08 กันยายน 2558

โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง

"โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง" โรคที่ยังอยู่กับสังคมไทยอีกนาน ที่บอกแบบนี้เพราะว่า สาเหตุที่พบบ่อยมากๆ (จริงๆอยากเพิ่มไม้ยมกอีก 10 ไม้ แต่อย่าเลยส่งเสริมภาษาไทยดีกว่า) คือการสูบบุหรี่ครับ และคนไทยก็มีคนที่เป็นโรคนี้อีกมาก และรอคิวจะเป็นโรคนี้อีกมากเช่นกันครับ

แต่ก่อนเราชอบเรียกโรคนี้ว่าถุงลมโป่งพอง ซึ่งเป็นจริงแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งมันเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรังครับ รวมกันสองอันนี้ เรียกว่าหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง มันจึงมีส่วนผสมทั้งหลอดลมอักเสบเรื้อรัง คือ ไอ มีเสมหะ หลอดลมตีบลง และมีส่วนผสมของถุงลมโป่งพองคือ พื้นที่แลกเปลี่ยนแก๊สลดลง เหนื่อยมากขึ้น ปอดขยับได้น้อย สุดท้ายอาการจะคล้ายๆ กับโรคหอบหืด และก็จะรักษาคล้ายๆกัน อ้าว...ถ้างั้นมันต่างกันอย่างไร

   โรคหอบหืดนั้น เวลากำเริบจะหนักมาก แต่ แล้วเมื่อหายจะกลับเหมือนเดิมเลย ( จริงๆแล้วก็ประมาณ 95-99%) ส่วนถุงลมโป่งพองจะมีความเสียหายถาวร ถึงแม้ช่วงปกติก็จะยังพบการตีบแคบของหลอดลมอยู่ตลอด
   โรคหอบหืดส่วนมากจะกำเริบโดยไม่มีสาเหตุ ส่วนโรคถุงลมโป่งพองนั้นส่วนมากจะกำเริบจากการติดเชื้อที่หลอดลมครับ
โรคหอบหืดเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายตอบสนองผิดปกติ ทำให้หลอดลมไวมากต่อการกระตุ้น และเรื้อรัง ส่วนโรคถุงลมโป่งพองจะเกิดจากการถูกกระตุ้นด้วยสารระคายเคืองเป็นเวลานาน ทำให้ไปกระตุ้นการอักเสบของหลอดลม ตัวกระตุ้นนั้นคือ ควันบุหรี่ ไอเสีย ใยหิน เป็นต้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเวลากำเริบก็หอบมาก หายใจมีเสียงวี้ดๆ จนถึงหายใจล้มเหลวได้เช่นกัน
 
แนวทางการวินิจฉัยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังนั้น ในปัจจุบัน ต้องใช้ประวัติที่มีการสัมผัสสารกระตุ้นเรื้อรัง เช่นสูบบุหรี่ มีอาการเข้าได้ และ..และ ปัจจุบันตาม GOLD guidelinesที่เป็นมาตรฐานการรักษาโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังทั่วโลก ระบุไว้ชัดเจนว่าต้องทำการตรวจสมรรถภาพปอดว่าเข้าได้กับ หลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง เอาละสิที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้ทำการทดสอบนี้เสียด้วย เพราะว่าเครื่องมือยังไม่แพร่หลาย และต้องการผู้ควบคุมที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมจากสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย

     การตรวจสมรรถภาพปอดนี้ ไม่ใช่การเป่าท่อสั้นๆที่เป็น peak flow นะครับ แต่มันจะเป็นเครื่องใหญ่ต่อกับคอมพิวเตอร์วัดทั้งแรงสูดและแรงเป่า วัดความจุปอด ค่าความเร็วลม รวมถึงมีการทดสอบใช้ยาพ่นขยายหลอดลมแล้วดูว่าตอบสนองต่อยาพ่นหรือไม่  ถ้ามีการตอบสนองดีก็ช่วยบอกว่าน่าจะเป็นหอบหืดมากกว่า ( FEV1/FVC < 70% , change in FEV1 or FVC lessthan 12% or 200 ml ) ในวงเล็บคือเกณฑ์ไม่ตอบสนองนะครับ

   แต่เนื่องจากเราไม่มีเครื่องวัดสมรรถภาพปอดทุกโรงพยาบาลดังนั้นการใช้อาการยังสามารถวินิจฉัยได้ดี มีการศึกษาทำในสวีเดนตีพิมพ์ในวารสาร respiratory medicine เดือนเมษายน ปี 2010 แสดงให้เห็นว่า ประมาณ หนึ่งในสามของผู้ป่วยเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันจากการตรวจสมรรถภาพปอด แต่ก็สามารถรักษาได้ดีเหมือนเดิม แต่การตรวจยังจำเป็นเพื่อแยกโรคอื่นๆออกไปครับ ในความเห็นส่วนตัวของผม ถ้าทำได้ควรตรวจสมรรถภาพปอดทุกรายครับ 0แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นข้อโต้แย้งว่าจะไม่รักษาโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังนี้ครับ


   ส่วนการรักษานั้นหลักๆเลยคือต้องเอาสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคออกไปก่อน คือหยุดสูบบุหรี่ครับ อันนี้สำคัญมากๆ ถ้าไม่ทำไม่หาย การใช้ยาพ่นเป็นลำดับขั้นตอน ค่อยๆปรับขึ้นตามระยะของโรค ( ส่วนโรคหอบหืดเราจะให้ยามากๆก่อน แล้วค่อยปรับลดลงครับ ) เพื่อลดการกำเริบและ รักษาคุณภาพชีวิตที่ดี สังเกตว่าเป้าหมายการรักษาไม่ใช่ "หายขาด" นะครับ และต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพปอดที่ดี วิธีแกว่งแขนที่ฮิตๆกัน ก็ใช้ได้นะครับ และต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีครับ

มีทั้งวิชาการ และการประยุกต์ ค่อยๆเรียนกันไปนะครับ เป็นสาระที่เพลิดเพลิน ไม่เบื่อ และ ไม่สะเปะสะปะจนเกินไป ข้อมูลทั้งหมดมาจาก GOLD guidelines 2011 ครับ สามารถดาวน์โหลดตัวเอกสาร แผ่นพับ สื่อการสอนต่างๆได้ฟรีครับ ที่ www.goldcopd.org
พรุ่งนี้ครบรอบ สามเดือน ที่เปิดเพจมา แฟนเตรียมตัวนะครับ พรุ่งนี้เจอกัน
เครดิตภาพ www.globalasthmareport.org

07 กันยายน 2558

แนวทางการรักษา และจัดกลุ่ม หลอดเลือดหัวใจตีบแบบ NSTEMI ของ ESC 2015

สวัสดีครับทุกท่าน เรากลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากผมหนีไปพักมาสามวัน ไอเดียพุ่ง ชนกัน ทะลักเลย กลับมาประจำการตามเดิมครับ เริ่มต้นเบาๆ เช้าวันจันทร์นี้ NSTE-MI guidelines

   คิดอยู่นานว่าไอ้เจ้า แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ที่เพิ่งตีพิมพ์และวิจารณ์กันสดๆร้อนๆที่ประชุม โรคหัวใจยุโรปเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมจะเอามาอธิบายท่าน ดีหรือไม่ ยากไปไหม แต่สุดท้าย ด้วยสิ่งที่เปลี่ยนไปมากจริงๆ และกระทบต่อท่านๆทั้งหมด ผมขอพูดง่ายๆที่สุด เนื้อๆที่สุด และง่ายๆที่สุด เพื่อท่านที่ไม่ได้อยู่ในวงการ (เอ้ยย ยังกะดารา) ได้เข้าใจด้วยครับ

อย่างนี้ก่อน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ใครๆก็ทราบแล้วว่าด่วนมาก ยิ่งถ้าตีบแบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติมากๆ ( ST elevation MI) ก็จะด่วนมากมีทางด่วน ทางไปกันมากมาย สิทธิการรักษาเบิกได้หมด ห้องสวนหัวใจผุดขึ้นเพียบ รองรับเทคโนโลยีตรงนี้  แต่ว่าถ้ามันไม่เป็นแบบด่วนสุดๆล่ะ  ( NON-ST elevation MI) เดิมเราจะมีเวลารอ มีเวลาคิด แต่ตอนนี้ การศึกษาบอกว่าต้องรอให้น้อยลง แบ่งกลุ่มคนเร่งด่วนให้มากชึ้น เพื่อให้การรักษาด่วนมากขึ้น ช่วยชีวิตได้ดีขึ้น เราเร็วขึ้น ดีขึ้นอย่างนี้ครับ

1. วินิจฉัยเร็วขึ้น ในฝันเลยนะ เรียก 1 hour protocol คือวินิจฉัยได้เร็ว และแม่นยำในชั่วโมงแรก โดยใช้การตรวจเลือด high sensitive troponin ไอ้เจ้าเลือดตัวนี้ ไวมากครับ ตรวจง่าย ตรวจซ้ำสองครั้งดูการเปลี่ยนแปลงนี่...แยกด่วน ไม่ด่วน ได้เลย อนาคตจะเป็นแบบตรวจปลายนิ้ว เร็วมาก จิ้มจึ๊ก รู้ทันที และอาจพัฒนาไปอยู่ที่รถฉุกเฉิน สนามบิน และ..และ..อันนี้ส่วนตัวครับ ที่เซเว่น

2. ให้ความใส่ใจกับเรื่องของผลข้างเคียงของการรักษามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเลือดออกจากการรักษา มีการแจกแจงแนวทาง การจัดกลุ่มคนที่จะมีเลือดออก มาก หรือ น้อย ควรใช้ยากี่ชนิด แต่ละชนิดใช้เวลาเท่าไร มีการป้องกันและรักษาชัดเจน เพื่อความปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง

3. อันนี้ ไฮไลต์ เรื่องการไปทำการสวนหัวใจ บอกเลยว่าถ้าเสี่ยงสูง เราจะไม่รอแล้วนะ เดิมนั้นเรามีเวลารอ ได้ 72 ชั่วโมง หรือถ้าแพทย์เห็นว่าด่วนก็ไปทำก่อนได้ แต่ก็เป็นดุลยพินิจ  แต่แนวทางอันนี้ ชี้ชัดเลยว่า เสี่ยงสูงมากต้องทำเลยนะ ในสองชั่วโมง ถ้าเสี่ยงมากต้องทำในวันนั้นเลย ถ้าเสี่ยงปานกลาง ก็ควรทำใน 72 ชั่วโมง บอกเลยว่าปัจจัยใดที่เรียกเสี่ยงสูง ปัจจัยใดเรียกเสี่ยงมาก และแนะนำว่าต้องส่งไปที่ห้องสวนหัวใจเร็วขึ้นมากๆๆ

4. ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด มีผลการศึกษา ที่ชัดเจนมาบอกว่า ควรใช้ยาตัวใด ก่อนหน้านี้ผลการศึกษายังไม่ชัดเจน แต่อันนี้ชัดแล้วครับ ยาที่ใช้ปกป้องหัวใจ ปรับเกณฑ์เป็น ต้องให้ --ต้องให้นะครับ หลายๆตัว บอกเป็น class Ia คือ ต้องทำ เนื่องจากมีประโยชน์ มีผลการศึกษาที่ดีมาก จำนวนมากรองรับครับ

ผมจะสรุปง่ายๆว่า ตอนนี้ถ้าท่านเกิดเจ็บอก แล้วควรรีบแยกโรคเส้นเลือดหัวใจตีบโดยเร็ว และ ไม่ว่าท่านจะตีบแบบใด ตอนนี้เราอยากให้ท่านเข้าสวนหัวใจเร็วขึ้น จนถึงเร็วที่สุด และ การกระทำต่างๆเหล่านี้ ปลอดภัยมากขึ้น มีผลการศึกษารองรับมากขึ้น สรุปได้ชัดเจนขึ้นครับ แต่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการของประเทศไทยนั้น  อาจต้องรอถึงทรัพยากรและความคุ้มทุนของประเทศเราก่อนครับ
ลิงค์ http://www.escardio.org/…/Acute-Coronary-Syndromes-ACS-in-p…
ถ้าท่านอาจารย์ท่านใดอ่านอยู่ เห็นต่างใดๆ ก็เชิญให้ความเห็นได้ครับ ( ผมว่าท่านอาจารย์บัญชา ต้องอ่านแน่ๆ)

03 กันยายน 2558

5 สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ ครีมกันแดด

5 สิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ ครีมกันแดด

    นี่คือสารชลอความแก่โดยแท้ครับและช่วยลดการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วย  บทความนี้สรุปมาจาก "fact and fiction about antiaging" ของ อ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน ใน common problems of internal medicineโดย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ

1. สารกันแดด มี 3 แบบ อย่างแรกเป็นสารเคมี ดูดซับคลื่น UV แล้วเปลี่ยนเป็นรังสีความร้อนออกมา เดิมป้องกันได้แต่ UVB แต่ตอนนี้บังคับให้ป้องกัน UVA ด้วยจึงต้องใช้สารเคมีหลายตัว อย่างที่สองเป็นสารสะท้อนรังสี เดิมไม่ค่อยนิยมเพราะมันสะท้อนแสง แต่ตอนนี้ปรับให้ไม่สะท้อนและป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB อย่างสุดท้ายคือ tanning sunscreen ใช้ทำผิวเป็นสีน้ำผึงครับ ส่วนชื่อสารเคมี..ช่างมันเนอะครับ

2. ค่า SPF (sun protection factor) เป็นหน่วยวัดเทียบแสงที่ทำให้ผิวแดง ระหว่างคนทาครีม กับไม่ทาครีม ว่าต่างกันเท่าไร พูดแปลง่ายๆคือ ถ้า SPF สูง ก็ป้องกันผิวไหม้แดงได้มากขึ้น ทั่วๆไป SPF 15 ก็พอ ---อ๊ะๆๆ ค่า SPF นี้วัดมาจากห้องทดลองนะครับ พอใช้กับแสงแดดจริง SPF 15 เหลือแค่ 7-12 ส่วน SPF 45 เหลือ 11-30

3. กันน้ำ มีการทดสอบโดยทาครีมแล้วแช่น้ำ whirlpool jacuzzi 20 นาที ขึ้นมา 20 นาทีแล้ววัด SPF ลงไปจุ่มน้ำ 20นาที แล้วขึ้นมาวัด SPF อีกรอบ ถ้ารับรองกันน้ำ SPF ต้องลดลงไม่เกิน 50 % ครับ ส่วนถ้าได้รับรอง very water resistance อันนี้ทดสอบจุ่มน้ำ 4 รอบนะครับ

4. ค่า PA++ ค่านี้เราใช้วัดประสิทธิภาพการป้องกัน UVA เดิมนั้นเราคิดว่า UVB เท่านั้นที่ทำให้เป็นมะเร็ง แต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า UVA ก็ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังโดยเฉพาะ melanoma จึงต้องป้องกัน UVA ด้วย ประสิทธิภาพการป้องกัน UVA นี้ยิ่งมากยิ่งป้องกันผิวคล้ำได้ดี (UVB ใช้ค่า SPF ที่บอกการป้องกันผิวไหม้) กำหนดค่าโดย Japaneae Cosmatics Industry Associations บอกว่า
PA+      ป้องกัน UVA 2-4 เท่า (มากกว่า คือ มากกว่า ไม่ป้องกัน)
PA++    ป้องกัน UVA 4-8 เท่า
PA+++ ป้องกัน UVA มากกว่า 8 เท่า

5. การทาครีมนี่ สำคัญมากนะครับ เมืองนอกมีอาชีพรับจ้างทาครีมด้วยนะ   แอดมินเองพักร้อนเมื่อไรจะไปหาลำไพ่  รับจ้างทาครีมสาวๆเหมือนกัน-- มันต้องมีศาสตร์ ถึงทำถูก-- อิอิอิ
   การศึกษาเขาทาครีมหนา 2 มิลลิกรัมต่อพื้นที่หนึ่งตารางเซนติเมตร แต่ในชีวิตจริงทากันบางกว่านั้นครึ่งต่อครึ่ง ทำให้ SPF ลดลง 20-50% เลยนะครับ ทางผู้ผลิตเขาเลยผลิตครีมที่ SPF สูงๆออกมา เพราะเราทาครีมบาง และ พอโดนแสงแดดธรรมชาติ ค่า SPF จากห้องทดลองมันจะลดลงครับ
   ศิลปะการทาครีมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะกายวิภาคของคนเรามีร่องผิวหนัง ส่วนนูน ส่วนเว้าแตกต่างกัน ครีมมักจะไปกองกันอยู่ตรงร่องผิวหนัง ส่วนที่นูนๆ ตึงๆ ก็มักจะถูกทาบางลงก็เลยแนะนำทาให้ทั่ว และทาซ้ำทุกสองชั่วโมงครับ -- เข้าทางแอดมินเลย ทาบ่อยๆ เน้นส่วนนูนส่วนตึง พวกเหี่ยวๆ ทาครั้งเดียวพอ ---

จบบทความนี้ทุกท่านคงซึ้งแล้วว่า การแพทย์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

02 กันยายน 2558

โรคฮีโมฟิเลีย

วันนี้ผมจะพาไปรู้จักโรคเลือด ที่มีชื่อเรียกว่า Royal disease ทำไมถึงชื่อนี้ ก็เพราะพบโรคนี้ในราชวงศ์ของยุโรปในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งอังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย สเปน ต้องเข้าใจก่อนว่าสมัยนั้นเขาเป็นพันธมิตรโดยการ "ดอง"กัน คือแต่งงานข้ามชาติ เพื่อผูกมิตรเป็นสุวรรณปฐพีกัน ไม่รุกรานกัน ช่วยเหลือในทางเศรษฐกิจ จึงทำให้โรคที่เกิดจากพันธุกรรมด้อย แสดงออกมาอย่างเด่นชัด เพราะส่วนมากก็เป็นญาติๆกันเอง โรคนี้ดังที่สุดที่รัสเซีย กับเจ้าชาย Alexei Nikolaevich พระราชโอรสของกษัตริย์ซาร์ นิโคลัสที่สอง ที่เป็นเหตุให้เจ้าหมอผี รัสปูติน เข้ามารักษาเจ้าชาย และ ยึดอำนาจใหญ่ในวัง สุดท้ายราชวงศ์รัสเซียก็...... 

   โรคนั้นคือโรค ฮีโมฟิเลีย Hemophillia โรคนี้เป็นแต่ในผู้ชายครับ มีรายงานตั้งแต่ศตวรรษที่สอง พบเด็กที่ทำการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศแล้วเลือดออกจนเสียชีวิต เหตูเพราะมันถ่ายทอดทางโครโมโซมเพศ X คือผู้หญิงมี X สองตัวน่ะครับ ต้องแย่ทั้งสองตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้ชายมี X แค่ตัวเดียว เสียตัวนี้ไป เป็นฮีโมฟิเลียเลย
โรคนี้จะเกิดสารเร่งการแข็งตัวของเลือดที่ชื่อว่า แฟกเตอร์ 8 (ฮีโมฟิเลีย A) ไม่สร้างหรือสร้างน้อยมาก จนถ้ามีเลือดออก เลือดก็ไม่แข็ง ออกจนเสียชีวิต (แต่ถ้าขาดแฟกเตอร์ 9 เราเรียก ฮีโมฟิเลีย B) หรือบางที เลือดออกเองครับ คือแบบว่าแค่เดิน ข้อเข่าก็เลือดออกแล้ว เราพบเลือดออกในข้อเข่านี้ เป็นอาการที่พบบ่อยมากๆครับ เพราะเดินตลอด เด็กหกล้มหกลุก เข่าบวม ศอกบวม จ้ำเลือด ก็มักจะวินิจฉัยได้ตั้งแต่วัยตั้งไข่ แต่ถ้าอาการไม่รุนแรงก็จะมาแสดงตอนวัยเรียน เริ่มเล่นพละ ทะเลาะกับเพื่อน

เ  รารักษาโดยการให้สารที่มี แฟกเตอร์ 8 หรือ แฟกเตอร์ 9 เข้มข้น เช่น แฟกเตอร์ 8 บริสุทธิ์แบบกึ่งสำเร็จรูป เป็นผงพร้อมละลายฉีด หรือ ให้น้ำเลือดที่เรียกว่า FFP หรือ cryoprecipitate ที่มีแฟกเตอร์พวกนั้นมากๆ ก็จะหยุดเลือดได้ แต่ต้องให้เร็วๆนะครับ ให้ช้าเกินไป สารการแข็งตัว 1 2 5 7 10 ก็จะหายไปด้วย คราวนี้งานเข้าแน่ๆ ต้องใช้เลือด มหาศาลเลย -- การให้เลือดปริมาณมากๆและบ่อยๆ นี่แหละครับที่เป็นปัญหา แพ้เลือด สร้างสารมาต่อต้านเลือด ติดเชื้อจากการให้เลือด สารอื่นๆที่ไม่จำเป็นก็จะเกิน หรือหัวใจวายถ้าให้มากเกินไป เพราะเลือดออกทีก็ให้ทีนึง ยังไม่พบชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุ "กระตุ้น" ให้เกิดเลือดออก 

  เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรมที่คาดเดาได้ชัดเจน อายุรแพทย์จะถามประวัติญาติของท่านทุกคนเรียกว่าการทำ "พงศาวลี" เพื่อตรวจหาว่าใครเสี่ยงที่เป็นโรค และหญิงคนใดที่เป็นพาหะนำโรค เพื่อให้คำแนะนำก่อนแต่งงานต่อไป ผมนำภาพพงศาวลี ของพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่งสหราชอาณาจักร ที่เป็นต้นพาหะจอง hemophillia B -- the royal disease-- เอามาให้ดูครับ

รู้ไหมครับว่ารัสปูตินรักษาเจ้าชายอเล็กไซ แห่งโรมานอฟอย่างไร... เขาสะกดจิตอเล็กไซให้อยู่เฉยๆครับ เมื่อไม่วิ่งไปมา ทำอะไรช้าๆ เลือดก็ไม่ออกนั่นเอง..
เครดิตภาพ : www.englishmonarchs.co.uk

01 กันยายน 2558

เบาหวานจากการตั้งครรภ์

เบาหวานจากการตั้งครรภ์

  gestational diabetes เป็นเรื่องหนึ่งที่น่ารู้ครับ คิดว่าจะได้ประโยชน์กันในวงกว้างแน่นอน ผมคงไม่ได้มาแจกแจงการรักษาทั้งหมด และทำเหมือนเรื่องย่อนะครับ ให้ได้รู้จักกัน

ทำไมคนท้องถึงจะเป็นเบาหวาน -- เพราะว่าในช่วงท้องนั้น ร่างกายเราจะดื้อฮอร์โมนอินซูลิน ฮอร์โมนที่สร้างเพื่อควบคุมน้ำตาล ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ น้ำตาลเลยไม่ลง

โอ้วว--เกิดบ่อยไหมล่ะหมอ-- การศึกษาในประเทศไทยที่ รพ ราชวิถี พบ 2.1 % ของคนท้อง

แล้วฉันจะเสี่ยงไหม ต้องตรวจไหม-- ปัจจุบันคำแนะนำของ american diabetes association แนะนำให้คนท้องตรวจคัดกรอง ทุกคนนะครับ‬ ยกเว้นเสี่ยงต่ำมากๆ คือ อายุน้อยกว่า 25 ไม่เคยตั้งครรภ์ผิดปกติ ไม่มีประวัติเบาหวานในครอบครัว โดยตรวจเลย ถ้าเสี่ยงสูง แต่ถ้าปกติให้ตรวจซ้ำที่เวลา 24-28 สัปดาห์‬‬‬‬‬‬

ตรวจยังไง-- งี้ครับ งดอาหารมา 6 ชั่วโมงมาตรวจน้ำตาล ตรวจเสร็จก็จะได้ดื่มน้ำหวานที่มีน้ำตาล 75 กรัม แล้วรอเจาะเลือดซ้ำที่ 1 และ 2 ชั่วโมงหลังดื่มน้ำตาล ค่าที่ได้ไม่ควรสูงกว่า 92,180,153 ผิดไปอันใดอันหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเบาหวาน ( HAPO study)

ไม่ตรวจได้ไหมหมอ..กลัวเข็ม-- อืออ อย่าเลย ตรวจเหอะ ถ้าเป็นเบาหวาน อาจเกิดครรภ์เป็นพิษ น้ำคร่ำมากเกิน หรือติดเชื้อง่าย ส่วนลูก ก็อาจแท้ง หรือเกิดความผิดปกติที่กระดูกช่วงล่างของร่างกายไม่เจริญ‬ (caudal regression syndrome) พูดง่ายๆ ไม่มีขา ไม่มีสันหลังน่ะครับ‬‬‬‬‬‬

หยึย..น่ากลัว ตรวจดีกว่า..โอ เป็นเบาหวาน ทำไงหมอ --- ใจร่มๆครับ ให้ควบคุมอาหาร ซึ่ง‎ต้องสมดุลกันคุมมากเด็กไม่โตคุมน้อยเบาหวานไม่ลง‬ ต้องมาวางโปรแกรมอาหาร วัดน้ำหนักทุกเดือน ประมาณ 32 กิโลแคลอรี่ต่อวัน มีอาหารว่าง. สัดส่วน โปรตีน 20 แป้ง 50 ไขมัน 30 เอ่ออ เดี๋ยวหมออายุรกรรมเขาคำนวณให้ครับ รวมๆน้ำหนักขึ้นประมาณ 8-10 กิโลกรัม กำลังดี‬‬‬‬‬‬

ต้องใช้ยาไหม--ถ้าคุมอาหารแล้วไม่ลงก็ฉีดยาอินซูลิน และเจาะน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้านเพื่อปรับยาครับ ยากินหลายชนิดเด็กอาจพิการ ยากินหลายชนิดข้ามรกไปหาลูก ลูกเลยน้ำตาลต่ำแทน ตอนนี้ฉีดยาเซฟสุด รักษาน้ำตาลก่อนอาหารไม่เกิน 95 รักษาระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 120

ต้องผ่าไหมล่ะหมอขาาา--- เอ่อ ผมเป็นหมอเมด ไม่ใช่หมอขา (ไม่ได้รักษาขา) การผ่าตัดก็ขึ้นกับเงื่อนไขทางสูติกรรมครับ ‎การเป็นเบาหวานไม่ได้บังคับว่าต้องผ่า‬ เพียงแต่ต้องให้อายุรแพทย์มาช่วยควบคุมน้ำตาลช่วงคลอดครับ และต้องติดตามระดับน้ำตาลในลูกน้อยด้วย‬‬‬‬‬‬

คลอดแล้ว..เบาหวานจะหายไหมคะ --- โดยทั่วไปก็มักจะเป็นปกติใน 6 สัปดาห์ครับ แต่ควรติดตามไปจนหนึ่งปีหลังคลอด โอกาสการเกิดเบาหวานหลังจากจบการตั้งครรภ์ อยู่ที่ 7.49 เท่ามากกว่าหญิงทั่วไปที่ไม่เป็นเบาหวานขณะท้องครับ

พอเห็นภาพนะครับ ข้อมูลมาจาก ADA 2015, review DM#2 after GDM ใน Lancet 2009;373, HAPO ใน new England 2008, GDM ของ อ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ ใน ตำราอายุรศาสตร์สัญจร ราชวิทยาลัยฯ

บทความที่ได้รับความนิยม