10 มิถุนายน 2561

ชวนให้ป้องกันยุง

สุดสัปดาห์นี้ มานั่งทำงานอยู่ที่กระท่อมปลายนา ในฤดูฝนแบบนี้กลิ่นดินกลิ่นหญ้า ความเขียวขจีของท้องทุ่งมองสุดลูกหูลูกตา ลมพัดเย็นสบาย
โต๊ะไม้ยาวที่นอกชาน เก้าอี้ไม้ น้ำดื่มสะอาด กาต้มน้ำร้อนไว้ชงชาอุ่นๆ และกล้วยน้ำว้าลูกโตๆจากสวนเป็นของว่างยามหิว ช่างเป็นบรรยากาศที่สุดยอดจริงๆ ได้ยินเสียงลมพัด ใบไม้ไหว อ่าห์..... ถ้าไม่มียุง
มาคราวนี้ ใช้สมุนไพรตะไคร้กันยุง และจุดเปลือกทุเรียนตากแห้ง คุณผู้ใหญ่บ้านบอกว่ากับยุงได้ชะงัดนัก โอเคลองดู นี่ไม่นับตะไคร้หอมรอบบ้านที่ปลูกไว้แล้ว
สรุปผล ทำงานสบาย ไม่มียุงมารบกวน ไม่มีรอยกัดให้เกิดไฝฝ้าราคีใดๆ ขาวใสแบบธรรมชาติ คงจะป้องกันไข้เลือดออกได้ระดับหนึ่ง เปลือกทุเรียนจุดไฟมีควันอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้รบกวนเท่าไร ...จะมีงานวิจัยไหมว่าเปลือกทุเรียนเผากันยุงจะทำให้เกิด COPD !! .. เอาน่าไม่น่าจะมี ไม่ค้นด้วย เดี๋ยวเจอ 555
ใช้ได้ผลดีนะครับ ไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆเลย นอนกลางคืนก็กางมุ้ง ได้ผลดีมากๆ อากาศเย็นสบายแบบไม่ต้องมีแอร์ ไม่ต้องมีพัดลม ธรรมชาติอยู่ล้อมรอบตัวเรา เพียงแต่เราไม่ยอมทำใจสัมผัสเขาเท่านั้น หากเราเข้าถึงและสัมผัสเราจะเข้าใจและรักธรรมชาติ...ยกเว้น ยุง
นำเทคนิคมาบอกกัน และ ชวนให้ป้องกันยุง ลดไข้เลือดออกนะครับ
จากแอดมิน โหมดกลัวถูกเจาะเลือดบ่อยๆหากเป็นไข้เลือดออก
ปล. แอบคิดในใจว่าถ้ามียุงตัวหนึ่งมากัดผม ดูดเอาเลือดไปสักครึ่งซีซี ในเลือดมีดีเอ็นเอของผมบรรจุอยู่ ยุงตัวนั้นเกิดไปติดอยู่ในยางไม้อำพันหลังดูดเลือดผมไป และกลายเป็นฟอสซิลฝังอยู่ใต้ดิน หกสิบล้านปีต่อมา มีคนรุ่นหลังมาขุดพบ
เจาะเอาเลือดผมไปสกัดดีเอ็นเอออกมา โคลนเป็นรูปร่าง (คนๆนั้นชื่อ แฮมมอนด์แน่นอน) เมื่อคนๆนั้น ออกมาจากไข่ เอ้ย...ออกมาจากเครื่องโคลนมนุษย์ แว่บแรกที่นักวิทยาศาสตร์เห็นคนๆนั้นเดินจากมาจากตู้โคลนนิ่ง...เขาจะอุทานว่าอะไร ????

ไมเคิลแองเจโลแห่งวงการแพทย์

คุณรู้จัก ไมเคิลแองเจโล หรือไม่ ศิลปินนามกระเดื่องแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการชาวอิตาลี ผู้ฝากผลงานรูปปั้นเดวิด ที่เมืองฟลอเรนซ์ ภาพการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่วัดน้อยซีสทีนในวาติกัน ผมคิดว่าคุณคงรู้จักดี แล้วคุณรู้จัก ไมเคิลแองเจโลแห่งวงการแพทย์หรือไม่
คุณหมอแฟรงค์ เน็ตเตอร์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันที่คุณหมอทั่วโลกได้เห็นภาพจิตรกรรมของเขามาทุกคน ในหนังสือตำราภาพประกอบทางการแพทย์ต่างๆ โดยเฉพาะตำราสมุดภาพกายวิภาคศาสตร์ที่แสดงรายละเอียดและสีสันได้เหมือนของจริงเลยทีเดียว
คุณหมอเกิดที่นิวยอร์กในปี 1906 เติบโตในสังคมคนชั้นกลาง และเลือกที่จะมีอาชีพเป็นจิตรกรตามความถนัดและพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิด แต่ว่าพ่อแม่ของเน็ตเตอร์ก็บอกว่าอาชีพจิตรกรนั้นมันไม่แน่นอน น่าจะไปหางานที่เหมาะสมกว่า คุณเน็ตเตอร์จึงเบนเข็ม 180 องศา ไปเรียนหมอที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ตามคำแนะนำของทางบ้าน...เรียนตามที่ทางบ้านอยากให้เป็น เหมือนเด็กไทยเลย ในขณะที่คุณเน็ตเตอร์อายุ 14 ปี
คุณหมอเน็ตเตอร์เรียนจบแพทย์และต่อผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรม ตลอดการเรียนแพทย์นั้นคุณหมอเน็ตเตอร์ใช้วิธีวาดรูป วาดแผนผังในการบันทึกคำบรรยายและการเรียน คุณหมอรู้สึกว่าสามารถบันทึกได้ดีกว่าการจดเป็นอักษร และคุณหมอก็ทำได้ดีเสียด้วย รูปสวย รายละเอียดครบ
ทางคณะแพทย์เห็นฝีมือจึงขอให้ช่วยทำงานด้านสื่อการสอนด้วย วันเวลาผ่านไป คุณหมอเน็ตเตอร์เริ่มรู้สึกว่าความสามารถด้านการวาดรูปอธิบายวิชาการของเขาเพิ่มขึ้น เพิ่มมากกว่าความสามารถทางการผ่าตัด และไฟในการวาดภาพมันร้อนแรงและเร่งเร้ามากกว่าไฟในการทำงานด้านศัลยแพทย์
ปี 1938 ขณะที่คุณหมอเน็ตเตอร์อายุ 32 คุณหมอได้ลาออกจากการเป็นแพทย์ ไปรับตำแหน่งในบริษัทยา ตำแหน่งที่ได้รับคือ วาดภาพและออกแบบรูปอธิบายกลไกยาหัวใจ ผลงานได้รับความนิยมมาก คุณหมอต่างๆเข้าใจและใช้ยามากมายด้วยวิธีการอธิบายผ่านภาพของคุณหมอเน็ตเตอร์ หลังจากนั้นก็ออกแบบวาดภาพในสาขาต่างๆทางการแพทย์เช่นพยาธิวิทยา สรีรวิทยา และ ชุดสะสมที่โด่งดังมากคือ กายวิภาคศาสตร์
คุณหมอได้รับเชิญไปดูการผ่าตัดใหญ่ๆ การค้นพบทางการแพทย์ใหม่ๆ เพื่อให้นำไปถ่ายทอดเป็นแผนภาพและรูปภาพง่ายๆ ให้คุณหมอ นักเรียนแพทย์ และผู้คนทั่วไปได้เข้าใจง่ายๆ จดจำได้และนำไปใช้ได้ ผลงานที่สร้างชื่ออีกอันคือ transparent woman ที่แสดงประติมากรรมหญิงที่ร่างกายโปร่งใสเห็นโครงสร้างอวัยวะภายในครบถ้วนที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชิคาโก
บั้นปลายชีวิต คุณหมอเน็ตเตอร์ให้สัมภาษณ์ว่า ทำไมเขาถึงเลิกอาชีพศัลยแพทย์ ด้วยคำตอบที่ว่า เขาด้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกๆสาขา สามารถคุยกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกได้ทุกคน และอยากให้หมอทุกคนเข้าใจและดูแลคนไข้ทั้งคนแบบที่เขาศึกษา...ลึกซึ้งไหมล่ะ
หลังจากจับดินสอสเก็ตต์ภาพสอนผู้คนทั่วโลกมากว่า 50 ปี คุณหมอเน็ตเตอร์สร้างผลงานมากมายราวกับไมเคิลแองเจโลแห่งวงการแพทย์ และจากเราไปในปี 1991 หากแต่ผลงานภาพวาดของหมอเน็ตเตอร์ยังปรากฏเป็นตำราและงานศิลปกรรมคู่โลกไปอีกนานเท่านาน
"นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ .... สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา"
นำผลงานบางส่วนของ Frank. H. Netter มาให้ดูกันนะครับ

09 มิถุนายน 2561

อาการข้างเคียงอันเกิดจากอาหาร และ แพ้อาหาร โดยเฉพาะเรื่องแพ้นมวัว

หลายคนยังสับสนระหว่าง อาการข้างเคียงอันเกิดจากอาหาร และ แพ้อาหาร โดยเฉพาะเรื่องแพ้นมวัว
1. อาการแพ้นมวัว คือ โรคภูมิแพ้ที่กระตุ้นจากโปรตีนในนมวัว เฉกเช่นเดียวกับ แพ้ยา แพ้ขนแมว แพ้สารทึบรังสี
2. นั่นคือ ร่างกายจะตรวจจับโปรตีนสิ่งแปลกปลอม (ในเรื่องนี้คือนมวัว) ผ่านเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกายโดยส่วนมากคือเม็ดเลือดขาว แล้วเม็ดเลือดขาวก็จะรายงานไปที่ระบบภูมิคุ้มกันตามสายงานบังคับบัญชา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหรือ อิมมูโนโกลบูลิน มาต่อต้านโปรตีนนั้น
3. คล้ายๆกับกลไกที่ร่างกายต้านทานเชื้อโรค แต่ว่ามนุษย์ได้สั่งสมประสบการณ์ผ่านการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมานับแสนๆปี ว่าสิ่งใดอันตรายและไม่อันตราย ถ่ายทอดมารุ่นต่อรุ่นว่า นมวัวมันไม่แปลกปลอมนะ ปฏิกิริยาภูมิแพ้กรุณาไม่ต้องทำงาน
4. แต่ความหลากหลายทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ย่อมมีความแปรปรวนบ้าง ทำให้ร่างกายบางคนถือว่า นมวัวเป็นสารแปลกปลอม จึงเกิดปฏิกิริยาต้านขึ้นมาเมื่อได้รับนมวัว (เป็นปฏิกิริยาการเรียนรู้จึงมักเกิดหลังดื่มนมวัวไปหลายครั้งหลายวัน)
5. ปฏิกิริยานั้นก็คือปฏิกิริยาภูมิแพ้นั่นเอง เกิดได้ทั่วร่างกาย เหมือนกินอาหารทะเลแล้วแพ้ กินนมวัวก็แพ้ได้ ผื่นขึ้น ลมพิษ หลอดลมตีบ ความดันต่ำ หรือเกิดที่ลำไส้เป็นการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ จากกการกระตุ้นของโปรตีนนมวัว
6. อาการที่เกิดจึงหลากหลาย ต้องแยกโรคจากโรคอื่นด้วย ข้อมูลสำคัญคือสิ่งที่กิน ระยะเวลาที่กิน กระตุ้นแล้วเกิด หลีกเลี่ยงแล้วหาย ใส่กลับใหม่ก็เกิด วัดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเช่น ทำเทสต์ที่ผิวหนัง หรือตรวจระดับ IgE ที่เฉพาะกับนมวัว ผลจะบวก
7. การรักษาหลักคือการหลีกเลี่ยงนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว และเสริมอาหารให้ครบถ้วน และหากจะทำการ rechallenge ก็ทำได้ พบว่าเมื่ออายุมากขึ้นก็จะสามารถทนทานได้มากขึ้น ปฏิกิริยาลดลง ร่างกายเราช่างมหัศจรรย์
8. ในเด็กต้องรักษาทั้งเด็ก และแม่ที่ให้นม ในผู้ใหญ่ง่ายหน่อยก็ให้กินอย่างอื่นที่ไม่ใช่นม มีสูตรนมมากมายสำหรับเด็ก
9. ต่างจาก lactose intolerance อย่างมากมาย เพราะนั่นไม่ผ่านปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ไม่มีผื่น ไม่มีหายใจไม่ออก แค่อึดอัด แน่นท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว ตดเหม็น แค่ไม่มีน้ำย่อยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งสามารถกระตุ้นการสร้างได้หากกินบ่อยๆ แต่บางคนก็กระตุ้นไม่ขึ้นต้องทำใจ
10. องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ, องค์การอนามัยโลก, แนวทางอาหารอเมริกา 2015-2020, คำแนะนำอาหารเพื่อโรคหัวใจของทั้งยุโรปและอเมริกา ESC and AHA/ACC แนะนำการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนม ในปริมาณพอเหมาะ แม้นมจะมีไขมันอิ่มตัว ไขมันสัตว์ แต่ก็มีไขมันดี โปรตีนดีอีกมาก บวกลบคูณหารหากกินนมและผลิตภัณฑ์จากนมพอเหมาะจะเป็นดีมากกว่าผลเสียครับ (แนะนำ low fat products 2-3 ถ้วยต่อวัน 1 ถ้วยประมาณ 250 ซีซี)
ขอขอบคุณ อาจารย์กุมารแพทย์ท่านหนึ่ง ไม่ประสงค์จะออกนาม ส่งหนังสือ (pdf) เรื่องแนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคแพ้โปรตีนนมวัว จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย 2555 เพื่อฝากให้มาเผยแพร่ประโยชน์แก่ประชาชนต่อไปครับ

กระตุ้นแลคเตส

สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ..นม
นม...ควรดื่มบ่อยๆเป็นประจำ...ร่างกายจะกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ย่อยนมมาจัดการได้เพิ่มขึ้น..แล้วคุณจะดื่มนมได้สบาย ติดใจการดื่มนม
นม...หากร้างลาการดื่มนม...ร่างกายคุณจะเริ่มไม่ชิน กินแล้วจะไม่สบาย เอนไซม์ไม่ค่อยทำงาน.. วิธีแก้ ให้ดื่มทีละน้อยๆ ค่อยๆเพิ่ม บ่อยขึ้น จนอยู่ตัว
ความทนทานต่อนม ความคุ้นชินต่อนม เป็นสิ่งที่ปรับได้ (ยกเว้นคนที่มีความผิดปกติของยีนควบคุมการสร้างเอนไซม์แลคเตสและปาแลกโตซิเดส จะกระตุ้นกลับคืนไม่ได้)
ปรับตัวให้คุ้นชินกับนม คุณจะอยู่กับนมได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะนมช็อกโกแลต นมกาแฟ นมสด นมวานิลลา หรือนม แบ(ร)น(ด์) ใดๆ ก็ตาม
ขอขอบคุณ คุณ CT NL ที่ยกประเด็นนี้เพิ่มในคอมเม้นต์เมื่อเช้าครับ

นม ... หนึ่งในสารอาหารที่ทรงคุณค่าที่สุดของมนุษย์

นม ... หนึ่งในสารอาหารที่ทรงคุณค่าที่สุดของมนุษย์
นมมีสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ทั้งเวย์ที่หลายๆคนชอบและเคซีน มีไขมันคุณภาพดี ให้พลังงานเพียงพอจากน้ำตาลแลคโตส มีแร่ธาตุสูงโดยเฉพาะแคลเซียม มีวิตามินมากมาย เรียกว่าเกือบครบถ้วนโดยที่ราคาไม่แพง ประเทศไทยเราโชคดีที่มีโครงการเกษตรกรโคนมมาตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาจนถึงปัจจุบัน ทำให้คนไทยได้กินนมดีๆ ราคาไม่แพง
นมส่วนมากก็มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับหนึ่งก็คือ วัวนม เป็นปริมาณมากที่สุดและยังมีนมแพะ นมควาย อีกมากมาย และก็ไม่ใช่แค่นมสด ยังมีผลิตภัณฑ์จากนมอีกมาก
แต่บางคนก็กินนมลำบาก
การทนน้ำตาลแลคโตสในนมไม่ได้ (lactose intolerance) คือร่างกายเราไม่สามารถจัดการน้ำตาลแลคโตสในน้ำนมได้ การย่อยจึงไม่สมบูรณ์ ทำให้มีอาการท้องอืด ถ่ายเหลว ไม่สบายท้อง มีเด็กบางคนเกิดมาก็มีภาวะนี้นะครับ เราก็จะให้เขากินนมที่ไม่มีแลคโตส ส่วนผู้ใหญ่นั้นส่วนมากเกิดจากเอนไซม์การย่อยนมคือ แลคเตส มันลดลงจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะจากอายุ จากพันธุกรรมเอเชีย จากการที่สร้างน้อยไม่ได้ดื่มนมมานาน สรุปเหมือนกันคือ กินแล้วย่อยยาก
บางคนก็มีโรคในลำไส้ทำให้ย่อยและดูดซึมไม่ได้ เอนไซม์ย่อยแลคโตสมาจากทั้งตับอ่อนและผนังลำไส้ ย่อยน้ำตาลแลคโตสเป็นกลูโคสและกาแล็กโตส เพื่อดูดซึมไปใข้ให้พลังงานต่อไป จริงๆเรามีการทดสอบนะครับ เช่นวัดแก๊สไฮโดรเจนในลมหายใจหรือวีธีวัดระดับน้ำตาลหลังดื่มนม แต่ทั่วๆไปก็วินิจฉัยจากดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมแล้วท้องอืด ถ่ายเหลว
เอ๊ะ...เราทนแลคโตสไม่ได้ แค่ตัวเดียว แต่เราแก้ไขโดยการงดดื่มนม อดชีส... ก็ดูจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ขี่ช้างจับตั๊กแตน ต้องใช้ทีมรีลมาดริดมาปราบทีมเด็กน้อยอย่างลิ้วพูน สารอาหารอย่างอื่นก็พลอยอดไปด้วย โดยเฉพาะแคลเซียม แหล่งสำคัญของแคลเซียมในอาหารคือนมและผลิตภัณฑ์จากนมนี่แหละครับ
โอเค..เมื่อเราดื่มนมแล้วไม่สบายตัว เราก็เลี่ยง ก็ไม่ว่ากัน แต่ก็ต้องชดเชยสารอาหารอื่นๆให้พอไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม ไขมัน โปรตีน ด้วยอาหารรูปแบบอื่นๆ หรือจะเลือกนมที่แลคโตสน้อยเช่น นมถั่วเหลือง จริงๆไม่ค่อยเหมือนนมเท่าไหร่ หรือนมชนิดแลคโตสฟรีแต่ราคาก็จะสูงขึ้น
นมเปรี้ยว ไม่สามารถชดเชยนมสดได้นะครับ สารอาหารต่างกันลิบลับ นมสด นมกล่อง นมขวด ดีกว่ามากมาย เครื่องดื่มมอลต์สกัดก็ไม่สามารถทดแทนนมได้เช่นกัน
การทนแลคโตสไม่ได้นี้ ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เพียงแต่เราก็เปลี่ยนไปกินอาหารอย่างอื่นทดแทนและหลีกเลี่ยงความไม่สบายท้องเท่านั้น และที่สำคัญมันไม่ใช่อาการแพ้นมวัวนะครับ อาการทนแลคโตสไม่ได้ไม่ได้ผ่านกระบวนการภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะเรียกเป็นโรคภูมิแพ้ (Cow's Milk allergy) แต่อย่างใด
สรุป
1. ดื่มนมดี มีคุณค่าสูง ถ้าทนนมได้ กินไปสักพักก็ทนได้ ... ผมทนได้ ได้ดีด้วย
2. ถ้าไม่มีนม ให้ใช้อย่างอื่นทดแทนนม ... เดี๋ยวนี้ทดแทนได้ดีทีเดียว มีหลายแบบด้วย
3. นมที่ไม่ควรบริโภค คือ นมเสีย นมบูด นมหมดอายุ นมปลอม ...และ นมคนแปลกหน้า
4. นมเป็นแหล่งอาหารชั้นดี ราคาไม่แพง ควรดื่มนมเป็นประจำ ... ไปก่อนนะ ร่างกายต้องการ..นม

บทความที่ได้รับความนิยม