แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบต่อมไร้ท่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบต่อมไร้ท่อ แสดงบทความทั้งหมด

08 สิงหาคม 2569

prediabetes ภาวะก่อนเบาหวาน

 "คุณหมอ เจอน้ำตาลในเลือดสูง แต่ไม่เป็นเบาหวาน จะทำอย่างไร"

prediabetes ภาวะก่อนเบาหวาน อาจจะตรวจได้จากการเจาะตรวจน้ำตาลหลอดเลือดดำที่มากกว่า 100 แต่ไม่เกิน 125 หรือทดสอบโดยการกินน้ำตาลกลูโคส 75 กรัมแล้วตรวจเลือดอีกสองชั่วโมงให้หลัง ได้ 140-199
สิ่งที่แนะนำต่อไปนี้ ช่วยชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ และหากเกิดเมื่อไรก็ไม่รุนแรงครับ
1. ควบคุมน้ำหนักตัว ลดอาหารหวาน ออกกำลังกาย ข้อนี้น้ำหนักหลักฐานดีมาก ซึ่งที่จริงคุณไม่ต้องรอให้ตรวจเลือดพบ prediabetes คุณทำได้เลยตั้งแต่วันนี้
2.ตรวจติดตามทุกปี คือถ้าชะตาฟ้ากำหนดเป็นเบาหวาน ก็หาเลี่ยงชะตากรรมได้ไม่ ขึ้นกับว่าจะเป็นเมื่อไร การตรวจประจำก็รู้เร็ว จัดการเร็ว
3. ยา metformin มีหลักฐานจากการศึกษา DPP ว่าช่วยชะลอการเกิดเบาหวาน โดยแนะนำในบางกลุ่ม
3.1 อ้วน ดัชนีมวลกายเกิน 35
3.2 เคยเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์
3.3 อายุ 25-60 ปี
3.4 น้ำตาลเกิน 110 mg/dL
3.5 HbA1c มากกว่า 6.0%
นี่คือสิ่งที่ต้องคิด การปรับชีวิตและการตรวจติดตาม มันทำได้เลย มีประโยชน์ไม่มีอันตราย ทำเหอะ ไม่ต้องรอใด ๆ
ส่วนการใช้ยาคือการใช้ยาเพื่อป้องกัน ความสำเร็จมันคือ ไม่เกิดโรค เราจึงกินยาไปเรื่อย ๆ ตราบที่ไม่เป็นโรคและไม่เกิดผลข้างเคียง ถามใจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม แม้การศึกษา DPP จะวัดผลที่ 3 ปี แต่ในชีวิตจริงมันบอกไม่ได้ว่าจะหยุดเมื่อไร
นอกจากเบื่อกินยา (กินเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น เพราะกินเพื่อป้องกัน) ผลที่ต้องระวังในการกินระยะยาววววว ยาวมาก คือการขาดวิตามิน B12 จากการใช้ยา metformin
ลดน้ำหนัก คุมอาหาร ออกกำลังกาย อันนี้ต้องทำ ส่วนจะกินยาไหม .. ตัดสินใจด้วยตัวเองครับ

04 กรกฎาคม 2569

ปากกาลดน้ำหนัก มันคือ ยาเบาหวาน

 วันนี้มีคนไข้มาปรึกษา ในเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้เลย

คนไข้เป็นสุภาพสตรีวัยประมาณ 40 รูปร่างไม่ถึงกับอ้วน ดัชนีมวลกาย 27 เธอเข้ามาขอความเห็นที่สอง เรื่องการใช้ปากกาลดน้ำหนัก โดยไปรับคำแนะนำจากคลินิกความงามแห่งหนึ่ง
แต่เนื่องจากเธอมีโรคประจำตัว จึงมาปรึกษา
เธอถามผมว่า ถ้าเธอจะใช้ปากกาลดน้ำหนักจะส่งผลเสียต่อโรคเบาหวานของเธอไหม คลินิกความงามแห่งนั้น (ไม่ทราบปรึกษากับเจ้าหน้าที่ท่านใด) แจ้งว่าไม่ส่งผลอะไรกับโรคเบาหวาน
หลังจากถามไปมา สรุปว่าเธออยากสวยงาม และคุณหมอที่รักษาเบาหวาน บอกว่าให้ลดน้ำหนัก จึงเลือกใช้ปากกา เธอบอกว่าพยายามคุมอาหารแล้ว (แต่เท่าที่ซักประวัติคือยังทำได้อีกมาก)
แต่เธอไม่เคยทราบเลยว่า ปากกาลดน้ำหนัก มันคือ ยาเบาหวาน !!
และแม้ไปปรึกษาคลินิกความงามมาแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่ามันคือยาเบาหวาน !!
อิทธิพลจากคำโฆษณาบอกเล่า มันส่งผลมากกว่าข้อเท็จจริงในเอกสารกำกับยา เรามองเห็นเพียงสิ่งที่เราต้องการ โดยลืมมองไปว่า ข้อดีข้อเสียที่สำคัญคืออะไร
จึงอธิบายไปตามที่ควรจะเป็น ว่าหากใช้ยาปากกาลดน้ำหนักจริง ก็ควรใช้ตามขนาดแนะนำ และอย่าลืมแจ้งคุณหมอที่รักษาเบาหวานด้วย จะได้ปรับยาได้ถูกต้อง

24 มิถุนายน 2569

คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

 คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

การศึกษายาลดน้ำหนัก GLP-1a based ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความรู้เกี่ยวกับยาลดน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อมีองค์ความรู้ออกมามากขึ้น แน่นอนว่าต้องตามมาด้วยการจัดการความรู้ การทบทวนและออกคำแนะนำตามหลักฐานทางการแพทย์ ACP ได้ออกคำแนะนำออกมาดังนี้
1.การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นวิธีแรกที่ ‘ต้องทำ’ การใช้ยาทุกชนิดเป็นการรักษาร่วม เมื่อการควบคุมอาหารไม่สำเร็จ
2.เกณฑ์ของโรคอ้วนโดยใช้ค่า BMI ยังเป็นเกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายที่สุด แม้ว่าจะมีวิธีที่ละเอียดกว่านี้แต่วิธีต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ง่ายดาย ถ้าเราใช้เกณฑ์โดยละเอียด จะมีคนมากมายที่ขาดโอกาสและวินิจฉัยล่าช้า ทำให้เิกดโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนได้
3.เกณฑ์อ้วน คือ BMI เกิน 30, หรือ BMI เกิน 27 ในคนที่มีโรคทางเมตาบอลิกหรือหลอดเลือด แต่นี่คือแนวทางอเมริกา และตัวเลขที่เห็นเป็นตัวเลขที่ใช้สากลสำหรับการศึกษายาลดน้ำหนัก ข้อบ่งชี้และการจดทะเบียนยาจะจดทะเบียนตามตัวเลขนี้ แต่ตัวเลขนี้อาจไม่เท่ากันในแต่ละชาติ โดยเฉพาะในเชื้อชาติเอเชีย
4.ยาตัวแรกที่แนะนำใช้เพื่อลดน้ำหนัก คือ semaglutide หรือ tirzepatide ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เมื่อทำการควบคุมอาหารเต็มที่แล้ว เราฉีดยาจริงเทียบกับยาหลอก จะลดน้ำหนักได้มากกว่ายาหลอก (คือคุมอาหารอย่างเดียว) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
5.ข้อมูลการใช้ semaglutide และ tirzepatide ในการลดน้ำหนัก คนที่น้ำหนักลดลง ระยะเวลาที่น้ำหนักลด ผลข้างเคียง ทำได้ไม่ต่างกัน แต่…แต่ ข้อมูลที่ต่างกันคือ semaglutide สามารถลดโอกาสผลรวมเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยที่ tirzepatide ไม่มีข้อบ่งชี้นี้ ตามการศึกษา SELECT (ลด MACE ในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดแล้ว)
ได้ข่าวว่า tirzepatide ก็ทำการศึกษาเช่นกัน คือ SURMOUNT-MMO ในคนอ้วนที่ไม่มีโรคอื่น และการศึกษา SURPASS-CVOT เทียบกับยา dulaglutide ในเบาหวานที่มีโรคหลอดเลือดแล้ว ต้องติดตามในการทบทวนคำแนะนำในฉบับต่อไป
6.ยาที่อาจจะใช้ได้ลำดับรองลงมาคือ phentamine-topiramate (ยาเม็ดรวม) เพราะมีเพียงข้อมูลระยะสั้น ลดน้ำหนักได้น้อยกว่ายากลุ่มแรก และต้องระวังในผู้ป่วยต้อหิน ผู้ป่วยได้รับยา MAOi ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ และที่สำคัญคือไม่มีข้อมูลลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ไม่มีข้อมูลลดอัตราตาย
7.ยาลำดับที่ 4 ที่อาจเลือกใช้คือ Naltrexone-Bupropion (ยาเม็ดรวม) เพราะประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักไม่สูงนัก ไม่มีผลการศึกษาเรื่องลดอัตราการเสียชีวิตหรืออัตราการเกิดโรคหัวใจ ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคลมชัก ในประเทศไทยไม่มีใช้ ยาคู่สองตัวนี้คือยาเลิกเหล้าจับคู่กับยาเลิกบุหรี่ ที่ผมอยากใช้มาก (แต่ไม่ได้ใช้ลดน้ำหนักนะ)
8.ข้อควรระวังสำคัญของยา GLP1a คือมะเร็งไทรอยด์ชนิด medullary cell และเนื้องอกต่อมไร้ท่อชนิด MEN2 เอกสารกำกับยาระบุชัดเจนว่าห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรค (สองโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้มาก) แต่ว่าข้อมูลสนับสนุน มาจากการเกิดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีรายงานความสัมพันธ์การเกิดเนื้องอกชนิดนี้ในคน และจากข้อมูลการรายงานพบเนื้องอกไทรอยด์มี detection bias ค่อนข้างมาก
9.การใช้ยาลดน้ำหนักทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น และการลดน้ำหนักโดยการไม่ใช้ยา แนะนำปฏิบัติภายใต้การดูแลของทีมโภชนาการและทีมรักษาลดน้ำหนัก
10.ที่แนวทางนี้ออกมา นอกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังใช้ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วย ว่าถ้าปล่อยให้อ้วนโดยรักษาไม่เข้มงวดมากพอ จะมีความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจมากมาย เทียบกับการลงทุนใช้ยาที่แม้ว่าราคาจะสูง แต่เมื่อเทียบกับการลดอันตรายจากโรคอ้วน ถือว่าคุ้มค่าและคุ้มทุนทั้งแง่คุณภาพชีวิตและด้านเศรษฐศาสตร์ครับ

10 มกราคม 2569

น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา GLP1a based

 น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา

ข้อมูลตรงกันหมดนะครับ ทั้งจากการศึกษาของตัวยาเอง จากการเก็บข้อมูลติดตาม จากคำเตือนของ อย. ไทย
หลังหยุดยาน้ำหนักขึ้นทั้งสิ้น จะขึ้นมากน้อย แล้วแต่การควบคุมที่ต้องสม่ำเสมอ กลุ่มที่ไม่ค่อยควบคุมพบว่า ในช่วงใช้ยาก็น้ำหนักลงดี แต่หยุดยาแล้วน้ำหนักกลับคืน แถมมากกว่าเดิมอีก เพราะตัวช่วยไม่มีแล้ว
การใช้ยาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะยา GLP1a based แนะนำใช้เป็นการรักษาเสริม การรักษาหลักยังเป็น การควบคุมพลังงาน ลดพลังงาน ออกแรงออกกำลัง อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
การใช้ยาจะทำให้เห็นเป้าหมายได้เร็ว แต่จะไม่ยั่งยืนถ้าไม่ปรับแนวคิด ไม่ปรับชีวิต และไม่มีวินัย
ในการศึกษาที่ใช้รับรองยา ทุกการศึกษา ผู้เข้าร่วมจะต้องอบรมอาหาร ส่งรายการอาหาร คำนวนพลังงาน ปรับแต่งให้อยู่ในเกณฑ์ และต้องออกกำลังกาย ทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องสักพักหนึ่งก่อนจะเริ่มยานะครับ
ขนาดทำแบบนี้ยังเด้งคืนบ้าง แล้วถ้าไม่ทำเลยจะเป็นอย่างไร
เบื้องหลังความสำเร็จที่งดงาม คือ เหงื่อไคลแห่งความอดทนและคราบน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
ทางเดินสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมหวลชวนจิตไซร้ ไป่มี



24 ธันวาคม 2568

คัดกรองเบาหวาน

 คัดกรองเบาหวาน ใครควรคัด

เดี๋ยวนี้ทุกคนตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมาก และสามารถเข้าถึงการตรวจต่าง ๆ ได้ง่ายมาก หลายคนครั้งก็ตรวจทุกอย่าง ทุกโรค ทุกปี กลัวไง กลัวมาก (แต่ไม่เลิกบุหรี่สักที) ผมคิดว่าการตรวจตามเกณฑ์ที่เกิดจากการศึกษา เริ่มจำเป็น สมัยก่อนคนไม่ตื่นตัวและหาที่ตรวจยาก ตอนนั้นใครใคร่ตรวจก็ตรวจไป ดีเสียอีกที่รู้เร็ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่นะครับ ตรวจเยอะ บวกปลอมลบปลอมจะเพิ่ม ไม่นับ bias อื่น ๆ และการตรวจเกินจำเป็นอีก
ADA แนะนำคัดกรองเบาหวานดังนี้
สำหรับทุกกลุ่มอายุ
-ถ้าเคยเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ให้ตรวจทุก 1-3 ปี
-ถ้าบังเอิญไปเจอว่าการใช้น้ำตาลบกพร่อง ให้ตรวจซ้ำทุกปี คืออะไรหรือบกพร่อง คือตรวจน้ำตาลจากเลือดดำในขณะงดอาหารได้เกิน 100 mg/dL หรือ HbA1c เกิน 5.7%
-น้ำหนักเกิน !! คนไทยเอาค่า BMI เกิน 23 เรียกว่าครึ่งนึงของเพจนี้เลยแหละ แต่น้ำหนักเกินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความเสี่ยงอย่างน้อยอีกข้อ
+พ่อแม่ หรือพี่น้องแท้ หรือลูก เป็นเบาหวาน
+เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว
+เป็นโรคความดันโลหิตสูง
+ค่าไตรกลีเซอไรด์เกิน 250 หรือ HDL ต่ำกว่า 35 ก็คือเกณฑ์โรคอ้วนลงพุงนั่นแหละ
+สุภาพสตรีที่เป็น Polycystic Ovarian Syndrome ซึ่งเป็นโรคจากการดื้ออินซูลินเช่นกัน
+มีลักษณะอื่นของภาวะดื้ออินซูลิน เช่น ปื้นคอสีดำ acanthosis nigrigans, ไขมันพอกตับอันไม่ได้เกิดจากดื่มเหล้า
+ไม่ค่อยได้ขยับตัว ไม่ออกกำลังกาย หึหึ ผมว่าคนในเพจเราก็คงเข้าแถวคัดกรองกันถ้วนหน้า
ถ้าไม่มีเงื่อนไขข้างต้น คัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี (ก็คนส่วนใหญ่ในเพจเราอีกแหละ)
คัดกรองแล้วยังไงล่ะ
*ถ้าเป็นเบาหวาน ก็ได้รักษาเร็ว ถึงเป้าเร็ว ลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน ถ้า..ถ้า ตั้งใจรักษานะ ดังนั้น พวกที่คิดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่รักตัวเอง การคัดกรองจะมีประโยชน์น้อยลง
*ถ้าไม่เป็นเบาหวาน ให้คัดกรองซ้ำทุกสามปี และ..และ อย่าชะล่าใจว่า ตรวจผ่านเฟ้ย สบาย กินแหลก นอนยาว อย่างไรก็ต้องปฏิบัติตัวรักษาสุขภาพอยู่ดี
ส่วนกลุ่มที่เขาเสี่ยงจากโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้ กลุ่มนี้คุณหมอเขาติดตามอยู่แล้ว เราละไว้ในฐานที่เข้าใจ

10 พฤศจิกายน 2568

ปากกาลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้

 ปากกาลดน้ำหนัก สิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้

ข้อมูลว่าในกลุ่มคนที่ใช้ GLP1a-based ทั้งโรคเบาหวานและลดน้ำหนัก พบนิ่วในถุงน้ำดีและเพิ่มโอกาสการเกิดกรดไหลย้อน โดยมักพบในคนน้ำหนักเกิน ใช้ยาขนาดสูง แต่ก็ไม่ได้มีอันตรายรุนแรง
คนน้ำหนักมากก็เสี่ยงเกิดนิ่วและกรดไหลย้อนมากกว่าปกติอยู่แล้วนะ แต่งานวิจัยนี้บอกว่าเจอมากกว่ายาหลอกชัดเจน เพิ่มจากเดิมไปอีก
เป็นข้อมูลจาก 55 RCTs ผู้เข้าร่วมประมาณ 106000 ราย ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีความแปรปรวนของข้อมูลไม่มาก (ค่อนข้างแม่น)
สรุปว่า ใช้ได้นะแต่ก็ต้องทราบข้อระวังด้วย
Glucagon-Like Peptide-1 Receptor Agonists and Gastrointestinal Adverse Events: A Systematic Review and Meta-Analysis.Chiang, Cho-Hung et al.
Gastroenterology, Volume 169, Issue 6, 1268 - 1281

14 ตุลาคม 2568

การใช้ยา thyroxine

 การใช้ยา thyroxine

[european thyroid journal (2025) 14 e259123]
1.สูตรยา ยี่ห้อยา มีผลต่อระดับไทรอยด์ ควรตรวจวัดระดับไทรอยด์หลังเปลี่ยนยาประมาณ 6 สัปดาห์
2.ยาจะดูดซึมได้ดีตอนที่ท้องว่าง (กระเพาะเป็นกรด) กินยาตอนตื่นนอน หรือหลังอาหารเย็นเป็นเวลาสามชั่วโมง ใครกินข้าวมื้อดึกก็กินตอนตื่นนอนดีกว่า
3.เวลาที่ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์แล้วยังไม่ได้ระดับ ก่อนจะปรับยา มาคิดเรื่องปฏิกิริยาอาหารและยาก่อนเสมอ มียาไม่กี่ตัวหรอกที่ต้องคิดประเด็นนี้
4.อาหารที่ขัดขวางการดูดซึม ไฟเบอร์ ถั่วเหลือง ชา กาแฟ นม น้ำองุ่น มะละกอ
5.ยาที่ขัดขวางการดูดซึม เกลือแคลเซียม เกลือแมกนีเซียม ยาลดกรดกระเพาะอาหาร
6.การใช้ยาในผู้สูงวัย หรือผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ ต้องติดตามฮอร์โมนบ่อยขึ้น เพราะเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจขาดเลือดได้ ถ้าระดับยาเกินไป
7.หญิงตั้งครรภ์จะต้องการฮอร์โมนมากกว่าปกติเพราะต้องส่งให้ทารก แถมโปรตีนในเลือดก็ผิดปกติไปจากเดิม เราจะใช้ค่า TSH ประมาณ 2.5-3.0 (american thyroid associations)
8.ยา thyroxine ต้องเก็บในซองหรือภาชนะป้องกันแสง
9.ปกติแล้ว หากปรับยาจนได้ระดับและไม่มีภาวะร่างกายเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องติดตามระดับไทรอยด์ในเลือดบ่อยนัก 6-8 เดือนต่อครั้งก็ได้

07 ตุลาคม 2568

sulfonylurea

 ยาเบาหวานขวัญใจมหาชนคนกระเป๋าเบา

metformin น่าจะครองตำแหน่งนี้ได้ยาว ๆ เพราะลดน้ำตาลได้ดี ราคาถูก ลดการเกิดโรคหัวใจได้ ข้อเสียคือ คลื่นไส้และต้องปรับตามการทำงานของไต
อีกตัวคือ sulfonylurea ที่ตอนนี้น่าจะเหลือแค่สามชนิด คือ gliplizide, gliclazide, glimepiride ลดน้ำตาลได้ดีมากเช่นกัน ราคาถูกอีกด้วย ไตเสื่อมก็ใช้ได้ แต่ข้อเสียสำคัญมากคือ ทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้
gliplizide ออกฤทธิ์เร็วแรง ดุดัน ทำงานในช่วงเวลา 6-8 ชั่วโมงก็จริง แต่มันกระตุ้นการหลั่งอินซูลินแรงมากในช่วงแรก อย่าไปประมาทว่าออกฤทธิ์สั้นแล้วจะปลอดภัย
gliclazide ออกฤทธิ์นุ่มนวลกว่า ค่อย ๆ ต้อยอินซูลินให้ทำงาน แต่ทำงานยาว 12-20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มีโอกาสน้ำตาลต่ำได้จากการทำงานที่ยาวนานของมัน ยาตัวนี้ขับทางตับเป็นหลัก จึงน่าจะดีในผู้ป่วยไตเสื่อม
glimepiride น้องใหม่ ทำงาน smooth as slik ไม่กระชาก น้ำตาลต่ำได้นะแต่ก็ไม่มากเท่าพี่ gliplizide อยู่ในร่างกายและทำงานนานมาก เกิน 24 ชั่วโมง กินวันละครั้งได้ ขับออกทางตับมากกว่าไต เวลาน้ำตาลต่ำทีนึงก็เฝ้าระวังนานที่สุด
สรุปว่าใช้ได้นะครับ มองโดยรวมแล้วยังลดน้ำตาลได้ดี ราคาไม่แพง ไตเสื่อมก็ใช้ได้ ถ้าเราจัดตารางการกินอาหารให้ดี (ซึ่งต้องทำอยู่แล้ว) และรู้วิธีเฝ้าระวัง จัดการภาวะน้ำตาลต่ำ ก็สามารถใช้ได้ครับ
“ยาเหมือนดาบสองคม ถ้ารู้ทางลม อีกด้านของคม ไม่บาดมือ”

01 กันยายน 2568

CGM : เครื่องติดตามกลูโคส : ความจริงอีกแง่หนึ่ง

 CGM : เครื่องติดตามกลูโคส : ความจริงอีกแง่หนึ่ง

Continuous Glucose Monitoring (CGM) คือการติดตามกลูโคสตลอดเวลาโดยติดเครื่องที่ใต้ผิวหนัง เป็นการวัดค่า interstitial glucose ไม่ใช่กลูโคสในเลือดดำ (เจาะเลือด) หรือกลูโคสในเลือดฝอย (เจาะปลายนิ้ว)
จึงยังไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ แต่เครื่องสามารถใช้ติดตามผลในกรณีไม่ต้องการเจาะเลือด หรือใช้ในกรณีดูแลสุขภาพโดยทั่วไป (แต่ต้องมีความเข้าใจและความระวังในการแปลผล)
เครื่องมีทั้งแบบต้องใช้ใบสั่งแพทย์และซื้อได้เอง
หลายคนอยากเอามาใช้เพื่อติดตาม ก็ต้องตระหนักและระวังครับ เรามีตัวอย่างจาก Tuff University, School of Medicine ลงตีพิมพ์ใน JAMA เดือนสิงหาคมนี้เอง
ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอายุประมาณ 30 ปลาย มีภาวะอ้วน ดัชนีมวลกาย 39 เขามีความกังวลเรื่องสุขภาพ (แต่ดัชนีมวลกายไม่ลด) คุณหมอจึงติดเครื่อง CGM ให้ คราวนี้คนไข้มาปรึกษาเพราะกังวลมากเนื่องจากเครื่องมันอ่านค่าน้ำตาลออกมา 40-50 mg/dL ประมาณคืนละ 5 นาที แต่ก็ไม่บ่อย ทำให้คนไข้กังวลถึงขั้นเครียดเพราะไม่กล้าหลับ
เมื่อมาซักประวัติและการตรวจร่างกายพบว่า ไม่เจออาการของน้ำตาลในเลือดต่ำเลย ตาม Whipple’s Triads จึงให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพื่อสืบหาจริง ๆ ปรากฏว่า วัดน้ำตาลปลายนิ้ว น้ำตาลในเลือด วัดค่าทางเมตาบอลิกทุกค่า จะคีโตน อินซูลิน C-peptides …บลา บลา มากมาย ทำการทดสอบนั่นโน่น ตรวจยีนสารพัด สรุปว่าทุกตัวปกติ
…คือเป็นโรงเรียนแพทย์ครับ และดูแล้วการตรวจแต่ละตัวนั้น ราคาไม่เบาทั้งสิ้น …
การอ่านค่าผิดพลาด ความบกพร่องของเครื่อง ขั้วตรวจไม่ตรงตำแหน่ง ทางสมาคมแพทย์โรคเบาหวานอเมริการายงานว่ามีการเตือนแบบ false alert ในกรณีตั้งค่าเตือนที่ 55 mg/dL การเตือนเกินจริงสูงถึง 49% (คือไม่มีอาการเลย และน้ำตาลในเลือดไม่ต่ำ) และให้คำแนะนำว่าหากมีการเตือนโดยไม่มีอาการ ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นข้อผิดพลาดของ CGM
การเตือนเกินจริง จะทำให้คนไข้มีความเครียดหรือเศร้า และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายอันไม่จำเป็นที่เกินจำเป็น

26 กรกฎาคม 2568

Woltman’s sign

 เรื่องไม่เป็นเรื่อง : Woltman’s sign

Woltman’ sign เรายังไม่ต้องรู้ว่ามันคืออะไร แต่ชื่ออาการแสดงแบบนี้มีอะโพสโทรฟี่เอสแบบนี้คือชื่อผู้ที่ค้นพบ เพื่อให้เกียรติและยกย่องผู้ค้นพบ
Henry William Woltman แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและจิตวิทยา ทำงานที่ Mayo Clinic ช่วงปี 1917-1947 ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยด้วย อย่างที่ทุกคนทราบ Mayo clinic ไม่ใช่แค่สถานพยาบาล แต่เป็นแหล่งฝึกอบรมและศูนย์วิจัยมากมาย ก็จะมีงานวิจัย การค้นพบต่าง ๆ จากที่นี่ออกสู่สาธารณะ
ปี 1956 ปีที่ Woltman เกษียณอายุก็มีการรวบรวมงานของเขามาตีพิมพ์รวมเล่ม หนึ่งในนั้นคือ อาการแสดงในภาวะไทรอยด์ต่ำ เมื่อทำการเคาะรีเฟล็กซ์ ปกติจะกระตุกและคืนตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว แต่คนที่เป็นไทรอยด์ต่ำ เมื่อเคาะเส็นเอ็น (ตามแบบฉบับทำที่ข้อเท้า) จะพบว่ากระตุกไวแต่คลายตัวคืนตำแหน่งเดิมได้ช้า เราเรียกว่า slow relaxation of deep tendon reflex และได้รับการขนานนามว่า Woltman’s sign
แต่ว่าคนค้นพบและตีพิมพ์อาการแสดงนี้กลับไม่ใช่ Henry Woltman !!!
William Calvert Chaney คุณหมอฝึกหัดที่เข้ามาอบรมที่สถาบันแห่งนี้ในปี 1919-1922 ได้ตกลงทำงานต่อและเป็นผู้ช่วยของ Woltman ในสาขาวิชาประสาทวิทยา ปี 1924 คุณหมอ Chaney ได้ลงตีพิมพ์อาการแสดงนี้ในวารสาร JAMA โดยที่ไม่เคยตั้งชื่อและไม่เคยมีการเรียกชื่อ Chaney’s sign แต่อย่างใด
ทำไมเป็นเช่นนั้น
ตอนที่คุณหมอ Chaney ตีพิมพ์ผลงานในปี 1924 ซึ่งเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอีกครับ คุณหมอเป็นศิษย์ก้นกุฏิของ Woltman ทั้งสองท่านไม่เคยประสงค์แสดงความเป็นเจ้าของการค้นพบนี้เลย
การตั้งชื่อ Woltman’s sign ก็เกิดหลังจากที่ Woltman เกษียณและ Chaney ก็ไม่ได้อยู่ที่สถาบัน โดยผู้รวบรวมผลงาน ซึ่งตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่า ไม่ทราบหรือมีเจตนาอย่างไร แต่บันทึกและงานกองอยู่ในแฟ้มของสถาบันในช่วงที่ Woltman เป็นหัวหน้าหน่วย ก็เลยได้ชื่อ Woltman ไป
แม้ภายหลังการประกาศใช้ชื่อ Woltman’s sign ทั้งคุณหมอ Woltman และ Chaney ก็ไม่ได้ลุกมาเรียกร้องสิทธิแต่อย่างใด จึงใช้ชื่อ Woltman มาจนปัจจุบัน แบบนี้จะไม่นับว่าเป็นการขโมยผลงานนะครับ
ซึ่งจริง ๆ eponym หรือชื่ออาการแสดงเหล่านี้ มีหลายชื่อที่ภายหลังมี “ข้อสงสัย” ว่าไม่ได้เกิดจากผู้วิจัยชื่อนั้นโดยตรง อาจเป็นหัวหน้าทีม (ที่โด่งดัง) อาจเป็นชื่อทีม ตัวอย่างเช่น Babinski’s sign, Down syndrome, Sheehan syndrome ตำราหลายเล่มจึงเลี่ยงการใช้ eponyms แต่ใช้เป็นสามานยนามแทน อย่างในตัวอย่างคือ plantar reflex , trisomy 21, postpartum pituitary necrosis
หรือบางชื่อ eponym ที่ชาวโลกไม่ “ชื่นชอบและสบายใจ” เลยต้องเปลี่ยนเช่น Wegener’s granulomatosis เปลี่ยนเป็น granulomatosis with polyangiitis เพราะคุณหมอ Friedrich Wegener มีความเกี่ยวข้องกับพรรคนาซีสมัยสงครามโลก
อีกตัวอย่างที่ทุกคนทราบดีในเรื่องของการใช้ชื่อ แต่ก็ยากที่จะสืบหาว่าใครเป็นคนแรกที่ใช้ และคนนั้นเป็นเหมือนชื่อหรือไม่ ซึ่งยังคงเป็นปริศนาจนทุกวันนี้ นั่นคือชื่อ “ชายชราหน้าหนุ่ม (sexy man with overnight power)”

16 พฤศจิกายน 2567

แนะนำวิธีการแก้เหนื่อย สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก

 แนะนำวิธีการแก้เหนื่อย สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ต้องการคุมน้ำหนัก

หลายคนเวลาร้อน หรือทำงานเหนื่อย ก็อยากได้ความหวาน เย็น สดชื่น อันนี้ไม่ผิด และทำได้
แต่หลายคน ดื่มน้ำหวานเป็นเหยือก ดื่มน้ำอัดลม แตงโมครึ่งลูก มันก็สดชื่นจริง ถึงน้ำตาลในเลือดไม่ต่ำก็สดชื่น
เพื่อจะได้ไม่ 'เยอะ' เกินไป ผมแนะนำแบบนี้ครับ
ปอกผลไม้ที่กินง่าย พร้อมกิน และหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่กล่องแช่ตู้เย็นเอาไว้
การกินผลไม้เป็นชิ้น จะได้เส้นใยอาหาร วิตามินเกลือแร่พอควร เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวบ้าง จะทำให้สดชื่นตื่นตัวได้ดี
แต่ไม่ได้กินทั้งกล่องนะครับ ให้จิ้มแบ่งใส่ถ้วยมาแค่ 3-4 ชิ้นเท่านั้น แค่นี้ก็เพียงพอกับการสร้างความสดชื่น และเติมพลัง ได้เคี้ยวกรุบ ๆ ได้กลืน ให้เคี้ยวช้า ๆ เสพความสำราญของผลไม้สามชิ้นให้เต็มที่
และใช้วิธีนี้ได้แค่วันละครั้งครับ ถ้าเล่นมันซะวันละสามสี่ครั้ง อันนี้ก็เกินขนาดไป
ส่วนน้ำผลไม้ กว่าจะได้หนึ่งแก้ว น่าจะต้องใช้ผลไม้มากกว่าสามสี่ชิ้นแน่ น้ำตาลจะมากเกินไปครับ
และที่ให้แบ่งมาแค่สี่ชิ้น เพราะเวลาคุณเหนื่อย โหย คุณกินแล้วสดชื่น คุณโซ้ยจนหมดแน่ ต้องแบ่งและซื่อสัตย์กับตัวเอง
และที่ให้ปอกเตรียมเก็บไว้ เพื่อจะได้พร้อมกินเวลาต้องการ ตอบสนองความโหยได้ทันที ถ้าต้องไปรอปอก รอล้าง อาจจะหันไปหาขนมอื่น หรือสิ่งอื่นที่หาง่ายแต่พลังงานสูง
ผลไม้ที่ผมแนะนำ ส้มเขียวหวาน มะละกอ แก้วมังกร สับปะรด ... น้ำตาลไม่ค่อยสูง (แต่ต้องชิ้นพอดีคำแค่ไม่เกินสี่ชิ้น) หาง่าย ราคาไม่แพง ปอกแช่เย็นแล้วเก็บได้สองสามวัน
คุมอาหาร คุมเบาหวาน ก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสดชื่นได้ครับ

12 กันยายน 2567

สิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์กับตัวเราและไม่เดือดร้อนผู้อื่น ให้ลงมือทำ : Legacy of UKPDS

 สิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์กับตัวเราและไม่เดือดร้อนผู้อื่น ให้ลงมือทำ : Legacy of UKPDS

1.โรคเบาหวานเป็นโรคที่เรารู้จักกันมานาน ตั้งแต่ใช้เกณฑ์น้ำตาลในเลือด 200 เกณฑ์ 140 จนมา 126 ในปัจจุบัน มีการรักษาหลายอย่าง ใช้ยา ไม่ใช้ยา รักษาเร็วรักษาช้า ตั้งเป้าเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อาการลดลง จนถึงปี 1977 ยุคสิ้นสุดสงครามเวียดนาม
2.กลุ่มการศึกษาที่อังกฤษ ออกแบบการศึกษาสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง เพื่อตอบคำถามว่าเราควรรักษาแบบควบคุมให้ดีโดยเร็วโดยใช้ยา มันน่าจะดีกว่ารักษาช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ และคราวนี้ไม่ได้หวังผลแค่ลดน้ำตาลลดอาการ
แต่หวังผลลดอัตราการเสียชีวิตและโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เป็นการศึกษาที่ถือว่าเป็น landmark คือ ใครจะพูดถึงการรักษาเบาหวาน ต้องรู้จักการศึกษานี้ UKPDS
3.UKPDS เป็นการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่เพิ่มได้รับการวินิจฉัยใหม่ มาแบ่งกลุ่มทดลองให้การควบคุมแบบเข้มงวดโดยใช้ยา sulfonylurea หรือ อินซูลิน เทียบกับกลุ่มควบคุมที่รักษาตามมาตรฐานเดิม .. ตามมาตรฐานเดิมคือคุมอาหารเป็นหลักและอาจปรับเพิ่มยาทีละน้อยตามมาตรฐานในปี 2520 นะครับ ..
ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ได้รับยามีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า อันตรายของเบาหวานต่อหลอดเลือดขนาดเล็กต่ำกว่า ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้สรุปว่า การควบคุมให้ดีอย่างรวดเร็วมันส่งผลดีกว่า
4.แต่ตอนนั้น ผลการศึกษาเรื่องการเกิดโรคหัวใจลดลงในกลุ่มควบคุมเคร่งครัดด้วยยา แต่ไม่มีนัยสำคัญ ต้องบอกว่าในขณะนั้น ผลการรักษาเบาหวานในเรื่องการปกป้องโรคหัวใจ ยังไม่ได้เป็นประเด็นหลักและปัจจัยบังคับของ FDA
มันยังไม่จบครับนาย
มีการศึกษาติดตามต่อเนื่องกลุ่ม UKPDS นี่แหละ ต่อไปอีก 8 ปี หลังจากสิ้นสุดการศึกษา โดยที่ไม่ได้บังคับเคร่งครัดเหมือนตอนแรก แค่ติดตามเฉย ๆ และไม่พอ ยังตามติดติดตามไปต่อเนื่องจนครบ 20 ปี แม้จะมีบางคนล้มหายตายจาก แต่มันก็พบความจริงเพิ่มเติมว่า
5.หลังจากติดตามไป 8 ปีให้หลัง พบว่าในกลุ่มที่ใช้ยาและควบคุมอย่างเคร่งครัดตั้งแต่แรก ยังมีอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำกว่า การเกิดโรคแทรกซ้อนเบาหวานที่หลอดเลือดขนาดเล็กคือ ไต ตา เส้นประสาท ยังต่ำกว่ากลุ่มที่ควบคุมแบบลมโชย
แม้จะไม่ได้เคร่งครัดเข้มงวดดังเช่นตอนอยู่ในช่วงการศึกษา มันมีผลต่อเนื่องจริง ๆ แถมเรื่องหลอดเลือดหัวใจที่ลดลงแต่แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญในช่วงแรก ก็พบว่าแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังนี้ด้วย
6.และไม่นานมานี้ (พฤษภาคม 2567) วารสาร lancet ได้ลงตีพิมพ์ UKPDS 91 คือติดตามกลุ่ม UKPDS ดั้งเดิมนี่แหละ ด้วยการดึงเอาข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพของ NHS ซึ่งแน่นอนว่าเวลาผ่านไป 20 ปี ย่อมมีคนล้มหายตายจากไปบ้าง และแน่นอนว่าคงไม่ได้เคร่งครัดเข้มงวดเหมือนตอนอยู่ในการศึกษาเมื่อ 20 ปีก่อน
แต่สิ่งที่พบก็คือ ในกลุ่มที่เคยให้ยาและควบคุมน้ำตาลดีตั้งแต่แรก มีอัตราการเสียชีวิตและการเกิดโรคแทรกซ้อนหลอดเลือดต่าง ๆ ที่น้อยกว่ากลุ่มควบคุมไปเรื่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
7.เรียกว่าทุ่มเทรักษาครั้งแรกให้ดี มีผลยาวนานถึง 20 ปี และเมื่อเก็บข้อมูลชุด 20 ปีให้หลังแม้กลุ่มนี้จะมีโรคอื่น ๆ ผุดงอกมาไม่ว่า ความดันโลหิต ไขมัน เกาต์ ก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าอยู่ดี
ก็มีคนอธิบายหลายอย่าง ที่น่าสนใจคือ เมื่อร่างกายได้รับการปรับปรุงและใช้ยาเพื่อเปลี่ยนสมดุลอินซูลินตั้งแต่แรก เซลล์ร่างกายจะจดจำการเปลี่ยนแปลงนี้และพยายามทำให้มันคงที่แม้จะหยุดยาแล้ว
ความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์มากในเบาหวานชนิดที่หนึ่งที่กลไกหลักคือการทำลายเซลล์สร้างอินซูลิน แต่เบาหวานชนิดที่สองมีหลายกลไก จึงบอกสาเหตุเดี่ยวได้ยาก
8.แต่ผมเชื่ออีกอย่างว่า ระยะเวลากว่า 5-7 ปี ที่กลุ่มศึกษาเข้มงวดเคร่งครัดในการปฏิบัติตัว การอบรม วินัยการกิน การเปลี่ยนแปลงในระดับเกิดนิสัยทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวเปลี่ยนไป
แต่มันไม่มีหัวข้อวิจัยว่าผลแห่งการปกป้องมันเกิดจากเซลล์ปรับตัวและจดจำ หรือเกิดจากพฤติกรรมและนิสัย หรือเกิดจากเมื่อเซลล์จดจำและปรับตัวมันจึงนำพาไปสู่นิสัยและวินัยที่ต่อเนื่องกันแน่ …
เริ่มแอ๊บสแตร็กแล้ว พอดีกว่า
9.สรุปว่า เมื่อรู้ว่าเป็นเบาหวาน ก็รักษาด้วยการปฏิบัติตัวและใช้ยา ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มันช่วยได้จริง ตายลดลง ผลแทรกซ้อนลดลง อย่าดื้อ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าดินพอกหางหมู
10.ใครมีกำลังทรัพย์ ก็ช่วยกันบริจาคช่วยเพื่อน ๆ ภาคเหนือที่กำลังประสบอุทกภัยด้วยครับ และขอให้กำลังใจชาวเหนือให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย สูญเสียน้อยที่สุดครับ

05 กันยายน 2567

X-linked hypophosphatemia หนังสือฆาตกรรมนกกระเรียนพันตัว

 X-linked hypophosphatemia : บทความนี้มีการเฉลยเนื้อหาของหนังสือฆาตกรรมนกกระเรียนพันตัว หากใครต้องการอรรถรส (ที่เบลอ ๆ มึน ๆ) จากการอ่าน แนะนำข้ามไปอ่านนิยายก่อนนะครับ

ขอสรุปย่ออีกครั้ง คุณหมอมิสุกิ จิฮายะ ได้อนุมัติการชันสูตรพลิกศพของคุณพ่อของเธอ และพบข้อความพิสดารระบุเบาะแสคดี เขียนบนผนังกระเพาะ ต้องอาศัยความช่วยเหลือของคุณหมอชิโอริ พยาธิแพทย์ที่เป็นเพื่อนกัน ทั้งสองมุ่งมั่นที่จะค้นปริศนาจากเบาะแสที่เหลืออยู่
โรค X-linked hypophosphatemia เป็นโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกและแคลเซียม มีการดูดกลับแคลเซียมมากกว่าปกติ แต่นำไปใช้ได้ไม่ดีเพราะเสียฟอสเฟตออกไปมากมและมีการยับยั้งการสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ผู้ป่วยจึงอ่อนแอ กระดูกบาง หักง่าย อาจจะตัวไม่สูงมาก
1.เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน PHEX บนตำแหน่งโครโมโซม X ทำให้ PHEX protein ไม่ทำงาน และถ่ายทอดทางพันธุกรรมผ่านโครโมโซม X แบบยีนเด่นคือ ถ้าพ่อเป็นโรคคือพ่อมีโครโมโซม X ที่ผิดปกติ จะถ่ายทอดโครโมโซม X ไปสู่ลูกสาว ดังนั้นลูกสาวจะเป็นโรคนี้ … ในนิยายนั้นพ่อของจิฮายะ มีหลักฐานว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่ลูกสาวกลับแข็งแรงดี กระดูกสมบูรณ์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ใช่พ่อลูกกัน
2.เมื่อ PHEX protein ไม่ทำงานจะไม่มีตัวคอยยับยั้ง FGF23 จึงเกิดการทำงานเกินปกติของ FGF23 เสียฟอสเฟตไปทางปัสสาวะ ร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างฮอร์โมนพาราไธรอยด์เพื่อมาเพิ่มระดับฟอสเฟตและแคลเซียม จึงเกิดภาวะฮอร์โมนพาราไธรอยด์เกินปกติ (secondary hyperparathyroidim) … ในนิยาย ศพของพ่อของจิฮายะ มีต่อมพาราไธรอยด์ที่โตกว่าปกติ นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คุณหมอชิโอริ คิดถึง โรคในข้อหนึ่ง
3.นอกจากสมดุลของแคลเซียมและฟอสเฟตบกพร่อง ทำให้การสร้างกระดูกไม่สมบูรณ์ ในโรคนี้ยังทำให้โปรตีน osteopontin เพิ่มขึ้น เจ้าโปรตีนนี้ถ้ามีมากจะไปยับยั้งการสร้างกระดูกที่ดี ผลลัพธ์สุดท้ายกระดูกก็ไม่แข็งแรง … ประวัติคุณพ่อของคุณหมอจิฮายะ เป็นเด็กตัวเล็ก อ่อนแอ มีกระดูกหักหลายครั้ง ไม่สามารถออกกำลังกายหนักได้ แถมเวลาชันสูตรยังพบว่ากระดูกพรุนและบางผิดปกติเทียบกับในวัยเดียวกันอีกด้วย
4.ตามท้องเรื่อง คุณหมอทั้งสองแกะปริศนาอักษรบนผิวกระเพาะคุณพ่อได้ บ่งชี้ไปถึงที่ซ่อนศพที่เป็นเหยื่อรายที่ห้าของฆาตกรต่อเนื่องเมื่อ 28 ปีก่อน เมื่อไปพบศพ พบว่าเป็นโครงกระดูกเด็กอายุประมาณ 4-5 ปี ที่กระดูกสันหลังพรุนและบาง … ในบรรดาคนที่เกี่ยวข้องกัน มีคนที่น่าจะเป็น hypophosphatemic ricket อยู่ด้วยกัน แถมต้องปกปิดคดีปริศนา หรือว่าทั้งสองคนนี้จะเป็นพ่อและลูกสาวกันอย่างที่อธิบายในข้อหนึ่ง
5.ในหนังสือไม่ได้บอกผลการตรวจของคุณหมอจิฮายะ แต่บรรยายว่ามคุณหมอจิฮายะแข็งแรงมาก เป็นนักกีฬาต่อสู้ของมหาวิทยาลัย สามารถทนการทุบตีของคนร้ายได้ แถมยังลุกมาฟาดปากคนร้ายได้อีก …บอกเป็นนัย ๆ ว่าโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะเป็น ricket นัอยมากเลยนะ ยิ่งเป็นลูกสาวของคนที่เป็น X-linked hypophosphatemia ที่ควรรับโครโมโซม X ที่มียีนกลายพันธุ์มาเต็มที่ แต่กลับปรกติ หรือเขาไม่ใช่พ่อลูกกัน
เอาล่ะ สปอยล์ปนเปื้อนวิชาการแค่นี้ …คนไข้กลุ่มนี้ก็จะกระดูกหักง่าย ฟันผุ อาจมีโครงสร้างกะโหลกเบี้ยว โตช้า อ่อนแอ ปวดกระดูก ตรวจเลือดจะพบฟอสเฟตต่ำ แคลเซียมค่อนไปทางต่ำ ฮอร์โมนพาราไธรอยด์ขึ้นสูง ฟอสเฟตในปัสสาวะสูง การรักษานอกจากปรับสมดุลแคลเซียมฟอสเฟต มีการใช้ burozumab ที่ไปยับยั้ง FGF23 โดยตรงได้
ที่เหลือก็ไปซื้อหนังสือมาอ่าน ชอบมากเลย ใช้โรคทางการแพทย์เป็นแกนหมุนของเรื่อง และถ้าจบแบบหักมุมแบบนี้ยังไม่สะใจ คุณเป็นคนมาโซคิสม์ ชอบให้คนอื่นมาหลอกหักมุมเรื่องแล้วมีความสุข ให้ไปดูหนังเรื่อง 'มหาราชา' ทางเน็ตฟลิกซ์ที่เค้าโครงเรื่องคล้ายกันมาก ๆ เสียแต่ไม่มีเรื่องทางอายุรศาสตร์มาเกี่ยวข้องครับ

22 เมษายน 2567

Bompedoic acid ยาลดไขมันที่ไม่ปวดกล้ามเนื้อ

 Bompedoic acid ยาลดไขมันที่ไม่ปวดกล้ามเนื้อ

ยาลดไขมัน ที่เราหวังผลลดอุบัติการณ์ลดโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหลัก ส่วนระดับการลดไขมันใช้เพื่อเป็นตัวปรับขนาดยาที่ควรใช้ ปัจจุบันออกมามากมาย statin, ezetimibe, pcsk9i, siRNA, fibrate, omega-3 โดยยาหลักในปัจจุบันคือ statin เพราะประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ ราคาถูก เข้าถึงได้ง่าย หาก statin ใช้ไม่ได้จึงไปใช้ยาอื่น
ความเป็นจริงหลังจากที่แนวทางการลดความเสี่ยงได้เผยแพร่ใช้ เราคิดว่าจะลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง แต่กลับลดลงไม่ได้เท่าที่ควร ด้วยสาเหตุเรื่องของยา statin นี่แหละ
ไม่อยากใช้ยา กลัวผลข้างเคียง หรือเจอผลข้างเคียงขึ้นมาจริง ๆ และผลข้างเคียงที่ทำให้ต้องหยุดยามากที่สุดคือ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทำให้เราคิดค้นยาที่จะมาปิดจุดบอดของ statin ตรงนี้หลายตัว แต่ตัวที่จะมาพูดถึงวันนี้คือ bompedoic acid
bompedoic acid เป็น ATP lyase inhibitor ในขั้นตอนการสังเคราะห์โคเลสเตอรอล พูดภาษาชาวบ้านคือ มันยับยั้งการสร้างโคเลสเตอรอลในสายพานการผลิตเดียวกันกับที่ statin ออกฤทธิ์ แต่ยับยั้งคนละจุด (ก่อน statin) จุดเด่นของมันไม่ใช่ยับยั้งได้ดีกว่า แต่ว่ามันจะทำงานของมันที่ตับเท่านั้น ไม่ไปทำงานที่กล้ามเนื้อ มันจึงไม่เกิดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปิดจุดอ่อน statin
bompedoic acid ลด LDL ลงได้ประมาณ 25% ส่วนการลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามการศึกษาหลักคือ CLEAR outcomes trials ศึกษาในคนที่มีโรคหลอดเลือดแล้วหรือคนที่ยังไม่มีโรคแต่เสี่ยงสูง โดยไม่สามารถใช้ยา statin ต่อได้หรือต้องใช้แค่ขนาดต่ำมาก พบว่าใช้ bompedoic acid ขนาด 180 มิลลิกรัมต่อวัน ลดอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดได้ดีกว่ายาหลอก 13% และมีนัยสำคัญ โดยน้ำหนักไปทางโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาคือกรดยูริกในเลือดสูงและเพิ่มการเกิดเกาต์ เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ยาจดทะเบียนตำรับในไทยแล้วในชื่อ nexletol แต่ยังไม่รู้ว่าวางขายหรือยังครับ และยังมียาเม็ดรวมกับ ezetimibe อีกด้วย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในคนที่ทนยา statin ไม่ได้ และยังไม่อยากขยับไป PCSK9i หรือ small interfere RNA
ภาพ : เครื่อง AED หน้าห้าง yodobashi ที่อะคิฮาบะระ ดีจัง มี AED เยอะ

10 กุมภาพันธ์ 2567

metformin ยังมีที่ยืนอีกไหม

 metformin ยังมีที่ยืนอีกไหม .. มีสิ

ใครติดตามแนวทางการรักษาเบาหวาน จะเห็นว่าในยุคปัจจุบันสี่ห้าปีมานี้ มียาที่ได้รับการยกระดับขึ้นมาเป็น first line หรือยาตัวแรกที่ใช้รักษาเบาหวาน จากเดิมที่ยา metformin ยืนเดี่ยวมาหลายปี ด้วยเหตุว่ายาใหม่ ๆ สามารถแสดงผลการลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดได้ชัดเจน ภายในเวลาอันสั้น
แม้ว่าการศึกษาส่วนมากของยาใหม่ จะเป็นการ add on หรือเพิ่มยาตัวใหม่เข้าไปจากการรักษาเดิม เมื่อเทียบกับเพิ่มยาหลอกเข้าไปกับการรักษาเดิม ที่การรักษาเดิมจะมี metformin อยู่เสมอ
แต่เนื่องจากยุคปัจจุบัน มีการใช้ตัวชี้วัดหลากหลายของงานวิจัยไม่ต้องรอนาน และกลยุทธของยาใหม่ที่ทำวิจัยมากมายพร้อมยิงสู่วารสารต่าง ๆ รวมทั้งอีเว้นท์พร้อมกัน มันจึงปฏิเสธข้อมูลได้ยาก (หลักฐานเชิงประจักษ์ มันต้องมีข้อมูล ไม่ว่าผลลัพธ์จะดีหรือไม่ดี มันน่าเชื่อถือกว่า ไม่มีข้อมูล)
แต่ metformin ก็ยังอยู่ได้ เนื่องจาก ตัวยาสามารถลดน้ำตาลได้ดี ตัวยาแสดงผลลดโรคหลอดเลือดได้จริง (แต่ใช้เวลานานสักหน่อยจากข้อมูล UKPDS เนื่องจากระเบียบวิธีวิจัยที่เก็บข้อมูลแบบช้า) ผลข้างเคียงที่พบก็น้อยมาก หากใช้อย่างมีสติ ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุด จนทำให้ต้องเปลี่ยนยา คือ อาการไม่สบายท้อง วิธีแก้คือ กินหลังอาหาร
ส่วนผลข้างเคียงอันตรายคือ ทำให้เลือดเป็นกรดรุนแรง ซึ่งพบในบางภาวะคือร่างกายมีการเจ็บป่วยรุนแรงร่วมกับไตวายเฉียบพลัน จึงมีคำแนะนำให้ตรวจการทำงานของไตเป็นระยะขณะใช้ยา และปรับยาตามการทำงานของไต งดใช้ถ้าไตเสื่อมมาก (GFR น้อยกว่า 45) และควรงดยาถ้าป่วยรุนแรงเฉียบพลันวิกฤต
ในแง่ความคุ้มค่า ต้องนับว่าคุ้มมาก เพราะยาราคาถูกมาก แต่ได้ผลดีเกินราคา สามารถเข้าถึงได้ทุกสถานพยาบาลและร้านยา อยู่ในบัญชียาหลักด้วย มีหลายขนาดให้เลือกใช้
และยังมีการนำ metformin ไปผสมกับยาใหม่ ๆ ในรูป ยาเม็ดรวม ที่ทำให้กินยาง่ายขึ้นอีกด้วย (และยาใหม่ก็ขายได้มากขึ้นด้วย 55)
ดังนั้น ผู้ป่วยรายใดที่ใช้ยาอยู่ หรือกำลังจะเริ่มยา คุณหมอท่านใดใช้ยาอยู่หรือกำลังตัดสินใจจะเริ่มยา ผมขอบอกว่า metformin ยังมีที่ยืนชัดเจน ใช้ได้อย่างดี ท่ามกลางกระแสลมและน้ำอันเชี่ยวกรากของยาใหม่ ๆ ที่สวนทางกับค่าครองชีพและเงินในกระเป๋าของคนไทย
ผมใช้ยาใหม่ไหม..ใช้เยอะมาก
ผมใช้ metformin ไหม ...ใช้เยอะมาก
อย่าลืมว่า เป้าหมายคือ รักษาคนไข้ไม่ให้เกิดอันตราย โดยสมดุลในทุกมิติครับ
ปล. ใคร ๆ ก็อ่าน fourth wing ไหนลองดูซิว่า มันแค่ไหนกัน กดมาหลังหกเล่มต้นปีจบไปแล้ว

04 มกราคม 2567

การตรวจตาในผู้ป่วยเบาหวาน

 การตรวจตาในผู้ป่วยเบาหวาน

ถือเป็นความสำคัญมากเพราะโรคเบาหวานเป็นสาเหตุของตาบอดที่พบมากที่สุดในผู้ใหญ่ และเป็นสิ่งที่คัดกรองได้ง่ายป้องกันรักษาได้ดี
1.ไม่มีอาการ หากมีอาการคือมีโรคมากแล้ว มีเลือดออกในลูกตาแล้วหรือจอประสาทตาเสียหายแล้ว หรือตาบอดแล้ว ดังนั้นการคัดกรองและป้องกันจึงสำคัญ
2.เบาหวานชนิดที่สอง คือ เบาหวานส่วนใหญ่ที่เราเป็น แนะนำให้ตรวจตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยต่อไปก็ปีละครั้ง จนควบคุมได้ดีสามารถยืดเป็นสองปีครั้งก็ได้ (มีการศึกษาสามปีครั้ง แต่อย่าเลย) ส่วนเบาหวานชนิดที่หนึ่งก็ตรวจภายในห้าปีแรกหลังวินิจฉัย หลังจากนั้นก็ทุกปีและยืดเป็นสองปีได้หากคุมเบาหวานได้ดี
3.ตรวจคัดกรอง..แนะนำคัดกรองด้วยการถ่ายภาพจอประสาทตา มันทำได้ง่าย ทำได้ครั้งละหลายคน ไม่ต้องขยายม่านตา จะใช้ AI หรือใช้ตาคนตรวจจับความผิดปกติก็ได้ หากมีความผิดปกติแนะนำให้มาตรวจซ้ำโดยการขยายม่านตาตรวจอีกครั้ง
4.หากเจอความผิดปกติ การรักษาอันดับหนึ่งและสำคัญมากคือ …"ควบคุมเบาหวานให้ดี" หรือหากจะมองอีกมุมคือต้องควบคุมให้ดีก่อนที่จะเกิดเบาหวานขึ้นตา อันนี้จะมีประโยชน์หากเจอเบาหวานขึ้นตาระยะต้น แสดงว่าที่ผ่านมาคุมไม่ดี และมันถึงเส้นตายที่ต้องทำแล้ว
5.การรักษามาตรฐาน คือ ป้องกันการความเสียหายต่อจอประสาทตา ไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง ไม่ให้หลอดเลือดที่ผิดปกติเกิดลุกลามฉีกขาด มีการรักษาสองอย่างคือ การยิงเลเซอร์ที่จอประสาทตา และการฉีดสารต้านการเจริญหลอดเลือดเข้าไปในวุ้นลูกตา
6.ตามแนวทางการรักษา ADA ที่แสนขยัน ทำอัพเดตมาทุกปีใหม่ แนะนำใช้เลเซอร์ก่อน ทำได้หลายที่ ราคาไม่แพงมาก ป้องกันได้ดี ตัวเลขจากการศึกษาบอกว่าสามารถป้องกันความเสียหายลุกลามได้ อ้างอิงจากข้อมูลการศึกษาในปี 1978 จาก 16% ลงมาที่ประมาณ 6%
7.สำหรับการฉีดสารชีวภาพต้านการเจริญของหลอดเลือด (endothelial growth factor receptor) โดยฉีดเข้าไปที่วุ้นในลูกตา (intravitreus) เช่น bevacizumab, aflibercept เป็นทางเลือกในการรักษาได้ แต่ระดับคำแนะนำเท่ากันนะครับ อาจต้องพิจารณาถึงการเข้าถึง ราคาและความชำนาญในการฉีดด้วย หรือหากคุณหมอจักษุเห็นว่าควรฉีดได้เลยเช่น macular edema
8.ผู้ป่วยเบาหวานที่จะตั้งครรภ์ ต้องมีการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลการศึกษาพบว่าการตั้งครรภ์เป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มการเกิดจอประสาทตาบกพร่องจากเบาหวาน เพราะฉะนั้นหากคุณเป็นสุภาพสตรีที่เป็นเบาหวานแล้วต้องการมีบุตร คุณต้องเคร่งครัดในการรักษา คือนอกจากเบาหวานที่เกี่ยวเนื่องจากการตั้งครรภ์แล้วยังมีเรื่องของจอประสาทตาด้วย และหากเริ่มมีความผิดปกติ แนะนำรักษาก่อนตั้งครรภ์
9.นอกจากการคุมเบาหวานให้ดีและยิงเลเซอร์หรือฉีดยาในวุ้นลูกตา ยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำเพื่อลดโอกาสการเกิดจอประสาทตาจากเบาหวานด้วย คือ การควบคุมความดัน การเลิกบุหรี่ การควบคุมไขมันในเลือด
10.การควบคุมเบาหวานเพื่อป้องกันการเกิดผลแทรกซ้อนต่อจอประสาทตา ไม่ได้ขึ้นกับชนิดของยาเบาหวาน (อันนี้ต่างจากการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด) แต่ขึ้นกับระดับน้ำตาลและการรักษาที่ได้เกณฑ์ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะใช้ยาอะไร ก็ป้องกันเบาหวานขึ้นตาได้ถ้าควบคุมได้เป้าหมายและส่งตรวจคัดกรองตามกำหนด

บทความที่ได้รับความนิยม