13 เมษายน 2565

ข้อเท็จจริงในสถานการณ์ความชุกโควิดสูงมาก

 ในยุคโควิดครองเมืองและความกลัวครองใจคนเราแบบนี้ อันตรายและภัยมืดของโรคโควิดที่เรามองไม่เห็นกำลังเพิ่มขึ้น คือ อันตรายจากโรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โควิด จริง ๆ เคยเขียนไปหลายครั้งแล้ว แต่พอได้รับคำบอกเล่าและประสบเหตุด้วยตัวเอง จึงอยากมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง

1.มีไข้ อาจจะไม่ใช่โควิดเสมอไป ต้องยอมรับว่าความหวาดกลัวทั้งต่อโรคและหวาดกลัวต่อมาตรการจัดการโควิด ทำให้เวลามีไข้ในเวลานี้ โรคโควิดจะได้รับการคิดถึงเป็นอันดับแรก และอาจจะต้องแยกโควิดออกไปก่อนโรคอื่น แต่ความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายโรคที่มีไข้และอาจอันตรายกว่าโควิด
ไข้ ไอ เหนื่อย สองสามวัน มีคนข้างบ้านติดโควิด : คนไข้รายนี้เป็นไข้หวัดใหญ่ แต่วนเวียนกับการตรวจโควิดเพียงอย่างเดียวมาหลายวัน
ไข้สูงสามวัน ประวัติเดินทางหลายที่ : ตรวจโควิดหลายรอบมาก โดยไม่ดีขึ้น มาพบเป็นไข้เลือดออก ใกล้เข้าระยะช็อก
ดังนั้น มีไข้สูงเฉียบพลัน ยังคงต้องคิดแยกโรคตามปรกติ และเพิ่มโรคโควิดเข้ามา ไม่ใช่คิดถึงโควิดไว้ก่อนถ้าไม่ใช่ค่อยไปแยกโรคอื่น
2.การตรวจพบโควิด ไม่ได้ตัดโรคอื่นออกไป ในสถานการณ์โรคโควิดที่ยังระบาดอยู่ มีโอกาสสูงมากที่จะพบ "โรคติดเชื้อโควิดแบบไม่มีอาการร่วมกับโรคอื่น" ที่รายงานมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ ไข้หวัดใหญ่ แม้กระบวนการคิดทางการแพทย์จะให้เราคิดอาการและข้อมูลทั้งหมดเป็นโรคเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงที่ทุกวันนี้เราทดสอบโรคโควิดกันมาก ไม่ว่าความน่าจะเป็นก่อนการทดสอบ (pretest probability) หรือความไวความจำเพาะของการทดสอบจะเป็นอย่างไร
ทำให้เราพบผู้ป่วยที่เป็นโรคใดก็ตาม แล้วไปทำการทดสอบว่าพบเชื้อ อาจจะถูกโน้มเอียงการคิดวินิจฉัยทางการแพทย์ได้
ไข้สูงสามวัน ปวดเมื่อย ปวดหัว ตรวจแอนติเจนเจอเชื้อ ต่อมามีอาการชัก สรุปว่าเป็นเยื่อหุ้มมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ตรวจพบเชื้อโควิดร่วมด้วย
เหนื่อยต่อเนื่องมานาน สองสามวันนี้ อ่อนเพลียมาก เจ็บคอเล็กน้อย ไปตรวจแอนติเจนบวก สรุปว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ตรวจพบเชื้อโควิดร่วมด้วย
ดังนั้น การตรวจพบเชื้อโควิด อย่างไรก็ต้องมาคิดโอกาสการเป็นโรคโควิดตามกระบวนการวินิจฉัย และวินิจฉัยแยกโรคเสมอ อย่านำเพียงผลตรวจใดผลตรวจหนึ่งเป็นตัวตั้งในการวินิจฉัย
3.การตรวจพบโควิดและสถานการณ์โควิด อาจจะทำให้การรักษา การเข้าถึงการวินิจฉัยโรคอื่น ๆ ทำได้ยากขึ้น แน่นอนว่าผู้ดูแลผู้ป่วยก็ไม่อยากติดโควิด ด้วยเพราะกลัวอันตรายจากโรค และกังวลต่อมาตรการทางกฎหมายและสังคมต่อการติดเชื้อโควิด อาจทำให้การตรวจรักษาบางอย่างล่าช้าไป และเป็นกำแพงขวางกั้นการเข้าถึงการรักษาที่ดี
ผู้ป่วยปวดฟันมาก มีหนองที่รากฟัน วันนี้เริ่มปวดหัว ปวดใบหน้า แต่ตรวจพบแอนติเจนโควิด ทำให้การรักษาล่าช้าจนเกิดผลแทรกซ้อนของหนองที่รากฟัน
ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอก ไอเล็กน้อย ขาขวาบวมข้างเดียว ตรวจแอนติเจนโควิดเป็นบวก ทำให้การวินิจฉัยลิ่มเลือดดำอุดตันที่ปอดทำได้ช้ามาก
บุคลากรทางการแพทย์ยังคงต้องคิดถึงโรคที่ยังพบตลอดในก่อนยุคโควิด และหากพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อ คงต้องใช้มาตรการป้องกันโรคและเข้าไปวินิจฉัยโรคที่ยังมีอยู่ ยังคงอยู่ ตามมาตรฐานปรกติ ส่วนบุคคลทั่วไป แม้ตรวจพบโควิด แต่ไม่ได้ห้ามเราไปเข้ารับการรักษาโรค เพียงแต่แจ้งให้คุณหมอทราบและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อด้วย
4.มาตรการที่น่าจะช่วยลดเหตุการณ์ข้อหนึ่ง สอง สาม ลงได้ต้องประกอบด้วยการจัดการที่ดีทั้งฝั่งผู้ป่วยและบุคลากรผู้ให้บริการทางการแพทย์
ความกลัวเรื่องการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตด้วยโรคโควิด : อันนี้ช่วยได้จากการรับวัคซีนตามกำหนด และรักษาสุขภาพให้ดี
ความกลัวเรื่องการแพร่กระจายโรคในสถานที่ต่าง ๆ : ใช้มาตรการ universal precautions การสวมหน้ากาก การล้างมือ การแยกกลุ่มคน การเว้นระยะห่าง ยังคงต้องทำเสมอ และในสถานพยาบาลจะต้องมีการป้องกัน personal protective equipment ที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ
ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีโอกาสแย่ลง ยิ่งต้องรักษาสุขภาพและดูแลโรคเดิมให้ดี อย่าขาดยา อย่าขาดการติดต่อกับทีมรักษา พยายามลดการกำเริบของโรคเดิม เพราะอาจเข้าถึงการรักษาได้ยากขึ้น
ท้ายสุด ฝากว่า ...โควิดเป็นเมฆหมอกที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เรามองโรคเดิม สถานการณ์เดิมขุ่นมัว ไม่ชัดเจน คลุมเครือ และน่าหวาดหวั่น แต่โรคเดิมยังอยู่ที่เดิม และอาจจะอันตรายกว่าเดิม เพราะเรา "มองไม่เห็นมัน"..
อาจเป็นรูปภาพของ อาหาร

10 เมษายน 2565

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ในยุคโควิด

 ขอเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่อีกสักนิด

หลังจากเรื่องวัคซีนโควิดจบไป สรุปว่าควรฉีดครบสองเข็มและเข็มกระตุ้นด้วย mRNA อีกอย่างน้อยหนึ่งเข็ม ก็มาถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่

ทำไมต้องฉีด … ไข้หวัดใหญ่น่าจะเป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่ทำอันตรายมากสุด เพราะนอกจากตัวมันเองทำให้ปอดอักเสบ ตัวมันยังไปทำลายกลไกป้องกันธรรมชาติ ทำให้แบคทีเรียประจำถิ่นในปอด (lung microbiota) เกิดติดเชื้ออันตราย กลายเป็นปอดอักเสบติดเชื้อ bacterial pneumonia โรคประจำของเรา จนมีคำกล่าวว่าคือ 'เพื่อนของผู้สูงวัย' ดังนั้นการป้องกันความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่จึงสำคัญมาก อีกอย่างการกำเริบและแย่ลงของโรคเรื้อรังหลายโรคก็มากจากไข้หวัดใหญ่นี่แหละ โดยเฉพาะหัวใจวายและถุงลมโป่งพอง

ต้องฉีดทุกปี ? … ใช่ครับ ปีละเข็มปีละครั้งเพราะคาดการณ์เปลี่ยนสายพันธุ์ระบาดทุกปี ตามธรรมชาติของไวรัสไข้หวัดใหญ่ (คนละตัวกับไข้หวัดและโควิด) ควรฉีดทุกปี ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด

แต่ปีนึง ๆ ประกาศออกมาสองครั้งนี่ … ใช่ครับ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ระบาดแบ่งเป็นครึ่งซีกโลกเหนือกับใต้ โดยซีกเหนือจะประกาศสายพันธุ์ประมาณกุมภาพันธุ์ แต่ช่วงระบาดจะอยู่ที่ตุลาคม พฤศจิกายน ส่วนซีกโลกใต้จะประกาศช่วงเดือนกันยายน แต่ช่วงระบาดคือ พฤษภาคมของปีถัดไป

ไทยเรา ฉีดของซีกโลกเหนือ ?..ตามภูมิศาสตร์ก็เป็นแบบนั้น แต่คำประกาศขององค์การอนามัยโลกบอกว่าประเทศในแถบเขตร้อน พื้นที่ตรงรอบศูนย์สูตร จะเลือกใช้สูตรซีกโลกใดก็ได้ แล้วแต่ฤดูกาลระบาดและไวรัสวิทยาของพื้นที่นั้น ๆ ไทยเราก็ง่าย ๆ เลย ฉีดตอนไหนก็ได้ รอบปีละครั้ง

แล้ววัคซีนที่เพิ่งออกมาใหม่ของซีกโลกใต้ล่ะ … การระบาดในไทยเกิดในช่วงฤดูฝน ตรงกับการระบาดซีกโลกใต้ ดังนั้นใครยังไม่ฉีด ไปฉีดได้เลย ใครฉีดประจำจะรอครบรอบปีก็ได้ หรือจะเริ่มใหม่ตอนนี้ก็ได้ ในปีนี้โชคดีที่ประกาศเชื้อซีกโลกเหนือ 2022-2023 กับที่ประกาศซีกโลกใต้เมื่อกันยายน 2021-2022 เป็นเชื้อตัวเดียวกัน (ง่ายเลยปีนี้)

ฉีดอันไหนก่อน โควิดกับหวัดใหญ่ .. อะไรก่อนก็ได้ ห่างกันสัก 2-4 สัปดาห์ (จะฉีดพร้อมกันก็ได้นะ แล้วแต่คุยกับหมอ) แต่แนะนำโควิดก่อน เพราะระบาดหนักและยาเรายังไม่ทรงประสิทธิภาพนัก โควิดครบก็วางแผนไข้หวัดใหญ่ต่อเลย

ฉีดทุกคนไหม … ทุกคน แต่ของฟรีมีจำกัด รัฐบาลนำเข้ามาให้ฟรีปีละ 4-6 ล้านโด๊สเท่านั้น และให้กับกลุ่มเสี่ยง เช่นหญิงตั้งครรภ์ น้ำหนักเกินมาก สูงวัย เด็กเล็ก ซึ่งก็ไม่พออยู่แล้ว ดังนั้นคนที่เหลือต้องชำระเงินฉีดเองครับ (บุคลากรสาธารณสุข ฉีดฟรีครับ) อีกอย่างการฉีดให้ตัวเราจะลดการติดต่อไปถึงคนในบ้านได้ด้วย (cocoon effect)

ใช้แบบสามหรือสี่สายพันธุ์ล่ะ … ถ้าจะดีก็สี่สายพันธุ์ครับ ถ้าเลือกไม่ได้ก็สามสายพันธุ์ได้เช่นกัน มันจะต่างที่สายพันธุ์บีหายไปตัวนึง ไม่ได้แย่นัก และอย่าตกใจว่าคำแนะนำวัคซีนจากการเพาะเลี้ยงในไข่และจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะมีสายพันธุ์ต่างกัน เพราะอันนี้เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ผลิต ส่วนเรา ๆ ท่าน ๆ แค่เข้าฉีดตามกำหนดก็พอ

เข็มละเท่าไร … ตอบยากครับ แล้วแต่จังหวะ ถ้าฟอร์มดีก็ถลุงแมนซิตี้คาบ้านไม่ต่ำกว่าสามลูก แต่ถ้าฟอร์มแย่ก็อาจจะชนะแมนซิตี้แค่ลูกเดียว แต่อย่างไรก็ชนะและทิ้งห่างเป็นจ่าฝูงที่อ้างว้างและเหน็บหนาวครับ

อาจเป็นรูปภาพของ กลางแจ้ง และ ข้อความพูดว่า "BIG"

09 เมษายน 2565

ไม่กินเค็ม ไม่เท่ากับ กินจืด

 ไม่กินเค็ม ไม่เท่ากับ กินจืด

ความเค็มความไม่เค็ม เป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบสิ้นหากใช้ความรู้สึกที่ลิ้น ในทางปฏิบัติเราจึงวัดที่ปริมาณโซเดียมในอาหาร ส่วนความเค็มที่นำเข้าหรือโซเดียมในตัวก็วัดยาก มีหลายองค์กรใช้ปริมาณโซเดียมที่ขับออกมาจากปัสสาวะ แต่ก็มีปัจจัยแปรปรวนมากมาย
เราได้รับคำบอกเล่ามามากมายว่า โรคไต โรคหัวใจ โรคความดัน อย่ากินเค็มนะ (ปริมาณโซเดียมที่แนะนำคือไม่เกิน 2200-2300 มิลกรัมต่อวัน) ในอาหารเพื่อสุขภาพที่แนะนำก็จะแนะนำเกลือไม่เกิน 2300 มิลลิกรัมต่อวันอีกนั่นแหละ แต่นั่นคือ ไม่ควรกินเกินนี้นะ ไม่ได้บอกว่ายิ่งต่ำยิ่งดี
*** ส่วนประโยคที่ว่าอย่ากินเค็มมาก เดี๋ยวอนาคตไตจะวาย ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงที่หนักแน่นพอที่จะบอกแบบนั้นครับ โรคไตวายส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่มักเกิดจากเบาหวานครับ ***
เรามามองชีวิตแห่งความเป็นจริง ผมแทบไม่พบคนไข้คนไหนที่กิน "จืดสนิท" ได้แม้จะอยากกินและทนได้ ก็ต้องยอมรับว่าอาหารทุกวันนี้เค็มมาตั้งแต่เกิดแล้ว โดยส่วนตัวผมจะแนะนำไม่ใส่เครื่องปรุง หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป แค่นี้ก็ยากแล้ว นั่นคือการกินจืดสนิทในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นได้ยากมาก
แล้วเราแค่กิน 'ไม่เค็ม' ได้ไหมล่ะ ???
การศึกษานี้น่าจะพอบอกได้ (จริง ๆ ก่อนหน้านี้มีหลายการศึกษาในทางเดียวกันแบบนี้มามากแล้วนะครับ) นำเสนอในงานประชุม American Colleges of Cardiology ปีนี้และลงพิมพ์ใน the Lancet ในชื่อการศึกษา SODIUM-HF ผมขอเล่าให้ฟังง่าย ๆ นะครับ (การศึกษายุติก่อนกำหนดจากสถานการณ์โควิด-19)
การศึกษานี้เป็นการศึกษานานาชาติ 6 ประเทศ (ไม่มีเอเชีย) เก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจวาย ที่อาการปานกลาง (EF 36%) จำนวน 806 คน ส่วนมากเป็นผู้ชายและอายุเฉลี่ยประมาณ 66 ปี ที่ทุกคนได้รับการรักษาโรคหัวใจตามแนวทางการรักษามาตรฐานเรียบร้อย มาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มกินไม่เค็มโซเดียมปรกติ (ตามแนวทางการรักษาแต่ละประเทศ ส่วนมากก็ไม่เกิน 2.3 กรัมต่อวัน) 409 คน กลุ่มนี้กินโซเดียมเฉลี่ย 2073 มิลลิกรัม จากเดิมก่อนเข้าการศึกษากินเกลือโซเดียมที่ 2119 มิลลิกรัม
กลุ่มกินจืดโซเดียมต่ำ กำหนดที่ต่ำกว่า 1500 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 397 คน กลุ่มนี้กินโซเดียมเฉลี่ย 1658 มิลลิกรัม จากเดิมก่อนเข้าการศึกษากินเกลือโซเดียมที่ 2286 มิลลิกรัม (ยังทำยากเล้ย ขนาดในงานวิจัย)
วัดผลรวมโรคหัวใจที่แย่ลง กำเริบ หรือเสียชีวิต ในเวลา 1 ปี ผลปรากฏว่า กลุ่มกินไม่เค็มเกิดโรค 17% ส่วนกลุ่มกินจืดเกิดโรค 16% ผลปลีกย่อยต่าง ๆ ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เรียกว่า กินจืด ไม่ได้ดีไปกว่า กินไม่เค็ม
ก็ตรงกับหลายงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า แค่ไม่เค็ม ไม่ต้องถึงขั้นจืดสนิทก็ได้ !!! แต่เดี๋ยวก่อนนะ ก่อนที่เราจะดีใจ ขอเติมเค็มอีกสักหน่อย ผมขอแสดงมุมมองส่วนตัวสักหน่อย
1.ชำเลืองมองที่โซเดียมพื้นฐานก่อนเข้าการศึกษา เขากินแค่ 2100-2200 มิลลิกรัมแล้วนะครับ เรียกว่าไม่เค็มและได้ยาเหมาะสมแล้ว ที่ระดับความเค็มต่ำแบบนี้ บ้านเราอาจจะทำยาก ค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปของอาหารบ้านเราประมาณ 4000-8000 มิลลิกรัมต่อวัน ยิ่งใครชอบของดอง ปลาร้า อันนี้อาจขึ้นถึงหมื่น ถ้าเทียบกับบ้านเขาลดลงมา 400 มิลลิกรัมเรียกจีดสนิท บ้านเราลดมา 4000 มิลลิกรัม (จืดแล้วนะหมอ โคตรจืดถ้าเทียบของเดิม) บางทียังเกินครับ
2.อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจของเขาต่ำ การจะทำให้ต่ำลงไปอีกอาจจะยากมาก ใช้การลดเกลือคงไม่แสดงผลนัก แต่บ้านเราอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายยังสูง การใช้ยาและมาตรการอื่น ๆ ยังไม่เต็มที่เหมือนการศึกษา ดังนั้นการควบคุมเกลือน่าจะส่งผลเยอะ
3.การศึกษานี้มีคนเอเชียน้อย ไม่ได้ทำในประเทศเอเชีย ดินแดนแห่งการกินเค็ม บางทีพันธุกรรม การทำงานด้านการขับเกลือของเรา อาจจะต่างจากชาวตะวันตกมากมายก็ได้
แล้วจะสรุปว่าอย่างไร ก็สรุปว่า คนไข้โรคหัวใจวาย ไม่ควรกินเค็ม (เกินกำหนด) และเข้ารับการรักษาให้ดี เมื่อกินไม่เค็มและรักษาดีแล้ว จะเคี่ยวเข็ญกินจืดลงไปอีก อาจจะไม่ได้ประโยชน์ (และทำให้ชีวิตยุ่งยากมากทีเดียว)
*** ที่สำคัญ กินไม่เค็มของคุณน่ะ มันไม่เค็มตามกำหนดไม่เกิน 2200-2300 มิลลิกรัมของโซเดียมแล้วหรือยัง ***
ลองอ่านได้ ไม่ฟรี
Reduction of dietary sodium to less than 100 mmol in heart failure (SODIUM-HF): an international, open-label, randomised, controlled trial. Ezekowitz, Justin AEzekowitz, Justin et al.The Lancet, Volume 399, Issue 10333, 1391 - 1400
ปล. ไม่ชนะเอฟเวอร์ตัน ไม่เท่ากับ แพ้เอฟเวอร์ตัน
อาจเป็นรูปภาพของ ของหวาน และ สถานที่ในร่ม

05 เมษายน 2565

สิ่งที่หลายคนได้ยิน และสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวัคซีนโควิด

 สิ่งที่หลายคนได้ยิน และสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวัคซีนโควิด

1.ไปฉีดวัคซีนมา นี่บวมทั้งตัวไม่หายเลยนะ 6 เดือนแล้ว
ตอบ : ต้องประเมินว่าเป็นผลข้างเคียงวัคซีนจริงหรือไม่ ซึ่งพบน้อยมาก ผู้ป่วยรายนี้ดื่มเหล้ามากมาตลอด ไม่เคยสังเกตอาการตัวเอง เมื่อรับวัคซีนจึงได้คำแนะนำสังเกตอาการหลังรับวัคซีน จึงรู้ว่าตัวเองมีอาการบวม ๆ ยุบ ๆ คิดว่าเป็นจากวัคซีน เมื่อตรวจแล้วจึงพบโรคตับแข็งเรื้อรัง
2.ฉีดวัคซีนแล้วความดันโลหิตขึ้นสูง ก่อนหน้านี้ปกติดี
ตอบ : การรณรงค์เข้ารับวัคซีน ทำให้คนที่ไม่เคยทราบว่าตัวเองเป็นโรคได้เข้าสู่การคัดกรองพื้นฐานมากขึ้น ทำให้พบโรคซ่อนเร้นมากขึ้น โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่มีอาการใด ๆ และผู้ป่วยรายนี้ตรวจพบอาการและอาการแสดงของโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังมานาน สรุปว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงมานานแต่เพิ่งมาพบจากการตรวจก่อนเข้ารับวัคซีน
3.มีโรคประจำตัวมาก อย่าไปรับวัคซีนนะ หลายคนที่มีโรคมาก ๆ รับวัคซีนแล้วแย่ลง
ตอบ : กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวมาก มีโอกาสแย่ลงหรือเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรับวัคซีนหรือไม่ก็ตาม ผลการศึกษาออกมาว่ากลุ่มคนเป็นโรคประจำตัว ได้รับวัคซีนโควิดแล้วตายลดลง เมื่อเทียบกับคนมีโรคประจำตัวที่ไม่ฉีดก็จริง แต่ถ้าไปเทียบกับกลุ่มประชากรทั้งหมดที่รวมคนสุขภาพดีด้วย อย่างไรคนที่มีโรคประจำตัวหลายโรคก็เสียชีวิตและอาการแย่ลงมากกว่าคนที่ปรกติอยู่ดีครับ
4.ไม่ไปฉีดแล้วเข็มสาม ข้างบ้านไปฉีดก็ยังติด อยู่ดี ๆ ก็พอแล้ว ไปฉีดก็มีไข้อีก ไม่เอาหรอก
ตอบ : การรับวัคซีนเข็มสาม เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ตกลงตามเวลา เพื่อให้ระดับภูมิสูงพอที่จะไม่ป่วยรุนแรง ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อของแต่ละคนได้ (ถึงฉีดสี่เข็มก็ป้องกันได้น้อยมาก) หน้าที่ของวัคซีนคือ ลดการป่วยแบบรุนแรงและลดการตายจากโรค ไม่ใช่ลดการติดเชื้อ และปัจจุบันแนะนำรับวัคซีน mRNA เป็นเข็มกระตุ้นครับ
5.ยังไม่ฉีดเข็มแรกเลย ไม่ได้พบปะใคร ทำงานในไร่นา ไม่ต้องฉีดก็ได้
ตอบ : ในสถานการณ์การระบาดระดับ pandemic คือระบาดทั่วโลกและนับได้ว่าทุกคนรอบตัวสามารถนำโรคมาสู่เราได้หมด และยังควบคุมโรคได้ไม่สมบูรณ์ การรับวัคซีนยังสำคัญมาก การติดต่อสื่อสารและสังคม สามารถเกิดการติดต่อได้รวดเร็ว โอกาสที่เราจะรอดพ้นการติดเชื้อมีน้อย การป้องกันโรครุนแรงด้วยการรับวัคซีนจึงสำคัญมาก
6.ฉีดวัคซีนโควิดแล้ว ไม่ต้องรับวัคซีนอื่นก็ได้
ตอบ : ไม่ได้ !! วัคซีนโรคใดก็ป้องกันแค่โรคนั้นครับ สองปีนี้อุบัติการณ์โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจลดลง เพราะเราใช้มาตรการสวมหน้ากาก-ล้างมือ-เว้นระยะห่าง ไม่ได้หมายถึงวัคซีนโควิดจะไปกันโรคอื่นได้ หากครบกำหนดหรือถึงเกณฑ์ที่ควรรับวัคซีนใด ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดเวลาที่เหมาะสมเช่น เว้นห่างกัน 2-4 สัปดาห์ แต่อย่างไรตารางวัคซีนที่แต่ละคนต้องฉีด ก็ไม่ควรเลื่อนครับ
7.ยังไม่อยากพาคนที่รักไปรับวัคซีน มีข่าวผลข้างเคียงออกมาเยอะ
ตอบ : วัคซีนทุกชนิดมีผลข้างเคียงจริง ไม่เพียงวัคซีนโรคโควิดแต่รวมไปถึงทุกวัคซีน แต่เกือบทั้งหมดไม่รุนแรงและจัดการได้ดี ส่วนที่รุนแรงจะไม่เกิดสัดส่วนที่ทางการแพทย์นานาชาติยอมรับได้ และหากเราคิดสัดส่วนผลข้างเคียงต่อปริมาณการฉีดในสถานการณ์จริง จะพบว่าน้อยกว่ากลุ่มศึกษาวัคซีนในตอนวิจัยเสียอีก เพียงแต่กลุ่มที่ปรกติดีไม่ได้รับการนำเสนอในพื้นที่ข่าว
8.ป่วยเป็นโควิดแล้ว มีภูมิแล้ว ไม่ต้องรับวัคซีนก็ได้
ตอบ : หลังการป่วยโควิดจะมีระดับภูมิคุ้มกันสูงอยู่ แต่ไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าจะสูงนานเพียงใดและระดับภูมิคุ้มกันนั้นเป็นภูมิคุ้มกันที่ให้ปกป้องร่างกายในอนาคตด้วยสัดส่วนแค่ไหน การคาดเดาลำบากนี้เป็นความไม่แน่นอนที่ใช้ยากในทางป้องกันโรค แต่การรับวัคซีนได้รับการศึกษาถึงการป้องกันโรคที่ชัดเจนกว่า ดังนั้นหลังป่วยจึงยังต้องรับวัคซีนครับ
9.ระยะหลังไม่ค่อยมีรายงานผลข้างเคียงจากวัคซีนแล้ว
ตอบ : ยังมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นและได้รับการรายงาน บันทึกอย่างเป็นระบบจากหน่วยงานเฝ้าระวัง ด้วยอัตราการเกิดที่พอ ๆ กับช่วงแรกและไม่ต่างจากงานวิจัย (ซึ่งน้อยมาก) อย่างไรการเข้ารับวัคซีนยังคงต้องเฝ้าสังเกตอาการข้างเคียงแทรกซ้อนเสมอและหากมีผลข้างเคียงที่สงสัยให้ไปพบแพทย์พร้อมแจ้งวันเวลาและชนิดวัคซีนที่ฉีดให้คุณหมอทราบด้วยครับ
10.สรุปว่าต้องฉีดไปอีกกี่เข็ม
ตอบ : ยังบอกไม่ได้ แต่ ณ ปัจจุบันคำแนะนำคือ วัคซีนมาตรฐานสองเข็ม (ของบางยี่ห้อหนึ่งเข็ม) และเข็มกระตุ้นอย่างน้อยหนึ่งเข็ม ส่วนเข็มกระตุ้นที่สอง (เข็มสี่) ยังรับรองการใช้ในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบภูมิคุ้มกัน เพราะการคิดประโยชน์-โทษ-ค่าใช้จ่าย แล้วคุ้มค่าคุ้มทุน ส่วนในอนาคตคงต้องติดตามสถานการณ์การระบาดและคำประกาศจากองค์การอนามัยโลกต่อไป
ปล. ลิเวอร์พูลคือทีมอันดับหนึ่งในตารางพรีเมียร์ลีก ณ เวลาปัจจุบัน
อาจเป็นการ์ตูนรูป ข้อความพูดว่า "FAKENEWS D ব SG ডर"

01 เมษายน 2565

พันธุกรรม เหล้า มะเร็ง

 พันธุกรรม เหล้า มะเร็ง

นี่คือมะเร็งตับ จากผู้ป่วยที่มีประวัติดื่มเหล้า คำถามคือ คนดื่มเหล้าจะเป็นมะเร็งตับทุกคนไหม ??
สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านยาว ผมตอบคำถามก่อนว่า ไม่ใช่คนดื่มเหล้าทุกคนที่จะเป็นมะเร็งตับ แต่ในเมื่อเรายังไม่สามารถค้นพบปัจจัยสำคัญอันใดอันหนึ่งที่บ่งชี้โรคที่ชัดเจนได้ การลดความเสี่ยงทั้งหมดที่ทำได้จึงมีความสำคัญ การลด-ละ-เลิก การดื่มสุราจึงเป็นการลดโอกาสเกิดมะเร็งตับที่สำคัญ
เอาล่ะถ้าใครอยากอ่านรายละเอียด เราไปต่อกัน
ภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ตับของผู้ป่วยชายอายุ 52 ปี มีอาการจุกและปวดใต้ชายโครงขวา 4 เดือน ตรวจพบอาการแสดงของโรคตับเรื้อรัง คลำไม่พบก้อน แต่ถ่ายภาพออกมาเป็นก้อนที่ตับลักษณะทางรังสีวิทยาบ่งชี้มะเร็งตับและสารบ่งชี้มะเร็งตับแอลฟ่าฟีโตโปรตีนอยู่ที่ 900 ผู้ป่วยรายนี้แข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ มีประวัติดื่มเหล้าเกือบทุกวัน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4-5 วัน เป็นเหล้าขาวบ้าง เหล้าสีบ้าง เบียร์บ้าง ประมาณครั้งละ 150-300 ซีซี และบางวันก็ดื่มจนเมา
ใช่แล้วครับผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งตับนั่นเอง สิ่งที่ผู้ป่วยถามคือ เขาคิดว่าเขาก็ดื่มเหล้าไม่มาก หลายคนก็ดื่มมากกว่าเขา แต่ก็ไม่เห็นป่วยหรือเกิดมะเร็ง วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังสั้น ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการดื่มเหล้ากับมะเร็งตับครับ
ปัจจัยอันเป็นที่ยอมรับกับว่าเสี่ยงการเกิดมะเร็งตับมากขึ้นที่โดดเด่นเลยคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งทั้งสองโรคนี้ถือเป็นปัจจัยหลักของบ้านเรา ส่วนประเทศที่ความชุกของไวรัสตับอักเสบทั้งสองไม่สูงหรือมีการจัดการไวรัสที่ดี ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งตับจะมาเกิดสูงในกลุ่มคนที่ดื่มเหล้า
โรคตับเรื้อรังจากการดื่มเหล้ามีหลายระดับ ระดับที่เราสนใจและมีหลักฐานชัดแน่ว่าเสี่ยงเกิดมะเร็งคือ เกิดตับแข็งแล้ว (สำหรับตับแข็งจากการดื่มเหล้าจะมีการอักเสบเรื้อรังจากไขมันในตับสูงมานาน) หรือถ้าคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มจะประมาณ 80 กรัมต่อสัปดาห์เป็นเวลาประมาณ 10 ปี (หรือ 8 ดื่มมาตรฐาน) เราพบว่าคนที่ตับแข็งหรือมีโรคตับจากแอลกอฮอล์จะเจอมะเร็งตับมากขึ้น แต่อันนี้อาจจะโน้มเอียงได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักจะป่วยด้วยโรคใดจากแอลกอฮอล์อยู่แล้วเมื่อเข้าสู่ระบบการรักษาจึงมีการตรวจจับมะเร็งได้เร็วขึ้น
และยังมีข้อมูล (โดยภาพรวม) ว่าผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่ดื่มเหล้าเรื้อรัง เมื่อติดตามไปจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับเพียง 30-35% แสดงว่าน่าจะยังมีปัจจัยอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้า นอกเหนือจากปริมาณและระยะเวลาที่ดื่มเหล้าอีก **ขอให้จำประโยคสำคัญนี้ไว้นะครับ เอาไว้สรุปตอนท้าย**
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ศึกษากันมากในยุคปัจจุบันคือ พันธุกรรม มีการเปรียบเทียบและศึกษายีนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยีนเดี่ยวหรือกลุ่มยีนต่าง ๆ ของมนุษย์ ว่าเป็นส่วนสำคัญของการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้าไหม เพราะไม่ใช่คนดื่มเหล้าทุกคนที่จะเกิดมะเร็ง
การศึกษาที่น่าสนใจผมลองรวบรวมมาให้ในอ้างอิงใน comment แต่สรุปสั้น ๆ ว่าเราพบยีนที่น่าจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้าดังนี้
PNPLA3,TM6SF2 ยีนสองชนิดนี้สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับในผู้ที่เป็นโรคตับจากเหล้า หลายการศึกษาบอกตรงกัน
MBOAT7, CTTNB1,WNT3A-MNT9A สามยีนนี้ก็สัมพันธ์ แต่ขนาดการศึกษาและระดับความสัมพันธ์น้อยกว่า
เอาล่ะสิ แสดงว่าต่อไปก็บอกได้เลยไหมว่าใครที่มียีนนี้… เสี่ยง และถ้าใครไม่มียีนนี้ก็ไม่เสี่ยง คราวนี้กินเหล้าแบบสบายใจเลยรึ ??? ไม่ใช่นะครับ
ถึงแม้การแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และก้าวล้ำและแม่นเพียงใด การศึกษา ณ ปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ายีนเดี่ยว ๆ ยีนใดรับผิดชอบการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้า เราจึงตั้งสมมติฐานเป็นหลายยีน และถ้ายิ่งพบหลายยีน โอกาสจะเป็นโรคมะเร็งตับจากการดื่มเหล้าจะสูงกว่าคนที่ไม่มียีนเหล่านี้
มีการคำนวณแบบคะแนนหลายยีนเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ (polygenic gene score) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ก็ยังไม่ครอบคลุมและทำนานการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้าได้ดีพอ ยังต้องคิดถึงปัจจัยดั้งเดิม เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ โรคตับเดิม นำมาร่วมประเมินโอกาสเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้าอยู่เสมอ
ยังจำประโยคที่ผมเน้นไว้ตอนต้นว่าเราจะกลับมาสรุปและตอบคำถามกันได้ไหมครับ
“..และยังมีข้อมูล (โดยภาพรวม) ว่าผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่ดื่มเหล้าเรื้อรัง เมื่อติดตามไปจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับเพียง 30-35% แสดงว่าน่าจะยังมีปัจจัยอื่นที่มาเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับในคนดื่มเหล้า นอกเหนือจากปริมาณและระยะเวลาที่ดื่มเหล้าอีก..”
ในเมื่อปัจจุบันยังไม่สามารถชี้เฉพาะที่ยีนใดยีนหนึ่ง หรือปัจจัยกายภาพ ปัจจัยเคมี ประการใดประการหนึ่ง ที่ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งตับที่ชัดเจนหรือบ่งบอกว่าคนดื่มเหล้าคนไหนจะเกิดมะเร็งตับ และคนไหนจะไม่เกิด (ในอนาคตอาจจะพบก็ได้นะ) ดังนั้น การลดละปัจจัยเสี่ยงอันพึงกระทำได้ โดยเฉพาะงดและลดการดื่มเหล้าที่ทำได้เลยและได้ประโยชน์เลยในวันนี้ จึงยังมีความสำคัญมากที่สุดสำหรับการป้องกันและลดการเกิดมะเร็งตับในผู้ดื่มเหล้าครับ
อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

บทความที่ได้รับความนิยม