14 กรกฎาคม 2563

you sadly smile in the profile picture

แนะนำหนังสือ "you sadly smile in the profile picture"
ถ้าเจอ เบ๊นซ์ ธนชาติ ผู้แต่งเรื่องนี้ จะขอเลี้ยงกาแฟหนึ่งมื้อพร้อมขอแบ่ง cerebrum มาใช้บ้างครับ
เคยได้ยินชื่อหนังสือเรื่องนี้มาสักพัก ว่าเป็นเรื่องที่เบ๊นซ์ (ผู้แต่ง newyork 1st time หนังสือที่ผมปลื้มมาก)​ แต่ไม่มีโอกาสอ่านเลย จนมาวันนี้ ผมไปทำธุระที่ธนาคารในห้าง (การทำธุระในธนาคารเป็นความปลื้มอย่างหนึ่งของผม ฮี่ ๆ ) เมื่อทำธุระเสร็จก็ไปดื่มกาแฟ (การดื่มกาแฟในร้านไอศกรีมก็เป็นความปลื้มอีกอย่าง) แล้ว..เฮ้ย ไม่มีหนังสือติดมือมา แล้วจะดิ่มกาแฟได้ไง จึงเดินไปซีเอ็ด และสะดุดเล่มนี้ หยิบมาเลย
หนังสือเล่มเล็กบาง เล่มเล็กมาก ใส่กระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตได้ หนา 160 หน้าเท่านั้น ออกแบบปกสวยดี โดยสำนักพิมพ์แซลมอน ราคาเล่มละ 210 บาทเท่านั้น
เป็นเรื่องสั้น 25 เรื่อง ที่ธนชาติ ศิริภัทราชัย เขียนออกมาได้อย่าง "เอาอยู่" อ่านรวดเดียวจบ แต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่เสียดสี เจ็บ ๆ คัน ๆ ในมุมมองที่ผมเชื่อว่า มีคนมองเรื่องเดียวกันในมุมนี้บ้างแหละ แต่ไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ตรงใจและแสบคันเท่าคุณเบ๊นซ์
เช่น ชายหนุ่มที่กำลังเข้าพิธีแต่งงาน เช่าโรงแรมราคาสองล้าน ตัดเค้กปลอม ๆ โยนดอกไม้เป็นพิธี มีประธานพิธีมาพูดหาเสียง เสียเวลาสามชั่วโมงกับเงินสองล้านบาท เขานึกในใจว่า ทำไมเขาไม่เอาเงินนี้ไปสร้างความประทับใจกับภรรยาด้วยการพักแบบหรูหรา ดูแสงเหนือที่สแกนดิเนเวีย
...
อาจมีคนคิด แต่เบ๊นซ์เล่าออกมาได้ไม่น่าเกลียด มีอารมณ์ขัน เจ็บคัน และจบด้วยรอยยิ้มอีกด้วย สุดยอดมาก อ่านไปยิ้มไป
หรือเรื่องเล่าที่หญิงสาวกำลังจะไปเรียนอเมริกา เธอร่ำลาสุนัขคู่ใจที่ชรามากแล้ว สามปีที่ไปเรียนนั้นยาวนาน ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คลอเคลียแบบนี้ .... เศร้า
...
แล้วตบมุกด้วย กลับมา หมายังอยู่ว่ะ อ้วนท้วนแข็งแรง อีกต่างหาก
เรียกว่าหยิบเรื่องปรกติมาเล่ามาเป็นพล็อตอีกมุมได้อย่างสนุก พร้อมหักมุมไปมาแบบแสบสันต์คันยิบ แต่ละเรื่องมีพล็อตต่างกัน เรียกรอยยิ้มได้ดีมาก แนะนำเลยครับ เป็นหนังสือที่ใช้เริ่มต้นการอ่านอย่างดี สั้น บาง พกง่าย จบเร็ว แล้วคุณจะไปตามหาหนังสือคุณเบ๊นซ์มาอ่านอีกแน่นอน
ลุงหมอ .. จำไว้นะครับ ..ยืดอกพกหนังสือ
แฟนเพจ .. พยักหน้า มองบน ...ก็พกหนังสือที่อก แต่หนังสือตก เพราะเกาะไม่อยู่

การศึกษาเรื่องการให้ยา Baloxavir เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่

การศึกษาเรื่องการให้ยา Baloxavir เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ในกรณีมีคนในบ้านติดเชื้อ
: อ่านไป คิดไป เขียนไป ตามความเห็นของลุงหมอนะ พยายามเรียบเรียงให้ทุกคนอ่านตามได้รู้เรื่อง มีศัพท์การแพทย์เล็กน้อยพอตามได้ ค่อย ๆ อ่านไป รับรองตามทันแน่นอน เราจะได้ทราบข้อมูลการแพทย์ ที่มาของความรู้จากวิธีวิจัย และอย่าไปเชื่อแต่พาดหัวครับ
ก่อนหน้านี้การให้ยา antivirus เพื่อลดการแพร่กระจายและการเป็นโรคหลังสัมผัสโรคไข้หวัดใหญ่ จะทำในบางกรณีคือในสถานพยาบาลที่พบว่ามีการระบาดในโรงพยาบาลเท่านั้น และผู้ที่จะรับยาคือผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน คำแนะนำเรื่องการให้ยาหลังสัมผัสเชื้อยังไม่หนักแน่นในปัจจุบัน
***ดังนั้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะกับบุคลากรทางการแพทย์ ***
มีการศึกษาการใช้ยา baloxavir ที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ เพื่อมาให้ป้องกันการเกิดโรคในคนที่สัมผัสเชื้อแต่ยังไม่ป่วย การศึกษานี้เก็บกลุ่มตัวอย่างและทำที่ญี่ปุ่น ในฤดูกาลระบาด 2018-2019 ในสมมุติฐานที่ว่า หากมีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในบ้าน และเรานำคนที่บ้านมาให้ยา baloxavir ได้เร็ว จะช่วยลดโอกาสป่วย ลดโอกาสตรวจพบเชื้อ (การตรวจพบเชื้ออาจจะไม่ป่วย แต่อาจแพร่กระจายเชื้อได้) ได้มากกว่าการให้ยาหลอก คือ ไม่ทำอะไรเลย
🤔🤔คำถามคือ ทำไมเป็นยา baloxavir
คำตอบข้อแรกง่ายมาก เพราะการศึกษานี้ได้รับทุนวิจัยจากผู้ผลิตและจำหน่ายยา ดังนั้นการอ่านจะต้องเพิ่มความระมัดระวังอีกระดับหนึ่ง
คำตอบที่สองคือ เพราะยา baloxavir เป็นยากลุ่มใหม่ที่ใช้ง่าย (polymerase acidic protein endonuclease inhibitor) แนะนำใช้ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังมีอาการ และให้ยาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากจะต้องให้ยาป้องกันในคนที่ไม่มีอาการแต่เลือกใช้ยาที่ต้องกิน 5 วันและผลข้างเคียงมากหรือยาพ่นที่ใช้ยาก คงไม่มีใครใช้
😉😉*** แต่ข้อจำกัดคือ ยา baloxavir รับรองให้ใช้ในกรณีผู้ป่วยนอกที่อาการไม่รุนแรงเท่านั้น ***
เรามาดูการศึกษากัน ทางผู้วิจัยเขาคำนวณเรื่องสถิติมาว่า การใช้ยาน่าจะลดการติดเชื้อลงอย่างน้อย 40% ในสถานการณ์ที่ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วย "ในครัวเรือนเดียวกัน" จะติดเชื้อประมาณ 10% นำมาออกแบบการศึกษาให้ผู้ที่พักอาศัยบ้านเดียวกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ยืนยันผล (ที่ยังไม่ป่วยนะ) มาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือได้รับยา baloxavir หรือยาหลอก ให้เร็วที่สุดหลังจากที่ยอมรับการทดลองและได้รับการตรวจไวรัสเรียบร้อย แล้วมาติดตามผลว่า จะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไหม จะมีการติดเชื้อโดยไม่ป่วยไหม ผลข้างเคียงจากการให้ยามีไหม แถมมีการตรวจไวรัสซ้ำอีก 5 วัน และ11 วัน ทั้งการตรวจกวาดจมูกและตรวจเลือด
** และอีกประเด็นสำคัญแต่ทำน้อยพูดน้อย คือ ถ้าแจกยาไปมาก ๆ แบบนี้ไวรัสจะดื้อยาหรือไม่ แม้จะมีการตรวจ PA substitution ที่เป็นการกลายพันธุ์ของไวรัสอันจะทำให้ดื้อยา baloxavir อยู่บ้าง แต่ไม่สมบูรณ์และแปลผลไม่ได้ ... ควรทำการศึกษาต่อไป **
ผลออกมาว่า 375 คนที่ได้รับยาหลอก ติดเชื้อ 13.6% ส่วน 374 คนที่ได้รับ baloxavir ติดเชื้อแค่ 1.9% อัตราส่วนลดลงไปถึง 0.14 จากที่คิดไว้ 0.4 และมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยที่ผลข้างเคียงของยาไม่ต่างจากยาหลอก (ผลข้างคียงของยามันน้อยอยู่แล้ว ถ้าเกิดเมื่อไรนี่สิ ...น่าคิด) ส่วนการกลายพันธุ์นั้น ตรวจพบการส่งต่อยีนกลายพันธุ์ที่อาจดื้อยา baloxavir ได้ในกลุ่มที่ได้รับยา baloxavir 15 คน ส่วนยาหลอก พบแค่ 2 คน
😞😞ดูตามวิถีทางวิทยาศาสตร์และสถิติ ก็ถือว่า น่าสนใจดี คราวนี้เรามาลองดูเพิ่ม
พบว่ากลุ่มคนที่เข้าร่วมการศึกษา อายุเฉลี่ยที่ 33 ปี และไม่มีโรคประจำตัวอันจะทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่รุนแรง และคนที่สัมผัสเชื้อแล้วหลังจากนั้นป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ (ไม่ว่ากลุ่มได้ยาหรือยาหลอกก็ตาม) เป็นการป่วยแบบไม่รุนแรงทั้งสิ้น ... หมายความว่า ยาอาจจะมีผลปกป้องจริง แต่ถ้ามองถึงภาพใหญ่คือ ป่วยจนต้องเข้ารพ. ป่วยจนอันตราย หรือ สูญเสียการงาน มันมีน้อยมาก ก็ยังไม่กระทบวงกว้างหรือมูลค่าเท่าไร
แล้วถ้าเรามามองว่า ถึงแม้ "ความรุนแรง" จากการป่วยจะไม่ได้ลดลงจนน่าสนใจ แต่มันลดปริมาณผู้ติดเชื้อ ลดการแพร่กระจายได้นะ อันนี้คงบอกว่าแปลได้เฉพาะการศึกษานี้ เพราะตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนในการศึกษานี้มีแค่ 31% เท่านั้น ไม่รู้ว่าผลจะเกิดจากการได้รับวัคซีนน้อยไปหรือไม่และการศึกษาไม่ได้คิดกลุ่มย่อยตรงนี้
เชื้อไวรัสที่ติด เกือบ 90% คือ influenza A สายพันธุ์ pdmH1N1 และ H3N2 เราก็ไม่รู้ว่าสายพันธุ์อื่นจะปกป้องได้ดีไหมหรือ หากมีการระบาดของ influenza B เยอะมากจะทำอย่างไร
📛📛และประเด็นสำคัญคือมันพบการส่งต่อการกลายพันธุ์ของยีนที่อาจจะดื้อยา baloxavir ได้จริง และควรศึกษาต่อในวงกว้าง เพราะหากเราใช้ยากันพร่ำเพรื่อ เราจะไม่มียารักษา อย่าลืมว่า การป้องกันหลัก ๆ ของไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่การกินยาหลังสัมผัสเชื้อ แต่คือ ** การรักษาอนามัยบุคคลและการรับวัคซีน ** และผู้ป่วยส่วนมากของไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา มีแค่บางส่วนเท่านั้นที่ใช้ยาเพื่อลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนของโรค
ถ้าเราใช้ยาพร่ำเพรื่อ แม้การศึกษาจะออกมาดี แต่ต้องระวัง collateral damage ที่อาจจะเกิดตามมาได้ด้วย
สรุปว่า ตอนนี้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันทุกคนนะครับ ล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากเวลาป่วย ไอจามปิดปาก ยังเป็นการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด ยังไม่แนะนำกินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันหลังสัมผัสโรค (ในกรณีทั่วไป)
อันนี้ลิงค์ไปการศึกษา ไม่ฟรี ใครอ่านแล้วมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน
https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa1915341
ปล. ลุงหมอขายหนังสือมือสอง จนได้เงินพอค่าสมัครสมาชิก NEJM แล้ว จะได้มีแหล่งข้อมูลมาเล่าให้คุณ ๆ ฟังอย่างเพลิดเพลินต่อไป

13 กรกฎาคม 2563

การส่งตรวจ สารบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) อาจเกิดผลเสียที่เกินกว่าเราคาดคิด

การส่งตรวจ สารบ่งชี้มะเร็ง (tumor marker) อาจเกิดผลเสียที่เกินกว่าเราคาดคิด
สารบ่งชี้มะเร็งเกือบทั้งหมด ออกแบบมาเพื่อตรวจติดตามโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะติดตามการดำเนินโรคหรือโอกาสเกิดซ้ำหลังจากรักษา ภายใต้เงื่อนไขว่าวินิจฉัยมะเร็งได้แล้วมาก่อน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาและเวชพันธุศาสตร์
การส่งตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้ การส่งตรวจโดยโอกาสตั้งต้นที่จะเป็นโรคต่ำ (low pretest probability) จะทำให้แปลผลได้ยาก เพราะมันไม่มีความจำเพาะและความไว "สำหรับการวินิจฉัย" นอกจากนี้ยังทำให้เกิดผลเสียอื่นอีก โดยเฉพาะการขาดโอกาสรักษาโรคที่เป็นจริงขณะนั้น
เพื่อความเข้าใจ จึงขอยกตัวอย่างจากวารสาร JAMA internal medicine เมื่อ พฤษภาคม 2563 ดังนี้
หญิงอายุ 50 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำและโรคลำไส้อักเสบ แต่ทั้งสามโรคได้รับการควบคุมอย่างดีแล้ว ผู้ป่วยยังมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารบ้าง น้ำหนักขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ปวดท้อง ไม่มีอาการทางช่องท้องแต่อย่างใด
มีการส่งตรวจ CA 19-9, CEA และ CA 125 โปรตีนในเลือดที่เราใช้กันเป็น tumor marker บ่อย ๆ ผลปรากฎว่า CA 125 ขึ้นสูงกว่าปรกติ ผู้ป่วยก็ได้รับการส่งไปตรวจหลายประการและหลายแผนก ผลปรากฏว่าไม่เจออะไร และสรุปว่าสาเหตุที่ผลเลือดขึ้นนั้น เป็นเหตุอันมาจากโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง (มีอีกหลายภาวะที่ทำให้ CA125 ขึ้นสูง)​ เมื่อติดตามไปเรื่อย ๆ พบว่าค่า CA 125 ลดลงเอง และอาการอ่อนเพลียก็ดีขึ้นเมื่อการรักษาหัวใจล้มเหลวดีขึ้น
CA 125 เราอาจใช้ติดตามโรคหลังวินิจฉัยและรักษาได้ แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยมะเร็งรังไข่ได้ เพราะความไวและความจำเพาะน้อยมาก ยิ่งกับโรคมะเร็งรังไข่ระยะต้นยิ่งแทบไม่มีประโยชน์ ส่วนมะเร็งระยะท้ายก็จะมีความไวความจำเพาะมากขึ้น แต่ถึงตอนนั้นคงสามารถวินิจฉัยจากอาการ การตรวจร่างกายหรือการตรวจอัลตร้าซาวนด์ ได้ง่าย ๆ แม้แต่ผล CA 125 ไม่ขึ้นเราก็คงวินิจฉัยมะเร็งรังไข่จากหลักฐานอื่นที่หนักแน่นกว่ามาก
ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องเสียเวลาในการหาสาเหตุของระดับ CA 125 ที่สูง โดยเสียโอกาสมาพิจารณาโรคเดิมว่ารักษาได้เต็มที่และดีขึ้นแล้วหรือยัง การตรวจที่ต้องทำก็เสียเวลา เสียเงิน และการตรวจหลายอย่างก็เสี่ยงอันตรายเช่น การส่องกล้อง การฉีดสีเพื่อถ่ายภาพ
ทำให้เสียประโยชน์และเสี่ยงมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากขึ้น เพียงเพราะยึดถือผลการตรวจที่ไม่จำเพาะ ไม่ไว และ ไม่น่าส่งตั้งแต่แรก
ดังนั้น เราไม่ใช้สารบ่งชี้มะเร็ง tumor marker เพื่อคัดกรองหรือวินิจฉัยมะเร็งครับ
Mortaji P, Lebduska E. The Dangers of Using Tumor Markers to Evaluate Nonspecific Symptoms: A Teachable Moment. JAMA Intern Med. 2020;180(7):1004. doi:10.1001/jamainternmed.2020.1293

11 กรกฎาคม 2563

JFK .. the secrets .. final cut scene Autoimmune Polyendocrine Syndrome (Type II)

JFK .. the secrets .. final cut scene
สองตอนที่ผ่านมาเรารู้จักโรคที่ JFK ป่วยและอาจมีชีวิตอยู่ไม่นาน จากโรคแอดดิสัน และต่อมาพบไทรอยด์ต่ำ ทำให้สงสัยแอนติบอดีทำลายตัวเองในโรค autoimmune polyendocrine syndrome วันนี้เรามาต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย พร้อมแกะปริศนาการตายของ JFK
หลังจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังในปี 1954 แพทย์ก็พบว่า JFK เป็นโรคไทรอยด์ต่ำ จึงได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ชื่อยา liothyronine ขนาด 25 ไมโครกรัมวันละสองครั้ง เอ๊ะ ชื่อไม่คุ้นหูเหมือน Levothyroxine ที่เราใช้รักษาในปัจจุบันใช่ไหม
liothyronine เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิด T3 ที่เป็นตัวออกฤทธิ์จริง ๆ ของฮอร์โมนไทรอยด์ ข้อเสียสำคัญคือ มันหมดฤทธิ์เร็วมาก ต้องกินยาวันละหลายครั้ง ปรับยายาก การวัดระดับก็มีตัวแปรปรวนสูง คาดเดาผลการรักษาได้ยาก ปัจจุบันเราจึงเปลี่ยนมาใช้ levothyroxine แทน
levothyroxine เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิด T4 ฮอร์โมนที่ออกมาจากต่อมไทรอยด์และขนส่งได้ง่าย (ร่างกายเปลี่ยน T4เป็น T3 ที่จุดออกฤทธิ์ของฮอร์โมน) ปรับให้อยู่ได้นาน คงที่ กินยาวันละครั้ง หรือหากปรับยายากอาจกินสัปดาห์ละสองถึงสามครั้งก็พอ เรียกว่าสะดวกกว่า คาดเดาผลการรักษาและปรับยาง่ายกว่ามาก
ก็เป็นว่า JFK มีการทำลายของต่อมไร้ท่อสองต่อมที่ชัดเจนคือ ไทรอยด์และต่อมหมวกไต ข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นวัณโรคที่ต่อมหรือแอนติบอดีทำลายต่อม ก็จะเด่นชัดกว่าประเด็นอื่น
มีบันทึกต่อไปจากแพทย์ที่ทำเนียบขาวว่า JFK ต้องมารับการฉีดวิตามิน B12 อยู่เป็นประจำ บันทึกตรงนี้น่าจะบอกชัดเจนว่า JFK น่าจะเป็นโรค autoimmune polyendocrine syndrome เนื่องจากแอนติบอดีมันไปทำลายการดูดซึมวิตามิน B12 ด้วยนั่นเอง เกิดเป็นโรคซีดที่ชื่อว่า pernicious anemia หรือ Addison's anemia
การขาดวิตามิน B12 นี้เกิดจากมีแอนติบอดีไปจับทำลายโปรตีนที่ชื่อว่า intrinsic factor ผลิตจากกระเพาะอาหาร ช่วยพาวิตามิน B12 ไปดูดซึมที่ลำไส้โดยไม่โดนกรดในกระเพาะทำลายเสียก่อน หากเราขาด intrinsic factor วิตามิน B12 ก็ดูดซึมไม่ได้ การรักษาจึงต้องฉีดวิตามิน B12 นั่นเองเพราะกินไปก็ไม่ดูดซึม
บางคนที่มีอาการนี้อาจใช้ยากินวิตามิน B12 ขนาดสูงก็พอรักษาได้ อาจเพราะการทำลายมันไม่ได้ทำลายทั้งหมด หรือการขาดวิตามิน B12 จากกลไกอื่นจะสามารถกินวิตามิน B12 เสริมเพื่อรักษาได้ เช่น การขาดวิตามิน B12 จากการกินยาเบาหวาน metformin
แต่ JFK ต้องฉีดวิตามิน B12 เป็นประจำ (แต่ผมไม่พบว่าเขาเป็นโรคโลหิตจางนะ) น่าตะเกิดจากการดูดซึมวิตามิน B12 ไม่ได้จากโรค pernicious anemia ที่มักพบร่วมกับ Addison's disease นั่นเอง
เราน่าจะสรุปได้ล่ะว่า JFK ป่วยเป็นโรค Autoimmune Polyendocrine Syndrome (Type II) ต้องทนทุกข์ทนมานจากโรคมานาน ทั้งการฝังยาสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์ ต้องมาฉีดวิตามิน B12 และกินยาไทรอยด์วันละสองครั้ง มันช่างเป็นชีวิตด้านมืดเสียจริง
ด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ยังไม่ก้าวหน้า ขนาดยาสเตียรอยด์แบบกินที่ JFK ใช้ เพิ่งจะมีในปี 1950 นี่เอง ก่อนหน้านี้การจะได้ cortisone มานั้นแสนยาก ต้องสกัดมาจากต่อมหมวกไตของควายหลายร้อยกิโลกรัมจึงได้ cortisone บริสุทธิแค่ 25 กรัม เทียบกับการสังเคราะห์และการผลิตยาในปัจจุบัน เรามียา prednisolone ที่ราคาถูกมากแถมฤทธิ์แรงกว่า cortisone หลายเท่า
ทำให้คนที่เป็นโรค Autoimmune Polyendocrine Syndrome มีชีวิตไม่นาน ข้อมูลการศึกษาก็น้อย JFK เองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีชีวิตไม่นาน หลังจากรักษามานานเกือบ 20 ปี ก็มาปิดฉากบนรถลิมูซีน
ในขณะที่รถแล่นผ่านฝูงชนไปนั้น มือปืนได้เล็งศีรษะท่านประธานาธิบดี เหมือนหลุดมาจากเกม sniper elite ยากนักที่จะหลบได้ ในวินาทีที่มือปืนลั่นกระสุน ท่านประธานาธิบดีคิดได้ว่า
"กูลืมกิน liothyronine นี่หว่า"
ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบขวดยาในช่องประตู ตำแหน่งศีรษะก็เลื่อนไป แน่นอนกระสุนปีนไรเฟิลนั่นพลาดเป้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ... แปดนะแปด อ่านดี ๆ
แต่ทันใดนั้น ลูกปืนที่หลุดวิถีไปแล้วกลับไซด์โค้งเข้าหาศีรษะของท่านประธานาธิบดีอย่างเหลือเชื่อ ราวกับลูกฟรีคิกของเดวิด เบ๊คแฮ่ม ปัง..ลูกเดียวน็อก
ใครกันที่จะเปลี่ยนวิถีกระสุนได้ ใครกันที่ควบคุมโลหะได้ ปริศนาได้เผยออกมาจนได้ คนที่สังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้ ตัวจริงแอบซ่อนในฝูงชนนั่นเอง แว่บที่เขาโบกมือควบคุมกระสุน เผยให้เห็นรอยสักที่แขน รอยสักที่ได้มาจากค่ายกักกันเอ๊าชวิทช์ ค่ายที่เป็นต้นกำเนิดพลังควบคุมโลหะบันลือโลกนี้ ใช่แล้ว มือสังหารนั่นก็คือ
เอริก เลนห์เช่อร์ หรือ แมกนีโต ตัวร้ายที่เท่ที่สุดของ X-men ....
จบบริบูรณ์

Addison's disease

Addison's disease
ก่อนที่เราจะไปต่อกับเจเอฟเค ผมได้พูดถึงเรื่อง Addison's Disease โรคที่มีหลักฐานชัดเจนว่าท่านเจเอฟเคป่วยเป็นโรคนี้
ต้องเริ่มที่ผู้คิดค้นโรคนี้ คือ Thomas Addison คุณหมอชาวอังกฤษ ที่ตอนแรกเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทย์เอดินเบรอะห์ (Edinburgh) เมื่อจบออกมาท่านเลือกจะไปฝึกฝนเป็นศัลยแพทย์ แต่ด้วยความสนใจเรื่องโรคผิวหนัง สุดท้ายก็เปลี่ยนทาง มาศึกษาเรื่องโรคผิวหนังที่โรงพยาบาล Guy อย่างจริงจัง
สมัยก่อนการฝึกฝนแพทย์เฉพาะทางคือการลงแรงไปฝึกเองในสถานที่ที่ผู้ป่วยมาก ๆ สะสมความรู้ และสังเคราะห์ออกมาเป็นตำรา ไม่ได้มีระบบเทรนนิ่งแบบปัจจุบันนะครับ ต้องอาศัยความช่างสังเกต รวบรวมข้อมูลอย่างมาก ไม่มีกูเกิ้ล ไม่มี pubmed ไม่มี 1412 Cardiology
และด้วยความช่างสังเกตนี้คุณหมอแอดดิสัน ได้สังเกตภาวะหนึ่งคือภาวะโลหิตจาง ในปี 1849
คุณหมอบันทึกไว้ว่า มีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะโลหิตจาง มีสิผิวที่ผิดปกติที่คล้ำลง บริเวณองคชาติ ถุงอัณฑะ รักแร้ และประวัติของผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็จะเป็นผู้ป่วยที่ไร้เรี่ยวแรง อ่อนแอ หัวใจผิดปกติ ชีพจรไม่สม่ำเสมอ รวบรวมผู้ป่วยได้ 11 ราย
จริง ๆ น่าจะมากกว่า 11 ราย แต่ที่ว่า 11 รายเพราะมีการผ่าศพศึกษา คุณหมอแอดดิสันบอกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้มักจะสัมพันธ์กับความผิดปกติที่ ก้อนแคปซูลที่วางบนไต (suprarenal capsule) สมัยก่อนยังไม่ได้ชื่อ adrenal gland หรือต่อมหมวกไต
บันทึกใน London Medical Gazatte ตั้งแต่ปี 1849 หรือ พศ. 2392 ตอนนั้นตรงกับเหตุการณ์ห่าลงปีระกา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
โรคแอดดิสัน คือ ความผิดปกติปฐมภูมิที่ต่อมหมวกไต ทำให้หน้าที่การสร้างฮอร์โมนบกพร่อง สาเหตุมักจะเกิดจากการติดเชื้อหรือผลแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรค อีกสาเหตุคือมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติมาปล่อยภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายตัวต่อม ที่เรียกว่า autoimmune adrenalitis ในอดีตนั้น ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมภูมิคุ้มกันจึงมาจ้องทำลายตัวเอง แต่ปัจจุบันเราค้นพบ adrenal cortex autoantibodies ที่น่าจะเป็นสาเหตุและสามารถตรวจวัดได้
และถ้าหากแอนติบอดีไปจับทำลายหลายต่อม มีแอนติบอดีหลายตัว มียีนที่ผิดปกติ เราก็จะเรียกว่า autoimmune polyendocrine syndrome (โดยเฉพาะทำลายต่อมไทรอยด์ของ JFK ด้วยนั่นเอง) มันสามารถแยกออกได้สองประเภท แต่ผมจะไม่ลงลึกนะครับ เอาเป็นว่ามันมีแอนติบอดีที่มาจับทำลายเซลล์ของเราเองก็แล้วกัน
มักการทำลายอวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ต่อมไร้ท่อด้วยเช่น ผิวหนัง จะเป็นด่างขาวที่เรียกว่า vitiligo เช่นที่กระเพาะอาหาร จะมีแอนติบอดีไปรบกวนการดูดซึมของวิตามิน B12 ทำให้เกิดโรคซีดที่เรียกว่า pernicious anemia
...อ๊ะ ๆ anemia ซีด .. เหมือนที่แอดดิสันบรรยายเอาไว้เลย เรามาดูคำบรรยายของแอดดิสันเพิ่มอีกสักหน่อย
แอดดิสันบรรยายว่า ภาวะซีดนี้ จะพบลิ้นและเยื่อบุช่องปากเรียบลื่น เป็นสีแดงสด ...ซึ่งมันก็คือลิ้นเลี่ยน glossitis and beefy red tongue ที่พบในโรค pernicious anemia โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามิน B12 (ซึ่งเกิดจากมีแอนติบอดีไปขัดขวางการดูดซึม) นั่นเอง
ต่อมาเราจึงเรียก pernicious anemia หรือ B12 deficiency anemia เพื่อให้เกียรติแด่คุณหมอแอดดิสันว่า Addison's anemia และเรียกชื่อโรคความผิดปกติของต่อมหมวกไตปฐมภูมิจากแอนติบอดีนี้ว่า Addison's Disease
ตอนต่อไปเราจะไปจบที่ JFK ล่ะนะ
เรียนเชิญ ต้อง ตรวจ ต่อม มาปรู๊ฟความรู้ด้วยครับ
...เพชรดี มีค่าอนันต์ ดอกบัวขาวนั้น สวยงามจับใจ..

บทความที่ได้รับความนิยม