03 สิงหาคม 2562

อีกแค่ไม่กี่วัน ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษจะเริ่ม

อีกแค่ไม่กี่วัน ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษจะเริ่ม
อย่าหาว่าอย่างโง้นอย่างงี้ .. ขอทายก่อน ทายทีหลังเดี๋ยวไม่ขลัง
แชมป์พรีเมียร์ ..อันนี้ขับเคี่ยวแรง แมนซิตี้แชมป์เก่าจะมาแรง แต่แผ่วปลาย มีอาร์เซนอลมาสอดแทรกเป็นระยะ ๆ แต่สุดท้ายก็คงเป็นลิ้วพูนคว้าชัยแน่ ๆ ปีนี้อาจเสมอเยอะหน่อย ให้เด็ก ๆ มาเล่นบ้าง แต่ก็แชมป์
แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก .. หลายทีมในยุโรป เสริมทีมกันให้ฝวั่ก (อ่านสำเนียงน้าค่อมด้วย) คงสู้กันสุดติ่ง บอกตรงถ้วยนี้ลิ้วพูนคงกระท่อนกระแท่น เพราะต้องลงเล่นหลายถ้วย ชนะแบบหืดจับ 1-0, 2-1 อย่างงี้ แต่สุดท้ายก็ได้แชมป์ไปครองอยู่ดี
ดาวซัลโว ... หมอดูบอกปีนี้ แฮรรี่ เคน จะดวงขึ้น ยิงหูดับตับไหม้ ยิงไม่รอเพื่อนรอฝูง และสุดท้ายแฮรรี่เคนนี่แหละ ที่จะคว้ารองดาวซัลโวไปครอง แหม่..น่าเจ็บใจ แพ้มาเน่ แห่ง แอนฟิลด์ไปสองประตูเอง
ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม.. คล็อปป์นี่เรียกว่าตัวเต็ง แรงมาตั้งแต่เปิดฤดูกาล แรงสุด จนได้ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีไปครองด้วยผลงานคว้าแชมป์ที่รอคอยมานาน
เอฟเอคัพ .. ต้องส่งเด็กลงเล่น ลิ้วพูนเล่นหลายถ้วย ขอบายถ้วยนี้ คิดการใหญ่ต้องสละของเล็ก แต่บังเอิญได้แชมป์เฉยเลย เด็กมันแรง
คาราบาวคัพ .. คล็อปป์บอกว่าให้ซิตี้กับยูไนเต็ดเขาได้บ้าง คนเราจะทำงานอยู่ด้วยกันต้องแบ่งปัน กินรวบหมดคนเขาจะไม่ชอบ อันนี้ขอสละสิทธิ์ เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่แย่งเด็ก
ถุงมือทองคำ .. ปีที่แล้วอลิซอนได้ไปข้างเดียว ปีนี้ก็จัดไป เอามาอีกข้าง นี่ถ้ามีห้าถุงก็กินหมด ถุงมือสอง ถุงเท้าสอง ถุงยางอีกหนึ่ง
ข่าวใหญ่...ตอนแรกโรนัลโด้กับเมสซี่บอกว่าต้องการมาร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่เพื่อร่วมบรรยากาศแชมป์ แต่ลิ้วพูนบอกปัด..เฮ้ย ปัดได้ไงฟระ ก็เราเป็นทีมแห่งอนาคต เราไม่มาซื้อความสำเร็จ เราวางรากฐานเลย ยุทธศาสตร์ทีม 20 ปี แชมป์ตลอด
อัตราต่อรอง .. อัตราต่อรองลิ้วพูนเป็นแชมป์น่ะหรือ บ่อนไม่รับแทงครับท่าน ไม่มีอัตราต่อรองด้วย อีกสองบ่อนขอยอมออกอัตราต่อรอง แทงร้อยจ่ายสองสลึง คนแทงเพียบ กำไรเท่าดอกเบี้ยเมืองไทยแต่ก็ได้แหง

โรคเริมที่ปากติดจากการสัมผัส

มีข่าวว่าเด็กทารกติดเชื้อเริมจากการหอมแก้ม

เชื้อไวรัสที่ก่อโรคเริมคือไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes) เฉพาะลงไปคือ Herpes Simplex เป็นโรคเริมที่เรารู้จักกัน #ตุ่มน้ำที่ริมผีปาก กลุ่มน้ำเป็นกลุ่ม พื้นผิวอักเสบแดง ๆ แสบมาก ไม่นานก็แตกออกและหายไป เกิดซ้ำได้  อีกบริเวณที่เป็นบ่อยคือที่อวัยวะเพศและทวารหนัก สำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีอาจเป็นลึกไปถึงอวัยวะภายใน

มาถึงในเนื้อข่าว เริมที่ริมฝีปาก แน่นอนว่าสามารถติดต่อได้ ติดต่อทางการสัมผัส อาจจะไม่ต้องสัมผัสตรง ๆ แต่อาจจะทางอ้อมเช่นเอามือมาหยิบหรือสัมผัสตุ่มน้ำ มือนั้นไปสัมผัสผิวหนังคนอื่น ก็ติดต่อได้เช่นกัน แต่ว่าการรับเชื้อจากการสัมผัสไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องเป็นโรคเกิดตุ่มน้ำทุกคน ขึ้นกับจำนวนเชื้อที่ได้รับและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ถ้าเคยเป็นมาแล้วอาจอาการไม่รุนแรง หรือบางคนภูมิคุ้มกันบกพร่องก็เกิดอาการรุนแรง แต่ส่วนมากจะไม่มีอาการ ไม่มีตุ่มด้วย

เด็กทารก แน่นอนว่าไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ยกเว้นติดเชื้อจากแม่ถ้าแม่มีตุ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์หรือใกล้คลอด (อย่าลืมว่าเริมก็เป็นที่อวัยวะเพศได้) และระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่เจริญดี ภูมิของเด็กส่วนมากจะมาจากแม่ (นมแม่ถึงสำคัญ การดูแลช่วงตั้งครรภ์ การรับวัคซีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์จึงสำคัญ) โอกาสที่เด็กจะเกิดโรคหากรับเชื้อจึงสูงมาก

ดังนั้นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเริมอยู่ ไม่ควรไปหอมแก้มเด็ก หรือจะหอมแก้มแม่เด็กไม่ควร เป็นความรับผิดชอบของผู้ป่วยที่จะต้องไม่แพร่เชื้อด้วย นอกจากไม่ไปสัมผัสตรง ๆ (คงไม่สงสัยว่าเริมชนิดที่ก่อโรคที่ริมฝีปากกับที่อวัยวะเพศมันติดข้ามกันไปมาได้อย่างไร) การล้างมือบ่อย ๆ ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคอีกด้วย  ต้องมีความรับผิดชอบตรงจุดนี้ด้วยครับ

ส่วนการรักษาอ่านที่นี่นะ
https://medicine4layman.blogspot.com/2016/07/blog-post_9.html

02 สิงหาคม 2562

การอ่านในยุค digital disruption

การอ่านในยุค digital disruption
เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าการอ่านมันเปลี่ยนรูปแบบไป จากที่เคยเป็นหนังสือหรือกระดาษ ตอนนี้เมื่อพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปใช้สิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่ารูปแบบการนำเสนอจะเปลี่ยนไป
จากที่เป็นเรื่องราวร้อยเรียง คราวนี้ต้องทำเป็นคำ ๆ ที่สำคัญต้องปรุงอร่อย สะกดใจในคำเดียว เพราะว่ามีอาหารมากมายเสิร์ฟถึงมือ เป็นอำนาจของผู้เสพที่จะเลือกอ่านจากสื่อใด บีบบังคับให้ผู้เขียน ผู้สร้างสรรค์ผลงานต้องปรับแนวการเขียนไปด้วย ต้องดึงดูด ต้องเร้าใจ ต้องแปลกใหม่และไม่น่าเบื่อ
แต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนมากนัก และที่สำคัญเรามองในแง่ดีเราสามารถเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลด้วยการนำเสนอที่หลากหลาย เข้าถึงง่ายและราคาไม่แพง
ขอมากล่าวถึงออดิโอบุ๊กและพ็อดแคสต์ก่อน สื่อชนิดนี้เป็นเสียง หมายความว่าเราสามารถละสายตาจากหน้าหนังสือและตัวอักษรได้ เราสามารถทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านมากขึ้น เช่น เวลาผมขับรถไปไหนมาไหน จะฟังสื่อเสียงแบบนี้ หรือเวลาออกกำลังกายเสียบหูฟังก็ใช้ได้ เราสามารถ "อ่าน" วิชาการ วารสาร บทวิจัยได้ตลอดเวลา
ออดิโอบุ๊ก คือ หนังสือเล่มนั่นแหละครับ เพียงแต่มีคนอ่านให้ฟัง เดิมทีน่าจะออกแบบให้ผู้ที่ขาดโอกาสทางการมองเห็นได้เรียนรู้ แต่ตอนนี้สามารถเข้าถึงได้ทุกคน มีหลากหลายเนื้อหา ส่วนมากจะเป็นนิยาย คำอ่านจะเป็นตัวอักษรเป๊ะ ๆ ในแอปพลิเคชั่นดี ๆ สามารถคั่นหนังสือที่เป็นจุดอ่านได้เหมือนหนังสือเล่ม
พ็อดคาสต์ มันก็คือรายการวิทยุออนไลน์นั่นแหละครับ สามารถฟังย้อนหลัง ฟังซ้ำได้ ปัจจุบันมีแอปฟังมากมาย youtube, joox, spotify, soundcloud คุณสามารถเลือกเรื่องที่สนใจและสมัครสมาชิกเอาไว้ มันจะแจ้งเตือนเอง พ็อดคาสต์เชิงวิชาการหรือให้ความรู้จะเหมือนมีคนมาเล่าให้ฟัง แน่นอนว่าเนื้อหาจะไม่ครบถ้วน แต่จะไม่น่าเบื่อเหมือนอ่านเอง
ยกตัวอย่างที่ผมฟังบ่อย ๆ ในแง่วิชาการคือ JAMA clinical reviews ที่จะนำความรู้หรือบทความที่ลงในวารสาร JAMA นำมาสรุปให้ฟังหรือเชิญผู้ทำวิจัย ผู้เขียนวารสารมาสัมภาษณ์ อื่น ๆ เช่น PeerView Internal Medicine, NEJM journal watch
แต่ด้วยความว่าเรื่องราวของพ็อดคาสต์หรือออดิโอบุ๊ก จะเป็นเรื่องราวที่ผู้จัดทำต้องการสื่อ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังสนใจ การฟังพ็อดคาสต์จึงไม่สามารถใช้ตอบคำถามหรือศึกษาเรื่องราวที่เรากำลังศึกษาได้ การฟังจึงเป็นเพียงการเติมความรู้ ที่เราจะนำไปใช้ได้ ไม่ใช่การฟังเพื่อระบุสืบค้นหาเป้าหมายที่ต้องการ
ด้วยความที่เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ราคาไม่แพง สามารถพกพาได้สะดวก เราสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้เพื่อทดแทนหนังสือไม่ว่า การอ่านเพื่อความรู้วิชาชีพ การอ่านเพื่อเติมความรู้และประสบการณ์ หรือการอ่านเพื่ออารมณ์และความรู้สึก ได้ทั้งสิ้นข้อดีคือไม่ต้องพกพามาก สะดวก ข้อเสียคือต้องใช้พลังงานแบตเตอรี่ การอ่านผ่านหน้าจอนาน ๆ ถ้าไม่ใช่จอแบบอีอิงค์ในเครื่องอ่านอีบุ๊ก อ่านผ่านหน้าจอจะแสบตามาก แต่ข้อเสียประการสำคัญคือ สมาธิ เพราะเราอาจถูกดึงดูดจากสาเหตุอื่นได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้ผมจึงยืนยันว่าการใช้หนังสือเล่มหรืออีบุ๊กยังดีกว่าหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องแท็บเล็ต เครื่องจะเหมาะกับการสืบค้นหาคำตอบหรือทำงานมากกว่าให้อ่านเอาจริงเอาจังในระยะยาวครับ
ถ้าใครติดตามผมมาตลอดจะทราบว่าผมใช้เครื่องอ่านอีบุ๊กเยอะมาก ด้วยสาเหตุที่สายตาผมไม่ค่อยดีนัก แสบตาปวดตาง่าย การอ่านด้วยจอแอลซีดีเป็นระยะเวลานาน ๆ จะปวดตา อย่างที่สองคือผมมีคลังหนังสือที่ใช้งานมากเวลาออกนอกสถานที่ก็ไม่ต้องพก อย่างที่สามคือราคาหนังสืออีบุ๊กมันถูกกว่าหนังสือเล่มเยอะเลย แต่สุดท้ายก็อ่านรวม ๆ กันไปครับ เครื่องพวกนี้มันแค่ช่วย "อำนวยความสะดวก" ถ้าเราใช้เป็นก็เสือติดปีก แต่ถ้าใช้ไม่เป็นก็สิ้นเปลืองเปล่าครับ
เครื่องมืออีกอย่างที่จะมาช่วยเราคือสื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอทางยูทูป จะเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้มาช่วยย่อย ช่สยสรุป ช่วยพรีวิวหรือรีวิวหนังสือ อย่างถ้าเราต้องการสืบค้นเรื่องที่พัฒนาความรู้เช่นเรื่องวิธีการทำสมุดทำมือ มันก็มีหนังสือให้อ่านและมีคลิปวิดีโอที่มีผู้จัดทำได้ลงในโลกออนไลน์เอาไว้ด้วย ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ง่าย ร่นระยะเวลาที่ต้องค้นคว้า ต้องจด ต้องบันทึก ต้องสรุป ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นสามารถอ่านหนังสือในกลุ่มนี้หรือเพิ่มเวลาในการอ่านกลุ่มอื่น หรือมีเวลาไปทำงานอย่างอื่นมากขึ้นครับ
สื่อเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ เว็บบล็อก ห้องสมุดออนไลน์ สามารถช่วยการอ่านได้ทั้งสามหัวข้อหลัก แต่ต้องมีทักษะในการคิดและแยกแยะข้อมูลเท็จจริง ออกจากข้อคิดเห็นด้วยนะครับ สื่อพวกนี้มีข้อดีคือรวดเร็ว ง่าย สะดวก แต่ก็มีข้อควรระวังเรื่องความน่าเชื่อถือ
จะเห็นว่าข้อดีที่สำคัญคือสะดวก พร้อมใช้พกพาง่าย ที่สำคัญคือมีสื่อหลากหลายให้เราได้เข้าถึงมากขึ้น เป็นโอกาสที่เราจะประหยัดเวลาและใช้เวลาไปจัดสรรงานอย่างอื่นได้มากขึ้น ปัจจุบันท่านสามารถหาหนังสือชนิด pdf, epub, mobi, txt ได้มากมาย ขนาดหนังสือแต่ละเล่มก็ไม่ได้ใหญ่มากเรียกว่ารวมกันเป็นร้อย ๆ เล่มใช้ไมโครเอสดีการ์ดอันเดียวเอาอยู่เลย
ข้อเสียสำคัญคือ มันดึงดูดความสนใจในทางอื่นได้ง่าย ทำให้สมาธิเราลดลง การอ่านแบบจับใจความหรืออ่านเพื่ออรรถรสอาจจะถูกรบกวนได้ง่ายครับ ดังนั้นการใช้เครื่องมือใด ๆ จำเป็นต้องทราบข้อดีและข้อเสียก่อนที่จะใช้อย่างดีและปรับใช้ให้เหมาะสมด้วยครับ
ผมยกตัวอย่างการใช้เครื่องมือในยุค digital disruption สำหรับตัวผมเองแล้วกัน เผื่อท่านใดจะปรับไปใช้เป็นแนวทางของตัวเองได้
..สื่อสังคมออนไลน์ ผมใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กเพื่อตามข่าวสารทางวิชาการเท่านั้น ไม่ได้อ่านอย่างจริงจัง ส่วนจดหมายจะใช้ติดตามข่าวหนังสือออกใหม่หรือวารสารที่สมัคสมาชิกอยู่ครับ
..เครื่องแท็บเล็ต ผมใช้เป็นสื่อกลางการดาวน์โหลดข้อมูล เพื่อนำมาเก็บไว้อ่านอีกครั้ง หรือใช้อ่านเปเปอร์ วารสาร ที่ความยาวไม่มากใช้เวลาอ่านไม่นาน และที่สำคัญคือใช้ฟัง podcast ครับ
..โทรศัพท์ อันนี้ไม่ใช้เลยครับ อันเล็ก เสียสายตา เปลืองแบตด้วย
..เครื่องอ่านอีบุ๊ก หลัก ๆ คือหนังสือเพื่อการพัฒนาความรู้ หนังสือบันเทิง ภาคภาษาอังกฤษจะอ่านที่นี่ ด้วยหนังสือราคาไม่แพง พกพาง่าย แถมมันมีดิกชันนารีในตัวนี่แหละครับ ฝึกภาษาไปด้วย อีกเครื่องจะไว้ใช้เก็บตำราและวารสารเอามาอ่านทีหลัง (แต่ก็มีนิยาย pdf ภาษาไทยพอสมควร)
แต่ถ้าถามว่าส่วนมากผมอ่านที่ไหน ขอตอบว่าหนังสือเล่มเป็นหลักนะครับ ยังเป็นคนรักหนังสือเล่ม การจับกระดาษ สูดกลิ่น ตัวอักษรสบายตา ได้คั่นหนังสือ มันมีค่าทางใจและอารมณ์มากเลย ลองคิดดูนะอ่าน "กลิ่นกาสะลอง" จากหนังสือเล่มกับจากมือถือ อันไหนฟินกว่ากัน
สุดท้ายนี้ยังขอประชาสัมพันธ์งานของตัวเองครับ คืองานเสวนา สุขใจที่ได้อ่าน ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ หนังสือแห่งความทรงจำ ใครที่รักหนังสือ ใครที่เริ่มรัก ใครที่อยากเริ่มต้น หรือใครที่อยากมาพบปะกิจกรรม บุ๊คคลับ แบบนี้ที่ห่างหายไปนานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มาพบปะกันได้ บ่ายวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ เวลา 13.30-16.00 ที่ร้านกาแฟบรรยากาศดี ID Workspace ID WorkSpace ตรงข้ามโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชวีมา เยื้อง Terminal 21 นิดเดียว เรามาดื่มกาแฟ และสนุกสนานด้วยกันนะครับ มาไปถูก สอบถามได้ทางข้อความส่วนตัวได้เลยครับ

01 สิงหาคม 2562

statin ในผู้สูงวัย

ของฟรี นำมาแจกกัน
การศึกษาแบบ prospective cohort ติดตามว่าการหยุดยา statin เพื่อป้องกันโรคหัวใจ (primary prevention) จะเกิดโรคหัวใจมากขึ้นจริงหรือเปล่า เป็นการศึกษาในผู้สูงวัย เทียบกินยาตลอดกับหยุดยาอย่างน้อยสามเดือนติด ตามประมาณสองปีกว่า ๆ
ปรากฏว่ากลุ่มที่หยุดยามีโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมากกว่ากลุ่มที่ไม่หยุดยาโดยภาพรวม 33%
น่าสนใจครับ
คลิกอ่านฟรีที่นี่

ข้าวกล้อง

ไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ต เจอข้าวกล้อง น่าสนใจดีเลยไปหาอ่านมาเล่าให้ฟัง
เพิ่งรู้เหมือนกันว่าข้าวกล้องสารพัดสี ก็เพราะว่าสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์สามารปรับปรุงให้สีต่างกันได้ แต่ว่าสมบัติพื้นฐานของข้าวกล้องไม่ว่าสีไหนก็พอ ๆ กัน ผมจะไม่ได้มาพูดเรื่องการปรุงอาหาร ความอร่อย แต่จะมาพูดถึงประโยชน์ด้านสุขภาพของข้าวกล้อง
ข้าวกล้องคือข้าวที่ไม่ขัดสี คำตอบนี้จะกำปั้นทุบดินมาก แต่ถ้าบอกว่าข้าวกล้องคือข้าวที่ยังมีเยื่อต่าง ๆ ของความเป็นข้าวอยู่อย่างครบถ้วน คือชั้น bran ชั้น endosperm และ germ เนื่องจากยังไม่ผ่านการสีข้าว การสีข้าวลอกเอาชั้นต่าง ๆ เหล่านี้ออกหมดเหลือแต่เม็ดข้าวสวย ๆ มีคาร์โบไฮเดรตสูง
ไอ้เจ้าชั้นต่าง ๆ ที่ลอกออกไปนี่แหละที่สำคัญ มันอุดมด้วยวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบี มีแร่ธาตุมากมาย มันอุดมด้วยเส้ยใยที่มีประโยชน์ เส้นใยของข้าวกล้องมีทั้งเส้นใยที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ในปริมาณเท่ากันข้าวกล้องมีเส้นใยมากกว่าข้าวขาวเกือบสิบเท่า ข้าวกล้องหุงสุกครึ่งถ้วยจะได้เส้นใยประมาณ 2 กรัม เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องการเส้นใยวันละ 15-20 กรัม ดังนั้นถ้าเรากินข้าวกล้องทุกมื้อมื้อละสองถ้วย ก็ได้เส้นใยประมาณ 20-24 กรัม แค่ข้าวอย่างเดียวนี่พอเลย
เส้นใยไม่ใช่เพียงแค่ให้ขับถ่ายสะดวกเท่านั้น ยังลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลและน้ำตาลจากอาหารอีกด้วย น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การควบคุมเบาหวานดีขึ้นและมีผลดีต่อระบบหัวใจ ระบบขับถ่าย ข้าวกล้องมีพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตพอ ๆ กับข้าวขาว แต่เนื่องจากเส้ยใยต่าง ๆ มากจึงมีค่าไกลซีมิกอินเด็กซ์ต่ำกว่าข้าวขาว พูดง่าย ๆ คือกินแล้วน้ำตาลพุ่งในเลือดน้อยกว่า แต่ก็น้อยกว่าไม่มากนัก
แล้วอย่างนี้แสดงว่าข้าวกล้องดีกว่าจริงหรือไม่ เราควรจะเปลี่ยนไปกินข้าวกล้องกันดีกว่า หรือคนที่ชอบกินข้าวหอมมะลิคงลำบากแย่ มันก็ไม่เชิงแบบนั้น
ข้อมูลในทางชีวเคมี ทางเคมีอินทรีย์ ระบุชัดเจนว่าข้าวกล้องมีสารอาหารสูงกว่าก็จริง แต่เนื่องจากเป้าวัตถุประสงค์ของการกินข้าวคือให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจุดนี้ข้าวขาวกับข้าวกล้องไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไร เพียงแต่ข้าวกล้องทำให้น้ำตาลขึ้นช้ากว่า และมีเส้นใยทำให้อิ่มมากกว่า เมื่อนับปริมาณสารอาหารทั้งหมดจากอาหารที่กินในแต่ละวัน ปรากฏว่าคนที่กินข้าวกล้องกับคนที่กินข้าวขาวไม่ได้รับสารอาหารที่มากน้อยต่างกันสักเท่าไร
ในการศึกษาทดลองทางคลินิก มีหลายการศึกษาที่ศึกษาข้าวกล้องเทียบกับข้าวขาว เทียบกับธัญพืชอื่น ๆ เทียบอะไร เทียบระดับน้ำตาล เทียบการควบคุมเบาหวาน เทียบสารแอนติออกซิแดนท์ เทียบอาการท้องผูก ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเป็นการเทียบข้อดีของข้าวกล้องกับข้อเสียของข้าวขาว แน่นอนออกมาว่าข้าวกล้องดีกว่า อันนี้ชัดเจนแสดงว่ากินข้าวกล้องแล้วได้ประโยชน์จริง แต่ว่าการศึกษาเหล่านี้เกือบทั้งหมดมาจากอาสาสมัครที่สุขภาพดี หรือมาจากผู้ป่วยเบาหวาน ปริมาณคนที่เข้ามาในการศึกษาน้อยมาก หลักสิบเท่านั้นและการวัดผลวัดในระยะสั้น สิบถึงสิบสองสัปดาห์ สิ่งที่วัดคือค่าตัวเลขค่าใดค่าหนึ่ง หรือคะแนนใดคะแนนหนึ่ง ยังไม่ใช่ผลที่เป็นการหายการตาย ผลดีต่ออวัยวะ ผลเสียต่ออวัยวะ การควบคุมโรคที่ดีขึ้นหรือแย่ลง
ดังนั้น ถามว่าข้าวกล้องมีประโยชน์มากกว่าจริงไหม ตอบเลยว่าจริง กินแล้วดีไหม ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการไหม ตอบเลยว่าได้ แล้วดีกว่าข้าวขาวมากไหม คราวนี้ผมจะตอบว่า ไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น ไม่ได้เป็นข้อบังคับว่าต้องกินต้องเปลี่ยน บอกแค่ว่ากินได้ก็ดี ไม่กินก็ไม่ได้ว่ากัน
ปัญหาอีกอย่างคือสารหนูสะสมในข้าว มีการตรวจพบว่ามีสารหนูสะสมในข้าวในช่วงประมาณปี 2550-2555 ในอเมริกาจนเป็นที่ฮือฮา ว่าควรมีการควบคุมปริมาณสารพิษ ด้วยความจริงทางเคมีที่ว่าเจ้าสารหนูที่เรียกว่า inorganic arsenic (มี organic ด้วยนะที่ไม่ค่อยอันตราย) มันสามารถสะสมในเม็ดข้าวได้ โดยเฉพาะมันสะสมที่ชั้น bran ชั้น endosperm ของข้าวกล้องนี่แหละ แสดงว่าข้าวกล้องน่าจะมีสารหนูสะสมมากกว่าข้าวขาวสิ
ใช่...จริง แต่ว่าระดับสารหนูก็ไม่หนีกันมากนัก และมีคำแนะนำการล้างเม็ดข้าว ซาวข้าว ก่อนการหุงเพื่อลดสารสะสม (ผมอ่านหลาย ๆ ที่แนะนำเทน้ำที่หุงข้าวออก หมายถึงหุงข้าวเช็ดน้ำแบบไทย ๆ แต่คิดว่ายุคนี้คงไม่มีใครทำแล้วล่ะ) แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีรายงานอันตรายอันเกิดจากสารหนูในข้าวเลย (เท่าที่สืบค้นนะครับ) อาจจะเป็นความกลัวที่มีอยู่จริงแต่เป็นความกลัวขนาดเล็กจิ๋วมาก
ในประเทศไทย ปี 2555 มีงานวิจัยจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ตีพิมพ์การศึกษาตัวอย่างข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ปรากฏว่าข้าวไทยก็มีสารหนูจริงแต่ระดับของสารหนูไม่เกินมาตรฐานแต่อย่างใด มีคำอธิบายเรื่องสายพันธุ์ข้าวและพื้นที่การปลูก แหล่งน้ำในการปลูกที่ทำให้ข้าวของเราอร่อย คุณภาพดี และปลอดภัย
สรุปว่าข้าวกล้องเป็นตัวเลือกอาหารที่มีคุณภาพอีกตัวเลือกหนึ่งที่แนะนำให้กินครับ แต่ถ้าท่านไม่ชอบหรือไม่สามารถหาซื้อหากินได้ง่ายนัก ก็ไม่ได้บังคับและการกินข้าวขาวก็ไม่ได้แย่แต่อย่างใด
ดั่งคำที่กล่าวไว้ "ในอ่างมีหมอ ในหม้อมีข้าว"

บทความที่ได้รับความนิยม