08 กุมภาพันธ์ 2564

การแยงจมูกตรวจโควิดแล้วเกิดการติดเชื้อหลังคอ

 เอาข่าวมาเล่าให้ฟัง เรื่องการแยงจมูกตรวจโควิดแล้วเกิดการติดเชื้อหลังคอ

**ย้ำก่อนอ่าน ว่านี่คือ case report หมายถึงโอกาสเกิดมันน้อยมาก แต่เกิดได้ ไม่ต้องตกอกตกใจเกินไป และเงื่อนไขการเกิดกรณีนี้ก็ไม่ได้เกิดกับคนทั่วไป**

ชาย 74 ปี เขารับการรักษาในรพ. เพราะหกล้ม แต่โชคร้ายติดโควิดด้วย ตรวจเจอที่รพ. โดยการแยงจมูก

เขาเป็นโรคไตเรื้อรังและเคยผ่าตัดเนื้องอกสมองมาก่อน

ก็รับการรักษาโควิดตามปกติ ติดตามด้วนการแยงจมูกตรวจเชื้อทุกสัปดาห์จนหายกลับบ้านได้

10 วันต่อมามีไข้ ซึม ติดเชื้อรุนแรง เข้าไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ ปรากฏพบมีหนองที่ด้านหลังคอ ใกล้กระดูกสันหลัง ให้ยาแล้วไม่ตอบสนอง ต้องนำไปผ่าตัดระบายหนองออก

เชื้อที่พบคือ Pseudomonas aeruginosa ชนิดดื้อยาเกือบทุกชนิด ที่เรามักพบในโรงพยาบาล

การเก็บตัวอย่างตรวจก็ทำได้ตามมาตรฐานทุกอย่าง ถูกต้องด้วย แต่ผลแบบนี้มันก็เกิดได้นะครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยงเสมอ แม้จะน้อยนิดแต่ก็มี

อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

เมื่อมีข้อสงสัยในการรักษา ระหว่างคุณหมอด้วยกัน ... กรุณาเปิดใจสักหน่อย

 เมื่อมีข้อสงสัยในการรักษา ระหว่างคุณหมอด้วยกัน ... กรุณาเปิดใจสักหน่อย

ผมมีเรื่องเล่าที่รุ่นน้องคนหนึ่ง จะว่ารุ่นน้องก็น้องหลายปี ปรึกษามาว่า อึดอัดใจและสับสน

"น้องจบมาไม่นาน ทำงานเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่ง ด้วยความที่เติบโตร่ำเรียนมากับระบบการเรียนและชุดความรู้แบบปัจจุบัน น้องได้ใช้แนวทางทางเวชปฏิบัติของราชวิทยาลัยต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน

แต่แล้วก็เกิดความสับสนเมื่อ แพทย์รุ่นพี่อาวุโสบางท่าน มีแนวทางปฏิบัติรักษาที่ดูจะต่างออกไป เช่น การหยุดยา statin ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตโดยที่ไม่ปรากฏผลข้างเคียงจากยา หรือการหยุดยาเบาหวานโดยที่ค่าน้ำตาลฮีโมโกลบินเอวันซียังสูงมาก และเคยมีผลต่อผู้ป่วยบ้าง

น้องเขาเคยถามเพราะผู้ป่วยบางรายก็เป็นผู้ป่วยเก่าของน้องเขา ก็ได้คำตอบว่าทำตามแนวทางของ "กระทรวง" ที่น้องเขาไม่เคยได้เห็นแนวทางอันนั้น และผู้ป่วยบางรายก็เลือกรักษาโดยการหยุดยาลักษณะนั้นอีกด้วย

อันนี้เพียงตัวอย่าง ทำให้น้องเขาอึดอัดและสับสน"

ถามลุงหมอ ซึ่งได้แต่ฟังความข้างเดียว ไม่ได้รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงตรงนั้น ก็ขอกล่าวเป็นกลาง ๆ ดังนี้

😍😍สำหรับน้อง ๆ ที่เพิ่งจบการศึกษา ในยุคข้อมูลข่าวสารแบบนี้

พี่รู้สึกดีใจและเห็นด้วย ที่น้องพยายามศึกษาหาวิธีการที่ได้รับการทบทวนและมีหลักฐาน เพื่อนำมาใช้รักษาผู้ป่วย หรือแม้ในกรณีมีข้อขัดแย้งทางการรักษา ก็พยายามสืบค้นหาหลักฐานมาเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้เป็นคุณลักษณะที่ดีครับ น้องที่จบใหม่และคุณหมอที่จบมานาน น่าจะนำสิ่่งที่น้องทำ เอาไปใช้

🔊🔊แต่พี่ก็อยากจะบอกว่า

แนวทางทางเวชปฏิบัติต่าง ๆ มันไม่ใช่กฎหมายที่ต้องทำตามหรือห้ามทำตาม หรือจะชี้ว่าใครถูกใครผิด เพียงแต่รวบรวมหลักฐาน เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น คุณหมอผู้รักษาและผู้ป่วยอาจจะมีเหตุผลอีกมากมายที่จะเลือกไม่ทำตามแนวทางครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อ เรื่องราคาค่ารักษา เรื่องผลข้างเคียงเล็กน้อยของหมอแต่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ป่วย หรือเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของคุณหมอท่านนั้น

น้อง ๆ เรียนรู้สิ่งที่ถูกต้อง ร่วมสมัยด้วยวิจารณญานที่ดี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์การรักษาด้วยตัวเองและจากผู้อื่น มาปรับเป็นกลยุทธของตัวเอง น้องจะเป็นทั้งหมอที่เก่งและเข้าใจคนไข้ รักษาได้ทั้งโรคและทั้งคน

😇😇สำหรับคุณหมอที่ผ่านประสบการณ์การรักษามาอย่างโชกโชน

ผมรู้สึกชื่นชมกับประสบการณ์การปรับแต่งการรักษา ใข้เข้ากับวิถีชีวิต หรือความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย หรือบางครั้งลงลึกไปถึงความเชื่อและเศรษฐานะ เป็นการใช้ศิลปะ ผ่อนหนักผ่อนเบา อะไรก่อนหลัง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาอ่านหรือไปเรียนที่ใด ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยใจที่เปิดกว้าง น้องที่จบใหม่และคุณหมอที่จบมานาน สามารถนำกลยุทธศิลปะแห่งการรักษาไปใช้เพื่อไม่ใช่แค่รักษาโรคอย่างเดียว

🔊🔊แต่ผมก็อยากจะบอกว่า

ข้อมูลเรื่องโรคและการรักษา มีการเปลี่ยนแปลงตลอดตามหลักฐานที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวัน มีข้อมูลเดิมที่ล้าสมัยหรือพิสูจน์ว่าไม่จริง ก็ควรลดเลิกการรักษานั้น มีข้อมูลใหม่จากหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะราชวิทยาลัย ก็ควรนำมาปรับปรุงการรักษาของตัวเองให้สมบูรณ์ขึ้น ตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเปิดใจและเรียนรู้ตลอดชีวิต

พี่ ๆ เพื่อน ๆ มีประสบการณ์และการยอมรับนับถือ อันเป็นอาวุธและเกราะในการรักษาคนไข้ที่วิเศษ เมือนำเอาข้อมูลการรักษาอันทันสมัยและเป็นประโยชน์กับคนไข้มาเพื่อลับคมอาวุธที่มีอยู่แล้วให้เฉียบคมมากขึ้น จะยังรักษาได้ดียิ่งขึ้นตัวผู้ป่วยและโรคที่ผู้ป่วยเป็น

น่าจะพอสรุปว่า

น้องนับถือพี่ พี่ยอมรับฟัง ต่างคนต่างยอมรับและ "ฟัง" ซึ่งกันและกัน ยอมลดทิฐิมานะของตน นอกจากคุณหมอจะมีความสุข คนไข้ก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด ดังปณิธาณที่เราตั้งมั่นกันครับ

หวังว่าใบอนุญาตว่าความของผม จะเก็บอยู่ในลิ้นชัก...ตลอดไป

อาจเป็นการ์ตูนรูป หนึ่งคนขึ้นไป และข้อความพูดว่า "GENERATION X 1960s to 1980s GENERATION Y 198010 1990s"

07 กุมภาพันธ์ 2564

แนะนำการสรุปเนื้อหา ทางลัดง่าย ๆ ในยุคศตวรรษที่ 21

 แนะนำการสรุปเนื้อหา ทางลัดง่าย ๆ ในยุคศตวรรษที่ 21

มีคำถามจากน้อง ๆ หมอหลายคนว่า มีวิธีสรุปเนื้อหาและบันทึกอย่างไรดี ทั้งจากน้องนักเรียนแพทย์ น้องเอ็กซเทิร์น ส่วนเรซิเดนท์และเฟลโล่น่าจะสรุปเองได้แล้ว โอเค ในฐานะรุ่นพี่ ก็อยากจะขอแนะนำบ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับน้อง ๆ นะครับ

สำหรับสายจด

พี่ถือว่าการอ่านเอง สรุปในใจแล้วบันทึกออกมาเป็นภาษาเราเอง คือ สุดยอดของการสรุปครับ ใข้ทักษะครบ ฟังพูดอ่านเขียน ย่อความ ทำmindmap ถ้าทำได้แบบนี้น้องจะจำได้ ใช้เป็น ในวิชานั้น ๆ ได้เลย แต่มันไม่ง่าย เพราะ

* น้องต้องมีวินัย มีเวลา ที่จะค่อย ๆ ทำสรุปไปทีละเรื่อง ทีละวิชา วินัยต้องเป๊ะ ตารางต้องดี

* ลายมือต้องพออ่านได้นะน้อง สำคัญมากคือ อ่านลายมือตัวเองไม่ออก ถ้าจะใช้วิธีนี้ มีการทดสอบง่าย ๆ ให้เพื่อนอ่านที่เราสรุป ถ้าเพื่อนอ่านไม่ออก พี่ว่าไปใช้วิธีอื่นเหอะ

* ต้องฝึกทักษะการสรุป ง่ายสุดคือ เขียนเป็นหัวเรื่อง และแบ่งเป็นข้อ เช่น สรุปเรื่องไทรอยด์เป็นพิษ ก็สรุปว่าเหตุที่พบบ่อยคืออะไร อาการและอาการแสดง ส่งตรวจอะไร แยกโรคอื่นที่คล้ายกันอย่างไร รักษาแบบไหนบ้าง ติดตามอย่างไร แต่ละหัวข้อก็สรุปเป็นข้อ 1,2,3.. ไล่ไปเรื่อย ๆ

* น้องจะใช้สมุดปากกา หรือเดี๋ยวนี้จะใช้ tablet, iPAD ก็แล้วแต่ถนัด พี่ถนัดสมุดปากกาดินสอ พี่ชอบใช้ปากกาหมึกซึมครับ

* มีที่เก็บสมุด รักษาของได้ดี พี่แนะนำสมุดราคาสูงสักหน่อย กระดาษดี จดไปนาน ๆ มันจะไม่เหลือง ไม่จาง ไม่ขาดง่าย

* แบ่งสมุดเป็นวิชา เว้นสิบหน้าแรกทำสารบัญ เขียนเลขหน้าเสมอ พยายามใช้สมุดขนาดเดียวกัน พี่ใช้การห่อปกเพื่อแยกวิชาครับ ตัวอย่างที่ใช้คือ ใช้สีกระดาษหรือลายแยกวิชา วิชาที่พี่จดบันทึกมากสุดคือ อายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อครับ เนื้อหาเยอะมากจริง ๆ

📖📖 สำหรับสายเติม

เนื่องจากเนื้อหามันเยอะพี่รู้ จดเองก็ไม่ครบ หลงลืม ไม่เข้าใจ เว้นไว้แล้วไม่เคยมาเติม พี่ก็แนะนำอีกวิธีครับ คือ ซื้อหนังสือสรุปแล้วเขียนเติมจุดที่เราอ่านลงไป ยกตัวอย่างเช่น น้องเรียนวิชาอายุรศาสตร์ น้องลงทุนซื้อหนังสือเช่น lecture note, clinical clerkship, board review, ตำราอายุรศาสตร์สถาบันต่าง ๆ ที่เป็นรวมหัวข้อมาหนึ่งเล่ม เวลาเรียนไปอ่านไป ก็จดบันทึกเพิ่ม ใช้กระดาษเขียนเพิ่มแล้วเย็บติด ยกตัวอย่าง พี่ใช้ critical care board review ที่รวบรวมเนื้อหาสรุป ที่จะค่อนข้างครบ ใช้เป็นแนวทางการอ่าน แล้วเติมไปเรื่อย ๆ พอจบเล่ม เราก็ได้ตำราของเราเอง เขียนขยายความ เติมที่เราเข้าใจ อันไหนที่เก่าไป พี่เอากระดาษเขียนใหม่ ทากาวทับเลยก็มี

แต่ก็มีทริกนะ

* เลือกเล่มที่ไม่หนามาก โดยทั่วไปหนังสือพวกนี้ไม่หนาอยู่แล้ว จะได้หยิบจับได้ง่าย ถ้าหนาไป พี่แนะนำไปหั่นแล้วทำปกทำเล่มเพิ่ม ตอนที่พี่เรียนอายุรศาสตร์ พี่เอา mayo clinic board review ไปหั่นเป็น 4 เล่มครับ

* เลือกปากกาที่เขียนบนกระดาษนั้นได้ โดยทั่วไปหมึกแห้ง ลูกลื่นดีสุด จะได้เขียนเติม เลือกที่เส้นเล็กสักหน่อย 0.38 mm กำลังดี ใช้สักสองสี สีน้ำเงินและแดง (หนังสือมันพิมพ์สีดำอยู่แล้ว) แบ่งสี เช่น น้ำเงินคือเติมส่วนของเรา แดงคือแนวทางย่อ ๆ ที่ใช้จริง

* ถ้ามีเนื้อหามากจนต้องเขียนกระดาษมาแปะเพิ่ม พี่จะเขียนแล้วพับ 60:40 เพื่อจะได้เห็นหัวเรื่องที่เขียนเพิ่ม และใช้พื้นที่ส่วนบนแปะติดหน้านั้นด้วยเทปใส ตรงส่วนบนของหนังสือ พลิกอ่านง่าย พอปิดหนังสือแล้วอย่าให้กระดาษเลยขอบหนังสือออกมา มันจะขาดและหลุด

* เวลาผ่านไป เนื้อหาในหนังสือเก่าไป มีพิมพ์ใหม่ ก็อย่าไปเสียดายของเก่า ให้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มทำใหม่ ถ้าจำเป็นก็ซื้อใหม่ พี่เขียนเต็มที่กับตำรา gastroenterology ของศิริราช พอออกเล่มใหม่มา เสียดายนะ แต่ทบทวนใหม่ดีกว่า

* เวลาพกหนังสือ แนะนำห่อปกครับ และใส่ซอง ถือตัวเปล่าเล่าเปลือยจะเสียง่าย อย่าลืมนี่คือหนังสือที่เราใช้เป็นแกนในการจดบันทึกและทบทวนนะครับ ต้องลงทุนกับมันสักหน่อย

💻💻 สำหรับสายไฮเทค ดิจิตอล

ยุคสมัยนี้แล้ว มีเทคโนโลยีอีบุ๊ก อีโน้ตบุ๊ก ให้พกพากันมากมาย และพี่เชื่อเหลือเกินว่าน้อง ๆ ทุกคนคงมีกระดานชวนอิเล็กทรอนิกส์อันใดอันหนึ่งในมืออย่างแน่นอน สะดวกมากนะครับ พี่เองใช้อีบุ๊กรีดเดอร์อันเดียว ทำเพจมาหลายปี ไม่ต้องพกหนังสือมากมายอะไร และเดี๋ยวนี้ไม่ว่าอีบุ๊กแบบลิขสิทธิถูกต้อง หรือแบบซ่อนเร้นมา จะมีฟังก์ชั่นการเขียนแทรก จดเพิ่มทั้งนั้น พี่ใช้แฮริสันในคินเดิล ก็จดเพิ่มได้ หรือใครไปได้ไฟล์พีดีเอฟมา ก็ใช้ adobe reader จดเพิ่มได้ง่าย ๆ

หรือมีแอปจดบันทึกมากมายในกระดาษชนวนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่เปลืองกระดาษ จัดหมวดหมู่ เลือกรูปแบบกระดาษ แทรกตาราง ใส่สี ใส่ลิ้งก์ สามารถถ่ายรูปแทรกได้ ดึงไฟล์มาแก้ไขได้ทั้งในแทบเล็ตและคอมพิวเตอร์ แชร์ให้กันง่าย

มันก็มีทริกอีก คือ พี่ใช้มาพอสมควร พอแนะนำได้

* สำคัญมากคือ สมัคร cloud storage เพราะมันสามารถดึงข้อมูลมาอ่านหรือแก้ได้ตลอด โอกาสหายหรือเสีย น้อยมาก เวลาเปลี่ยนเครื่องก็ไม่ต้องวุ่นวาย

* อีบุ๊กสามารถทำบุ๊กมาร์กได้ และพี่รู้สึกว่าจะมีแอปที่สามารถรวบรวมทุกสิ่งที่เราจดมาอยู่ในที่เดียวกันได้ (ในคินเดิลนะ) ทำให้จัดการได้ง่าย แต่พี่ไม่ได้ใช้นะ พี่ใช้สมุด อ้อ.. การบันทึกในอีบุ๊กส่วนใหญ่ต้องพิมพ์นะครับ เสียเวลาพอสมควร ไม่รู้ไอแพดใหม่ทำแบบเขียนได้ไหม

* แอปที่พี่ใช้จดบ่อยมากคือ evernote เพราะใช้มานาน สมัครสมาชิกให้ใช้ off line และเก็บคลาวด์ได้มาก ใช้ลายมือได้ แทรกรูปได้ ถ่ายภาพจากสมุด moleskine มาจัดหมวดหมู่ได้ด้วย

* ใครใช้ tablet จะปวดตานะครับหากอ่านนาน ๆ ได้ฟังก์ชั่นมากกว่าก็จริงแต่ปวดตาพอสมควร ถ้าใช้อีบุ๊กรีดเดอร์จะเป็น e-ink ไม่ปวดตา แต่การทำงานช้ามาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจดเพิ่ม ช้าพอควรเลย แม้รุ่นใหม่ ๆ จะใช้แอนดรอยด์กับมีปากกามาแล้วก็เถอะ

* อย่าลืมเรื่องแบตเตอรี่ พาวเวอร์แบ้งค์ ปลั๊กชาร์จ เครื่องรวน อันนี้อาจจะทำให้ที่เราบันทึกมากลายเป็นอากาศธาตุไปได้ครับ ตรวจสอบดี ๆ ด้วย

สุดท้ายไม่ว่าวิธีไหน ก็ต้องกำกับด้วยสี่อย่างนี้ "ฉันทะ-วิริยะ-จิตตะ-วิมังสา" และด้วยปรัชญา "ทางเดินสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมหวลชวนจิตไซร้ ไป่มี"

หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างนะครับน้อง ๆ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

Singh-Vaughan Williams Classification

 ตรินิตี้ คอลเลจ หนึ่งในคอลเลจของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ สร้างคนที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น เซอร์ไอแซค นิวตัน นักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์สุดยอดของโลก สองนักเคมีชื่อดัง เออเนสต์ รัทเธอร์ฟอร์ด และนีลส์ โบร์ นักคิดและปราชญ์ชื่อดัง ฟรานซิส เบคอน นักคณิตศาสตร์ตำนานของอินเดีย รามานุจัน

และที่นี่ได้สร้างนักดนตรีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ราล์ฟ วาห์น วิลเลี่ยม ผู้แต่งเพลงคลาสสิกยุคใหม่ของอังกฤษ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก และ....

หยุดก่อน ไม่ใช่แล้ว เรามาผิดทาง นี่ไม่ใช่วาห์น วิลเลี่ยมที่ผมค้นหา ...

เพราะคนที่ผมค้นหาคือ Miles Vaughan Williams ต่างหาก ปรากฏว่าพ่อของ ไมล์ วาห์น วิลเลี่ยม เขาเป็นญาติกับ ราล์ฟ วาห์น วิลเลี่ยม เขาคนนั้นคือ อาร์เธอร์ วาห์น วิลเลี่ยม วิศวกรเครื่องจักรอันเป็นผลผลิตในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ (สายเกม กรุณาไปเล่น Assassin's Creed Unity) ยุคที่การผลิตทำเพื่อจำหน่าย ต้องการทรัพยากรต้นทุนการผลิตและตลาดรองรับสินค้า เพื่อความมั่งคั่งของประเทศเจ้าของอุตสาหกรรม อังกฤษจึงต้องทำการ "ล่าอาณานิคม"

หนึ่งในอาณานิคมของอังกฤษ คือ อินเดีย ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อังกฤษมาจัดสรรอยู่นานหลายสิบปี จนเมื่อมหาตมะ คานธี ลุกขึ้นประท้วงอย่างสันติ ที่เราเรียกว่า อหิงสา จนสามารถเรียกร้องเอกราชต่ออังกฤษได้ (จริง ๆ แล้วเดินเกมกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอีกมากมาย ฮ่าๆ)

อ้าว ไปไกลแล้ว กลับมา ๆ

กลับมาที่วิศวกรเครื่องจักรไอน้ำ อาร์เธอร์ วาห์น วิลเลี่ยม เขาเดินทางมาทำงานที่เมืองบังกาลอร์ เมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บังกาลูรู ไปเรียบร้อย นับเป็นอีกหนึ่งเมืองของอินเดียที่เป็นโมเดิร์นอินเดีย มีการปรับเมือง พัฒนาให้น่าอยู่ เป็นอินเดีย สมัยใหม่ และเปลี่ยนชื่อเสียเลย อาร์เธอร์ของเราทำงานที่เมืองนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในเวลาหลังสงครามเขาก็มีบุตรชายคนหนึ่งกับ สเตลล่า ภรรยาของเขา และตั้งชื่อว่า ไมล์ วาห์น วิลเลี่ยม

หนูน้อยไมล์ เกิดที่บังกาลอร์ก็จริง แต่บิดาของเขาส่งเขากลับไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 6 ปี ด้วยเหตุที่โรงเรียนในอินเดียตอนนั้นยังไม่ก้าวหน้าเท่าไร และเป็นยุคสมัยที่ใคร ๆ ก็ไปเรียนยุโรป ที่เป็นดังตักศิลาของโลก อดีตผู้ปกครองบ้านเมืองของเราก็จบมาจากยุโรปทั้งสิ้น เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา, ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, สองพี่น้อง เสนีย์และคึกฤทธิ์ ปราโมช

กลับมาเสียที นอกเรื่องอีกแล้ว

เด็กชายไมล์ เข้าเรียนประถม มัธยม ที่อังกฤษและเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ออกซฟอร์ด อีกหนึ่งหมาวิทยาลัยชื่อดังเก่าแก่ มีระบบ "บ้าน" หรือ คอลเลจ เหมือนเคมบริดจ์ ก็แน่นอนเพราะเคมบริดจ์แยกตัวออกมาจากออกซฟอร์ด ระบบบ้านให้คิดเหมือนภาพยนตร์เรื่องแฮรรี่ พ็อตเตอร์นั่นแหละครับ ที่ออกซฟอร์ดนี้ ก็มีอดีตผู้มีชื่อเสียงของไทยเราเรียนมากมาย เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หนุ่มน้อยไมล์เข้าเรียนที่ Wadhem college ของออกซฟอร์ด ที่เดียวกับ นักเคมีโรเบิร์ต บอยล์ และนักกายวิภาคชื่อดัง โทมัส วิลลีส ผู้ค้นพบหลอดเลือดวงเวียนในสมอง circle of Willis

ที่นี่หนุ่มน้อยไมล์เข้าเรียนวิชาวรรณกรรมคลาสสิก และภาษาศาสตร์ Literae humaniores เรียนทั้งอังกฤษ ละติน โรมัน กรีก แต่เรียนไม่จบครับ เพราะดันเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนี้ หนุ่มน้อยไมล์ต้องออกมาทำหน้าที่ประจำรถพยาบาลในอังกฤษ

คือในช่วงสงครามโลก นักเรียนออกซฟอร์ดหลายคน ก็อยากมีส่วนร่วมเพื่อประเทศ กลุ่มคนนี้เขาก็ไปเรียนวิชาปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิต เพื่อมาทำการรักษาทหารที่บาดเจ็บ แน่นอนหนึ่งในนั้นคือหนุ่มน้อยไมล์ของเรานี่เอง อิทธิพลของการเรียนและประสบการณ์ชีวิตช่วงนี้ ทำให้หลังสงคราม หนุ่มน้อยไมล์ก็หักเหชีวิต เขาขอไปเรียนแพทย์และต่อยอดไปทางด้านเภสัชวิทยา พลิกชีวิตเลยนะ

คุณไมล์เรียนจบผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยา และเข้าทำงานที่ Hertford college (น่าจะอ่านว่า เฮิด-เฟิด-คอล-เลจ) ก็ที่ออกซฟอร์ดที่เดิม ต่างจาก ราล์ฟ วาห์น วิลเลี่ยม ที่มาทางสายเคมบริดจ์ และที่นี่คุณไมล์ได้ทำการศึกษายาตัวหนึ่งที่เป็นที่มาของการจัดกลุ่มยาที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ปี 1970 และทุกวันนี้ก็ใช้อยู่ คือ Singh-Vaughan Williams Classification

คุณไมล์เขาถนัดการศึกษายาที่ชื่อว่า เบต้าบล็อกเกอร์ ยาต้านเบต้า จนลงลึกถึงกลไกการออกฤทธิ์ จนลงลึกไปถึงการทำงานของเซลล์กำเนิดและส่งต่อไฟฟ้าหัวใจ จนลงลึกไปถึงว่า มี "ช่อง" ของเซลล์ที่ทำให้อนุภาคไฟฟ้าและอิเล็กโทรไลต์ ไหลเข้าออกผ่านเซลล์มากมาย และมีผลต่อไฟฟ้าหัวใจไม่เหมือนกัน สามารถจัดกลุ่มการออกฤทธิ์ได้แบบต่าง ๆ ดังนี้

Class I ยับยั้ง ประตูโซเดียม เช่น quinidine, procainamide, lidocaine, propafenone

Class II ยับยั้ง ระบบประสาทซิมพาเธติก ผ่านเบต้ารีเซฟเตอร์ เช่น propranolol, atenolol

Class III ยับยั้ง ประตูโปตัสเซียม เช่น amiodarone, sotalol, vernakalent

Class IV ยับยั้ง ประตูแคลเซียม เช่น verapramil, diltiazem

Other class เช่น adenosine, digoxin, magnesium sulphate

แต่ในตอนที่คุณไมล์เขาคิดค้นวิธีการแบ่งยา เขาไม่ได้จัดเป็นกลุ่ม 1,2,3,4 แบบนี้นะครับ เขายังศึกษายากลุ่ม 3 ไม่มากนัก และชื่อการจัดแบ่งก็เรียกตามการออกฤทธิ์ เช่น กลุ่มยาที่ทำให้ resting phase ยาวนานขึ้น ทำนองนี้ ยังไม่ได้จัดตาม "ประตู" จนมาถึงการปรากฏตัวของ Bramah N. Singh แพทย์หนุ่มชาวฟิจิ ร่ำเรียนวิชาแพทย์จากนิวซีแลนด์ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อที่ Hertford colleges แห่งนี้ ได้ศึกษากับอาจารย์ไมล์ และะทำงานร่วมกัน คุณหมอซิงห์ ได้ศึกษาเภสัชวิทยาของ amiodarone จนทราบถึงการทำงานและจัดอยู่ในกลุ่มสาม ... ใช่แล้ว การจัดกลุ่มตามประตูเกิดขึ้นตอนนี้ ผลงานร่วมของอาจารย์ไมล์และลูกศิษย์ซิงห์ จึงได้มีชื่อร่วมกันว่า ซิงห์ วาห์น วิลเลี่ยม (Singh-Vaughan Willaims Classification) นั่นเอง

คุณราล์ฟ วาห์น วิลเลี่ยม สร้างชื่อให้ตรินิตี้พอสมควร และสร้างชื่อให้ราชวิทยาลัยดนตรีของอังกฤษ คำว่า ราชวิทยาลัย (Royal Colleges) คือในอุปถัมภ์ของกษัตริย์ เพราะสมัยก่อนกลุ่มนักปราชญ์จะมาทำงานให้กษัตริย์อังกฤษ ทำนองที่ปรึกษา ทางราชสำนักก็ให้การสนับสนุน จึงได้ชื่อ ราชวิทยาลัย ในประเทศไทยนั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ วีกิจ วีรานุวัตต์ ได้ก่อตั้งวิทยาลัยอายุรแพทย์ และได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงได้ชื่อ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย (Royal Colleges of Physicians of Thailand : RCPT)

คุณไมล์ ก็ใช้เวลาว่าง ในการปรับปรุงและพัฒนา Hertford ไม่ว่าจะหาทุนสนับสนุนการศึกษา ออกแบบตึก (ใช่ ฟังไม่ผิด) ห้องสมุด ครัว และได้รับรางวัลออกแบบวิทยาลัยยอดเยี่ยมอีกด้วย สุดยอดมากเลย จนปัจจุบันก็ถือเป็นปูชนียบุคคลของวิทยาลัยฮาร์ทเฟิร์ดแห่งมหาวิทยาลัยออกเฟิร์ด ไปเรียบร้อย

อาจารย์ไมล์จากโลกนี้ไปเมื่อ 31 สิงหาคม 2016 ด้วยวัย 98 ปีครับ

เฮ้อ... เรื่องมันเริ่มที่ตอนนี้อ่านเรื่อง anti-arrythmic drug ไป ๆ มา ๆ ก็ได้อะไรมามากมายแบบนี้ ชายชราหน้าหนุ่มสไตล์จริง ๆ เล้ย

อาจเป็นรูปภาพขาวดำของ 1 คน

06 กุมภาพันธ์ 2564

การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบขั้นพื้นฐาน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

 มีของดีราคาถูกมาแนะนำกันอีกแล้ว หนังสือ "การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบขั้นพื้นฐาน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์"

เห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ในศูนย์จุฬา หยิบมาอ่านแล้วซื้อทันที ยุคนี้หายากแล้วครับ หนังสือที่ว่ากันด้วยเนื้อหาล้วน ๆ กระดาษไม่ต้องหรู ไม่ต้องพิมพ์สี่สี มีแค่หน้าขาวดำ มีกราฟและรูปภาพประกอบพอเข้าใจ แต่เนื้อหากระชับ ครบ ทำให้พิมพ์ได้ราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่ายครับ

หนังสืออธิบายความเข้าใจของวรรณกรรมทางการแพทย์แบบหนึ่งที่เรียกว่า systematic review คือ การนำเอาวารสารงานวิจัยแบบต่าง ๆ ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกันตามเนื้อหาที่สนใจ เอามาวิเคราะห์แบบเป็นระบบ ว่าผลทั้งหมดที่สนใจออกมาเป็นอย่างไร เรียกว่ารวบรวมงานวิจัยมาตอบคำถามกันเลย ส่วนการรีวิวอย่างที่ผมทำ เป็นการรีวิวชนิดที่เรียกว่า narrative review คือ อ่านแล้วมาเล่าให้ฟัง ความน่าเชื่อถือต่ำมากถ้าเทียบกับ systematic review ที่หากทำถูกวิธี จะถือว่าน่าเชื่อถือที่สุดในกระบวนหลักฐานทั้งหมด

หนังสือเล่มนี้จะกล่าวโดยพื้นฐานให้เข้าใจว่า เขาเอางานที่ไม่เหมือนกัน มาเปรียบเทียบหรือมารวมกันได้อย่างไร หลักสากลมีวิธีคิดอย่างไร แบบที่บุคลากรทางสาธารณสุขทุกระดับเข้าใจง่าย และหากสนใจก็ไปค้นต่อ (เสียดายมาก เกิดเร็วไป สมัยก่อนผมต้องลองผิดลองถูก หาตำราซีร็อกซ์เรื่องงานวิจัยทางการแพทย์อย่างยากลำบาก)

เริ่มตั้งแต่ ความเข้าใจพื้นฐาน ศัพท์แสงต่าง ๆ เขาค้นข้อมูลกันอย่างไร ใช้เครื่องมือใด จะใส่คำค้นอย่างไร วิธีการประเมินสิ่งที่ค้นมา โดยเฉพาะ prisma model

ข้อมูลไปทางเดียวกันหรือกระจายกัน จะใช้การรวมแบบ fixed effect หรือ random effect model และใช้วิธีการทางสถิติวิธีไหน จะ chi square จะ odds ratio จะ hazard ratio มันใช้ต่างกันไหม แปลอย่างไร

จะอ่านตารางสรุป และกราฟ Forrest plot อย่างไร (อันนี้ประเด็นเลยนะ เราจะได้อ่านแล้วรู้เรื่อง)

จะมีการแปลความโน้มเอียงอย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง publication bias โดยการใช้ Funnel plot อธิบายดีมาก

รวมแล้วโคตรคุ้มครับ หายากนะครับ การแปลและการอธิบายผลแบบนี้ เรียกว่าใครสนใจทำวิจัย เริ่มอ่านก็พอต่อยอดได้ ใครอ่านเพื่อนำไปใช้ก็จะได้เอาไปวิจารณ์วารสารแบบ systematic review ที่มีมากขึ้นอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ซื้อเลยครับ ...คุ้มและมีประโยชน์จริง ๆ

หนังสือแต่งโดย อ.ธีรพล ทิพย์พยอม อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2562 โดย สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขนาดเอห้า 190 หน้า ราคาปก 160 บาท

ปล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด กับอาจารย์ผู้แต่งและสนพ. เห็น อ่าน ดี จึงแนะนำ

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

บทความที่ได้รับความนิยม