05 พฤศจิกายน 2558

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่มาด้วยอาการปวดท้อง อาการปวดก็จะรุนแรง บริเวณกลางท้องถึงด้านบน บางครั้งร้าวทะลุหลัง บางคนนั่งเอนตัวมาด้านหน้าอาการจะดีขึ้น เวลานอนลงก็จะแย่ลง คลื่นไส้ จะเห็นว่าอาการที่ผมเล่ามาทั้งหลายนั้นเหมือนกับโรคอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะ โรคนิ่ว หลอดเลือดแดงฉีกขาด เรามีวิธีช่วยแยกตามการตรวจร่างกาย ความเสี่ยง และ ผลการตรวจเลือดบางอย่างครับ

ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตับอ่อนอักเสบนั้น พบมากสุดคือดื่มเหล้าประจำ หรือดื่มเหล้าหนักๆ ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงเดียวกันกับโรคกระเพาะนั่นเอง ความเสี่ยงเรื่องนิ่ว ก็ทำให้คิดถึงโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เพราะท่อน้ำดีกับท่อตับอ่อนไปเปิดรวมที่เดียวกัน ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงเดียวกันกับนิ่วในทางเดินน้ำดีต่างๆ ส่วนสาเหตุอื่นๆที่พบน้อยเช่นจากยา จากการแพ้ภูมิตัวเอง หรือจากโครงสร้างตับอ่อนที่ผิดปกติตั้งแต่เกิดคิดถึงน้อยครับ

การแยกโรคอีกอย่างที่ใช้คือการตรวจเลือดหาระดับเอนไซม์อะไมเลส และไลเปส ที่เป็นเอ็นไซม์ของตับอ่อน ที่ค่อนข้างบ่งชี้โรคนี้เวลาปวดท้องเฉียบพลัน การตรวจอื่นๆในช่วงแรกไม่ค่อยช่วยในการวินิจฉัยโรคครับ เอาล่ะพอได้การวินิจฉัยแล้ว ถ้าอาการไม่รุนแรงก็จะให้งดอาหาร 2-3 วัน ให้สารน้ำและเกลือแร่ให้ดี แก้ปวดให้เพียงพอ โดยทั่วไปการอักเสบก็จะดีขึ้นแล้ว แต่ในรายที่รุนแรงมาก ก็ต้องพักรักษาตัวในไอซียู เพราะเจ้าน้ำย่อยจากตับอ่อนโดยเฉพาะน้ำย่อยทริปซิน อาจออกสู่กระแสเลือดทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ได้แก่ ปอด ไต ตับ หรือ หัวใจ ทำให้อวัยวะต่างๆล้มเหลวได้ ก็ต้องให้สารน้ำ ให้สารอาหารทางหลอดเลือด หรือใส่ท่อให้อาหารในลำไส้ อาจเกิดการติดเชื้อที่ตับอ่อนลุกลามเป็นหนองที่ต้องผ่าตัดได้ใน 5-7 วัน เราจึงเลือกทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในวันที่ 3-5 ของโรค หรือส่องกล้องทำ อัลตร้าซาวน์ทางกล้อง ( endoscopic ultrasound) กลุ่มนี้อัตราการเสียชีวิตสูงมากครับ ต้องให้การพยุงชีวิตและให้ยาปฏิชีวนะ (ที่แนะนำคือ imipenem ครับ)

ถ้าการอักเสบนั้นเกิดจากนิ่ว ก็จะต้องผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยนะครับ เพื่อกำจัดแหล่งสะสมนิ่ว ลดโอกาสการเกิดซ้ำ

ความสำคัญคือถ้าเกิดโรคนี้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดพังผืด เรื้อรังที่ตับอ่อน ทำให้น้ำย่อยอาหารบกพร่อง ท่านอาจย่อยโปรตีนและไขมันได้ไม่ดี ทำให้ขาดอาหารและอุจจาระเป็นไขมันได้ ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่สำคัญในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยตับอ่อนอักเสบเรื้อรังก็จะเพิ่มโอกาสการเกิดเบาหวานนะครับ ส่วนการเกิดมะเร็งตับอ่อนจากการอักเสบเฉียบพลันนั้น แทบไม่พบเลยครับ

โรคนี้เป็นยาดำมาทุกยุคสมัยเพราะถ้าไม่คิดถึงก็จะตรวจไม่พบครับ และบางทีถ้าอาการไม่รุนแรงก็จะได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระเพาะ ทางที่ดีควรลดปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องการดื่มสุราครับ การใช้ยาใดๆก็ให้ใช้ตามข้อบ่งชี้ อย่าใช้พร่ำเพรื่อครับ

ที่มา : ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ใน gastroenterology review โดย อ.สุพจน์ พงษ์ประสบชัย
: review article . acute pancreatitis , british medical journal
: sleisenger textbook of gastroenterology

04 พฤศจิกายน 2558

เลือดเป็นกรด

เลือดเป็นกรด

แฟนเพจท่านหนึ่ง ได้ส่งข้อความมาบอกว่าช่วยเล่าเรื่องราวของเลือดเป็นกรดให้ฟังหน่อยสิ ความจริงแล้วเรื่องเลือดเป็นกรด metabolic acidosis นี้ เป็นภาวะที่ซับซ้อนมากๆๆ และไม่ตรงไปตรงมาเลย แต่ผมคิดว่าเบื้องต้นแล้วหลายท่านอาจเคยได้ยินและสงสัย ก็ขอตอบแบบเล่าเรื่องราวเลยแล้วกัน
เริ่มต้นก่อนว่า ร่างกายคนเรานิยมความเป็นกลาง ไม่ยอมให้มีกรดมากเกิน หรือ มีด่างมากเกินจึงได้พัฒนาระบบตัวกลางคอยปรับความเป็นกรดด่างอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าร่างกายจะเป็นกรดหรือด่างได้นั้น ก็จะต้องเกิดจากเหตุผลสองประการ

1. กรดหรือด่าง มีมากเกินกว่าที่ระบบจะจัดการได้ ไม่ว่ากรดหรือด่างนั้น จะนำเข้าจากนอกร่างกาย หรือผลิตเองในร่างกาย
2.ระบบการจัดการบกพร่อง เช่น ไตเสื่อม การแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดบกพร่อง หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม และสุดท้าย ยาบางอย่างก็ไปรวนระบบนี้ได้

แต่เอาละเราพูดถึงเรื่องกรด ถ้ากรดเกินสิ่งสำคัญคือ ร่างกายเราจะรวนทันที หัวใจเต้นผิดปกติ บีบตัวไม่ได้ เกลือแร่ต่างๆในร่างกายวิ่งเข้าวิ่งออกเซลล์เป็นว่าเล่น ก็จะตรวจเลือดพบระดับ ไบคาร์บอเนต ในเลือดลดลง และถ้าเป็นมากขึ้นๆ ก็จะพบว่าค่าความเป็นกรดของเลือดจะเริ่มลดลง (ค่า pH จากการวัดเลือดแดง) จะเริ่มหอบลึกและเบลอ ทางอายุรกรรมจะถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินครับ ต้องแก้ที่สาเหตุ
การวิเคราะห์หาสาเหตุว่ากรดเกิน หรือระบบรองรับ (การสร้างด่าง หรือ ไบคาร์บอเนต) บกพร่อง ทางการแพทย์ง่ายๆเราใช้ค่า anion gap (Na+K-Cl) ครับ ค่าปกติอยู่ที่ 5-12 ที่สำคัญคือ ถ้าร่างกายคนไข้มีโปนตีนแอลบูมินที่เป็นประจุลบ อยู่น้อยๆ ค่า anion gap จะเปลี่ยนแปลง ทุกๆค่าแอลบูมิน 1 กรัมต่อเดซิลิตร (ลดจาก 4.5) จะทำให้ค่า anion gap ลดลง 2.5 mEq/L

ถ้า anion gap มีค่ามากๆ แสดงว่ามีกรดเกินในร่างกาย อาจเป็นกรดจากภายนอก เช่น กรดฮิปปูริกจากการดมกาว กรดและแอลดีไฮด์จากการดื่มเหล้า หรือกรดที่ร่างกายสร้างเอง ได้แก่ กรดคีโตน จากเบาหวานหรือขาดอาหารรุนแรง กรดแลกติกจากภาวะช็อก (type A) กรดแลกติกจากการใช้ยาเม็ดลดน้ำตาล metformin และ การขาด thiamine จากการดื่มเหล้า (type B)
หรือจากการได้รับสารพิษอื่นๆ เช่น ethylene glycol ในน้ำยาแอร์ methanol จากเหล้าเถื่อน พวกได้รับสารพิษนี้นอกจากกรดเกินแล้วยังพบความเข้มข้นในเลือดที่วัดจริง สูงกว่าที่คำนวณได้ ก็เพราะสารพิษพวกนี้เป็นสารแปลกปลอม เวลาคำนวณเราใช้สารที่มีปกติในร่างกายมาคำนวณครับ (osmolar gap >25)

ถ้า anion gap ปกติ แสดงว่าระบบการป้องกันกรดเกินเสียไป หรือการสร้างbicarbonate เสียไปหรือ เสียbicarbonate จากทางปัสสาวะและลำไส้ เช่น ท่อไตบกพร่อง renal tubular acidosis, ท้องเสียมากๆ อันนี้พบบ่อยมากๆ , ยา acetazolamide และภาวะที่อาจมีกรดเกินแต่ anion gap ปกติเช่น การดมกาว toluene หรือจากยา aspirin (สองตัวนี้ จริงๆก็กรดเกิน แต่มันขับออกทางปัสสาวะเร็วมาก ต้องไปตรวจในปัสสาวะอีกครั้ง)

หลังจากนั้นก็ไปตรวจแยกต่ออีกครั้งว่าเกิดจากอะไรที่เฉพาะลงไป ผมไม่ลงรายละเอียดเพิ่มเพราะคิดว่ายากเกินไปสำหรับกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของเพจเรา
จะเห็นว่าการแบ่งง่ายๆ ช่วยบอกแนวทางการสืบค้นต่อและรักษาต้นเหตุได้แม่นยำขึ้น การรักษาโดยให้สารละลายด่างจะใช้เมื่อ รักษาสาเหตุแล้วแต่อาจไม่ทันการณ์ ไม่ใช้เป็นการรักษาหลัก และถ้าการรักษาสาเหตุทำได้ช้ามากจนกว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ ก็จะใช้การฟอกเลือดเอากรดออกครับ แต่อย่างไรก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุนะครับ

บทความอันนี้ค่อนไปทางเชิงวิชาการเล็กน้อยครับ ตอบคำถามลูกเพจ

ที่มา : metabolic acidosis ใน essential nephrology ของ อ. ประเจษฎ์ เรืองกาญจนเศรษฐ์ รพ..พระมงกุฏ
: strategic approach to metabolic acidosis and RTA ใน nephrology board review 2013 ของ อ.สมเกียรติ วสุวัฎฎกุล รพ.ศิริราช

03 พฤศจิกายน 2558

อุบัติเหตุทางท้องถนนจากสมาร์ทโฟน

อุบัติเหตุทางท้องถนนจากสมาร์ทโฟน

ภาพนี้น่าสนใจมาก มาจากวารสาร JAMA สัปดาห์นี้
ปี 2012 เก็บตัวเลขอุบัติเหตุในสหรัฐอเมริกา 421,000 เหตุการณ์ (เขาเก็บทั้งปี เราเก็บแค่ช่วงสงกรานต์ก็เกือบครึ่งของเขาแล้ว ) พบว่า 20% ของอุบัติเหตุเกิดจากการขาดสมาธิในการขับรถเนื่องจากสามสาเหตุ

1. ไม่มองถนน ไม่มองกระจก มาตรวัดต่างๆ ขณะขับขี่ จากรูปนั้นเพราะมัวแต่ดูจอสมาร์ทโฟน
2. ไม่จับพวงมาลัยรถ เอามือไปทำอย่างอื่น กินกาแฟ กินขนม จัดของ แต่งหน้า
3. ไม่มีสมาธิกับการขับขี่ ในภาพก็มัวแต่คุยกัน

มีคำแนะนำ 4 ข้อ อันนี้จากวารสารทางการแพทย์ที่รวบรวมข้อมูลมาเลยครับดังนี้
1. งดใช้โทรศัพท์ ทุกกรณี บางประเทศออกกฎหมายมาควบคุมและลงโทษ ประเทศเราก็มีนะครับ
2. หลีกเลี่ยงการตั้ง GPS ระหว่างการขับขี่ ทั้ง GPS ของรถ หรือ ของสมาร์ทโฟน ทั้งจิ้มเอาเอง
หรือสั่งงานด้วยเสียง
3. ให้ผู้ที่นั่งมาด้วย ช่วยทำการสื่อสารต่างๆให้ ทั้งพิมพ์ข้อความ โทรศัพท์ หรือ ตั้งค่าวิทยุ จีพีเอส
4. เป็นตัวอย่างที่ดีใจการขับขี่แบบมีสมาธิให้เยาวชน และจัดสื่อให้ความรู้เรื่องนี้กับเยาวชนครับ

ที่มา :JAMA 2015; 314(16)

02 พฤศจิกายน 2558

เรื่องมหัศจรรย์ที่คุณไม่รู้

เรื่องมหัศจรรย์ที่คุณไม่รู้

หยุดพักกันมาหลายวัน ผมไปอ่านพบเรื่องราวใน reader's digest ที่เกี่ยวกันการแพทย์ อ่านดูแล้วคิดว่าเป็นจริงทางการแพทย์จึงเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

1. เส้นเลือดฝอยที่ปอด มีประมาณ 300,000 ล้านเส้น จับมาเรียงต่อกันได้ยาว 2400 กิโลเมตร
2. อัณฑะคน สร้างอสุจิวันละ 10ล้านตัว สามารถสร้างประชากรโลกในปัจจุบันได้เพียงเวลา 6 เดือน
3. กระดูกมนุษย์ มีความแข็งแรงสูงมาก ขนาดเท่ากล่องไม้ขีด สามารถรับน้ำหนักได้ 9 กก. มากกว่าคอนกรีต 4 เท่า
4. เล็บมือ ใช้เวลา 6 เดือนเพื่องอกจากโคนถึงปลาย
5. ผิวหนัง คือ อวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายมนุษย์ โดยเฉลี่ยประมาณ 1.9 ตารางเมตร และผลัดเปลี่ยนผิวหนัง 18 กิโลกรัม ในช่วงชีวิต
6. ในขณะหลับร่างกายเรายืด 8 มิลลิเมตร และกลับคืนสภาพเดิมเมื่อตื่น เนื่องจากกระดูกอ่อนที่กระดูกสันหลังถูกบีบอัด
7. ในช่วงชีวิต เรากินอาหารทั้งหมด 50 ตัน ดื่มน้ำ 50,000 ลิตร
8. ไตแต่ละข้าง มีตัวกรอง 1ล้านตัว กรองเลือด 1.3 ลิตรต่อนาทีและ ขับปัสสาวะ 1.4 ลิตรต่อวัน
9. กล้ามเนื้อลูกตา ขยับ 1แสนครั้งต่อวัน ถ้าจะออกกำลังแบบนี้ คุณต้องเดิน 80 กิโลเมตรต่อวัน
10. ทุก 30 นาที ร่างกายผลิตความร้อนโดยรวม เพียงพอที่จะต้มน้ำครึ่งแกลลอนให้เดือดได้สบายๆ
11. เม็ดเลือดใช้เวลาแค่ 1 นาที ในการหมุนเวียนครบร่างกาย 1 รอบ
12. ถ้าเราขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเด็ก แล้วเอาไปเพาะเลี้ยง แค่ 3 สัปดาห์ขนาดจะเพิ่มเท่ากับ สนามบาสเก็ตบอล 3 สนาม
13. ข้อมูลต่างๆ ที่เราเอามาใช้จากภายนอกร่างกาย 90% มาจากการมองเห็น
14. รังไข่สตรีแต่ละข้างบรรจุเซลล์ไข่ 5แสนเซลล์ แต่มีแค่ 400 ตัวเท่านั้นที่จะมีโอกาสเกิดเป็นทารก


พื้นฐานทั่วไปของมะเร็งตับ

พื้นฐานทั่วไปของมะเร็งตับ

   มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากสุดของโลกทั้งหญิงและชาย ศาสตร์ของมะเร็งตับเป็นสิ่งที่ซับซ้อน อาศัยหลายๆสาขาทั้งศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์และรังสีวิทยา และเป็นสิ่งที่ท้าทาย ประมาณค่ารักษาพยาบาลโรคใดโรคหนึ่งเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีหนึ่งปี (quality-adjusted life year) เท่ากับ 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐ การรักษามะเร็งตับจะมีค่า QALYs อยู่ที่ 26,000-55,000 ดอลล่าร์ซึ่งถือว่าคุ้มค่า (ข้อมูลจากฮ่องกง ปี 2555 ที่ราคาแลกเปลี่ยนดอลล่าร์ปีนั้น)
   ท่านเสี่ยงที่จะเป็นโรคหรือไม่ โดยเฉลี่ยคนทั่วไปก็ประมาณหนึ่งถึงสองคนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในหนึ่งปี ซึ่งอัตรานี้กำลังจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และสูงขึ้นสองถึงสามเท่าในผู้ชาย แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ท่านต้องระวังว่าท่านจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับเพิ่มขึ้นครับ

1. โรคไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะกลุ่มที่อักเสบเรื้อรังและปริมาณไวรัสมากๆ
2. โรคไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะถ้ามีตับแข็งร่วมด้วย
3. โรคตับจากแอลกอฮอล์ อันนี้ผมว่าน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของโลก
4. สาร อฟลาท็อกซิน ที่อยู่ในเชื้อรา aspergillus พบในถั่วเก็บนานๆจนเริ่มมีเชื้อรา

ส่วนโรคตับอื่นๆ ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมากนักครับ อีกอย่างคือ การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับในคนชอบรับประทานปลาไม่สุก จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีซึ่งอยู่ในตับเช่นกันครับ
   จำเป็นต้องตรวจคัดกรองหรือไม่ ก็ถ้าท่านมีความเสี่ยงและเกิดภาวะตับแข็งก็เข้ารับการคัดกรองครับ ถ้าไม่มีความเสี่ยงก็ไม่จำเป็นนะครับ และอาจนำพาไปสู่การตรวจเกินจำเป็น over-investigation เนื่องจากท่านมีความเสี่ยงต่ำ เอาล่ะในกลุ่มที่เสี่ยงสูงคือ ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี โรคตับแข็งจากสาเหตุต่างๆโดยเฉพาะจากแอลกอฮอล์ ตับแข็งจากธาตุเหล็กสะสมเกิน ควรได้รับการคัดกรองปีละ 1-2 ครั้งขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละคน
   การคัดกรองประกอบด้วยการตรวจหาสารโปรตีนในเลือดที่ชื่อว่า แอลฟ่า-ฟีโตโปรตีน(alpha-fetoprotein) ว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ในแต่ละครั้ง สารนี้ไม่เฉพาะกับมะเร็งตับนะครับ มะเร็งอื่นๆก็ขึ้นได้ ดังนั้นการคัดกรองจึงต้องใช้อีกหนึ่งวิธีประกอบกันคือ การตรวจอัลตร้าซาวนด์ครับ เพื่อตรวจว่ามีก้อนหรือไม่ถ้ามีก็ต้องตรวจต่อครับ เพราะอัลตร้าซาวนด์ก็ไม่เฉพาะเจาะจงเช่นกัน สำหรับน้องๆเรซิเดนท์หรือเฟลโลว์คงต้องไปหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรตีนที่ใช้คัดกรองเพิ่มเติม เช่น desgamma-carboxy prothrombin หรือ VEGF receptor

   การวินิจฉัย โดยมาตรฐานการวินิจฉัยมะเร็งต้องอาศัยชิ้นเนื้อ แต่เนื่องจากที่ตับนั้นทำยากและมีการตรวจที่ไม่รุนแรง ไม่ต้องเจ็บตัว มีการศึกษาเปรียบเทียบความไวและจำเพาะในการวินิจฉัยมาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อในตับทุกคน ทำเฉพาะรายที่ก้ำกึ่งจริงๆเท่านั้น การวินิจฉัยโดยทั่วไปทำได้โดยใช้ค่า alpha-fetoprotein ตั้งแต่ 400 ng/mL ขึ้นไป (glycosylated AFP) ร่วมกับกรใช้ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ฉีดสี หรือ MRI ฉีดสี เพื่อดูลักษณะการกระจายของสีที่เข้าสู่ตัวก้อนในระยะต่างๆที่เป็นลักษณะเจาะจงต่อมะเร็งตับ ช่วยแยกมะเร็งตับและมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่ตับได้อย่างดี การถ่ายภาพอาจเห็นตั้งแต่ครั้งแรกหรืออาจต้องติดตามดูซ้ำครับ --การวินิจฉัยทั้งหมดมาจากหลักฐานที่เป็น prospective cohort ไม่ได้เป็น clinical trials นะครับ—

   การรักษา แหมเป็นหัวข้อที่ไม่ค่อยอยากพูดถึงเลย เพราะการรักษาแต่ละคน แต่ละแบบ ขึ้นกับแต่ละคน ทรัพยากรแต่ละที่ ความชำนาญของหมอแต่ละท่าน แต่ละคนจะได้รับการรักษาที่ต่างกัน แต่จะพูดคร่าวๆว่าการรักษานั้นมีอะไรในปัจจุบัน
   การรักษาที่ดีที่สุดตอนนี้คือการผ่าตัดเปลี่ยนตับครับ สำหรับประเทศไทยก็เริ่มมีการทำแล้วนะครับแต่ว่าคงอีกนานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างทางปฏิบัติ ถ้าก้อนไม่ใหญ่มาก ไม่มีการแพร่กระจายทางหลอดเลือดหลอดน้ำเหลือง โอกาสโรคสงบในช่วงห้าปีสูง 75%-90% เลยครับ
   เอาละถ้าผ่าเปลี่ยนไม่ได้ ถ้าก้อนระยะแรกๆ ไม่ใหญ่มากอาจตัดตับส่วนนั้นทิ้งไป การรักษาเฉพาะที่ในก้อนที่ไม่มากและไม่ใหญ่ก็ใช้เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน คือการฉีดยาเคมีเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตับ เลือกไปอุดเส้นที่ไปเลี้ยงมะเร็งนั่นเอง (TACE) การใช้คลื่นรังสีวิทยุไปทำลายตัวก้อนให้เล็กลง การฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปที่ก้อน อัตราการอยู่รอดที่สามปีของการรักษาด้วย TACE ประมาณ 37-55% ครับ

  การใช้ยาเคมีแบบเฉพาะเจาะจงกับเซลมะเร็งตับ sorafenib เป็นยากินกำลังศึกษาและใช้มากขึ้นๆ การศึกษาส่วนมากทำกับคนที่ตับแย่ๆ ผ่าไม่ได้ ระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่หลังได้ยา median survival ประมาณ 10.2 เดือนครับ

ผมว่าเลิกเหล้ากับรักษาไวรัสตับอักเสบนี่แหละเวิร์กสุด วันหลังจะมาคุยเรื่องตับอักเสบกับเลิกเหล้านะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม