27 กุมภาพันธ์ 2564

ฮอร์โมนกลูคากอน (glucacon)

 โรคเบาหวาน ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของฮอร์โมนอินซูลินเท่านั้น

ฮอร์โมนกลูคากอน (glucacon) ฮอร์โมนที่หลั่งจากตับอ่อน โดยกลุ่มเซลล์ที่ชื่อ อัลฟาเซลล์ ส่วนอินซูลินหลั่งจากบีต้าเซลล์ กลูคากอนทำงานเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด โดยการสลายไกลโคเจน คือ น้ำตาลยามยาก ที่เก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อออกมาในกระแสเลือด และส่วเสริมการสร้างน้ำตาลขึ้นมาใหม่จากสารอื่น ๆ เช่น ไขมัน กรดอะมิโน เรียกว่าทำงานตรงข้ามกับอินซูลินนั่นแหละครับ

ธรรมชาติสร้างมาให้ทำงานคู่กันเพื่อควบคุมสมดุลพลังงานและน้ำตาลในเลือด ร่างกายคนเราใช้น้ำตาลเป็นพลังงานหลักครับ จึงต้องมีการควบคุมที่ดีและสมดุลกัน

และเมื่อร่างกายเกิดน้ำตาลต่ำฮอร์โมนตัวแรกที่ออกมาจัดการก็คือคุณกลูคากอนนี่เอง

โรคเบาหวานมีกลไกการเกิดโรคมากมายครับ ไม่ต่ำกว่า เจ็ดแปดอย่าง ที่เรารู้จักกันแพร่หลาย มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน วัดได้เป็นรูปธรรมแถมยังมีผลต่อการรักษาที่สุด คือ ความบกพร่องของอินซูลิน เราจึงมียาเกี่ยวกับอินซูลินมากมาย ทั้งฉีดอินซูลิน เพิ่มการหลั่งอินซูลิน เพิ่มประสิทธิภาพอินซูลิน แต่หนึ่งในสาเหตุเบาหวานคือ การควบคุมของกลูคากอนที่บกพร่องด้วย เพียงแต่การศึกษาการควบคุมกลูคากอน ไม่ได้มากมายและมีประสิทธิภาพดั่งอินซูลิน

คือตอนที่น้ำตาลต่ำมันก็ทำงานแหละ แต่พอน้ำตาลสูงขึ้น มันไม่หยุดทำงานไงครับ คนไข้เบาหวานที่มีความผิดปกติของกลูคากอน จะพบระดับกลูคากอนสูง ทั้งที่ไม่ใช่เวลาที่ควรจะสูง น้ำตาลจึงไม่ลงสักที ปัจจุบันเรามียาเบาหวานที่ไปปรับการทำงานของกลูคากอนด้วยคือยา DPP4i ตระกูล -gliptin ทั้งหลาย และยาฉีด GLP1a (glutide, natide) เพราะพิสูจน์แล้วว่ากลูคากอนก็ถูกควบคุมจากฮอร์โมนจากทางเดินอาหาร (incretin) เช่นกัน

ที่ใช้กลูคากอนทางคลินิกที่นิยมกัน (ขนาดนิยม ยังน้อยมาก เพราะราคาแพง) คือการรักษาน้ำตาลในเลือดต่ำนั่นเอง เรียกว่าฉีดฮอร์โมนไปสู้กับอินซูลินเลย จึงมักใช้ในรายที่น้ำตาลต่ำจากยาโดยเฉพาะอินซูลิน โดยใช้ขนาดแค่ 1mg เท่านั้น

การฉีดกลูโคส เป็นเพียงการเพิ่มน้ำตาลเท่านั้นนะครับ หากยังมีผลจากยาอยู่ เดี๋ยวน้ำตาลก็ลดลงอีก การฉีดกลูคากอนดูตรงจุด แต่แพงมาก ปัจจุบันเราจึงให้กลูโคสหยดทางเลือดดำ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลไม่ให้ต่ำ แล้วหาเหตุว่าน้ำตาลต่ำจากอะไร และแก้ไขครับ

กลูคากอนอินซูลินคือหยางหยิน
กลูคากอนไม่มีกินฉีดเสมอ
กลูคากอนราคาแรงแพงนะเธอ
ถ้าอยากเจอถูกและดี...มาที่ห้องเรา

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

26 กุมภาพันธ์ 2564

STEP3 semaglutide

 ถ้าลดน้ำหนักตัวลงได้ 6% ในเวลาหนึ่งปีครึ่ง ..สนใจไหมครับ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่น้ำหนักตัวมาก คิดดัชนีมวลกายได้เกิน 30 หรือแม้แต่ดัชนีมวลกายเพียง 27 แต่ว่าดันมีความเสี่ยงการเกิดโรค คุณทำแบบนี้

1.เตรียมตัวเตรียมใจ อดทนสร้างวินัย ตั้งใจทำตลอด 68 สัปดาห์

2. เริ่มด้วยกินอาหารพลังงานต่ำ 1000-1200 กิโลแคลอรี่ต่อวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยการกำหนดพลังงานเคร่งครัด มีการใช้อาหารทางการแพทย์เพื่อกำหนดพลังงานให้แม่นยำที่สุด

3. หลังจากผ่าน 8 สัปดาห์แรกไปได้ ให้คุณกินอาหารปกติทั่วไป ภายใต้คำแนะนำว่า พลังงานต่อวันต้องอยู่ที่ 1200-1800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ต่อเนื่องไปอีก 60 สัปดาห์

4. ห้ามกินดื่มอย่างอื่นอีก

5. เริ่มออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมออกแรงในแต่ละวัน เริ่มที่ 100 นาทีต่อสัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มเวลาทุก 4 สัปดาห์ จนกว่าจะได้อย่างน้อย 200 นาทีต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกันไปจนครบ 68 สัปดาห์ที่เราตั้งใจไว้

6. จัดเวลาเข้าทบทวน อบรมการจัดอาหารกับนักกำหนดอาหารทุกครั้ง ต้องเคร่งครัด จะได้แม่นยำ จำนวน 30 ครั้งในช่วง 60 สัปดาห์นี้

ถ้าคุณทำได้ครบ 68 สัปดาห์ น้ำหนักคุณจะลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 6 กิโลกรัม คุณทำได้ไหม ??

ถ้าคุณยังทำแบบนี้ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ในการใช้ยาลดน้ำหนักครับ ทำไมน่ะหรือ ไปดูกัน

มีการศึกษาชื่อว่า STEP3 ศึกษาการลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวานและมีน้ำหนักตัวอย่างที่กล่าว จำนวน 611 คน มาแบ่งกลุ่ม โดยกลุ่มควบคุมให้ทำอย่างที่ผมกำหนดด้านบนและได้รับยาหลอก ส่วนกลุ่มทดลองนอกจากทำตามข้อกำหนด จะได้รับยา semaglutide แบบฉีดใต้ผิวหนังขนาด 2.4 มิลลิกรัมวันละครั้ง ต่อเนื่องไปจนจบระยะเวลา แล้ววัดผลว่าน้ำหนักลดลงต่างกันไหม และถ้านับคนที่น้ำหนักตัวลดจากเดิม 5% ในสองกลุ่มนี้จะต่างกันไหม

น่าทึ่งว่า มีคนที่สามารถเข้าร่วมและทำตามกติกาที่ว่าถึง 92% ของผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด (บอกว่าความตั้งใจจริง สำคัญมาก)

ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ได้รับยา semaglutide น้ำหนักลดลงเฉลี่ย 16 กิโลกรัม ส่วนกลุ่มควบคุมลดลง 6 กิโลกรัม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และถ้านับคนที่น้ำหนักลดลงจากเดิมมากกว่า 5% พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา semaglutide มีถึง 86% เมื่อเทียบกลับ 47% ในกลุ่มควบคุม

แน่นอน คนที่ได้รับยา semaglutide มีผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่า โดยเฉพาะผลระคายเคืองกระเพาะและลำไส้ จนต้องยุติการศึกษา มี 6% ในกลุ่มรับยาและ 3% ในกลุ่มควบคุม

ผลออกมาว่ายา semaglutide สามารถช่วย เสริม การลดน้ำหนักโดยควบคุมพลังงานและออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดได้จริง (เหมือน liraglutide ที่เคยทำได้เมื่อสี่ปีก่อน)

**แต่ไม่สามารถใช้ยาอย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอได้เลย**

ผมตั้งใจเขียนและสื่อแบบนี้ เพื่อให้คุณให้ความสำคัญกับการควบคุมอาการและออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก มากกว่าจะพุ่งประเด็นไปที่การใช้ยาและอาหารเสริมใด เพราะถ้าคุณคิดแต่จะใช้ยาโดยไม่ควบคุมปัจจัยอื่น คุณจะไม่ได้ผลอย่างที่การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นครับ

ลุงหมอหลอกดาว

อาจเป็นรูปภาพของ แมว และสถานที่ในร่ม

25 กุมภาพันธ์ 2564

การตรวจกำลังกล้ามเนื้อหลายมัดของมือ

 คุณเคยกำของหมอไหมครับ

การตรวจกำลังกล้ามเนื้อหลายมัดของมือ ที่เรียกว่า handgrip คุณหมอจะให้คุณกำนิ้วของหมอ คุณไม่ต้องกลัวว่าหมอจะเจ็บนะครับ ให้บีบเต็มที่ บีบเข้าไป หมอเขาจะพยายามดิ้นให้หลุด คุณอย่าปล่อย บีบไว้ ฮึ่ม...ไม่ปล่อยให้หลุดมือหรอกเฟร้ย เพราะอะไร

คุณหมอเขาไม่เจ็บหรอกครับ เขาใช้สองนิ้วเสมอ บีบเท่าไรก็ไม่เจ็บ แถมยังแน่นกระชับ มันล็อกกันเอง ทดสอบได้ดี ผมเรียกว่า สองกำโผล่

ถ้าหมอใช้นิ้วเดียว...มันจะหลวมครับ หลุดง่าย อาจจะแปลผิดว่าคุณอ่อนแรงได้ เพราะคุณปล่อยให้หมอหลุดมือไป อันนี้กำเดียวโผล่ อันนี้ไม่ใช้

ถ้าหมอใช้สามนิ้ว ... หมออาจถูกจับ ..ไม่ใช่ละ หมออาจเจ็บครับ เพราะนิ้วหมอมันบีบกันเอง และออกจะคับแน่น กำไม่มิด บีบไม่เต็ม แบบนี้แบบสามกำโผล่นี้ไม่ใช้นะครับ มันเจ็บ

ดังนั้นหมอที่ใช้สองนิ้ว จึงเหมาะสมที่สุด คุณก็กำของหมอได้อย่างสบายใจ

อาจเป็นภาพระยะใกล้

ผลของการรับวัคซีนโควิดที่อิสราเอล

 ผลของการรับวัคซีนโควิดที่อิสราเอล

ลงพิมพ์ใน NEJM ฉบับวันนี้ จากข้อมูลของ Chalit Health Service หน่วยงานด้านข้อมูลสุขภาพที่ใหญ่มากของอิสราเอล จริง ๆ ผมไปค้นจากหน่วยงานนี้แล้วนะครับ ปรากฏว่าเป็นข้อมูลภาษาของอิสราเอล ไม่สามารถอ่านได้เลย จึงต้องรอวารสาร NEJM (จริง ๆ ถ้าตอนนั้นจีบ Gal gadot ได้ คงมีคนแปลให้ฟังแล้ว)

ข้อมูลงานวิจัยของ mRNA vaccine ของไฟเซอร์ที่ทางอิสราเอลมาใช้นั้น บอกว่าประสิทธิภาพในการลดการป่วย (ติดเชื้อแบบมีอาการ) อยู่ที่ประมาณ 92-95% และอิสราเอลได้นำวัคซีนตัวนี้มาฉีดจริง พร้อมตั้งใจเก็บตัวเลข วัดผลจริง ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยขณะที่ทำการศึกษานี้ ประชากรของเขาได้รับวัคซีนไปแล้ว 53% และการศึกษานี้เน้นประชากรจริง ที่ไม่เคยตรวจ PCR พบเชื้อและไม่ใช่บุคลากรด่านหน้าที่ต้องดูแลโรคนี้ เพราะเขาวางแผนการศึกษานี้ตั้งแต่แรก จึงกำหนดได้เลยว่าจะวัดผลในกลุ่มคนที่ฉีดแล้ว เทียบกับกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีด (คือรอฉีดคิวต่อไป) ทำให้ตัวเลขและกระบวนการวิจัยหนักแน่น น่าเชื่อถือมากทีเดียว

มีกลุ่มศึกษาสองกลุ่มคือรับวัคซีนแล้ว และยังไม่ได้รับ กลุ่มละประมาณ 596,000 ราย โดยเปรียบเทียบการติดเชื้อทั้งแบบมีอาการและไม่มีอาการ ติดเชื้อรุนแรงและไม่รุนแรง สุดท้ายคืออัตราการเสียชีวิต โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่ฉีดวัคซีนเข้มแรก ไปจนเจ็ดวันหลังวัคซีนเข็มสอง

ผลปรากฏว่า

1. ลดการป่วยจากโรค เริ่มเห็นผลประสิทธิภาพที่ 46% ที่ภายใน 20 วันหลังจากเข็มแรก ตามมาด้วย 66% ก่อนฉีดเข็มสอง และสูงสุดที่ 7 วันหลังรับเข็มสองแล้ว ที่ 94%

2. ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เริ่มเห็นผลถึง 74% หลังเข็มแรก และสูงถึง 87% หลังเข็มสอง และสามารถลดการป่วยรุนแรงด้วยตัวเลขพอ ๆ กัน

3. ลดอัตราการเสียชีวิตหลังเข็มแรกสูงถึง 84% แต่ว่าหากไปคิดตัวเลขผู้เสียชีวิตก่อนมาเทียบกัน มันไม่ต่างกันมาก เพราะอัตราการเสียชีวิตมันน้อย

🚩🚩🚩4. อันนี้คือที่น่าสนใจ คือ ลดการติดเชื้อโดยรวมทั้งมีและไม่มีอาการ พิสูจน์จากอาการและการทำ PCR สามารถลดได้ 46% ตั้งแต่ 20 วันแรกหลังเข็มแรกและเพิ่มขึ้นเป็น 60% ก่อนรับเข็มสอง และสามารถลดการติดเชื้อได้สูงสุดที่ 92% หลังฉีดเข็มสองแล้ว

5. ข้อมูลความปลอดภัยยังไม่ออกมาครับ และข้อมูลสรุปหลังรับวัคซีนมากกว่านี้จะออกมาเรื่อย ๆ ผลวิเคราะห์ตัวแปรปรวนและปัจจัยภายนอกต่าง ๆ กำลังทำวิจัยอยู่ต่อเนื่อง

ที่เราคิดว่าวัคซีนน่าจะเป็นตัวช่วยลดการติดเชื้อ ลดความรุนแรงโรค เพิ่มความมั่นใจทางเศรษฐกิจและสังคม น่าจะจริงนะครับ หลังจากฉีดไปมากกว่านี้ ข้อมูลคงชัดเจนขึ้น ภายในเดือนสองเดือนนี้ข้อมูลคงมหาศาล ผมจะพยายามนำข้อมูลมานำเสนอครับ เท่าที่ค้นหาได้และตรวจสอบแล้ว

... ถ้าเลิกติดนิยายชุดนักสืบสาวห้องสมุด ลินด์เซย์แห่งไบรอา ครีก ให้ได้ก่อนนะครับ ติดมาก งอมแงม

อาจเป็นรูปภาพของ โครเชต์

unhealthy drinking

 อะไรคือ unhealthy drinking ?

มีการศึกษาตีพิมพ์ใน JAMA เมื่อวานนี้ เรื่องการใช้ยา baclofen เพื่อป้องกันอาการสับสนในผู้ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และมีประวัติ "unhealthy drinking" เราได้รู้จักอะไรหลายอย่างเลยจากการศึกษานี้ครับ

เล่าคร่าว ๆ ก่อน เขาศึกษาคนที่ป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และมีประวัติดื่มเหล้าเกินกว่าที่กำหนด โดยยังไม่มีอาการถอนเหล้า มาให้ยา baclofen ขนาดสูง ที่เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ (ออกฤทธิ์ที่ GABA receptor) เทียบกับยาหลอกดูว่าจะลดอาการสับสนได้ไหม ผลปรากฎว่าลดการสับสนได้จริง แต่ว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และต้องแลกมาด้วยอาการซึมมากขึ้น ถอดท่อและหย่าเครื่องช้าลง ซึ่งอดีตมีการศึกษาการใช้ยา baclofen ในการรักษา (ต่างจากการศึกษานี้ที่เป็นการป้องกัน) ภาวะถอนเหล้า พบว่าไม่ได้ต่างจากยาหลักตัวเดิมคือ กลุ่ม benzodiazepines มากนัก

งานวิจัยเขาศึกษาใน unhealthy drinking กำหนดว่า
- มากกว่า 14 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ในชายอายุน้อยกว่า 65 ปี
- มากกว่า 7 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ในหญิง หรือชายที่อายุมากกว่า 65 ปี

หนึ่งดื่มมาตรฐานแต่ละประเทศไม่เท่ากัน คร่าว ๆ คือแอลกอฮอล์ปริมาณ 10 กรัม คิดหนึ่งดื่มมาตรฐานแบบที่ผมใช้คือ เปอร์เซนต์แอลกอฮอล์ (ดีกรี) × 0.789 × ปริมาตรเป็นลิตร จะออกมาเป็นดื่มมาตรฐาน เช่น เบียร์วันละหนึ่งกระป๋อง 5 × 0.789 × 0.35 = 1.38 ดื่มมาตรฐานแล้วนะครับ

จากการศึกษานี้ถ้าคุณผู้หญิงดื่มเบียร์วันละกระป๋อง หรือคุณผู้ชายเกิน 1.5 กระป๋อง ก็ถือเป็น unhealthy drink แล้วนะครับ (ในการศึกษานี้เฉลี่ยดื่มที่ 5-6 ดื่มต่อวัน หรือ 35 ดื่มต่อสัปดาห์)

ถ้าลงแดงจากเหล้าต้องใช้ยา
ถ้าหลงเธอไม่ลืมตาแสดงว่า
...
...
เส้นประสาทสมองคู่ที่สามอักเสบนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

บทความที่ได้รับความนิยม