31 กรกฎาคม 2559

เวชปฏิบัติทั่วไป

เขียนได้ตรงใจดีครับ ในมุมมองผม ไม่มีหมอคนไหนด้อยกว่ากัน หมอทั่วไปก็รักษาคนไข้ หมอเฉพาะทางก็รักษาคนไข้ พยาบาลก็รักษาคนไข้ เภสัชก็รักษาคนไข้ จุดหมายปลายทางของบุคลากรสาธารณสุขไม่ว่าระดับใด คือ ชีวิตและคุณภาพชีวิตของคน ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ หรือ คนทั่วไป โดยใช้ศาสตร์ๆหนึ่ง ...เรามาแบ่งแยกกันเองว่านี่เป็นศาสตร์หมอ ศาสตร์พยาบาล ศาสตร์เภสัช แล้วพวกเราเองก็ยังแยกกันเองไปอีก ว่าเป็นศาสตร์อายุรกรรม ศาสตร์อายุรกรรมวิกฤต ศาสตร์อายุรกรรมวิกฤติสาขาทางเดินหายใจ.... เราป็นคนแยกเองทั้งนั้นเพื่อสะดวกในการเรียน..นะครับ แต่เวลารักษาเราใช้ศาสตร์รวมนี้แหละแค่ศาสตร์เดียว
GP...คือแพทย์เช่นกัน ผมเองก็ไม่ได้ทำคลอดเก่งกว่า GP จริงๆแย่กว่าเสียอีก ไม่ได้เย็บแผล ผ่าตัดไส้ติ่งเก่งกว่า GP เคยเห็นน้อง GP ตรวจเด็กเขียน dose ยาเด็ก แล้วยังทึ่ง
ในขณะเดียวกัน GP ก็ดูแลคนไข้เบาหวานไม่ได้ด้อยกว่าผม ดูแลผู้ป่วย stroke ได้ดี ดูแล rheumatoid ก็ใช้ guideline เดียวกัน
แพทย์เฉพาะทางจึงไม่ได้ .."สูงส่ง"..จาก GP ฟังนะครับ ไม่ได้สูงกว่า รู้บางส่วน ..ลึกกว่าเท่านั้นเอง และเราก็ไม่ได้ความลึกรักษาคนไข้ทุกราย เราให้ความเสมอกันในแนวราบที่พื้นราบ ที่เรายืนอยู่ รักษาคน
แพทย์ทุกคน พยาบาล เภสัช นักเทคนิก ทุกคนใช้ความรู้พื้นราบนี้ เท่าๆกัน ไม่มีใครเหนือกว่ากัน
คุณลองสังเกตดู ถ้าทีมใด คิดว่า เขาไม่ได้อยู่บนพื้นราบเดียวกัน..คิดว่า..นะครับ (เพราะความจริงมันเท่ากัน) ทีมนั้นมักจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการดูแลรักษา ศัพท์ทางเทคนิคเขาเรียก GAP
ตามเพจจ่ามานาน...เพิ่งแชร์ให้เขาก็วันนี้แหละ


"แพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป" คำนี้เป็นประเด็นที่คนไทยเข้าใจผิดกันมานาน
คิดว่า เป็นหมอทั่วไป มันจะสู้หมอเฉพาะทางได้เหรอวะ ปะ ไปเรียนต่อเฉพาะทางกันให้หมด 

อันนี้จากประสบการณ์ตรงนะ พอบอกไปว่า หมอทั่วไปครับ คนถามก็ทำหน้าเหรอหรา หมอทั่วไปนี่มันหมออะไรน่ะ ไม่เรียนต่อเฉพาะทางเหรอ ไม่ต่อเฉพาะทางแล้วรายได้จะพอเหรอ บลาๆ ไรงี้

(น่าเบื๊อน่าเบื่อคำถามพวกนี้ ถถถถถถถ)

วันนี้เลยอยากอธิบายแบบง่ายๆให้เข้าใจแพทย์เวชปฎิบัติทั่วไปหรือ GP กันซักหน่อย แพทย์เวชปฎิบัติทั่วไปนี่คือ หมอที่ไม่ได้ต่อเฉพาะทาง บทบาทหน้าที่ของหมอทั่วไปคือ ให้การดูแลรักษาโรคทั่วไป และโรคเรื้อรัง พวกเบาหวาน ความดัน ไขมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจ โรคไต เส้นเลือดในสมอง 

งานของหมอทั่วไปจะเป็นงานจับฉ่ายที่ครอบคลุมชีวิตคนตั้งแต่เกิดยันตาย คือต้องทำคลอดเป็น หัตถการทั่วไปเกี่ยวกับการทำคลอดต้องได้ เช่น ล้วงรก เจาะถุงน้ำคร่ำ ทำคลอด ขูดมดลูก และให้การรักษาคนไข้ที่มีอาการวิกฤติฉุกเฉินเบื้องต้นได้ คือ ใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ ใส่ท่อระบายเลือดในปอด ให้อาการคนไข้คงที่ ก่อนที่จะส่งไปให้ถึงมือของแพทย์เฉพาะทาง

ถ้าเปรียบเทียบกัน งานของหมอเฉพาะทางจะเป็นงานเฉพาะด้านที่ต้องรู้ลึกอย่างถ่องแท้ในสาขานั้นๆ ส่วนแพทย์ทั่วไป ไม่ต้องรู้ลึกขนาดนั้น แต่ต้องรู้จับฉ่ายรอบด้าน 

ดังนั้นไม่ควรบอกว่าอะไรต่ำอะไรสูงกว่า เพราะหมอทั้งสองแบบล้วนมีความจำเป็นให้ระบบสาธารณสุขบ้านเรามันขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างเป็นระบบ

ไม่ใช่แค่หมอเท่านั้น ยังรวมไปถึง จนท สาธารณสุข หมอชาวบ้าน จนท อนามัย จนท ที่ทำงานที่ รพสต พยาบาล บลาๆ ที่เปรียบได้กับกองทัพที่ทำงานกันเป็นกองพัน มี จนท ที่ รพสต (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) เป็นทัพหน้า สัมผัสกับคนไข้และประชาชนเป็นหน่วยแรกๆ ถ้าเกินศักยภาพก็ไปต่อที่ รพ ชุมชน เจอหมอทั่วไป ถ้าโรคหนักเกินศักยภาพ รพช อีกก็ส่งไปเจอหมอเฉพาะทางที่ รพ ศูนย์ ทำกันเป็นระบบแบบนี้แล ซึ่งในแต่ละระดับก็จะมีความรู้ตามที่จำเป็นต้องใช้ในฟิลด์นั้นๆ

ส่วนเรื่ององค์ความรู้ ไม่ควรบอกว่าเพราะเป็นแพทย์ทั่วไปจึงรู้น้อย
เพราะอย่างที่อธิบายว่าแพทย์ทั่วไปกับแพทย์เฉพาะทาง ความรู้กว้างรู้ลึกมันคนละชนิดกัน

ส่วนความรู้ของแพทย์แต่ละคนจะเป็นเช่นไรนั้นขึ้นอยู่กับความใฝ่เรียนของแพทย์แต่ละคนหลังเรียนจบ

เพราะความรู้ทางการแพทย์มันไม่ใช่ว่าเรียนจบแล้วจบเลย แต่มันวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เราต้องวิ่งตาม ต้องเรียนกันไปตลอดชีวิต ตามไม่ทันก็ตกขบวน

อย่างเมื่อก่อนบอกว่าแมงกะพรุนต่อยให้ราดน้ำส้มสายชู อีกไม่นานอาจจะยกเลิกให้ไม่ต้องใช้แล้วก็ได้เพราะมีงานวิจัยแย้งว่าไม่มีประสิทธิภาพ ไรงี้ ถ้าจบมาห้าปีสิบปี แล้วไม่อัพเดทข้อมูลเพิ่มเติม คุณอาจจะสู้หมอรุ่นใหม่ๆที่เพิ่งจบไม่ได้ก็เป็นได้ ดังนั้นไปประชุมวิชาการกันบ่อยๆนะจ๊ะ จะได้อัพเดทความรู้ให้เป็นปัจจุบันกัน จุฟจุฟ

29 กรกฎาคม 2559

มาตรการภาษีกับเครื่องดื่ม

ข่าวการใช้มาตรการภาษีกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลของฟิลาเดเฟีย ลงใน annals of Internal Medicine
ผมเบื่อๆอ่านหนังสือ เลยทำเป็นภาพสไลด์ เสียดสีคันๆ มาให้อ่าน มีแขกรับเชิญที่ไม่ได้ขออนุญาต ประปราย
..อันนี้ลิงค์ ฉบับเต็ม

..http://annals.org/article.aspx?articleid=2534411

ถ้าเพจผมรอดไปได้ วันจันทร์เจอกันนะครับ


























28 กรกฎาคม 2559

ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย

ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย

ภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ปกติฮอร์โมนเพศชาย เทสโทสเตอโรน สร้างจากเซลในอัณฑะ เมื่ออายุมากขึ้น 30-40 ปี การสร้างจะเริ่มลดลงประมาณ 1% ต่อปี แต่ถ้าหมดก่อนวัยคงต้องหาสาเหตุครับ

การลดลงของฮอร์โมนเพศชายมีผลหลายประการโดยเฉพาะถ้าลดลงก่อนวัยอันควร เช่นกล้ามเนื้อลดลง กระดูกพรุน ขาดความรู้สึกทางเพศ ลดสมรรถภาพการสืบพันธุ์ ตามกฎหมายอาญานี่ถ้าทำร้ายร่างกายจนเกิดความสูญเสียสมรรถภาพการสืบพันธุ์นี่เป็นบทเพิ่มโทษเลยนะครับ ในกรณีลดลงเร็วกว่าวัยอาจจะมีปัญหาทั้งทางกายและทางใจได้ครับ
สาเหตุก็มีหลายประการเลยนะครับ ตั้งแต่ ต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนมาควบคุมการสร้างฮอร์โมนเพศชายที่อัณฑะ สารสื่อประสาทที่เชื่อมสมองกับต่อมใต้สมองผิดปกติ อวัยวะในการรับฮอร์โมนบกพร่อง แต่ว่าสาเหตุที่พบมากจะเป็นสาเหตุที่อัณฑะเอง ที่เรียกว่า primary hypogonadism

เช่นอุบัติเหตุที่อัณฑะ การติดเชื้อที่อัณฑะ หรือการติดเชื้อไวรัสโดยเฉพาะคางทูม หลอดเลือดผิดปกติ มะเร็งของอัณฑะ เซลหรือสารผิดปกติไปฝังตัว เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ยาบางอย่าง ที่พบบ่อยเช่น ยาฆ่าเชื้อรา ketoconazole ยาspironolactone ยาเคมีบำบัด การฉายแสง แอลกอฮอล์
คงต้องแยกจากการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ที่สาเหตุก็หลากหลายและหนึ่งในนั้นคือการขาดฮอร์โมนด้วย และแยกจากหมดความรู้สึกทางเพศ ที่ส่วนมากเกิดจากภาวะจิตใจและจากยา การซักประวัติและการตรวจร่างกายที่ดีก็จะพอแยกได้ครับ การซักประวัติจะต้องละเอียดครอบคลุมทุกระบบโดยเฉพาะระบบฮอร์โมน ซักเรื่องภาวะทางจิตใจด้วย การตรวจร่างกายก็จะต้องมองหาความผิดปกติของอัณฑะ รูปร่างเพศชาย ผลของฮอร์โมนต่างๆ จะเห็นว่าไม่ใช่คิดว่าเราขาดก็ชดเชยนะครับ

และต้องตรวจหาระดับฮอร์โมนเพศชายในเลือดด้วย ปกติก็ 200-400 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร แต่จะไม่ได้หมายความว่า ถ้าฮอร์โมนต่ำแล้ว การขาดฮอร์โมนเป็นสาเหตุเดียว ต้องหาเหตุอื่นๆด้วย ไม่งั้นเดี๋ยวลงทุนรักษาด้วยการชดเชยฮอร์โมนแล้วไม่หายจะเป็นเรื่องยาว ในการหาเหตุเพิ่มเติมอาจต้องทำอีกหลายอย่างในการแยกโรคเช่นตรวจการทำงานของตับ ตรวจหาฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง LH
ดังนั้นการขาดฮอร์โมนเพศชายจึงซับซ้อนและต้องตรวจหลายๆอย่างว่า อาการที่เกิดนั่นเกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศชายจริงๆ เพื่อให้การรักษาได้ถูกต้อง เพราะการให้ฮอร์โมนเพศชายชดเชยนั้น ไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้เช่น ขาดก่อนวัยอันควร เพิ่มสมรรถภาพการมีบุตร รักษากระดูกพรุนในคนที่ขาด

การให้ฮอร์โมนเพื่อเพิ่มความสดชื่น เพิ่มสมรรถภาพและความต้องการทางเพศนั้น ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดประโยชน์
อันตรายที่ต้องคำนึงไม่ว่าจะเป็นเม็ดเลือดเกิน ตับอักเสบ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก บวกลบคูณหารแล้วถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้เลยนะครับ
ผมลงแบบทดสอบคัดกรองว่าคุณมีแนวโน้มขาดฮอร์โมนเพศชายหรือไม่ จาก SaintLouis University ADAM questionaires ที่เป็นมาตรฐานในการใช้คัดกรองทั่วโลก ถ้าผลเป็นบวก แนะนำให้ไปพบอายุรแพทย์ครับเพื่อยืนยันความผิดปกติเสมอ

1. ความต้องการทางเพศของคุณลดลงหรือไม่
2. คุณรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ไร้พลังงานหรือไม่
3. คุณรู้สึกว่ากำลังกล้ามเนื้อลดลง หรือความทนทานในการออกกำลังลดลงบ้างหรือไม่
4. คุณเตี้ยลงหรือไม่
5. คุณเคยรู้สึกว่าความสุขในชีวิตคุณลดลงบ้างหรือไม่
6. คุณรู้สึกซึมเศร้าหรือหงุดหงิดง่ายหรือไม่
7. การแข็งตัวของอวัยวะเพศของคุณลดลงบ้างหรือไม่
8. คุณรู้สึกว่าสมรรถภาพด้านการกีฬาของคุณแย่ลงในช่วงนี้บ้างหรือไม่
9. คุณรู้สึกง่วงหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จใหม่ๆหรือไม่
10. คุณรู้สึกว่าการสมรรถภาพทำงานของคุณเสื่อมถอยลงบ้างไหม

10 คำถามง่ายๆ จะถือว่า ผลการทดสอบเป็นบวก ถ้าข้อหนึ่งหรือข้อเจ็ด ตอบว่า "ใช่" หรือว่า ตอบว่า"ใช่"อย่างน้อยสามข้อ ในข้ออื่นๆที่ไม่ใช่ข้อหนึ่งและข้อเจ็ด

27 กรกฎาคม 2559

การคัดกรองหามะเร็งผิวหนังฉบับใหม่ปี 2016

การคัดกรองหามะเร็งผิวหนังฉบับใหม่ปี 2016

เช้านี้ วารสาร JAMA ฉบับใหม่ ได้ลงบทความเกี่ยวกับการคัดกรองหามะเร็งผิวหนังฉบับใหม่ปี 2016 ของเดิมจัดทำเมื่อปี 2009 โดย USPSTF คณะทำงานเพื่อป้องกันโรคของอเมริกา ได้ออกคำแนะนำนี้ออกมาดังนี้
จากการทบทวนการศึกษาและวารสารต่างๆนั้น การศึกษาเพื่อดูโอกาสการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ในคนที่ยังไม่มีอาการ ย้ำ..ยังไม่มีอาการนะครับ โดยการให้หมอทั่วไป หมออายุรกรรม หรือ หมอผิวหนัง ตรวจโดยใช้..สายตา..ย้ำครั้งที่สอง..ใช้ตาดูเท่านั้น พบว่าการทำแบบนี้ยังไม่แสดงให้เห็นว่าลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังได้เลย การตรวจพบอาจจะเพิ่มขึ้นจริงเพราะหมอที่เข้าทำการศึกษาและตัวคนไข้เองก็จะตื่นตัวในการหารอยโรค ริ้วรอยต่างๆมากกว่าภาวะปกติ อันนี้เป็นอคติ (bias) ของการศึกษานะครับ เพราะในชีวิตจริงๆคุณหมอก็ไม่ได้มาดูผิวหนังในทุกๆตารางนิ้วในทุกครั้งของการตรวจ และคนไข้เองก็ไม่ได้ดูทุกส่วนตัวเองทุกวัน..อาจมีคนข้างตัวดูให้

ด้วยอคติของการศึกษานี้ จะทำให้การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงทำได้ยาก นี่ยังไม่นับประเด็นอื่นๆนะครับ ไม่รวมเชื้อชาติ การทำงานที่ต้องสัมผัสแสงแดด ภูมิประเทศ ที่จะแตกต่างกันและควบคุมได้ยาก เรียกว่ามีอคติมากๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า การจะควบคุมปัจจัยต่างๆในการศึกษานั้นทำได้ยากมาก ที่รวบรวมมาก็คัดมาที่ดีที่สุดแล้ว ( ใครตามเพจ 1412 cardiology ตอนนี้กำลังสอนการวิเคราะห์วารสารอย่างเข้มข้น จะเรียกการศึกษาแบบนี้ว่า internal และ external validity ไม่ดีเอามากๆเลย)
แม้กระทั่งอ้างอิงผลการศึกษาที่ชื่อ SCREEN ที่จัดแคมเปญตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนังในเยอรมัน ทำในช่วงเวลาหนึ่ง ที่สถานที่หนึ่ง ก็พบว่าในช่วงที่ทำการศึกษาและติดตาม อัตราการตรวจพบโรคเพิ่มขึ้น อัตราการเสียชีวิตลดลงเล็กน้อย แต่พอหยุดทำการศึกษาสิ่งต่างๆก็กลับมาเหมือนเดิม อัตราการเสียชีวิตลดลงคร่าวๆ 1 คนจากแสนคนที่คัดกรองต่อสิบปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก ไม่กระทบผลโดยภาพรวม และอาจเสียเงินค่าแคมเปญโดยไม่คุ้มค่า

นอกจากนี้ ในการศึกษาถ้าเราพบคนที่สงสัยมะเร็ง ..เราก็ส่งไปตัดชิ้นเนื้อตรวจใช่ไหมครับ ..พบว่าเป็นมะเร็งแค่ 1 คน ต่อการทำการตัด 20-55 ครั้ง ก็ถือว่าไม่ไวพอ ไม่จำเพาะพอเพียงครับ
ผลการศึกษาของ USPSTF ที่ลงนั้นสรุปว่า #ยังไม่มีความจำเป็นต้องคัดกรองมะเร็งผิวหนังในผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีอาการ เพราะยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอครับ แต่ให้คำแนะนำที่น่าสนใจ คือแนะนำให้เลี่ยงแสงแดดจัดและใช้อุปกรณ์ป้องกันรวมทั้งครีมกันแดดครับ และยังแนะนำว่าถ้ามีรอยโรคหรืออาการดังนี้ ควรพิจารณาเอาใจใส่และไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ เรียกว่า "ABCDE rules"แต่ผมไปค้นเพิ่มก็ใช้ได้เฉพาะมะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma ซึ่งประเทศทางฝั่งตะวันตกเป็นมาก ( British Association of dermatologists) ส่วนในไทย นอกจากกฎ ABCDE แล้วยังคงต้องสงสัยกับแผลเรื้อรังที่ไม่หาย หรือลุกลามมากขึ้นด้วย อาจเป็น non-melanoma skin cancer ได้

A...asymmetry..รอยโรคไม่สมมาตรกัน บิดๆเบี้ยวๆ
B...border..ถ้าขอบไฝ ขอบรอยโรคไม่เรียบ เว้าๆแหว่งๆ ไม่คมชัด สีจางลงเข้มขึ้น
C...color..สีแตกต่างไป เช่น สีไม่สม่ำเสมอ กระดำกระด่าง มีสีขาวปน เปลี่ยนสีได้
D...diameter..ขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร
E...evolve..ใน วารสาร jama มีอันนี้แต่ British ไม่มี คือไฝมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามเวลา

และยังมีประเด็นเสี่ยงอื่นๆด้วยเช่นประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือมีปริมาณไฝมากกว่า 100 เม็ด เป็นต้นครับ

26 กรกฎาคม 2559

วันตับอักเสบโลก

วันตับอักเสบโลก


วันที่ 28 กรกฎาคนนี้ คือเป็นวันตับอักเสบโลกครับ ทางองค์การอนามัยโลกได้มีประกาศแนวนโยบายสำคัญเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบ โดยสำคัญคือ "Towards elimination of viral hepatitis by 2030" เรามาดูว่าเราจะมีส่วนร่วมในแคมเปญนี้ได้อย่างไร

จากข้อมูลของ Global Burden of Disease study ลงในวารสาร Lancet เมื่อสามวันก่อน เราพบว่าโรคไวรัสตับอักเสบเริ่มขยับขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญไม่แพ้การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเลย การเสียชีวิตจากไวรัสตับอักเสบในปี 2013 คือ 1.45 ล้านคน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 63% จากปี 1990 ซึ่งในปีนั้นแค่ 9 แสนคนเท่านั้น ไม่ใช่แค่อัตราตายครับ ยังจะมีโรคตับแข็งและมะเร็งตับที่ผู้ป่วยจะต้องทนทุกข์ทรมานอีกด้วย
และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีตัวเลขการเสียชีวิตสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อันนี้น่าเศร้ามากครับ

โดยทั่วไปแล้วตัวเลขของไวรัสตับอักเสบซีจะมากกว่าไวรัสบีอยู่เล็กน้อย เพราะว่าไวรัสบีนั้นมีวัคซีนป้องกัน แม้ว่าการรักษาจะยังไม่ประสบผลสำเร็จดีเท่าไวรัสซี ไวรัสซีนั้นมียาที่ทรงประสิทธิภาพ เป็นยากินและหวังผลถึงหายได้ แต่ไม่มีวัคซีนและไม่มีภูมิคุ้มกัน รวมทั้งการเข้าถึงยาในหลายประเทศยังไม่ประสบความสำเร็จ ราคายังแพงมาก แต่อย่างไรก็ตามจากที่เรามีวิธีจัดการรักษาและควบคุมที่ดี ทำให้แนวทางของ WHO ดูว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ คือภายในปี 2030 จะมีอัตราการติดเชื้อลดลง 90 % และอัตราการเสียชีวิตลดลง 65%
แต่ว่าการจะไปถึงจุดนั้นได้ การจะเข้ารับการรักษาหรือการได้วัคซีนที่ดี กลยุทธที่สำคัญคือ ให้คนทุกคนได้รับรู้สภาวะของตัวเองว่าขณะนี้มีการติดเชื้ออยู่ในตัวหรือไม่ เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีสามารถอยู่ในตัวในนานโดยที่ไม่แสดงอาการใดๆ คล้ายๆกับการติดเชื้อ HIV จึงสามารถจะแพร่กระจายเชื้อในช่วงมี่เราไม่มีอาการ และ เราไม่รู้ว่าตัวเรามีเชื้ออยู่ในตัว
การติดเชื้อไวรัสมักจะเกิดจากทางเพศสัมพันธ์ และจากการใช้เข็มร่วมกัน จากอุบัติเหตุทางการแพทย์ ส่วนจากการรับเลือดและจากทางแม่สู่ลูกนั้นไม่มากนักครับ

การฉีดวัคซีนในเด็ก การใช้มาตรการในการให้เลือดที่ดี การใช้วิธีที่ดีในการป้องกันเข็มทิ่มตำ การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิธีการป้องกันที่ดี และวิธีที่ WHO แนะนำคือควรตรวจเลือดหาการติดเชื้อ และเมื่อทราบสถานะการติดเชื้อแล้วให้เข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะไม่ติดเชื้อก็ฉีดวัคซีน ถ้ามีการติดเชื้อก็ให้เข้าสู่กระบวนการการรักษา ซึ่งตรงนี้หลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยก็มีมาตรการออกมารองรับ ไม่ว่าการจัดสรรยาให้เข้าถึงได้ง่าย เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ เรียกว่าโปรแกรม
"know hepatitis ..act now"
ผมเคยเขียนเรื่องการรักษาไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซีเอาไว้เมื่อต้นปี สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ครับ

ไวัสตับอักเสบซี
https://www.facebook.com/medicine4layman/photos/a.1454742078175154.1073741829.1452805065035522/1538562299793131/

ไวรัสตับอักเสบบี
https://www.facebook.com/medicine4layman/photos/a.1454742078175154.1073741829.1452805065035522/1539523336363694

เมื่อเราสามารถจัดการความเสี่ยงของตัวเราเองได้ เราก็จะปกป้องคนที่เรารักได้ และขยายผลออกไปสู่ความมีจิตสาธารณะ รู้สำนึกในหน้าที่ที่จะต้องป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เมื่อทุกคนทุกประเทศทำเหมือนๆกัน พร้อมกัน ฝันในปี 2030 อาจเป็นจริงครับ อยากให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงการสร้างสิ่งที่ดีให้คนรุ่นต่อๆไปด้วยครับ

ภาพจาก WHO เป็นการรณรงค์เพื่อให้มาตรวจไวรัสตับอักเสบ ติดที่อานจักรยาน ทำที่อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ เมืองหลวงแห่งจักรยาน

บทความที่ได้รับความนิยม