วครับ และมักจะใช้ขนาดต่ำด้วย

6. ยาควบคุมการเต้นหัวใจ amiodarone ก็ต้องตรวจสอบปฏิกิริยากับ statin โดยเฉพาะกับ simvastatin ที่ขนาดมากกว่า 20 มิลลิกรัม และ lovastatin ที่ขนาดมากกว่า 40 มิลลิกรัม

7. ยาควบคุมการเต้นหัวใจ diltiazem และ verapramil ไม่แนะนำใช้ร่วมกับ simvastatin ที่ขนาดเกิน 10 มิลลิกรัมหรือ lovastatin ขนาดเกิน 20 มิลลิกรัม ต่อให้ใช้ยาขนาดต่ำก็ต้องระวังปฏิกิริยาระหว่างยาอยู่เสมอ

8. ยาต้านเกล็ดเลือด ticagrelor ไม่ควรใช้ร่วมกับ simvastain หรือ lovastatin ในขนาดสูงกว่า 40 มิลลิกรัม

9. ยากดภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะ ปลูกถ่ายไขกระดูก โรคไตบางชนิด คือ sirolimus, tacrolimus, cyclosporin, everolimus ต้องตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยาและขนาดยา statin เสมอ ตัวที่พอใช้ได้คือ atorvastatin ในขนาดต่ำไม่เกิน 10 มิลลิกรัม

10. ยาโรคหัวใจล้มเหลว sacubutril/valsartan ให้ใช้กับยา statin ขนาดต่ำครับ

11. ยาโรคหัวใจ ranolazine ระวังการใช้คู่กับ simvastatin ในขนาดที่สูงกว่า 20 มิลลิกรัม

ผมไม่แน่ใจว่า lovastatin กับ pravastatin จะยังมีใครใช้อยู่ไหมนะครับ

**ส่วนยาที่ใช้มากสุดของบ้านเราคือ simvastain นั้นมีปฏิกิริยาระหว่างยามากมายเลยครับ**

ต้องตรวจสอบและปรับขนาดเสมอ คุณเภสัชกรที่แสนดีจะช่วยท่านได้ และหากต้องใช้ยา simvastatin ในขนาดสูง อาจเปลี่ยนไปใช้ยาอื่นที่ความแรงมากกว่าในขนาดต่ำแทนได้ครับ ในบัญชียาหลักคือ atorvastatin ขนาด 40 มิลลิกรัม

อย่าลืมปรับยาตามการทำงานของไต ตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยา หมั่นตรวจสอบอาการข้างเคียง

แค่นี้ก็สามารถใช้ยา statin ได้อย่างสบายกายตายตาหลับครับ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

04 มีนาคม 2564

คำถามยาลดไขมัน statin ต่อยอดจากเมื่อวาน

 คำถามยาลดไขมัน statin ต่อยอดจากเมื่อวาน

1. ลดการสร้างไขมันโดยไปยับยั้งเอนไซม์ที่สังเคราะห์ขึ้นในร่างกาย ไม่ได้ไปลดไขมันที่กินเข้าไป คนละส่วนกันนะครับ

2. ลดการสร้างโคเลสเตอรอล และโคเลสเตอรอลคือองค์ประกอบหลักของ LDL ไม่ได้ไปลดไขมันที่พุง ที่ขา ที่ก้น พวกนั้นคือเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) คนละส่วนกันนะครับ

3. ยา statin ลดน้ำหนักไม่ได้ มันลดไขมันในเลือดครับ การลดน้ำหนักต้องควบคุม พลังงาน ที่รับเข้า เก็บสะสมและใช้ไป

4. ยา statin นอกจากลดไขมันแล้วยังมีผลต่อการอักเสบและผนังหลอดเลือดอีกด้วย มีการวัดผลแล้วว่า ถ้าการอักเสบลดลงและผนังหลอดเลือดที่ดีขึ้นจากยา การเกิดโรคก็ลดลง

5. ยา statin ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของเอ็นไซม์ AST และ ALT ได้ แต่เกือบทั้งหมดเพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่อันตราย ไม่มีการทำงานของตับที่เสียไป บางส่วนลดลงเองเมื่อเวลาผ่านไปโดยยังกินยาอยู่ บางส่วนก็เท่า ๆ เดิมโดยไม่มีอันตรายอะไร ปัจจุบันเชื่อว่าไม่ใช่ยาที่ทำให้ enzyme เพิ่มขึ้น แต่เป็นสมดุลของไขมันที่เปลี่ยนไปต่างหากที่ทำให้เอ็นไซม์เพิ่มขึ้น

6. ตับอักเสบรุนแรงจากยา statin มีน้อยมากครับ และแยกยากจากเหตุอื่น คำแนะนำคือ หากกินยาแล้วสงสัยตับอักเสบ ให้แยกหาเหตุอื่นก่อน ถ้าไม่มีเหตุอื่นและพิจารณาแล้วว่าการให้ยาต่อไปจะอันตรายมากกว่าประโยชน์ให้หยุดยาแล้วไปใช้กลุ่มอื่น

7. เรื่องกินยาแล้วพบไขมันเกาะตับ ยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่อธิบายได้นะครับ ข้อมูลที่มีปัจจุบันพบว่า คนที่จะต้องกินยา statin มักจะมีความเสี่ยงของไขมันเกาะตับอยู่แล้ว เช่น เบาหวาน อ้วน ไขมันสูง ประวัติครอบครัวโรคหลอดเลือด ภาวะดื้ออินซูลิน มีความเป็นไปได้สูงว่าจะพบร่วมกันมากกว่าเป็นเหตุเป็นผลกันครับ

8. และถ้าตับอักเสบรุนแรงยังไม่หาย ยังหาเหตุอธิบายไม่ได้ ยังไม่ควรเริ่มยา statin หรือควรหยุดยาเพื่อแก้ไขสาเหตุให้หายก่อน จะใช้ยาครับ

9. ปัญหากล้ามเนื้อบาดเจ็บ เกิดได้จริงครับ แต่เกือบทั้งหมดไม่รุนแรงและพอทนได้ เมื่อแลกกับประโยชน์ของยา หากกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงจึงเป็นข้อบ่งชี้การหยุดยา ส่วนมากพบในผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังที่ได้รับยา statin ขนาดสูง หากคนใดทนการปวดไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนกลุ่มยาครับ

10. กลุ่มยาที่เปลี่ยนในกรณี ตับอักเสบ (อักเสบเลยนะ จนต้องหยุดยา ไม่ใช่แค่เอ็นไซม์ตับเพิ่มโดยไม่มีอาการ) หรือกล้ามเนื้อถูกทำลาย หรือทนการปวดไม่ไหว คือ ยา ezetimibe และ PCSK9i ตามลำดับครับ (ยาตัวอื่นยังไม่มาในไทย)

ติดตามเรื่องที่สำคัญอีกสองสามเรื่องเกี่ยวกับยา statin ต่อไปนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ อาหาร

เคล็ดลับทำสอบมาฝาก มาจากหนังสือ Short and OSCE Cases in Internal Medicine

 วันนี้นำเคล็ดลับทำสอบมาฝาก มาจากหนังสือ Short and OSCE Cases in Internal Medicine ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสาขาวิชาและอาชีพครับ ผมจะแทรกส่วนที่คิดว่าทุกสาขาวิชาก็นำไปใช้ได้ครับ

การสอบรายสั้นและการสอบ OSCE เป็นการสอบนักเรียนแพทย์แบบหนึ่ง การสอบรายสั้นโดยให้ตรวจร่างกายผู้ป่วยระบบใดระบบหนึ่งแล้วบอกโรคที่ผู้ป่วยเป็น แสดงทักษะการตรวจที่ครบถ้วนและถูกต้อง รวมทั้งนำเสนอต่อกรรมการสอบแบบกระชับและตอบการวินิจฉัยให้ถูก ภายในเวลาที่กำหนด ส่วนการสอบ OSCE เป็นการใช้ทักษะทางคลินิกมาแปลผล เช่นให้แปลผลกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แปลผลเอ็กซเรย์ ตั้งกล้องจุลทรรศน์แล้วให้ดูและแปลผล แปลผลแล็บ ปีที่ผมสอบมีข้อสอบให้เปิดรหัสโรค ICD-10 ด้วยนะครับ

การเตรียมตัวสอบที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจ ลดความตื่นเต้น และสามารถทำคะแนนได้ดี อาจสอบได้ที่หนึ่งเหมือนแอดมินบางเพจครับ

1. วางแผนแต่เนิ่น ๆ วางแผนให้พอ ยิ่งเรามีเวลามากก็ยิ่งดีมันก็จริงครับ แตชีวิตเรามีหลายอย่างให้ทำ ดังนั้น วางแผนให้พอครับ ต่อการสอบหนึ่งครั้งนี้ควรวางแผนประมาณ 6 เดือน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ เวลาเตรียมตัวพร้อม คนให้คะแนนเขาดูออกนะครับ ตรงนี้ในทุกสาขาวิชาก้เหมือนกัน และเราไม่ได้เตรียมตัวแค่มีเวลามาก ๆ เท่านั้น เราต้องใส่รายละเอียดไปด้วย จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ ก็จะกล่าวในข้อถัดไป

2. เรียนรู้กรรมวิธีการสอบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ กติกาการให้คะแนน เรื่องพวกนี้จำเป็นครับ เพราะเราเก่งแค่ไหน หากทำไม่ได้วัตถุประสงค์การสอบในระยะเวลาอันสั้นนั้น เราก็ไม่ได้คะแนนครับ ไม่ว่าจะเป็นการสอบแพทย์หรือสอบวิชาใด กรรมการและหลักสูตรเขาจะแจ้งไว้เลยว่า สอบอะไร มีแบบใด มีเกณฑ์การให้คะแนนแบบไหน ผมว่ายุติธรรมดีครับ นอกจากจะระบุในคู่มือหลักสูตร ก็สามารถถามรุ่นพี่ได้ครับ

3. ให้เวลาในการฝึกประมาณสองชั่วโมงต่อวัน ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจฝึกแยกต่างหากหรือทำเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการปฏิบัติงานเลยก็ได้ และถ้าจะให้ดี ควรมีคนคอยให้ความเห็นว่าที่เราทำนั้น ถูกต้องเหมาะสมอย่างไร อะไรดี อะไรที่ควรแก้ไข ซึ่งถ้าสามารถมีกลุ่มที่เรียนด้วยกันก็จะเป็นประโยชน์มาก หรือจะเชิญอาจารย์มาช่วยก็ได้ครับ

3.1 ในข้อสามนี้ ถ้าจะให้ดีควรทำเป็นกลุ่ม
3.2 สามารถใช้ได้จริงเลยนะครับ เช่นหัดทำข้อสอบทุกวัน และตรวจสอบด้วยเฉลย ตอนผมเอ็นทรานซ์ผมก็ทำแบบนี้
3.3 นอกจากได้วิชา ยังฝึกการทำงานเป็นทีม การยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาดตัวเองอีกด้วย

4. เรียนเป็นกลุ่ม แน่นอนว่าดีกว่าเรียนคนเดียว ได้ช่วยกันอ่าน ช่วยกันติว ช่วยกันตรวจสอบ และยิ่งเป็นการสอบตรวจร่างกายแล้ว จะได้ผลัดกันตรวจครับ หาเพื่อนที่รู้ใจสักกลุ่มมาช่วยกันเรียน รับรองว่าประสิทธิผลสูงจริงครับ มันจะช่วยเพิ่มความกระตือรือร้นอีกด้วย

4.1 และทักษะสำคัญคือ การอยู่ร่วมกัน มารยาท ความเกรงใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ก็จะตามมาเช่นกันครับ

5. เชิญอาจารย์ที่ปรึกษาหรือรุ่นพี่มาช่วยให้คำแนะนำ เนื่องจากการตรวจร่างกายและการแปลผลทางคลินิก มันเป็นทักษะครับ คนที่ฝึกฝนมามากและมีชั่วโมงบินสูง จะสามารถให้คำแนะนำและ feedback ได้ดีครับ อาจจะเชิญมาที่กลุ่มเป้นบางครั้ง หรือเชิญส่วนตัวมาช่วยเป็นบางครั้งก็ได้ สำหรับน้อง ๆ ที่เรียนในสาขาวิชาใด ๆ ผมอยากบอกว่า อาจารยืที่ปรึกษาเขายินดีมาช่วยให้คำแนะนำเสมอครับ

5.1 ได้ฝึกทักษะการติดต่อกับผู้ใหญ่ การใช้คำพูด ความอ่อนน้อมถ่อมตน

6. ดูคนอื่นทำแล้วนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง นอกจากการเรียนและฝึกฝนตัวเองแล้ว การได้ดูคนอื่นทำ การได้เห็นคนอื่นตรวจ จะช่วยปรับปรุงทักษะของเราได้ ถ้าเรียนเป็นกลุ่มอาจจะมีการผลัดกันวิจารณ์เพื่อปรับปรุงเพื่อน และตัวเราเองได้ข้อคิดด้วย

6.1 ฝึกยอมรับฟังคนอื่น และวิจารณ์คนอื่นอย่างสร้างสรรค์ เป็น soft skills ที่สำคัญมากในอนาคตครับ

7. อย่าขาดชั่วโมงเรียนการเรียนการสอนข้างเตียง อย่างที่บอก เรื่องนี้เป็นเรื่องของทักษะความเชี่ยวชาญ การฟังและดูผู้เชี่ยวชาญที่เขามาสอน เขาจะกลั่นเอาความรู้ ประสบการณ์ เทคนิคและข้อผิดพลาดมาบอกเรา ทำให้ย่นระยะเวลาการลองผิดลองถูกไปมาก หนังสือเขาให้ยกมือเป็นอาสาสมัครเวลาครูถาม "มีใครแสดงการตรวจให้ดูไหม" ด้วยนะครับ

7.1 การเรียนการสอนในห้องเรียนมีความสำคัญมากนะครับ แม้จะไม่ได้ข้อมูลความรู้ทั้งหมด แต่จะได้แก่นแห่งเนื้อหา ข้อสำคัญที่เอาไปใช้ได้จริง ที่ผู้สอนเตรียมมาให้
7.2 ฝึกความกล้าหาญครับ การยกมือแสดงความเห็นหรือเป็นตัวอย่าง ต้องมีความกล้าแสดงออกในสิ่งที่ดี

8. เพิ่มความรู้ด้วยการไปเรียนเพิ่ม ดูความรู้ทางสื่อต่าง ๆ สำหรับการเรียนแพทย์อาจจะเรียนเพิ่มจากสถาบันตัวเอง โดยการขอไปเรียนวิชาเลือก (elective) ที่สถาบันอื่น ผมเองเคยไปเรียนอีเล็กตีฟวิชาโรคต่อมไร้ท่อที่จุฬา ได้เห็นกรณีศึกษาและได้เห็นการตรวจที่มีเทคนิคต่างกันออกไป ทำให้เรา "คม" มากขึ้น ยิ่งปัจจุบันมีการเรียนออนไลน์เยอะมากและสะดวก สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ง่ายมากครับ

8.1 น้อง ๆ ในสาขาวิชาใด อาจทำง่าย ๆ โดยไปอ่านตำราวิชาเดียวกันจากผู้เขียนคนอื่น แล้วนำมาเปรียบเทียบ เอาข้อดีข้อเก่งของแต่ละอันมาใช้ครับ
8.2 การฝึกเรียนรู้เพิ่มด้วยตัวเอง เป็นทักษะที่ได้และสำคัญมากเช่นกัน

9. เลือกตำราที่ดี เรื่องนี้อาจต้องดูรีวิว และขอคำแนะนำจากอาจารย์และรุ่นพี่ครับ จริงอยู่ว่าเราควรเรียนรู้เพื่อความเข้าใจจากตำรามาตรฐานและควรเรียนมากกว่าหนึ่งเล่มด้วย แต่ตำราเพื่อแนะนำวิธีสอบ หรือคู่มือสอบมันต่างออกไป จะเน้นที่ใช้ได้จริง จุดที่ผิดบ่อย มีคำย่อให้จดจำเตรียมสอบ (เพจ อ.ทัดดาว สอนนิวโร จะอุดมด้วยคำย่อครับ) สามารถไปเข้ากลุ่ม "รีวิวตำราแพทย์ ง่ายนิดเดียว" เพื่อศึกษาได้นะครับ อะแฮ่ม !!!

10. ฝึกฝนจนเป็นธรรมชาติ (practice makes perfect) คิดเสียว่าวันธรรมดาคือวันสอบ และวันสอบคือวันธรรมดา เตรียมตัวทุกขณะเวลาให้พร้อม ฝึกใช้วิธีและขั้นตอนที่ถูกต้องจนเคยชิน สุดท้ายทักษะจะเกิดกับน้องเองครับ

ขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียนการทำงานนะครับ

เรื่องเรียนไม่เคยหยุดพัก
เรื่องรักไม่เคยหยุดเพ้อ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

03 มีนาคม 2564

ไขมันลดลงกว่าเดิมมาก ต้องกินยาต่อไหม

 คำถามทางบ้าน

มีคำถามจากทางบ้านว่า ตัวผู้ป่วย ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเรียบร้อย และได้ยามากินหลายชนิดรวมทั้งยาลดไขมันด้วย และผลการตรวจสุขภาพประจำปีออกมาว่าไขมันลดลงกว่าเดิมมาก ต้องกินยาต่อไหม

คำถามนี้ง่ายมากครับ คำตอบคือ กินต่อครับ กินไปตลอด หากไม่มีผลข้างเคียงอันตราย

ยาลดไขมัน statin ไม่เพียงลดไขมันครับ แต่ลดการอักเสบ มีผลดีต่อหลอดเลือด ช่วยลดอัตราเสียชีวิต ลดอัตราการเกิดโรคซ้ำ

ยิ่งเป็นโรคมาแล้วเราเรียกการป้องกันแบบนี้ว่า การป้องกันทุติยภูมิ (secondary prevention)​ ที่มีผลการศึกษามากมายและทุกอันบอกตรงกันว่า การใช้ยา STATIN เพื่อป้องกันนั้น มีประโยชน์ชัดเจนมาก จนบรรจุในแนวทางการรักษาทั่วโลก และเขียนในตำราแพทย์มาตรฐานทั่วโลกครับ




บทความที่ได้รับความนิยม