03 มีนาคม 2562

Tuskegee Experiments

จุดด่างพร้อยของประวัติการทำการศึกษาทางการแพทย์ : Tuskegee Experiments

ไม่ได้มาเล่าประวัติศาสตร์การแพทย์มานาน คุณไปชงกาแฟและหยิบขนมปังอุ่น ๆ มาจิบมากินพร้อมกับอ่านไปเรื่อย ๆ ได้เลยครับ 

  มหาวิทยาลัย Tuskegee (ทุส-คี้-กี) ตั้งอยู่ที่อลาบามา สหรัฐอเมริกา เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นมาโชกโชน เพราะตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามกลางเมืองสหรัฐ พลเมืองผิวสี (african-american) ไม่ได้รับการยอมรับในสังคมมากนักและต้องทนกับแนวคิดเหยียดสีผิวมาหลายสิบปี มาสิ้นสุดจริง ๆ เมื่อมีกฎหมายความเสมอภาคในปี 1964 นั่นคือตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่สิบเก้าจนถึงยุคสงครามเย็น พลเมืองผิวสีไม่ได้รับโอกาสทางสังคมมากนัก มหาวิทยาลัย Tuskegee เป็นสถานที่ให้ความรู้และที่เรียนชั้นสูงของพลเมืองผิวสีมาโดยตลอด โดยไม่หวั่นต่อภัยคุกคามใด ๆ หรือแม้แต่ในยุคสงครามโลกครั้งที่สองก็รับนักเรียนและอาจารย์ผิวสีที่ลี้ภัยนาซีมาจากยุโรป ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นตำนานแห่งหนึ่งของอเมริกา

...แต่ ตำนานก็ไม่ได้มีแต่บทพระเอก...

  ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ปัญหาโรคระบาดเป็นปัญหาของชาวโลกที่สำคัญ ระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่แย่ (the Great Depressions) ทำให้โรคต่าง ๆ คร่าชีวิตคนมากมายเช่นไข้หวัดใหญ่ (Spanish Flu) โรคโปลิโอ และโรคที่เราจะมาพูดวันนี้ ซิฟิลิส

  ปี 1932  หน่วยงานสาธารณสุขของอเมริกา US Public Health Service ได้ตกลงกับมหาวิทยาลัย Tuskegee เพื่อทำการศึกษาธรรมชาติของโรคและการดำเนินโรคซิฟิลิสของพลเมืองผิวสี ด้วยสาเหตุที่ว่ามีรายงานว่า african-american มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าชาวผิวขาว จึงทำการศึกษาแบบเฝ้าติดตามไปข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างชายผิวสี 600 คน ติดเชื้อซิฟิลิส 399 คนและไม่ติดเชื้อ 201 คน ตั้งใจติดตามไป 6 เดือนเพื่อดูการดำเนินโรค ชื่อการศึกษาว่า "The Tuskegee Study of Untreated Syphilis in Negro Males"

...แต่ว่าการศึกษากลับต้องใช้เวลานานถึง 40 ปี ...

  ผู้ที่เข้ารับการศึกษาตอนนั้นไม่ได้รับแจ้งข้อมูล ไม่ได้เซ็นยินยอม ไม่ได้ทราบความสมัครใจ แต่ได้รับการชักจูงว่าจะได้รับการบริการทางการแพทย์ อาหารและค่าทำศพ ทุกอย่างฟรีในช่วงที่เข้าการศึกษา แน่นอนครับว่ามีคนสนใจมากเพราะของฟรี เนื่องจากยุคนั้นคนผิวสีไม่มีสิทธิมีเสียงมากและถูกแนวคิดแบ่งแยกทำร้ายจนอยู่ยาก การได้โอกาสดี ๆ แบบนี้เป็นใครก็คว้าไว้ ผู้วิจัยบอกแค่ว่าจะช่วยดูแลและรักษาเลือดเสีย (bad blood)ให้ แต่ไม่บอกว่าคืออะไร 
  ขณะนั้นจริยธรรมงานวิจัยยังไม่เกิด และที่ชาวผิวสีไม่ติดใจอะไร เพราะมีชาวผิวสีด้วยกันเป็นคณะกรรมการวิจัยด้วย !

  ในปี 1936 ผลงานวิจัยตีพิมพ์ออกมาพร้อมกับข้อกังขาว่า ทำไมคณะกรรมการไม่รักษาคนที่ป่วยเป็นซิฟิลิส กลับเลือกใช้วิธีเฝ้าดูเขาเป็นโรคไปเรื่อย ๆ แถมคณะกรรมการยังปิดบังปิดกั้น กลุ่มตัวอย่างจากการเข้าถึงยารักษา แม้ว่าตอนนั้นยาที่ใช้คือ Salvarsan ยาซัลฟาตัวแรก ๆ ที่ผลการรักษาไม่ดีนักก็ตาม 
   แย่กว่านั้นคือ Center of Disease Controls และ American Medical Associations ไม่โต้แย้งใด ๆ และเห็นชอบให้ทำต่อไป (โปรดอย่าลืมเรื่อง แนวคิดความแตกต่างผิวสี)  

  จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1940-45 ทหารอเมริกากำลังจะไปรบพร้อมกับอาวุธติดตัวระดับพระกาฬ "ยาเพนิซิลลิน" ใครจะไปสงครามจะได้ยาด้วย และแน่นอนยาสามารถรักษาซิฟิลิสได้ดี  คณะกรรมการวิจัยได้ทำการปกปิดเรื่องนี้และไม่ยอมให้กลุ่มตัวอย่างได้รับยาหรืออาสาสมัครไปช่วยชาติเพราะกลัวว่าจะได้รับยาเพนิซิลลิน
  เมื่อสงครามจบ อเมริกาชนะสงคราม เพนิซิลลินก็ชนะสงครามเช่นกัน ในปี 1947 ได้มีการประกาศว่าเพนิซิลลินนี่แหละจะกำจัดซิฟิลิสออกไปจากโลก และได้รับเลือกเป็นยาที่เป็นตัวเลือกแรกของผู้ติดเชื้อซิฟิลิส เรียกว่าผู้ป่วยซิฟิลิสหายไปค่อนโลก

...ยกเว้นที่ Tuskegee , Alabama ที่นี่ 399 คนนั้น หมดโอกาสรับรู้และได้ยา โดยคำชวนอันเดิม ได้รับการตรวจ ได้อาหาร และรักษาเลือดเสีย "ฟรี" หลายคนตายไป หลายคนติดต่อไปคนอื่น ลูกหลายคนเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด และการติดตามยังดำเนินต่อไป....

  ในปี 1968 นักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่งที่มาผ่านงานที่ Tuskegee University ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูล ในยุคนั้นสิทธิคนผิวสีดีขึ้น การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนกำลังฟูเฟื่อง Peter Buxtan และ Bill Jenkins ได้พยายามนำเรื่องนี้ขึ้นรายงานต่อหน่วยงานควบคุมการแพทย์ของสหรัฐ แต่เรื่องก็เงียบไปทุกที การต่อสู้ทำต่อไปแบบอยุติธรรม สู้ยักษ์ใหญ่ กับ CDC และ AMA 
  ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวของการควบคุมงานวิจัยการทดลองในคน กำลังเป็นประเด็นดังจากข้อตกลงการวิจัยในคนอย่างมีจริยธรรม Nuremberg Code ผลพวงจากการตัดสินคดีนาซีที่มีการทดลองทางการแพทย์แบบโหดเหี้ยมกับมนุษย์ในค่ายกักกันเอ๊าชวิตช์ (NurembergTrial) เป็นต้นแบบของการคุ้มครองการวิจัยในคน Declaration of Helsinki ในเวลาต่อมา

  จนที่สุดทั้งสองตัดสินใจส่งเรื่องไปที่สำนักข่าว Associated Press ในปี 1972 ข่าวแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบ และยื่นคำร้องต่อศาลสูงสหรัฐ ศาลมีคำสั่งยุติการศึกษาและเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย

  ...40 ปีที่ผู้เข้ารับการศึกษาขาดโอกาสการรักษา จากการปกปิดของคณะกรรมการการวิจัย...

  ปี 1973 มีการเยียวยาด้วยงบประมาณกว่า 10 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาส่วนมากเสียชีวิตไปแล้ว จาก 399 ราย เสียชีวิตจากซิฟิลิส 28 ราย เสียชีวิตจากผลแทรกซ้อนซิฟิลิส 100 ราย ภรรยาติดเชื้อซิฟิลิส 100 ราย ลูกที่เป็นซิฟิลิสแต่กำเนิด 19 ราย (19 รายนี้รัฐบาลสหรัฐช่วยเหลือระดับเต็มพิกัด)
  ปี 1974 มีการออกกฎหมาย National Research Acts เพื่อบังคับการทำ inform consent และมีการแจ้งเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมวิจัยตลอด ให้ร่วมตัดสินใจและสามารถออกจากงานวิจัยได้ตลอดเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย
  ผลจากเรื่องนี้ทำให้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพที่ Tuskegee University อันเป็นต้นแบบงานวิจัยที่คำนึงถึงผู้วิจัยเป็นหลัก ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

  การไต่สวน การเยียวยา จบสิ้นในปี 1996 ในปีต่อมาอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ออกมาปราศรัยขอโทษการกระทำของหน่วยงานรัฐในอดีตที่กระทำต่อผู้ร่วมวิจัย ที่ตอนนั้นมาร่วมงานที่ท่านอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตันจำนวน  5 คนจาก 8 คนที่ยังมีชีวิตอยู่

  บทเรียนจากอดีตมีคุณค่าที่จะเรียนรู้ หากเราไม่เข้าใจอดีต ก็ยากที่จะเข้าใจปัจจุบันและกำหนด...อนาคต

02 มีนาคม 2562

การรักษาลิ่มเลือดดำอุดตัน..NOACs..มะเร็ง

การรักษาลิ่มเลือดดำอุดตัน..NOACs..มะเร็ง : ใช้ได้ไหม
ลิ่มเลือดดำอุดตัน (venous thromboembolism : VTE) ปัจจุบันสามารถใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม Non-Vitamin K Oral Anticoagulant (NOACs) ยากลุ่มใหม่ที่สามารถใช้แทนยาต้านการแข็งตัวเลือดเดิมวาร์ฟาริน ใช้ยา NOACs นี้ได้หมดด้วยสมบัติที่ออกฤทธิ์ตรงจุด ปฏิกิริยาระหว่างยาน้อย ไม่ต้องปรับยา (ถ้าไตปรกติ) ไม่ต้องตรวจค่าเลือด INR แต่ราคาแพงกว่า
แต่มีโรคลิ่มเลือดดำอุดตันบางชนิดที่เกิดร่วมกับโรคมะเร็ง (cancer-associated VTE) ที่ยากันเลือดแข็งกลุ่มใหม่ยังไม่ได้พิสูจน์ประโยชน์อย่างชัดเจน แนวทางในการรักษาปัจจุบันยังเป็นยาฉีด low molecular weight heparin ส่วนการป้องกันยังมีแนวทางไม่ชัด
สำหรับเรื่องการรักษาโรคลิ่มเลือดดำอุดตันอันเกี่ยวข้องกับมะเร็งนั้น เคยมีการศึกษาการใช้ NOACs สองชนิดเทียบกับการรักษามาตรฐานคือ dalteparin ยาสองชนิดนั้นคือ Edoxaban จากการศึกษา Hokuzai-VTE และยา Rivaroxaban จากการศึกษา Select-D พบว่าสามารถรักษาและลดการเกิดลิ่มเลือดอุดตันซ้ำไม่ต่างจากการใช้ dalteparin แต่พบว่าเลือดออกมากกว่า dalteparin มาก จากสองการศึกษาใหญ่นี้ คำแนะนำการรักษายังใช้ low molecular weight heparin
ในปีนี้มีการศึกษาการใช้ NOACs สองชนิดเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด (ป้องกันก่อนเกิดโรค) ในคนที่เป็นมะเร็งที่มีความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดระดับปานกลางถึงเสี่ยงสูง มีระดับคะแนนที่ใช้ประเมินความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดที่ชื่อ Khorana Score ยิ่งคะแนนมากยิ่งโอกาสสูง
ศึกษาว่าถ้าให้ยากันเลือดแข็งเทียบกับยาหลอกจะสามารถลดการเกิดลิ่มเลือดได้หรือไม่ และจะเลือดออกมากกว่ายาหลอกไหม ที่เทียบกับยาหลอกได้เพราะยังไม่มีแนวทางการป้องกันที่ชัดเจน มีแต่แนวทางการรักษา
การศึกษา CASSINI ศึกษาโดยใช้ Rivaroxaban ขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวันเทียบกับยาหลอก โดยวัดการเกิดลิ่มเลือด อัตราตายและอัตราเลือดออก ได้คนไข้ 841 รายวัดผลที่หกเดือน ผลปรากฏว่าลดการเกิดลิ่มเลือดและอัตราตายได้มากกว่ายาหลอกก็จริง แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกันกับเลือดออก เลือดออกมากกว่าแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อสังเกตคือการศึกษานี้มีคนที่อยู่ไม่ครบการศึกษาเกือบ 40% (อาจเป็นเพราะโรคมะเร็งค่อนข้างลุกลาม) และนับอัตราตายรวมจากทุกโรค แต่ถ้านับเฉพาะช่วงให้ยา คนที่ได้ยาจะพบว่าเกิดลิ่มเลือดน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
อีกการศึกษาคือ AVERT ศึกษาโดยใช้ยา Apixaban ขนาด 2.5 มิลลิกรัมเช้าเย็นเทียบกับยาหลอก โดยไม่นับคนที่ไตเสื่อมรุนแรงและน้ำหนักน้อยกว่า 40 กิโลกรัมตามข้อห้ามการใช้ apixaban วัดผลคือการเกิดลิ่มเลือด และอัตราการเสียชีวิตจากลิ่มเลือดดำเท่านั้น (ไม่ใช่อัตราตายรวมแบบ CASSINI) ได้ผู้ป่วย 563 รายวัดผลที่หกเดือนเช่นกัน แต่การศึกษานี้ผู้เข้าร่วมการศึกษาอยู่จนจบครบถึง 80% พบว่าสามารถลดการเกิดลิ่มเอดและอัตราการเสียชีวิตจากลิ่มเลือดได้มากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อัตราการเกิดเลือดออกมากกว่าเช่นกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จุดที่ต่างกันมากคือ การศึกษา AVERT มีความต่อเนื่องติดตามการรักษาสูงมาก
จากสองการศึกษานี้มีแนวโน้มว่าในอนาคตการให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันอันเกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง อาจจะมีบทบาทของ NOACs แต่ยังคงต้องทำการศึกษามากกว่านี้ กำหนดการศึกษาและระเบียบวิธีวิจัยเคร่งครัดกว่านี้
กลไกการเกิดลิ่มเลือดอันเกี่ยวเนื่องกับมะเร็ง มีความซับซ้อน ไม่ได้เป็นกลไกเดียวแบบลิ่มเลือดทั่วไป อีกทั้งเลือดออกง่ายด้วย ทำให้การรักษาและป้องกันไม่ง่ายเลย
ต้องมาติดตามว่า NOACs จะสามารถก้าวไปถึงการป้องกันลิ่มเลือดในสารพัดมิติได้หรือไม่

ไข้หวัดใหญ่ จะกินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดได้ไหม

ไข้หวัดใหญ่ จะกินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดได้ไหม (pre and post exposure prophylaxis)
คำถามและข้อกังวลที่พบมาก : ลูกป่วยไข้หวัดใหญ่ คนที่บ้านป่วย เพื่อนที่ทำงานไอรดหน้า คนไข้ที่วอร์ดมีไข้หวัดใหญ่ แล้วฉันต้องกินยากันไว้เลยไหม เกิดติดขึ้นมามันจะยาก หรือว่าฉันเสี่ยงนะ เป็นโรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อ่านข่าวการระบาดแล้วกลัว อ่านเพจนี้บอกว่าผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีผลแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าอย่างนั้นกินยากันไว้เลยดีไหม
คำตอบที่อยากตอบและอยากแนะนำ : สำหรับการระบาดนอกสถานพยาบาล
1. การป้องกันโรคแบบการใช้ยาต้านไวรัส ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังสัมผัสโรค เป็นการป้องกันที่ไม่แนะนำ เพราะมาจากหลักฐานสนับสนุนน้อยมากและคุณภาพหลักฐานที่ไม่ดี การป้องกันโรคที่ดีคือ ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี
2. มีคำแนะนำการกินยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันโรคก่อนจะมีอาการ ทั้งก่อนการสัมผัสและหลังการสัมผัสโรค ในคนที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนได้เท่านั้น คุณภาพหลักฐานก็เฉกเช่นเดิมคือไม่น่าจะมีประโยชน์มากนัก ไม่มีหลักฐานที่ดีมากพอ และระดับคำแนะนำจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
3. ในบรรดาคำแนะนำที่เรียกว่า poor evidences นั้นมีอยู่อย่างเดียวที่มีหลักฐานมากที่สุดคือ การให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันในกรณีหลังสัมผัสโรคแต่ยังไม่มีอาการ สำหรับคนที่รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในช่วง 6-12 เดือนแรกและเปลี่ยนถ่ายปอดเท่านั้น ที่ว่าหลักฐานดีที่สุดก็แค่ moderate evidence และมาจากการศึกษาแบบเฝ้าติดตาม ไม่ได้เป็นการศึกษาและทดลองควบคุม
4. มาดูคำแนะนำที่เป็นระดับ poor evidence และระดับหลักฐานแค่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำบ้าง
4.1 ก่อนสัมผัสโรค จะให้ในฤดูระบาดและในคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ในคนที่เสี่ยงสูงมากที่จะเกิดผลแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ หรือในบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้รับวัคซีน
4.2 หลังสัมผัสโรค จะให้เมื่อไม่ได้รับวัคซีนเท่านั้น เมื่อเสี่ยงสูงมากที่สุดที่จะเกิดผลแทรกซ้อนจากโรค หรืออยู่ร่วมบ้านกับผู้ที่ติดเชื้อที่โรคเสี่ยงมากที่สุดจะเกิดผลข้างเคียงจากโรค **เสี่ยงมากสุดคือ ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง หรือปลูกถ่ายอวัยวะ**
การป้องกันโดยใช้ยาจะต้องให้เร็วภายใน 48 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรคหรือหลังการระบาด โดยใช้ยากินหรือยาพ่นจมูกขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดรักษาปกติ สามารถป้องกันการเกิดอาการได้ 3.0-3.5% และเมื่อมีอาการให้พิจารณารักษาไม่ใช่ป้องกัน และไม่มีการให้ยาในคนที่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ผู้อื่นนะครับ
จะเห็นว่ายุ่งยากและข้อมูลสนับสนุนน้อยมาก ระดับหลักฐานก็ไม่ดี ดังนั้นการป้องกันที่ดีคือการรักษาสุขภาพ หยุดแพร่เชื้อโดยสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากโรคไข้หวัดใหญ่ครับ
ที่มา : IDSA Influenza guideline 2018

01 มีนาคม 2562

ไมยราพ กับ ยาสลบ

กาะติดภารกิจ mission impossible ของไมยราพ
ท่านคงรู้จักไมยราพ ยักษ์สุดคูลจากรามเกียรติ์ดีนะครับ เขาปรากฏในบทเรียนและนำมาสร้างเป็นบทโขนตอนที่ยิ่งใหญ่ด้วย เรามาสรุปประวัติและ "บริ๊ฟ" ภารกิจกันเล็กน้อย
ไมยราพเป็นลูกชายคุณพ่อมหายมยักษ์ บ้านอยู่ที่นครบาดาล ใต้บึงขนาดใหญ่มาก คุณไมยราพเป็นคนที่เรียนเก่ง ใฝ่รู้ ได้ทุนไปเรียนกับพระฤาษีจนเจนจบวิชาควบคุมดวงดาว ส่วนการถอดดวงใจนี่พระฤาษีสุเมธ พระอาจารย์ถ่ายทอดให้ (น่าจะเป็นคนเดียวกับที่สอนโวลเดอร์มอร์) คุณไมยราพมีฮอร์ครักซ์เป็นแมลงภู่แค่ตัวเดียว แต่วิชาที่ทำให้คุณไมยราพโด่งดังที่สุดคือ วิชาดมยา
ไมยราพเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาสลบ ดมสลบ เรียกได้ว่าเก่งมาก ระดับเทพ แถมมีกล้องยาวิเศษที่สามารถเป่ามนต์สลบได้ชะงัดนัก คิดว่าแก๊สดมสลบคงจะถือกำเนิดมาจากคุณไมยราพนี่เอง
วันหนึ่งคุณไมยราพได้รับจดหมายจากคุณทศกัณฐ์ ญาติห่าง ๆ ของตนว่าตัวเขาติดศึกกับพระราม ขุนพลคู่กายก็ล้มตายไปมาก ขอให้ไมยราพมาจัดการให้หน่อย มีการท้าทายด้วยว่า ป้อมค่ายที่จะไปจัดการแม่ทัพศัตรูนั้นแกร่งมาก มีเวรยามตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง กล้องวงจรปิด กล้องอินฟราเรดเพียบ แถมมีบอดี้การ์ดมือพระกาฬรักษาความปลอดภัยอยู่ข้างกาย ไม่พอ...ทางเข้ามีทางเดียว คือต้องเข้าทางปากคุณหนุมานที่เสกตัวเองให้ใหญ่โต อมเต้นท์ที่พักเอาไว้ด้วย
มิสชั่น อิมพอสสิเบิ้ลชัด ๆ มันท้าทายไมยราพมาก ๆ แม้ว่าคนในครอบครัวจะคัดค้าน เพราะเห็นว่าทศกัณฐ์น่าจะมีประโยชน์ทับซ้อนกับการท้าทายนี้ และอีกอย่างเห็นว่าทศกัณฐ์เป็นเกเรชน แต่เลือดอัจฉริยะมันฉีดแรง ใครทำไม่ได้..บอกเรา เราทำได้
ว่าแล้วก็โทรไปบอกลูกน้องคนสนิท เจี๊ยบเลียบด่วนและหมอแล็บแพนด้า ให้มาช่วยปฏิบัติการ "ย่องเงียบกริบ แล้วหยิบพระราม"
คืนนั้น ไมยราพให้หมอแล็บแพนด้าปลอมตัวเป็นพ่อครัวระดับมิชลินสตาร์สามดาว เข้าไปทำกับข้าวให้กองทัพพระราม เพื่ออะไร เพื่อผสมยานอนหลับในอาหารนั่นเอง ไมยราพให้สัมภาษณ์หลังเสร็จภารกิจว่า กว่ายานอนหลับมันจะออกฤทธิ์มันต้องใช้เวลา เพราะกินทางปาก ทางเดินอาหาร กินตอนเย็นมื้อค่ำนี่แหละกว่าจะออกฤทธิ์ประมาณสองชั่วโมง ตรงกับเวลาที่นัดหมายจะชิงตัวพอดี
ไมยราพบอกว่าพวกยานอนหลับแบบกินมันใช้ง่าย เวลาไปเที่ยวผับ ผสมให้กินกับเหล้านี่ ตอนเมาจะหลับไม่รู้เรื่องเลย เขาฝากมาเตือนสาว ๆ ด้วย และการคำนวณขนาดยาก็สำคัญ ให้เกินขนาดก็เป็นพิษ หมอแล็บได้เรียนการคำนวณขนาดยามาอย่างดี ดังนั้นอย่าใช้เองหรืออย่าคิดว่ากินมาก ๆ จะหลับนาน ระวังหยุดหายใจได้ เราเป็นยักษ์ก็ยักษ์มีจรรยาบรรณ
พอถึงเวลาสามทุ่ม เจี๊ยบเลียบด่วนบังคับโดรนให้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามตำแหน่งที่ไมยราพคำนวณตรงกับตำแหน่งดาวศุกร์ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าช่วงเช้าที่เรียกว่า "ดาวรุ่ง" แล้วกดปุ่มแสงไฟแอลอีดีกระพริบ แว่บ ๆ ๆ เป็นกับดักหลอกทั้งกองทัพว่าเช้าแล้ว พ้นภัยแล้ว ข่าวกรองที่บอกไมยราพจะบุกมาช่วงกลางคืนท่าจะข่าวลวง ลับ ลวง พราง ชัด ๆ ว่าแล้วจึงเข้านอนทั้งกองทัพ ...หวานหมู ไมยราพเดินหล่อ ๆ ผ่านกองทัพทั้งเหล่าราบ เหล่าปืนใหญ่ รบพิเศษ ตรงไปที่กองบก.เลย
กำลังจะถึงจุดที่พระรามพัก เจี๊ยบเลียบด่วนปราดเข้ามาบอกว่ารองแม่ทัพยังไม่หลับ และคุณสุครีพกับพิเภกยังไม่หลับ ส่วนหนุมานนั้นเขาพยายามให้ยาสลบป้ายยาหนุมาน ทั้งป้ายทั้งทาจนยาสลบที่เตรียมมาหมดเกลี้ยง เพราะคุณหนุมานทำตัวใหญ่มาก ๆ ก็ยังไม่สลบ
ป้าบ !! เท้าขวาไมยราพสัมผัสสะโพกคุณเจี๊ยบเลียบด่วน "เฮ้อ..บอกกี่ครั้งแล้วว่าป้ายยาสลบ ทายาสลบเนี่ย มันเป็นไปไม่ได้ โอกาสที่ยาจะดูดซึมผ่านผิวหนังและเข้ากระแสเลือด จนความเข้มข้นสูงมากพอและผ่านเข้าสู่สมอง โอกาสแบบนี้ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย วันหลังอย่าทำอีก เสียดายยา"
ว่าแล้วไมยราพก็ตัดสินใจใช้ท่าไม้ตาย กล้องยามหานิยม ใส่ยาสลบแบบแก๊ส อัดด้วยความกดอากาศสูงและระบบเล็งเป้าแบบอัตโนมัติ เป่าสามสี่พรวด หลับหมดทั้งกองพันเลย แม้แต่...อีเจี๊ยบ
ครับ เรื่องของเรื่องก็เป็นแบบนี้ คุณไมยราพเขาแบกพระรามไปขังไว้ที่ห้องขังส่วนตัวที่เมืองบาดาล ส่วนหมอแล็บแพนด้าแบกอีเจี๊ยบเลียบด่วน แต่บังเอิญเลี้ยวรถผิดทางไปโผล่ที่เมืองไทยและหาทางกลับไม่ได้ ทำมาหากินอยู่ที่เมืองไทยจนบัดนี้
หวังว่าท่านทั้งหลายคงได้รับสาระ (บ้าง) และความบันเทิง (ที่ดัดแปลงวรรณกรรมมาเล่า) เรื่องของยาสลบแบบป้ายผิวหนังทีไม่สามารถทำได้จริง และไม่ควรใช้ยานอนหลับเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์นะครับ
ไปล่ะครับ...หมอเรียกฉีดยาแล้ว

การใช้ AI ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
การใช้ AI ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
ใช้ AI ตรวจภาพที่ถ่ายปากมดลูก หลังจากการผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยภาพกว่า 60,000 ภาพ พบว่าสามารถตรวจจับมะเร็งระยะต้นได้แม่นยำถึง 55.7% อาจจะดีกว่าการใช้ Pap smear ในประเทศที่ทรัพยากรจำกัด
หนึ่งในตัวอย่างของ Artificial Intelligence ทางการแพทย์โดยสถาบันมะเร็งอเมริกา และกองทุนบิลล์และมาทิลด้า เกตส์
ตามอ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่
https://jamanetwork.com/journals/jama/fullarticle/2725668…

บทความที่ได้รับความนิยม