06 มีนาคม 2562

ชายอีกคนที่หายจากเอดส์

ชายอีกคนที่หายจากเอดส์
หลังจากที่เราอ่านเรื่องราวของ "Berlin Patient" รู้จักชายคนแรกที่หายจากเอชไอวีหลังจากการรักษามะเร็งเม็ดเลือดด้วยการให้เคมี ฉายแสง และปลูกถ่ายไขกระดูกถึงสองครั้ง (ลิงก์มาให้พร้อม) ตอนนี้เรามารู้จักชายคนที่สองบ้าง ตามรายงานของ Nature
ชายคนนี้มีเรื่องราวคล้ายกับ ทิโมธี บราวน์ ชายคนแรกคนนั้น คือเขาเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี และเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต่างจากบราวน์ตรงที่ชายคนที่สองนี้ไม่ตอบสนองต่อการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวในปัจจุบันเลย วิธีที่ทันสมัยก้าวหน้าและไม่ต้องใช้การปลูกถ่ายไขกระดูกรักษา ในเมื่อวิธีใหม่ไม่สำเร็จจึงเลือกใช้วิธีเดิม
เมื่อจะต้องเลือกวิธีเดิม แพทย์ผู้รักษานึกได้ว่า สถานการณ์ของทิโมธี บราวน์ กลับมาอีกครั้งและเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าเราสามารถรักษาเอชไอวีให้หายขาดโดยไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิตได้ คณะแพทย์เลือกปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือดที่ทำการคัดมาพิเศษมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งคือ ไม่มี "CCR5"
เชื้อไวรัสเอชไอวีจะเข้าโจมตีเม็ดเลือดขาวผ่านช่องทางที่เกาะอยู่ที่เซลล์ที่ชื่อว่า CCR5 หากเราสามารถไปขัดขวางทางเข้านี้ได้เชื้อเอชไอวีไม่น่าจะโจมตีเราได้ ในอดีตเราได้พัฒนายาที่ชื่อว่า CCR5 inhibitors หรือ entry inhibitor มาสำเร็จ แต่ทว่าทางเข้านี้มีหลายทางเหลือเกิน เกินกว่าที่ยาจะไปกีดขวางได้หมด แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเราสร้างเซลล์นั้นไม่ให้มี "ทางเข้า" เสียเลย
ประชากรชาวยุโรปจะมีคนอยู่ 1% ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนทำให้เจ้า CCR5 ไม่มาแสดงตัวที่ผิวเซลล์ เชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าเซลล์ไม่ได้ ก็ไม่ติดเชื้อ นักวิทยาศาสตร์จึงนำเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีการกลายพันธุ์นี้มาทำการ "โคลน" และปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยรายที่สอง
ผ่านไป 16 เดือนหลังจากปลูกถ่าย ผู้ป่วยรายที่สองนี้ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสเอชไอวี และเมื่อนำเลือดใหม่ของเขาไปทดลองให้ติดเชื้อเอชไอวี ก็ปรากฎว่าเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถติดเชื้อเข้าไปในเลือดใหม่นี้ได้เลย ตอนนี้สามารถหยุดยาต้านไวรัสและติดตามผลต่อไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้ทำการ preconditioning หรือจัดการเซลล์เม็ดเลือดตัวเองให้เกลี้ยงแบบรุนแรงมากอย่างเช่นบราวน์ทำ กระบวนการ preconditioning นี้อันตรายมากและเป็นขั้นตอนที่เกิดผลแทรกซ้อนและเสียชีวิตมากที่สุด
เรายังคงเฝ้าติดตามต่อไป หรือว่าในอนาคตการรักษาด้วยยีนบำบัดจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับเอชไอวี ...ก็เป็นได้
A New Hope

05 มีนาคม 2562

mmr กับ ออทิสติก

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
วัคซีน หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR : Mump-Measle-Rubella) ไม่สัมพันธ์กับการเกิดออทิสติก
สมัยก่อนเคยมีรายงานเด็กได้รับวัคซีนว่าเกิดออทิสติก แต่ก็เพียงปริมาณเล็กน้อยและไม่ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์การเกิดที่ชัดเจนว่าเกิดจากวัคซีนจริงหรือไม่ (หลายคนเชื่อว่าอาจจะเกิดจาก preservatives สารที่ใช้เพื่อคงสภาพวัคซีน) ทำให้มีแนวคิดต่อต้านการฉีดวัคซีนขึ้นบ้าง
ปี 2017-2018 มีรายงานการระบาดของโรคหัดมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกา ในเอเชียมีการระบาดหนักที่ฟิลิปปินส์ และตอนนี้มีการระบาดที่อเมริกา สาเหตุจากการได้รับวัคซีนไม่ทั่วถึง ส่วนเรื่องต่อต้านวัคซีนนั้นได้ลดกระแสความนิยมลงเป็นลำดับจากข้อมูลเชิงประจักษ์ของประสิทธิภาพวัคซีน
วันนี้วารสาร Annals of Internal Medicine ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาติดตามการเกิดออทิสติกในเด็กเดนมาร์ก 650,000 กว่าราย ติดตามตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2013 จากจำนวนติดตามกว่า 5 ล้านคนปี พบโรคออทิสติก 6517 ราย คิดเป็น 129 รายต่อแสนคนปี (น้อยมาก ๆ ) เปรียบเทียบเด็กที่ได้วัคซีนและไม่ได้วัคซีน MMR พบว่าการเกิดออทิสติกแตกต่างแบบไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (กลุ่มได้รับ MMR เกิดน้อยกว่าด้วยซ้ำ)
จากรายงานขนาดใหญ่นี้พบว่าการได้รับ MMR vaccine ไม่มีส่วนเพิ่มหรือลดการเกิดออทิสติก ในช่วงเวลาที่ศึกษากว่า 12 ปี หวังว่าอาจจะทำให้แนวคิดไม่รับวัคซีนเปลี่ยนไป หรือนโยบายการแจกจำหน่ายวัคซีนกว้างขวางขึ้น
ติดตามอ่านวารสารตัวเต็มได้ที่นี่ (ไม่ฟรี)

rectus abdominis Carnette's sign

มารู้จัก จุดชมวิวสำคัญ ซิกซ์แพ็ก
กล้ามเนื้อหน้าท้องคนเรามีหลายมัด ทำหน้าที่สอดประสานกันหลายอย่าง หนึ่งในกล้ามเนื้อที่เด่นที่สุดคือกล้ามเนื้อ rectus abdominis วางผงาดง้ำค้ำร่างตรงกลางลำตัว
กล้ามเนื้อนี้มีจุดกำเนิด (origin) ที่กระดูกหัวเหน่า วางตัวทอดยาวขึ้นด้านบน ไปสิ้นสุด (insertion) เกาะที่กระดูกสันอกและกระดูกอ่อนซี่โครงที่ 5-7 เราเรียกจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของกล้ามเนื้อตามการทำงาน การทำงานนั้นจะดึงจุด insertion เข้าหาจุด origin สำหรับกล้ามเนื้อนี้คืองอตัวนั่นเอง ส่วนในภาวะปกติไม่ได้เกร็งมากจะคอยสร้างสมดุลกับกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ร่างกายตั้งตรง เป็นกล้ามเนื้อแกนกลาง
กล้ามเนื้อนี้จะถูกห่อหุ้มด้วย เส้นใยเหนียวที่เป็นจุดบรรจบกล้ามเนื้อท้องทั้งสองด้าน เป็นแถบกลางลำตัวเรียกว่า linear alba
และกล้ามเนื้อจะถูกแยกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีเส้นใยเหนียว ๆ คอยยึดแต่ละส่วนไว้ทำให้ดูเป็นปล้อง ๆ หรือเห็นเป็นมัด ๆ เรียกแถบเส้นใยนี้ว่า tendinous intersections
ทั้งสองเส้นนี้แบ่งกล้ามเนื้อ rectus abdominis ออกเป็น 6-10 มัดแล้วแต่บุคคล โดยเฉลี่ยคือ 8 มัด แต่มีเพียงหกมัดด้านบนที่เห็นชัดเจน จึงเป็นที่เรียกว่า six packs
การที่จะเห็นกล้ามเนื้อนี้ได้ชัดมีองค์ประกอบสองประการคือ ไขมันหน้าท้องต้องไม่หนาเกินไป และ ตัวกล้ามเนื้อต้องขยายขนาดมากพอที่จะเห็นนูนขึ้นมาได้ กรรมวิธีที่ต้องทำคือ การลดน้ำหนักโดยรวมและออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอด้วยเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน นอกเหนือจากนั้นต้องทำการฝึกกล้ามเนื้อให้มัดโตขึ้น โดยการใช้ทำงานกล้ามเนื้อนั้นซ้ำ ๆ กับบ่อย ๆ และมีแรงต้าน คือการออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องเช่นวิธี crunch หรือ Sit ups
และต้องฝึกฝนอย่างยาวนาน จึงจะมีกล้ามเนื้อที่สวยได้รูป สำหรับท่านชายจะเห็นชัด ส่วนท่านหญิงจะไม่ชัดแต่จะออกมาในรูปหุ่นสวยไร้ไขมันหน้าท้องแทน
การตรวจกล้ามเนื้อนี้ว่าเจ็บหรือไม่ เพราะหากเจ็บกล้ามเนื้อนี้เช่นเลือดออกหรือเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อและผิวหนังบริเวณซิกซ์แพ็ค อาการเริ่มคือ ปวดท้อง เราจะให้คนไข้นอนลง แล้วเกร็งท้องเช่นก้มคอและยกไหล่ยกเข่า กล้ามเนื้อจะเกร็ง หากกดแล้วเจ็บแสดงว่าอาการปวดอาจเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท เพราะเมื่อเกร็งจะไม่เจ็บช่องท้อง เรียกอาการแสดงนี้ว่า Carnette's sign ตามชื่อคุณหมอ John B. Carnette ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ผู้คิดค้นอาการแสดงนี้ในปี 1926
คุณล่ะ มีกี่แพ็ค

04 มีนาคม 2562

number needed to treat

เค้าว่ากันว่านี่คือภาษาสถิติที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด : number needed to treat : ต้องรักษากี่รายจึงจะได้ประโยชน์หนึ่งราย

🤔🤔เรามาดูโฆษณาตัวนี้ครับ

ประสิทธิภาพของยา "ผีบอก" สำหรับโรคนี้ การรักษามาตรฐานปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิต 2% แต่ถ้าใช้ยา "ผีบอก" จะมีอัตราการเสียชีวิตแค่เพียง 1% เท่านั้น ท่านทั้งหลายยา "ผีบอก" ลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ 50% เมื่อเทียบกับการรักษาเดิมเลยทีเดียว กว่าครึ่งที่มาใช้ยา "ผีบอก" รอดตาย !! เรามีการทดลองทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก ไร้ตัวกวนและอคติใด ๆ มารับรองผลตรงนี้

คุณเชื่อไหมครับ..?

โอเค สิ่งที่โฆษณานั้นจริงทุกกระเบียดนิ้ว อัตราการเสียชีวิตลดลง (2-1)÷2 เมื่อทำเป็นร้อยละคือ ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับการรักษาเดิม...ย้ำ เมื่อเทียบกับการรักษาเดิม... เราเรียกอัตราการลดนี้ว่า relative risk reduction

คราวนี้มาดูสิ่งที่เกิดขึ้นหากไม่มาเทียบกัน

โรคนี้หากใช้การรักษามาตรฐาน อัตตาการเสียชีวิต 2% น้อยมากนะครับ เอาล่ะ..หากใช้ยาผีบอก อัตราการเสียชีวิต 1% ถามว่าการรักษาเดิมต่างจาก "ผีบอก" กี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 1% คือ 2%-1% = 1% เรียกสิ่งนี้ว่า absolute risk reduction (ARR) ไม่ต้องไปเทียบกับใคร วัดกันที่ผลลัพธ์ตรง ๆ

Number Needed to Treat = 1/ARR

ผู้ที่มาใช้การรักษา "ผีบอก" ต้องมีผู้ที่มาใช้การรักษา 100 รายจึงจะพบว่าลดอัตราการเสียชีวิตหนึ่งราย (1/1%) ผมไม่ได้แก้ไขตัวเลขใด ๆ เลย ใข้การศึกษาสุดเพอร์เฟ็กที่เขาอ้างและตัวเลขเดียวกัน กลับพบว่ามันไม่ได้หรูหราอย่างที่คิด เพราะการรักษาเดิมมันดีมากอยู่แล้วหรือโอกาสเสียชีวิตจากโรคมันไม่มากอยู่แล้ว

🤔🤔แล้วลองมาฟังยาตัวนี้บ้าง

ประสิทธิภาพของยา "หงส์บอก" สำหรับโรคนี้ การรักษามาตรฐานปัจจุบันมีอัตราการเสียชีวิต 40% แต่ถ้าใช้ยา "หงส์บอก" จะมีอัตราการเสียชีวิตแค่เพียง 20% เท่านั้น ท่านทั้งหลายยา "หงส์บอก" ลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ 50% เมื่อเทียบกับการรักษาเดิมเลยทีเดียว กว่าครึ่งที่มาใช้ยา "หงส์บอก" รอดตาย !! เรามีการทดลองทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก ไร้ตัวกวนและอคติใด ๆ มารับรองผลตรงนี้

relative risk reduction เท่ากันเป๊ะ (40-20)÷40 คือ 50% เราก็คิดว่า ยาหงส์บอกก็ลดอัตราการเสียชีวิตได้พอ ๆ กันกับยา "ผีบอก" แต่เมื่อมาคิด ARR มันคือ 40%-20% คือ 20% นะครับ คือยาหงส์บอกลดอัตราการเสียชีวิตไป 20% เลย คิดเป็น NNT คือ 1/20% คือ ให้การรักษาด้วยยา "หงส์บอก" ทุก ๆ 5 คนจะลดอัตราการเสียชีวิตได้ 1 คน เป็นอย่างไร ตัดสินใจง่ายกว่าไหม

การนำเสนองานวิจัย การนำเสนอการรักษาที่อิงงานวิจัยมักนำเสนอ RRR เพราะมันเห็นผลที่ชัดเจน ตัวเลขมาก บอกลดลง 50% ดูดีมากแต่อย่าลืมว่าเทียบกับของเดิมนะครับ ส่วน ARR แม้ตัวเลขจะไม่มาก แต่กลับบ่งบอกประสิทธิภาพจริง โดยไม่ต้องมาเทียบกัน เรียกว่าน้ำหนักไม่เกี่ยง ต่อยตัว ๆ เลย ไม่ต้องมาเปรียบเทียบน้ำหนัก แพ้ชนะมันชัดเจน
ถ้าการรักษาเดิมมันไม่ได้ดีมาก หรือโอกาสเสียชีวิตสูง RRR ลดลง 50% เท่ากัน แต่ของจริงต่างกันมาก

เรานำค่า NNT ไปคำนวณความคุ้มค่า การตัดสินใจรักษา ประสิทธิภาพการรักษาใหม่ตามการทดลอง ดูที่ของจริง ประชากรที่หายจริง ตายจริง เปรียบเทียบกับตัวเองล้วน ๆ ครับ

อ่านเรื่อง NNT เพิ่มได้ที่นี่ ฟรี

https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2724456?guestAccessKey=d5b52a2b-b90c-431d-b8b4-7c8e115f7e27&utm_source=silverchair&utm_medium=email&utm_campaign=article_alert-jama&utm_content=etoc&utm_term=022619

03 มีนาคม 2562

เรื่องน่ารู้ก่อนนอน : ยอดปทุมถัน

เรื่องน่ารู้ก่อนนอน : ยอดปทุมถัน
ในทางการแพทย์แล้วบริเวณหัวนมและลานนม มีปลายประสาทมากมายเพื่อรับความรู้สึกและไปแปลผลเช่น การรับรู้การดูดนมของเด็กทารกเพื่อส่งสัญญาณไปสร้างน้ำนมและบีบท่อน้ำนม
แต่เต้านม ลานนมและหัวนม เป็นจุดที่ไวต่อการสัมผัสทางเพศอย่างยิ่ง เคยมีการศึกษาการทำ functional MRI คือสแกนสมองเพื่อดูว่าจุดใดทำงานอะไร พบว่า การถูกกระตุ้นที่ยอดปทุมถันของสตรี มีลักษณะการถูกกระตุ้นลักษณะเดียวกันและตำแหน่งเดียวกันกับ C-spot หรือคลิทอรีส ในขณะกำลังจินตนาการลึกล้ำ เลยทีเดียว
และจากการศึกษาแบบสอบถามพบว่าสุภาพสตรีพึงพอใจและต้องการการกระตุ้นที่ยอดปทุมถันของเธอในขณะเริงรัก เพื่อช่วยพัดกระพือแรงปรารถนาให้เร่าร้อนขึ้นถึง 82% ในขณะที่ฝ่ายชายต้องการน้อยกว่าเพียงแค่ 52%
และกว่า 78% ของสุภาพสตรีบอกว่าตำแหน่งยอดปทุมถันนั้น ไม่เพียงแต่จะจุดชนวนความปรารถนาเท่านั้น การ "ให้ความสนใจ" ต่อไปอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้เพลิงปรารถนานั้นร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ฝ่ายชายเป็นเพียงแค่จุดเริ่ม แต่หลังจากนั้นโฟกัสของร่างกายจะมุ่งตรงไปที่ แม่เบี้ยแห่งอสรพิษร้าย
ส่วนท่านใดจะประยุกต์ความรู้นี้ไปใช้อย่างไร คืนนี้ขอให้สมหวังครับ
J Sex Med. 2006 May;3(3):450-4.

บทความที่ได้รับความนิยม