05 ตุลาคม 2558

ซีรี่ส์ อาหาร ตอนที่ 1

ขอทำซีรีส์อย่างที่คนอื่นๆทำบ้างนะครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ ที่เกิดในสังคมยุคปัจจุบัน โดยขอแนะนำตัวละครดังนี้ครับ

1.น้องนิ้วก้อย..สาวออฟฟิศช่างฝัน อยากมีหุ่น
สวย จึงทำทุกอย่างให้..สวยจากข้างใน
2.แมวเหมียว..ลูกน้องคนสนิทของนิ้วก้อย ติดตาม
ก้อยไปบ่อยๆ ประมาณคุยถูกคอ แต่เป็นคนกวน
ส้นตึก
3.เอื้อมใจ..คุณนายลูกสอง ขายของออนไลน์
ขายตรง เปิดท้าย ชอบเม้าธ์ มาเปิดร้านกาแฟ
ในฟิตเนส
4. คุณเคน ทีละบาท เจ้าของฟิตเนส กูรูเรื่อง
อาหาร หล่อมาก แต่ครองตัวเป็นโสด เพราะ
เชื่อว่า การมีคู่จะทำให้ตัวเองแก่เร็ว คุณเคน
รับบทโดยแอดมินเองครับ

เรื่องราวเกือบทั้งหมดเกิดในฟิตเนสของคุณเคน
ก้อย : แมวๆ พี่เอื้อมมาบอกชั้นว่า มีอาหารตัวดักไขมันตัวใหม่ สั่งมาจากออสเตรเลียเลยนะ กินแล้วผอมชัวร์
แมว : อีกล่ะพี่ สูตรที่แล้วยังเหลืออีกตั้งครึ่งกระปุก แพงก็แพง แถมไม่ผอมอีก ที่ผอมเนี่ย หมดตังค์กินข้าวมากกว่ามั้งพี่
งั้นลองถามคุณเคนดูมั้ยพี่ แกปั่นจักรยานเงียบๆอยู่คนเดียว
คุณเคน : เรื่องนั้นหรือครับ ดักจับไขมัน ไม่มีอะไรไปดักมันได้หรอกครับ เพราะไขมันมันดูดซึมอิสระผ่านเซลลำไส้ และอีกเกือบ 70% เกิดจากการเอาไขมันมาสร้างใหม่ ถึงยับยั้งได้จริง ก็เป็นสัดส่วนน้อยมากๆนะ
ก้อย : อ้าว...แล้วทำไม นน.มันลดลงล่ะคะ
แมว : นั่นสิคุณเคน พี่เอื้อมใจแกโชว์ให้ดูเลยนะ
คุณเคน : มันก็ลดลงจริงนะ แต่คุณเอื้อมใจ ก็ทำอย่างอื่นไปด้วย ลดแป้ง ลดปริมาณการกิน ออกกำลังกายมาก พอใช้ผลิตภัณฑ์นี่นิดเดียวผลเลยมาก
แมว : หมายความว่า มันหลอกหนูหรอคะ แหม หมดเงินไปตั้งมาก
คุณเคน : น้องนิ้วก้อยก็อย่าไปหัวเราะเขาสิครับ จริงๆแล้ว ไอ้เจ้า plant sternol หรือ คอเลสตอรอล จากพืชนั้น มันจะทำให้การดูดซึมไขมันทำได้ไม่ดีนัก เหมือนไปบังๆเอาไว้ เลยดูดไม่ถนัด และถ้ามี fiber ที่ละลายน้ำได้ ก็จะทำให้การดูดซึมลดลงครับ
น้องก้อย (ทำตาโต) : ว้าว แล้วมันมีอยู่ในอะไรคะเนี่ย
แมว : เยอะอีกแล้วนะพี่
คุณเคน : ก็มีอยู่ในเมล็ดธัญพืช เช่น ถั่วพิสตาชิโอ เมล็ดแฟลกซ์ โอ๊ต กระเทียม เลยแนะนำพวกนี้เป็นของว่างหรือ เพิ่มในมื้ออาหารเช่นสลัดผักไง หรือไฟเบอร์ในข้าวกล้องก็มีนะ
แมว : แย่แล้ว คุณเคน พี่เอื้อมใจเดินมา คุณอย่าฟ้องแกนะ ว่าพวกหนูมาบอกว่าใช้ของแกอยู่แล้วไม่เวิร์ก
เอื้อมใจ : คุยอะไรกันค้าาา สาวๆ
คุณเคน : อ๋อ..พอดีพูดเรื่อง....
ติดตามตอนต่อไป primetine 1900 น พรุ่งนี้ครับ

04 ตุลาคม 2558

ที่สุดของการเป็นนักศึกษาแพทย์

ที่สุดของการเป็นนักศึกษาแพทย์

ช่วงสัปดาห์นี้ ได้อ่านเพจ 1412 cardiology แอดมินชอบเล่าความหลังบ่อยๆ วันอาทิตย์เบาๆนี้ผมขอรำลึกความหลังสมัยเป็นช่วงชีวิตที่สนุกที่สุดของการเป็นนักศึกษาแพทย์ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน สมัยที่้เป็นนักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติ หรือ นศพ.ปี 6 หรือ extern ครับ externที่ทางคณะถือว่าเรียนมาครบทุกอย่างแล้ว ถึงเวลาปฏิบัติงานจริงๆ เสมือนแพทย์จริงๆ ภายใต้การกำกับดูแลของอาจารย์ ซึ่งต้องผ่านครบทุกแผนกครับ แต่ที่ผมจะมาเล่าให้ฟังนี้ เป็น ช่วงที่เราผ่านอายุรศาสตร์ (แหงล่ะ ชื่อเพจก็ อายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว นี่นา)

0600 : ต้องตื่นแล้วครับ ก็จะตื่นกันยกชั้นเลยครับในหอพักชาย เพราะทุกวอร์ดมักเริ่ม ราวนด์วอร์ด หรือตรวจคนไข้พร้อมๆกัน เวลา 0700 เราทำทุกอย่างเร็วมากครับ เวลา0620 ก็จะเห็นพวกเราพาเหรดลงมาจากหอพัก มือมักจะมีแซนด์วิช หรือ นม หรือ กาแฟกระป๋อง เดินไปกินไป อันนี้ไม่ดีนะครับ แต่เราต้องทำเวลา

0630. : เราจะไปพร้อมบนหอผู้ป่วยแล้ว ดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทั้งที่คาดไว้ คือ ส่งเวรไว้ และไม่คาดหวัง คือเหตุฉุกเฉินต่างๆ และเมื่อคืน ทีมแพทย์เวรเขาแก้ไขอะไรไป ตรวจผู้ป่วยคร่าวๆที่จำเป็น เช่น ติดตามความดัน วัดค่าปอด ตามผลเลือดที่ส่งตรวจเมื่อเช้า บันทึกผล รอพี่เรซิเดนท์มาเป็นผู้นำทีม

0700 : เริ่มราวด์วอร์ดเช้าครับ ตรวจ นำเสนอเคส ถูกพี่ด่า ฟังพี่สอน วางแผนการรักษาที่จะต้องทำวันนี้ จดงาน (จดให้มดงาน คือ นศพ. ปี 4 และ ปี 5) ซึ่งจะมีทั้ง พี่ประจำกลุ่มเรา และ พี่ๆที่มาจากหน่วยย่อยอื่นๆ เช่น แผนกหัวใจ ไต หรือจากต่างแผนกเช่น ศัลยกรรม ที่จะมามะรุมมะตุ้ม ตรวจคนไข้ช่วง เจ็ดโมงเช้าถึงแปดโมงครึ่ง คิดดูนะครับ เราจะหัวหมุนแค่ไหน ทักษะการจัดการขั้นสูง ต้องงัดมาใช้เต็มที่ และหลังจากนั้น แปดโมงครึ่ง พี่ๆต้องไปเข้าร่วมกิจกรรม morning report คือเอาผู้ป่วยที่รับมาเมื่อคืนที่น่าสนใจ มานำเสนอในที่ประชุม ให้อาจารย์ทั้งภาควิชารุมสอน (รุมยำ)

0830-1200 : เริ่มงานครับ บางคนออกตรวจผู้ป่วยนอก ก็จะไปตรวจกับอาจารย์ครับ ส่วนคนที่อยู่ที่หอผู้ป่วย ก็จะทำงานต่างๆเกี่ยวกับผู้ป่วย ดังนี้
- หัตถการเกี่ยวกับผู้ป่วย เช่น เจาะเลือดแดง
เจาะท้อง เจาะน้ำไขสันหลัง
- งานวิเคราะห์ พวกนี้มักจะมีน้องๆ ปีสี่ ปีห้า มา
คอยช่วย สัมพันธภาพมักจะเกิดตอนนี้แหละ
ครับ เช่น เก็บเสมหะมาย้อมเชื้อ ตรวจอุจจาระ
อ่านฟิล์มเอ็กซเรย์
- งานคลินิก รับผู้ป่วยใหม่ ตรวจร่างกายผู้ป่วย
เดิม เพื่อติดตามอาการ อภิปรายปัญหากับ
อาจารย์ประจำวอร์ดที่จะมาประมาณ 10.30
หรือคอยเรียนรู้กับอาจารย์แผนกต่างๆ ที่จะมา
ตรวจผู้ป่วยที่ได้รับปรึกษา
- งานเสมียน เอกสารทุกอย่างครับ ใบรับผู้ป่วย
ใบส่งปรึกษาระหว่างแผนก ใบติดตามผู้ป่วย
โทรขอเลือด ติดต่อส่งผู้ป่วยไปเอ็กซเรย์
งานพวกนี้มีค่านะครับ เราจะได้รู้ว่าสิ่ง
ที่ต้องใช้ในการเตรียมผู้ป่วยไปตรวจนั้น มีอะไร
บ้าง

1200 : ฟรีไทม์ ที่ไม่ค่อยฟรีครับ ในทีมมักจะต้องค่อยๆทยอยกันไป แบ่งกันไป จะได้มีคนอยู่ติดวอร์ดตลอดครับ ที่ชอบที่ชอบ ของเราก็โรงอาหารของโรงพยาบาลนั่นเองครับ บางคนก็แวะไปอาบน้ำ หลังจากที่อยู่เวรมาทั้งคืน และทำงานตลอดเช้านี้

1300-1500. : ก็จะเก็บงานช่วงเช้าที่ยังเก็บไม่หมด รับผู้ป่วยรายใหม่ ติดตามผลแล็บที่ส่งเมื่อเช้า เพื่อเตรียมตัวราวด์วอร์ดตอนเย็น ช่วงบ่ายนี้งานจะเสร็จเร็วครับ เพราะเพื่อนๆที่ไปออกตรวจผู้ป่วยนอกช่วงเช้าจะกลับมาช่วยเราแล้ว แต่ว่าน้องๆปีสี่ ปีห้า มักจะไปเรียนในช่วงเวลานี้ครับ
บางทีก็ต้องอ่านตำราเตรียมรับมือกับการนำเสนอเคสกับอาจารย์ แต่ก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ทง่ายๆ แบบนี้นะครับ อ่านเป็นหนังสือเล่มโตๆนั่นแหละครับ

1500-1600. : เป็นเวลาเรียนเล็คเชอร์ของพวกเราครับ แต่ก็ไม่ได้เรียนทุกวันนะครับ ก็แล้วแต่อาจารย์ด้วยว่าว่างไหม เกือบห้าสิบเปอร์เซนต์ของพวกเรา --หลับครับ--

1600-เสร็จงาน : ช่วงเย็นนี้ไม่มีกำหนดเวลาครับ เป็นการราวด์ตอนเย็น เพื่อสรุปแผนการรักษาที่ทำไปทั้งวัน พี่สอนน้องข้างเตียง สรุปรวบยอดในผู้ป่วยแต่ละราย และเตรียมตัวสิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ ภารกิจอีกอย่างที่สำคัญคือ ส่งข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพื่อส่งต่อกับทีมที่อยู่เวรในคืนนี้

หลังจากราวด์วอร์ดเสร็จ ก็จะต้องทำงานก่อนลงวอร์ด เช่น ทำแผลผู้ป่วย เตรียมยาเคมีบำบัด โดยทั่วไปก็ประมาณ 1800-1900 ครับ บางทีพี่ก็พาไปเลี้ยง แต่ส่วนมากกลับมาก็อ่านหนังสือต่อ เพราะว่าเราใช้เวลาหมดวันไปแล้ว ต้องมาอ่านหนังสือเตรียมสอบตอนนี้แหละครับ

ท่านๆที่อ่านจบแล้ว อย่างแรกขอคารวะ อดทนมากๆ และอยากถามว่า ท่านทราบชื่อตึกที่ผมขึ้นทำงานในเรื่องนี้ไหมครับ

03 ตุลาคม 2558

หมอไม่เข้าใจคนไข้

สวัสดีครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาจัดหนักวิชาการเต็มๆ เสาร์อาทิตย์นี้มาผ่อนคลายเบาๆบ้างนะครับ เราเคยยกปัญหาว่าคนไข้ไม่เข้าใจหมอ ผมจะลองยกปัญหา "หมอไม่เข้าใจคนไข้" บ้างครับ
แจ้งก่อน..ไม่ได้กวนทีนนะครับ เป็นความงงแฝงวิชาการ

1. "หมอครับ ทำไมกินอาหารเผ็ดทีไร ปวดท้องทุกที" อ้าว..แล้วกิน"อีก" ทำไมล่ะครับ ไม่อยากปวดก็ไม่ต้องกินเผ็ดครับ หมอรู้จักร้านอาหารที่เขาทำอาหารรสเปรี้ยวอร่อยนะ --ความจริงคือ การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ--

2. "หมอครับ ยาตัวนี้กินแล้วคลื่นไส้ ผมเลยลดเป็นกินวันละครั้ง" โถๆๆๆ พ่อคุณ แทนที่คลื่นไส้มากจะมาเปลี่ยนยา เลือกกินวันละครั้ง จากที่ควรกินวันละสามครั้ง โรคจะหายไหมล่ะครับ --ความจริงคือ ผลข้างเคียงอาเจียน ไม่ขึ้นกับขนาดยาครับ กินเม็ดเดียวก็อาเจียนได้--

3."หมอครับ ยาเบาหวานผมหมด เลยไปเอาของข้างบ้านมากิน" เฮ้อออ..ข้างบ้านเขากินยาเหมือนกัน ขนาดเดียวกันหรือไง เดี๋ยวตับวาย ไตวาย น้ำตาลต่ำ ข้างบ้านจะ "น้ำตาตก" --ความจริงคือ การรักษาโรคเรื้อรังเป็นการตัดเสื้อให้เหมาะกับคนๆเดียว ไม่ควรใช้ร่วมกัน--

4."หมอครับ ลุงไปตรวจคลินิกแถวบ้าน หมอที่คลินิกสงสัยไข้เลือดออก วันนี้จะมาเอกซเรย์" ลุงครับ ลุงฟังผิดหรือเปล่า ไข้เลือดออกน่ะ เอกซเรย์ทั้งตัวมันก็ปกติครับ หรือลุงเป็นกระดูกหักหรือเปล่า ?? --ความจริงคือ การตรวจทางห้องแล็บจะตรวจเฉพาะแบบของโรค ไม่ใช่ตรวจอย่างเดียวรู้ทุกโรค--

5."หมอคะ ป้าเป็นเบาหวาน ความดัน ไตวาย หัวใจตีบ ไขมันสูง ไทรอยด์ต่ำ ลมชัก วันนี้เพลียมาก มาตรวจสุขภาพ อยากรู้เป็นอะไร" ป้าที่รักครับ ป้ามีโรคที่วินิจฉัยแล้วตั้งเยอะ จะตรวจโรคใดอีกครับ สุขภาพป้าไม่ดีแน่ๆ --ความจริงคือ ผลการตรวจที่ออกแบบให้คนปกติ ถ้าเอาคุณป้าไปตรวจ มันไม่ปกติสักตัวเลยครับ ก็คือ แปลไม่ได้นั่นเอง--

6."หมอ..ที่หมออธิบายมาทั้งหมดนี่...พูดจริงหรือเปล่าคะ ?"
หมอ......อ๊ากกกกก....สตั๊นท์ไปตลอดชีวิต

ปล.ข้อหกนี่ เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ หลังอธิบายโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไมแอสธีเนีย เกรวิส (myasthenia gravis) พร้อมวาดภาพประกอบอยู่ 40 นาที

02 ตุลาคม 2558

บาส่งเสริมสมรรถภาพเพศหญิง

ผมเคยเขียนบทความเรื่องเพศสุขภาพ ทั้งหญิงและชาย ไปเมื่อสองเดือนก่อน และได้สรุปว่าปัญหาเพศหญิงนัั้น ซับซ้อน และขึ้นกับอารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก แต่ก็ยังได้ข่าวยาสำหรับเพศหญิงมาเป็นพักๆ ลองอ่านย้อนหลังได้ตามลิงค์นี้ครับ


ยานี้ชื่อว่า "flibanserin" เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาท ซีโรโทนิน ทางองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกาเพิ่งรับรองการใช้เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับหญิงที่ไม่มีปัญหาด้านจิตใจหรือร่างกาย แต่ก็ยังขาดความต้องการทางเพศและขาดความสุขในชีวิตคู่ เรียกชื่อโรคนี้ว่า hypoactive sexual desire disorders และ female sexual arosal disorders มีรายงานการเกิดโรคประมาณ 5-15% ของประชากร (อเมริกา)

ยาออกแบบมาสำหรับหญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ รับประทานหนึ่งเม็ดก่อนนอน ทุกวันครับ ไม่ได้เหมือนยาในผู้ชายที่ใช้ก่อนมีกิจกรรม ยาอาจทีผลข้างเคียงคือง่วงซึม ( ฮา..ตกลงเอาไง) และห้ามใช้ถ้าคนนั้นดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีโรคตับ และต้องระวังปฏิกิริยากับยาอื่นๆด้วย จะเห็นว่าใช้ยากครับ จึงไม่ได้แนะนำเป็นทางเลือกแรกของการรักษาและยังต้องใช้ภายใต้การควบคุมเพื่อดูผลที่จะเกิดต่อไป

ยายังไม่จำหน่ายในประเทศไทยครับ ต้องรอต่อไปก่อนครับ
 ข้อมูลจาก jama, american collages of obstretics and gynaecology

01 ตุลาคม 2558

โรคกรดไหลย้อน (gastro-esophageal reflux disease)

โรคกรดไหลย้อน (gastro-esophageal reflux disease)

ประมาณปีที่แล้วมีมุกว่า ถ้าเราไปกดไลก์ใครในเฟซบุ๊ค แล้วเขากดไลก์กลับคืนมาก็จะเรียกว่า---- "กด-ไลก์-ย้อน"----

โรคกรดไหลย้อน เกิดจากความผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารด้านล่างผิดปกติ หลอดอาหารเชื่อมต่อระหว่างปากกับกระเพาะ วางตัวเป็นแนวยาวหลังกระดูกกลางอก-- อยากทราบว่าอยู่ตรงไหนลองดื่มน้ำเย็นจัดๆดูครับ มันมีหูรูดบนและล่าง เพื่อกันอาหารไหลย้อนกลับ ไม่งั้นก็สำลัก ไอ้เจ้าหูรูดล่างตรงที่ต่อกับกระเพาะอาจเปิดๆปิดๆ ไม่สัมพันธ์กับจังหวะการกลืน หรือ เปิดเองโดยที่ไม่ได้มีอาหาร หนักสุดก็อาจเปิดค้างตลอดเวลา ทำให้อาหารหรือ กรดในกระเพาะที่ไม่ควรกลับขึ้นมา ก็กลับขึ้นมาได้

เนื่องจากมันเปิดๆปิดๆ ไม่เหมือนกันในแต่ละคน อาการจึงต่างกันออกไป เช่น มีอาการแสบๆร้อนๆ ตั้งแต่ลิ้นปี่ร้อนร้าวขึ้นมาคอหอย (อาการอันนี้ค่อนข้างเฉพาะ) หรือบางคนก็ย้อนนิดเดียว แค่แน่นๆ หลังกินอาหาร หรือมีอาหารขย้อนอาหารขึ้นมาโดยที่ไม่ได้คลื่นไส้ เพราะหูรูดมันเสีย (อาการนี้ก็เฉพาะครับ) บางคนก็เรอบ่อยๆ อาจสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ก็ได้ ย่อหน้านี้ผมหมายถึงถ้าร่างกายเราตอบสนองไวต่อกรดนะครับ

ในบางกรณี กรดก็ไม่ได้ไปทำลายทางเดินอาหารแต่ไหลย้อนไปเกิดอาการที่อื่นๆ เช่น ไหลลงหลอดลม เกิด ไอเรื้อรัง หอบหืด ไหลไปที่สายเสียง เกิด เสียงแหบ ไหลไปที่ช่องปาก เกิด ฟันผุ มีกลิ่นปากได้
เรียกได้ว่าอาการหลากหลายและเป็นโรคที่วินิจฉัยยากอันหนึ่ง
ส่วนมากแล้วอายุรแพทย์จะใช้อาการและความเสี่ยงเป็นหลักในการวินิจฉัย แล้วให้ยาเพื่อดูการตอบสนอง (therapeutic diagnosis) ส่วนการวินิจฉัยจริงๆต้องสอดสายไปวัดความเป็นกรดที่หลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะทำในรายที่ไม่ตอบสนองการรักษา หรือ ผลการส่องกล้องไม่ชัดเจน แต่มันยุ่งยากครับ ทำได้ไม่กี่ที่ ส่วนการส่องกล้องเราก็ไม่ได้ทำเพื่อรักษา แต่เราทำเพื่อแยกโรคอื่นๆ และถ้าเป็นนานๆก็ส่องดูความรุนแรงและตัดชิ้นเนื้อดูการอักเสบ

การรักษาแบบใช้ยาก็จะใช้ยาลดกรดในขนาดสูงและบางครั้งให้ยาลดกรดสองชนิด ชนิดที่สองกินก่อนนอนด้วยเพื่อรักษาอาการช่วงนอนกลางคืน (หูรูดมันไม่หลับไม่นอนเหมือนเรานะครับ) และมักจะเริ่มใช้ยาในขนาดสูงมากๆก่อน แล้วจึงค่อยๆปรับลดลงมาจนได้ขนาดต่ำที่สุดที่จะควบคุมอาการได้ และอาจลดลงเป็นกินยาเมื่อมีอาการเท่านั้น และ ก็ต้องใช้ร่วมกับการปรับชีวิต งดอาหารย่อยยาก กินน้อยลง งดเหล้า งดบุหรี่

ยาลดกรดใช้ในขนาดเช้า-เย็น (double dose proton pump inhibitor) และยาลดกรดอีกชนิดก่อนนอน (bedtime H2RA) หรืออาจใช้ยาลดกรดกลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ยาวนาน เช่น dexlansoprazole เป็นต้น
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมากๆ รักษาด้วยยาไม่ได้ผล อาจต้องผ่าตัดรักษาครับ

โรคนี้ถ้ารุนแรงและเรื้อรัง ก็จะมีโอกาสที่กรดจะไปทำให้ เซลหลอดอาหารส่วนล่างเกิดการแปรเปลี่ยนรูป เรียกว่า Barrett's esophagus ที่อาจจะกลายไปเป็นมะเร็งที่อัตราเสี่ยง 0.2-2% ต่อปี ถ้ามีภาวะนี้อาจต้องส่องกล้องติดตามบ่อยๆ หรือผ่าตัดเลยครับ

บทความที่ได้รับความนิยม