08 มีนาคม 2562

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะทำให้ความทนน้ำตาลเปลี่ยนหรือไม่

เรื่องน่ารู้ก่อนนอน : สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะทำให้ความทนน้ำตาลเปลี่ยนหรือไม่
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล : ใช้ปริมาณน้อยมากแต่ให้ความหวานมากมาย โดยทั่วไปคือมากกว่าน้ำตาลประมาณ 200-500 เท่า ทำให้ไม่ต้องใช้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากนัก พลังงานที่ได้จึงไม่สูง
ความทนน้ำตาล : คือความสามารถของร่างกายในการจัดการน้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ถ้ามีภาวะ glucose intolerance หรือไม่สามารถจัดการน้ำตาลได้ จะเสี่ยงเป็นเบาหวาน
มีรายงานถึงการเกิด glucose intolerance เมื่อใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลใน "สัตว์ทดลอง" โดยให้เหตุผลถึงว่าสารให้ความหวานนั้นไปทำให้แบคทีเรียในลำไส้ผิดปกติ เป็นบ่อเกิดของภาวะไม่ทนน้ำตาล รายงานข่าวในสื่อทั้งหมดที่รายงานเรื่องนี้ อ้างอิงจากงานวิจัยใน nature review ฉบับนี้
Nature volume514, pages181–186 (09 October 2014)
มีการศึกษาขนาดเล็กทำในคนที่แข็งแรงดีให้กินแซคคารินในขนาดสูงแล้วติดตามผล ในหนึ่งสัปดาห์พบว่า 4 ใน 7 คนมีภาวะ glucose intolerance และมีการศึกษาติดตามคนที่เคยใช้สารให้ความหวานแล้วเกิด glucose intolerance จริง แต่ขนาดการศึกษาขนาดเล็กมาก ใช้เวลาติดตามไม่นานพอและมีตัวแปรปรวนมากมาย (Artificial Sweeteners Linked to Glucose Intolerance - Medscape - Sep 17, 2014.)
ยังไม่มีการศึกษาที่ควบคุมตัวแปรดี ๆ หรือติดตามในชีวิตจริงกับการใช้สารให้ความหวานแบบชีวิตจริง การศึกษาที่ชัดจะเป็นการศึกษาในสัตว์ หรือศึกษาในกลุ่มตัวอย่างในคนเพียงขนาดเล็กน้อย ที่เก็บตัวอย่างมากขึ้นและนานขึ้น (แต่ก็ยังไม่นานพอ) ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะบอกว่า การกินสารให้ความหวานแทนน้ำตาลทำให้มีภาวะ glucose intolerance ในคน
แต่มีการศึกษาแบบติดตามในคนพบว่า การดื่มเคริ่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (ส่วนมากเป็นแอสปาแตม) มีอุบัติการณ์ของเบาหวานมากขึ้นจริง (อ้างอิงด้านล่างนะครับ) มีคนคิดว่า หรือการเกิดเบาหวานนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สารให้ความหวาน หรือ glucose tolerance โดยตรง
คำอธิบายจากผู้ที่เขียนจดหมายเข้ามาตอบ Nature Reviews ฉบับนั้นและจากบรรณาธิการ วารสาร AJCN ที่อ้างอิง คือเมื่อใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลแล้วเราจะเกิดติด "ความหวาน" ในระดับสมองและการรับรู้ ทำให้ต้องหาอาหารหวานของจริงกินต่อเนื่องไป เป็นสาเหตุทำให้อ้วนและการเผาผลาญผิดปกติครับ ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดเบาหวานมากขึ้น
หวานบ้างเติมรสชาติชีวิต แต่ถ้ากินหวานแบบไม่คิด ชีวิตจะวุ่นวาย
หักลดเลิกตอนนี้ไม่สาย ถ้าปล่อยต่อไปตามใจกาย ได้นอนทอดกายใน..ไอซียู
Guy Fagherazzi, Alice Vilier, Daniela Saes Sartorelli, Martin Lajous, Beverley Balkau, Françoise Clavel-Chapelon; Consumption of artificially and sugar-sweetened beverages and incident type 2 diabetes in the Etude Epidémiologique auprès des femmes de la Mutuelle Générale de l'Education Nationale–European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition cohort, The American Journal of Clinical Nutrition, Volume 97, Issue 3, 1 March 2013, Pages 517–523,

ปริมาณเกลือโซเดียม

ย้ำความสำคัญเรื่องปริมาณเกลือโซเดียมกันอีกครั้ง
National Academies of Sciences, Engineering and Medicine ได้ตีพิมพ์งานศึกษาจากหน่วยงานที่ไม่มีสปอนเซอร์ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ถึงคำแนะนำการรับประทานเกลือโซเดียมต่อวัน
โซเดียมที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่คือ 1,500 มิลลิกรัม ถ้าหากเป็นโรคที่ต้องจำกัดเกลือโซเดียม ได้แก่โรคหัวใจ โรคไต โรคความดันโลหิตสูง จะต้องปรับลดการบริโภคเกลือ หากบริโภคเกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน
หมายความว่าคนที่เป็นโรคได้ประโยชน์แน่ ๆ ส่วนคนที่ยังไม่เป็นโรคได้ประโยชน์เช่นกันแม้ว่าประโยชน์จะไม่เด่นชัดเท่า
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อหนึ่งเกลือประมาณ 1,000 แล้ว ส้มตำปลาร้าจานหนึ่งประมาณ 2,000 แล้ว อาหารที่ควรพิจารณามาก ๆ คืออาหารแปรรูปที่ต้องใช้เกลือในการถนอมอาหาร และการเพิ่มเครื่องปรุงบนโต๊ะอาหาร เพราะเรากินเค็มจน "ชิน" นั่นเอง
อีกคำแนะนำคือแนะนำปริมาณเกลือโปตัสเซียมต่อวัน คือ 2,300 -3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่มีตัวเลขว่าอย่ากินเกินเท่าไร แต่มีคำเตือนว่าระวังกินโปตัสเซียมมากเกินไปในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องจำกัดโปตัสเซียม
ผลไม้จานเล็ก ๆ สองจานก็พอแล้วครับ
สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่นี่ ฟรี
http://nationalacademies.org/…/dietary-reference-intakes-so…

คำแนะนำการใช้โทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยสำหรับการวินิจฉัยและรักษา

คำแนะนำการใช้โทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยสำหรับการวินิจฉัยและรักษา
1. ถ่ายภาพยาที่ใช้อยู่ ถ้ามีฉลากที่ปิดซองจากโรงพยาบาลให้ถ่ายมาชัด ๆ เลยนะครับ กี่ชนิดกี่อย่าง กี่โรงพยาบาล กี่คลินิก ถ่ายมาให้หมด เดี๋ยวนี้บันทึกติดตัวได้เลย ใครจำชื่อยาไม่ได้ทำแบบนี้ได้
2. ในกรณีไม่มีฉลากปิดซอง ให้ถ่ายแผงยาที่มีชื่อยาติดอยู่ แตะที่หน้าจอโฟกัสตัวหนังสือนิดนึง หรือถ้าไม่มีตัวหนังสือหรือไม่สามารถบอกได้ว่ายาอะไร หลายคลินิกจะจ่ายยาแยกบรรจุแต่ไม่เขียนชื่อยา ให้ถ่ายภาพยาแต่ละชนิดมาเลยครับ กี่ตัวกี่อย่าง ซื้อเอง ใครให้มา ที่เรากินถ่ายมาให้เรียบ
3. สื่อภาพที่น่าจะบันทึกไว้ คลื่นไฟฟ้าหัวใจครั้งล่าสุด เอ็กซเรย์ปอดครั้งล่าสุด ผลการตรวจที่เป็นภาพหรือกราฟเช่นสมรรถภาพปอด ข้อนี้เก็บไว้ก็ดี เป็นประโยชน์เวลาดูเปรียบเทียบกัน
4. ค่าที่ต้องติดตามประจำ จะใข้สมุดบันทึกหรือจดในโทรศัพท์ก็ได้ ผมเคยดูแลคุณแม่ของอาจารย์คณะวิศวกรรมท่านหนึ่ง คุณแม่ต้องกินยา warfarin และมาตรวจ INR ประจำ อาจารย์ท่านนั้นบันทึกผลลงในแอป EXCEL ทุกครั้ง ทำสูตรคำนวณ Time in Therapeutic Range มาให้ดูอีกต่างหาก ใครเป็นนักพัฒนาแอป เชียร์เลย
5. ภาพรอยโรคผิวหนัง ผื่นต่าง ๆ บางทีมาหาหมอผื่นหายแล้ว หรือได้รับการรักษามาแล้วจะไม่ทราบผื่นครั้งแรก ให้ถ่ายภาพโดยใช้แสงธรรมชาติ ด้านตรง ด้านข้าง จะให้เจ๋งให้เอาไม้บรรทัดทาบดูมาตราส่วนด้วยจะแจ๋วมาก
6. การเคลื่อนที่ผิดปกติ เช่น กระตุกมุมปาก มือสั่น ละเมอ ชักเกร็ง ถ้าบันทึกวิดีโอมาได้จะช่วยการวินิจฉัยได้มาก อ้อ..คลิปแบบอื่นไม่ต้องส่งมาให้พี่หมอนะครับ พี่หมอมีเยอะแล้ว
7. ตั้งวันเวลานัดครับ บางทีบางคนมีนัด ห้าหกหมอ ลืมบ้างมาผิดวันบ้าง ใช้โทรศัพท์นี่แหละ รพ.ไหนสามารถลิงก์นัดกับเบอร์คนไข้แล้วส่งไปได้นี่ แนะนำทำเลย หรือผู้ป่วยที่ทำไม่เป็นให้เจ้าหน้าที่ทำให้ก็ได้ครับ
8. สามารถใช้อัดเสียงเวลาหมอแนะนำคนไข้ได้นะครับ คำแนะนำบางอย่างเยอะมาก จำไม่หมด เช่นเรื่องเบาหวาน ผู้ป่วยก็หูตาไม่ดี คนพามาก็จำไม่ได้ ใช้โทรศัพท์อัดเสียง บันทึกวิดีโอวิธีพ่นยา การใส่หลอดยารักษาไวรัสตับอักเสบ แต่ขอว่าบอกกันนิดนึงนะครับ และการอัดเสียงเผื่อเป็นหลักฐานในกรณีจะเอาผิด แม้ไม่มีกฎหมายใดห้ามบันทึก (แต่ถ้าเอาไปเผยแพร่ทำให้เสียชื่อเสียงก็อีกเรื่อง) แต่อย่าทำเลยครับ มันทำให้ความสัมพันธ์หมอกับคนไข้ไม่ค่อยดี
9. เบอร์โทร ไลน์ ที่เป็นส่วนตัว จะแจกจ่ายให้กันขอให้เป็นแต่เรื่องส่วนตัวเป็นกรณีไปครับ ส่วนมากคุณหมอจะไม่ค่อยให้เพราะเป็นทางติดต่อส่วนตัว ผมเองไม่เคยให้เบอร์โทรหรืออีเมลกับคนไข้เลย (ไม่มีไลน์) ให้ติดต่อทางโรงพยาบาลหรือมาตรวจด้วยตัวเองตลอด บอกว่าผมไม่สะดวกครับคุณลุง คุณลุงตอบกลับว่า อ้าว...แต่น้องผู้หญิงพนักงานขายไอศกรีมร้านนั้น เขาบอกว่ามาตรวจกับหมอแล้วหมอให้ !!! ม่ายช่ายละ ล้อเล่น
10. เราครอบครองเทคโนโลยี แต่อย่าให้เทคโนโลยีครอบงำเรานะครับ

07 มีนาคม 2562

Public Health England 2019



งานวิจัยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจากสหราชอาณาจักรดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด ด้วยความที่สามารถใช้ได้อย่างเปิดเผย แต่ว่าไม่เสรีนะครับ มีการควบคุมอย่างดี มีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ มีการทดลองที่ขนาดไม่ใหญ่มาก (ด้วยข้อจำกัดด้านจริยธรรม) มีการติดตามข้อมูลในระยะยาว ทำให้องค์ความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าก้าวหน้าไปมากในช่วงห้าปีมากนี้
มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับยาสูบ บุหรี่ และผลิตภัณฑ์ทดแทนทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและ Heat not Burn ออกมาทุกปี ทั้งสรุปของเก่าที่เอามาใช้และของใหม่ที่น่าจะใช้ เพราะแนวนโยบายที่ต้องควบคุมรายงาน ใครอยากอ่านย้อนหลังไปค้นได้ในเพจนะครับ ผมรายงานแทบทุกปี สำหรับปีนี้จะขอมาสรุปให้ฟังอีกครั้ง สำหรับรายงานจาก Public Health England 2019
***ต้องขอย้ำก่อนว่าข้อมูลนี้เกิดจากสถานที่ กฎหมายควบคุม วัฒนธรรมและการยอมรับ ที่แตกต่างจากบริบทในประเทศเรามาก ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงตรง ๆ ได้ทั่งกลุ่มผู้สนับสนุนและคัดค้านบุหรี่ไฟฟ้า***
1. ในอนาคตคงจะใช้คำเรียก electronic nicotine delivery devices แบบใหม่ไม่ให้สับสนกับบุหรี่เผาไหม้ หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องเผาไหม้ใบยาสูบ สำหรับผมขอใช้คำว่า vape, vaping, vaper ส่วนบุหรี่และยาสูบแบบเดิมจะใช้ smoking, smoker ..ขอล้ำนำอังกฤษนิดนึง
2. งานศึกษาวิจัยที่มี ต้องบอกว่ายังเป็นแบบเดิมคือเป็นงานวิจัยชนิดเฝ้าดูเฝ้าติดตามเป็นส่วนมาก ที่จริงเกือบทั้งหมด ส่วนที่ทำการทดลองในคนแบบงานวิจัยคลินิกมีไม่มากนัก ด้วยข้อจำกัดทางจริยธรรมงานวิจัย และอุปกรณ์การติดตามที่ต้องใช้อุปกรณ์การวิเคราะห์ราคาสูง ทำให้ต้องใช้ระดับหลักฐานแบบนี้จำนวนมาก หรือกลุ่มศึกษามาก จึงจะเห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนแบบที่จะตัดตัวแปรปรวนได้ ...ข้อจำกัดอีกอย่างคือ งานวิจัยเกือบทั้งหมดติดตามด้วยแบบสอบถาม ที่มีโอกาสผิดพลาดสูง ที่ติดตามและยืนยันด้วยการวัดค่าทางวิทยาศาสตร์มีไม่มากนัก...
3. ยังคงต้องรองานวิจัยที่หลากหลายและยาวนานกว่านี้ ซึ่งหลายงานใกล้สิ้นสุดแล้ว และจำเป็นต้องทำการวิจัยในแต่ละประเทศเพื่อใช้เองด้วย เพราะบริบทด้านสุขภาพคน ด้านการเงิน ด้านวัฒนธรรมที่ต่างกัน สิ่งต่าง ๆ นี้มีผลต่อการใช้และศึกษา smoking หรือ vaping ทั้งสิ้น ผลการศึกษาในประเทศที่บริบทต่างกันจึงออกมาแปรปรวนมาก
4. มีคำแนะนำให้กำหนดมาตรฐานบุหรี่ไฟฟ้า tank ไม่เกิน 2 mL, ขวดเติมขนาดไม่เกิน 10 mL, ความเข้มข้นนิโคตินไม่เกิน 20 mg/mL ห้ามปรุงสีและกลิ่น ขั้นตอนการใช้และการเติมน้ำยาต้องปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องออกแบบให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ยาก
5. NICE guidelines ของอังกฤษ แนะนำว่าไม่ควรหยุดสนับสนุนถ้าหากใช้เพื่อเลิก smoking และต้องทำการศึกษาต่อไปเรื่อง กลิ่นและสี, อุปกรณ์การเลิก smoking, ผลแทรกซ้อนระยะยาว และถ้าจะใช้ vape ให้ใข้ vape อย่างเดียว ไม่ใช้คู่กับ smoking (ตัวเลขการใช้คู่กันตามงานวิจัยสูงมาก)
5. ในแง่ vaping กับเยาวชน พบว่าเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้มากขึ้น ลองมากขึ้น (จาก 10% เป็น 15%) แต่ใช้ในระยะยาวไม่มากไม่เกิน 10% ของคนที่เคยลอง ส่วนคนที่ smoking นั้นเคยผ่านการ vape มาแล้วเกือบ 90% แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า การ vape นำพาไปสู่การ smoking และถึงแม้ตัวเลขคนที่ smoking ลดลงพร้อมกับตัวเลข vaping ที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ได้ว่า การ vape ช่วยลด smoking ลงได้
6. ในแง่ vaping กับกลุ่มผู้ใหญ่ เหตุผลที่ใช้ส่วนมากคือแค่ลองดูและใช้เพื่อเลิก smoking รวมทั้งใช้ vape ต่อเพื่อจะได้ไม่กลับไป smoking อีก เช่นกันแม้ตัวเลขผู้ smoking ลดลง (15.5% ลดเหลือ 14.9%) และตัวเลข vape สูงขึ้น (5.5% เป็น 6.2%) แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าการ vape ช่วยลด smoking และเช่นกันกับกลุ่มเยาวชน ผู้ใหญ่ลองใช้ vape มากขึ้นแต่ใช้ต่อเนื่องไม่มากนัก
7.ในผู้ใหญ่นั้น คนที่ใช้ vape มักจะเป็นคนที่เลิก smoking แล้วเพื่อไม่ให้ตัวเองกลับไป smoke อีก ผู้ใหญ่นิยมใช้ vaping แบบเติมน้ำยานิโคตินเอง ปรับเอง ใช้นิโคตินเฉลี่ย 6-18 mg/mL ปริมาณไม่เกิน 10 mL ต่อวัน น้อยมากที่จะใช้เกิน 20 mg/mL มักจะใช้กลิ่นเดิมรสเดิมไม่เปลี่ยนไปมา และมีแนวโน้มว่าจะ vape ห่างออกไปเรื่อย ๆ
8. สำหรับการใช้ vape เพื่อการเลิกบุหรี่ในคลินิกเลิกบุหรี่ คลินิกเลิกบุหรี่ในอังกฤษอนุญาตให้ใช้ vape ในการช่วยเลิก smoking ได้ โดยพบว่าหากมีการใช้ vape แล้วคนจะหันมาพยายามเลิก smoking เพิ่มขึ้น แต่กลับเข้าคลินิกเลิกบุหรี่ลดลง เป็นเหตุที่ทำให้อัตราการเลิกไม่ดีเท่าที่ควร เพราะจากตัวเลขจากการศึกษานี้การ quit smoking ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ ใช้ vape ร่วมกับวิธีมาตรฐานอื่น ๆ หากใช้ vape อย่างเดียวอัตราการเลิก smoking จะไม่ต่างจากวิธีอื่นเลย
9. ในประเทศอังกฤษ 75% ของคลินิกอดบุหรี่ใช้ vape ส่วนอีก 25% ไม่ส่งเสริมให้ใช้แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน รวมทั้งต้องมีการสอนและอบรมผู้ที่จะนำ vape ไปใช้ในการเลิก smoking แม้แต่ร้านขาย vape และ กลุ่ม vapers ทั้งหลายด้วย
10. การศึกษานี้ไม่ได้พูดถึงผลกระทบเชิงสุขภาพ ผลกระทบเชิงการทำงานของร่างกายมากนัก เน้นไปที่ตัวเลขที่เกิดจริง และแนวทางการศึกษาควบคุมในอนาคตมากกว่า ในมุมมองของผมยังไม่มีข้อมูลใหม่มากนัก แม้ว่าพิษของ vape จะน้อยกว่า smoke ก็จริงแต่ก็ยังมีพิษอยู่ ดังนั้นถ้าเลิกได้ทั้ง smoking และ vaping จะดีที่สุด ส่วนการใช้ vape มาแทน smoking ขอให้คิดถึงผลดีผลเสีย และอย่างไรก็ควรเข้ารับการช่วยเหลือการเลิกด้วยกระบวนการมาตรฐานอยู่ดีครับ
ปล. ขอความกรุณาไม่กล่าวไปถึงประเด็นข้อกฎหมายและปมความขัดแย้งที่กำลังมีอยู่นะครับ

มหันตภัยร้ายอันดับสองของโลก : โรคอ้วนลงพุง

มหันตภัยร้ายอันดับสองของโลก : โรคอ้วนลงพุง
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิต คุณภาพชีวิต และงบประมาณในการรักษามากที่สุดสามลำดับ ตามการจัดลำดับขององค์การอนามัยโลกคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง และ การสูบบุหรี่
โรคอ้วนลงพุง ไม่ได้เป็นโรคใดโรคหนึ่งแต่เป็นกลุ่มอาการที่มีหลายข้อรวมกัน หากใครมีอาการเหล่านี้และเข้าได้กับโรคอ้วนลงพุง จะเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และอัตราการเสียชีวิตมากขึ้นกว่าคนที่ไม่เป็น การตรวจพบปัจจัยเสี่ยงจึงถือว่าช่วยเตือนเราก่อนเกิดโรค ให้เราได้เลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและเสริมปัจจัยทางบวกได้เร็ว
โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) มีคำจำกัดความหลายหลากที่มีความต่างกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละภูมิภาคในโลก ในปี 2009 สมาคมแพทย์ต่าง ๆ ได้ปรับปรุงแนวทางการวินิจฉัยไปในทางเดียวกันดังนี้
1. central obesity คืออ้วนจากส่วนกลางลำตัว ใช้การวัดเส้นรอบเอวหรือดัชนีมวลกาย ในกรณีดัชนีมวลกายเกิน 30 ไม่ต้องมาวัดเส้นรอบเอวอีก ถือว่าได้เกณฑ์อ้วนส่วนกลางไปเลย แต่หากดัชนีมวลกายน้อยกว่า 30 ให้วัดเส้นรอบเอว ตำแหน่งที่วัดคือ จุดกึ่งกลางระหว่าง ซี่โครงที่ล่างสุดกับขอบบนสุดของกระดูกเชิงกรานตรงข้างลำตัว ผู้ชายนับที่มากกว่าหรือเท่ากับ 90 เซนติเมตร ผู้หญิงนับที่มากกว่าหรือเท่ากับ 80 เซนติเมตร
2. ความดันโลหิต ตัวบนมากกว่าหรือเท่ากับ (systolic) 130 mmHg หรือตัวล่างมากกว่าหรือเท่ากับ 85 mmHg (diastolic) หรือเข้ารับการรักษาโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ...แนวทางนี้ออกมาก่อนการปรับค่าตัวเลขความดันโลหิตสูงของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกา ในอนาคตเราอาจต้องติดตามว่าจะยังใช้เกณฑ์นี้ไหม...
3. ผลเลือดระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร fasting blood glucose มากกว่าหรือเท่ากับ 100 mg/dLและในคำแนะนำของ international diabetes federations แนะนำว่าหากมีค่าเกิน 100 ควรไปทำการกินน้ำตาลแล้ววัดความทนน้ำตาล (oral glucose tolerance test) เพื่อตรวจหาเบาหวาน
4. ผลเลือดระดับค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 150 mg/dL ในที่นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องอดอาหารหรือไม่ เพราะตอนนี้เราไม่ต้องอดอาหารมาตรวจแล้ว ยกเว้นค่าไตรกลีเซอไรด์สูงมากจนสงสัยว่าอาจเป็นเพราะอาหาร หรือเครื่องดื่ม ก็จะให้งดอาหาร 10 ชั่วโมงมาตรวจ หรืออีกกรณีคือได้รับการรักษาไขมันในเลือดผิดปกติอยู่แล้ว
5. ผลเลือดค่าไลโปโปรตีน HDL น้อยกว่า 40 mg/dL ในผู้ชายและน้อยกว่า 50 mg/dL ในผู้หญิง ค่านี้ไม่ต้องงดอาหารนะครับ หรืออีกกรณีคือได้รับการรักษาไขมันในเลือดผิดปกติอยู่แล้ว
เรานับเกณฑ์ สามข้อจากห้าข้อ จึงถือว่ามีภาวะอ้วนลงพุง และควรเข้ารับคำแนะนำการปฏิบัติตัวกับแพทย์ต่อไป หลักการการปฏิบัติตัวจะคล้ายกัน ไม่ว่าจะมีโรคอ้วนลงพุงหรือไม่ก็ต้องปฏิบัติอยู่ดี (แล้วจะตรวจทำไมล่ะเนี่ย) คือ ควบคุมน้ำหนัก รักษาสมดุลอาหารที่กินตามคำแนะนำโภชนาการมาตรฐาน ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ลดการบริโภคเค็ม นอนพักผ่อนเพียงพอ รักษาสุขภาพใจให้สดชื่น จัดการความเครียดให้ดี หรือหากเกิดโรคแล้วต้องรักษาและป้องกันการเกิดซ้ำควบคู่ไปด้วยครับ

บทความที่ได้รับความนิยม