แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบประสาทและสมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบประสาทและสมอง แสดงบทความทั้งหมด

08 กันยายน 2569

ยาฆ่าเฃื้อที่กระตุ้น myasthenia gravis

 เรื่องเล่า : ความรู้ที่ปลายนิ้ว : myasthenia gravis

ผู้ป่วยรายหนึ่งโทรมานัดหมายเพื่อปรึกษาเรื่องยา หมอชราจึงแปลงร่างเป็นเภสัชกรจำเป็น ที่อยากเล่าให้ฟังคือ ความตื่นรู้ของคนไข้ครับ
ผู้ป่วยหญิงวัยเริ่มทำงาน นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แฟนหนุ่มมาปรึกษา เธอเป็นผู้ป่วยโรคมัยแอสธีเนีย กราวิส (myasthenia gravis) ใช้ยา pyridostigmine เพื่อเพิ่มสัญญาณประสาท และยากดภูมิคุ้มกัน azathioprene ตอนนี้ควบคุมโรคได้ดี เธอป่วยมาตั้งแต่เรียนมัธยม และแฟนคนนี้ก็ดูแลกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม มหาวิทยาลัย จนเรียนจบมาทำงาน
สองวันก่อนเธอปัสสาวะขัด แสบ ปัสสาวะบ่อย ไม่มีไข้ ด้วยความที่เลิกงาน 1800 น. สถานพยาบาลตามสิทธิปิดบริการแล้ว เธอจึงไปร้านยา หวังผลกินยาแล้วดีขึ้น จะได้ไม่ต้องลางาน ที่ร้านยาให้ยา ciprofloxacin มารับประทาน กำชับกินยาให้หมดและดื่มน้ำมาก ๆ
เธอกินยาไปหนึ่งเม็ด วันนี้ตอนเช้าขณะที่กำลังจะกินยาเม็ดที่สอง แฟนเธอถามว่ายาอะไร จะไม่ไปตีกันกับยาเดิมหรือ และเธอก็ไม่ได้แจ้งร้านยาว่าเธอมีโรคประจำตัวใด ไม่ได้แจ้งว่ากินยาใดอยู่
หลังจากนั้นสองหนุ่มสาวค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบว่ายาที่ต้องระวังสำหรับผู้ป่วย myasthenia คือยาฆ่าเชื้อกลุ่ม aminoglycoside, fluoroquinolones, macrolide เพราะอาจทำให้โรค myasthenia แย่ลงจนอันตรายได้
และค้นต่อพบว่า ciprofloxacin คือยากลุ่ม fluoroquinolones ---คือตระกูล floxacin ทั้งหลายนี่แหละครับ---
ก็เลยพากันมาปรึกษาเภสัชกรจำแลงที่คลินิก
ต้องชื่นชมในสติ การระมัดระวังตัว การใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์ และมาปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
โดยทั่วไปติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในสตรี เราไม่จำเป็นต้องให้ยาฆ่าเชื้อครับ ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ ขับออกมาก ๆ ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ หรือในผู้ป่วยรายนี้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน จะเลือกใช้ nitrofurantoin, co-trimoxazole, fosfomycin ก็ได้ แต่ยากลุ่มนี้อาจไม่แพร่หลาย จะเลือกใช้ยา cephalosporin แบบกินแทนที่ก็ได้
ไม่ทำให้โรค myasthenia แย่ลง
และเน้นย้ำการรักษาความสะอาดท่อปัสสาวะ ทวารหนัก เวลาขับถ่าย รวมทั้งการทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอก หลังจากมีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ที่เสียดสีรุนแรง
น่าชื่นใจแทนผู้ป่วย ที่มีแฟนหนุ่มคอยดูแลอย่างดี และทั้งคู่มีทักษะการใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่ดี และมาปรึกษาเมื่อไม่มั่นใจ

07 กันยายน 2569

ยาคุมกำเนิดและยากันชัก

 มีน้องผู้หญิงอายุเกือบสามสิบปี มาปรึกษาเรื่องการกินยาเม็ดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ เธอตั้งใจอยากมีลูกในช่วงปีหน้าปลายปี ตอนนี้ยังขลุกขลักเรื่องงาน

ผมแนะนำว่าเมื่อไรหยุดคุมกำเนิดก็เริ่มยาได้เลย วันละเม็ด ยาไม่แพง ปฏิกิริยาก็น้อยมาก คุ้ม !!!
ช่วยลดโอกาสเกิดความพิการของกระดูกสันหลังและไขสันหลังในเด็กได้
ถามต่อว่าแล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีใด คำตอบที่ได้คือใช้ยาคุม ผมแนะนำว่าก็สะดวกดี อยากมีจึงหยุดยา แล้วถามต่ออีกว่ามีโรคประจำตัวอื่นไหม ...
คำตอบที่ได้ คือ ปลายประสาทอักเสบ ใช้ยา carbamazepine อยู่ ผมนิ่งไปพักหนึ่ง เธอบอกว่าเธอตรวจยีนแพ้ยาแล้ว และใช้ยาแล้วไม่แพ้ โอเค นั่นดี เพราะการตรวจยีน HLA B* 15:02 ช่วยระบุโอกาสแพ้ยาได้
แต่ว่ายากันชักกับยาคุมกำเนิดเป็นสิ่งต้องคิด
ยากันชักยุคเก่า (แต่ใช้ดีอยู่นะ) เช่น phenytoin, carbamazepine, phenobarbital, primidone รวมยากลุ่มใหม่ตัวนี้คือ oxcarbazepine จะทำให้ประสิทธิภาพยาคุมกำเนิดลดลง อาจตั้งครรภ์ก่อนกำหนดที่คาดได้
ยายุคใหม่ (ผลข้างเคียงต่ำกว่า การคุมชักดีพอกัน) เช่น lamotrigine, levetiracetam, lacosamide, gabapentin จะไม่ค่อยยุ่งกับยาคุม มียายุคเก่าอีกตัวที่ไม่ค่อยยุ่งกับยาคุมกำเนิดคือ valoroate
และยาคุม อาจไปลดระดับยากันชัก lamotrigine ได้
เลยต้องคุยกันยาว....
สรุปว่า สุภาพสตรีที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ต้องพิถีพิถันเรื่องการใช้ยากันชัก (ที่อาจจะไม่ใช่แค่เพียงรักษาชัก)หรือ เลือกวิธีคุมกำเนิดให้เหมาะสมกับการใช้ยาโรคประจำตัว
ฝากไปบอกสุภาพสตรีที่ไม่ใช่ผู้ติดตามเพจนี้ด้วย เพราะส่วนมากสุภาพสตรีที่ติดตามเพจนี้ "เสี่ยงต่ำ" ครับ

01 กันยายน 2569

statin กับสมองเสื่อม

 

statin กับสมองเสื่อม
จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรคแล้ว แต่ส่วนมากเป็นการศึกษาขนาดไม่ใหญ่มากนัก
หน่วยงานสุขภาพของเดนมาร์กเลยจัดหนักให้ ใช้ตัวอย่างขนาดเป็นแสน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นำเสนอในงานประชุมสมาคมแพทย์โรคหัวใจยุโรป และลงตีพิมพ์ใน Lancet
เก็บรวบรวมผู้ที่ไม่เคยได้ยา statin มาก่อนเลยและได้รับการวินิจฉัยเบาหวานรายใหม่ ในช่วงปี 2006-2019 เรียกว่าเป็นกลุ่มในยุคปัจจุบัน แนวทางการรักษาปัจจุบัน ความทันสมัยของการตรวจในยุคปัจจุบัน
ผู้ป่วยทั้งหมด 132,585 ราย อายุเฉลี่ย 60 ปี LDL เฉลี่ยที่ 125 mg/dL เก็บข้อมูลใน 3 กลุ่ม
-กลุ่มแรก ไม่ได้ยา statin เลยในห้าปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสอง ได้ยา statin ในช่วงไม่เกินสามปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสาม ได้ยา statin ทันทีเลย (ไม่เกินปีแรก)
ติดตามเฉลี่ย 7.1 ปีแล้ววัดผลว่ามีการเกิดสมองเสื่อม (demantia) ในทุกแบบเป็นจำนวนเท่าไร และแยกย่อยตามเพศ ตามโรคอัลไซเมอร์ ตามโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
ผลรวมการเกิดสมองเสื่อมทั้งหมดออกมาว่า
-กลุ่มไม่ได้ statin 3.9%
-กลุ่มได้ statin ภายในสามปี 3.5%
-กลุ่มได้ statin แต่แรก 3.3%
ผลย่อย ๆ ทั้งหลายออกไปทางเดียวกัน คิด relative risk reduction ได้ 15% แต่ถ้ามาดู absolute risk reduction แตกต่างกันน้อยมาก (0.38%)
ผลการศึกษาของผู้ทำวิจัยเขาแปลว่า statin ช่วยลดสมองเสื่อม แต่ที่ผมสนใจและอยากเน้นย้ำประเด็นแรกที่ยกมาแต่ต้นคือ การใช้ statin **ไม่ได้เพิ่มการเกิดสมองเสื่อมแต่อย่างใด** โดยคนที่เริ่ม statin เป็นกลุ่มคนที่พื้นฐานเท่ากัน และศึกษาในคนประมาณ 130,000 ราย
เพิ่มความมั่นใจในการใช้ statin มากขึ้นครับ
<open access>
Ternhamar T, Johansen M, Nordestgaard B et al.
Association between timing of statin treatment after diabetes diagnosis and risk of dementia: a nationwide observational study
The Lancet Regional Health – Europe, 2026; 0

25 มิถุนายน 2569

lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์



lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อม (demantia) มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากความเสื่อมของเซลล์และความเสียหายสะสมในระยะยาว แต่มีโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่เกิดในคนอายุไม่ชรามากนัก มีโอกาสเกิดสูงขึ้นในคนที่ประวัติเครือญาติมีโรคนี้ ความเสื่อมที่สูญเสียเป็นหลักคือ ‘ความจำ’ จำไม่ได้ว่าเธอคือใคร จำไม่ได้ว่าฉันคือใคร จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไร จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปแล้ว โรคนั้นคืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

มาอ่านเรื่องราวที่มาของโรคได้ที่นี่
https://medicine4layman.blogspot.com/.../alzheimers...

โรคอัลไซเมอร์ มีสาเหตุจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมองที่ชื่อว่า beta amyloid โปรตีนที่ผิดปกตินี้เกิดจากกระบวนการตัดแต่งโปรตีนที่บกพร่อง ความผิดปกตินี้มาจากยีนที่บกพร่องร่วมกับการอักเสบเรื้อรังจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อโปรตีนสะสมมากเข้าหน้าที่การทำงานของเซลล์สมองจึงบกพร่อง

ที่ผ่านมาเรารักษาอาการสมองเสื่อมโดยใช้ยา choline esterase inhibitor ทำให้สารสื่อประสาทมันอยู่นานขึ้น ทำงานของมันได้นานขึ้น ชดเชยความเสื่อมถอยลงได้ แต่ไม่ได้ไปปรับแต่ง ‘สาเหตุ’ ของโรคคือการสังเคราะห์บีต้าอะไมลอยด์ที่บกพร่อง และสะสมต่อเนื่อง

ยา lecanemab เป็นโปรตีนสังเคราะห์ชนิด monoclonal antibody ที่จะไปจับกับบีต้าอะไมลอยด์ที่ผิดปกตินั้น เปิดสัญญาณและเปิดสวิตช์ให้ร่างกายกวาดล้างโปรตีนที่บกพร่องนี้ออกไปได้ จากเดิมที่ไม่มีกลไกใดมาทำลายโปรตีนผิดปกตินี้ได้เลย เรียกว่ารักษาที่สาเหตุโรค และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าการสะสมบีต้าอะไมลอยด์ทำให้เกิดโรค หากเอาบีต้าอะไมลอยด์ออกไปโรคจะดีขึ้นหรือไม่แย่ลงจากเดิม

เป็นที่มาของการศึกษา CLARITY-AD ว่าการให้ยา lecanemab ชนิดหยดเข้าหลอดเลือดลดความเสื่อมลงได้ 27% ในเวลา 18 เดือนและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเมื่อให้ยาต่อเนื่องไปอีกจะชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ชัดเจน เราเรียกยาเหล่านี้ว่า Disease Modifying Agents ที่เราเคยรู้จักในยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหืด ยาที่ไม่ได้รักษาแต่อาการแต่ควบคุมสภาพโรคไม่ให้เกิดความเสียหาย

**แวะก่อนไปต่อ ก่อนหน้านี้มียา aducanumab เป็นยาปรับแต่งโรคที่ได้รับการรับรองแบบด่วนนำมาใช้ แต่เมื่อมาทบทวนภายหลังพบผลการศึกษาที่ขัดแย้ง การยุติการศึกษาก่อนกำหนด และผลข้างเคียงการเกิดเลือดออกที่สูง จนทำให้ aducanumab ต้องยุติการจำหน่ายไป **

จะเห็นว่าตัวยาน่าจะมีชื่อเสียงมานานแล้ว แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะติดปัญหาสำคัญคือผลระยะยาวและความไม่สะดวกที่ต้องมาหยดยาที่ รพ. ทุกสองสัปดาห์ (คิดว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะลำบากขนาดไหน) แต่ที่มาโด่งดังมากด้วยสาเหตุสองประการ

หนึ่ง..ผลการศึกษาต่อเนื่องจาก CLARITY-AD ที่ทำการศึกษาต่อและยาวนานขึ้น พบว่ายังสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ต่อเนื่อง (และยังไม่ได้คำตอบว่าจะให้ยาไปนานแค่ไหน)

สอง..การพัฒนายาจากหยดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล มาเป็นแบบหลอดฉีดยาสำเร็จฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง ฉีดเองที่บ้าน สามารถปิดจุดด้อยสำคัญคือการพาผู้ป่วยมาหยดยาที่โรงพยาบาล

ทำให้การรักษาอัลไซเมอร์มีความหวังขึ้นมาอีกมาก และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการการรักษาโรคนี้ ในอีก 5-10 ปี น่าจะพัฒนาไปไกลขึ้น พวกเราน่าจะเริ่มมีหวัง อ้อ..มันรักษาได้เฉพาะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ และได้รับการพิสูจน์การมีอยู่ของโปรตีน beta-amyloid ด้วยวิธีทำ amyloid PET-CT มาแล้วเท่านั้น สมองเสื่อมจากเหตุอื่นใช้ยานี้ไม่ได้นะครับ

อีกหนึ่งปรากฏการทางการแพทย์ที่น่าสนใจในรอบปีนี้เลยทีเดียว

 

01 พฤษภาคม 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป
ระยะการรักษาหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้น ต้องเร็วมต้องประสานงาน ต้องตัดสินใจ แน่นอนว่ามีสำเร็จ มีผิดพลาด มีล้มเหลว แต่ชีวิตต้องเดินต่อไปครับ หลังจากผ่านช่วงเร่งด่วนแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและป้องกันการเกิดซ้ำ
ขอบอกว่าขั้นตอนการฟื้นฟู (rehabilitation) คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการหายหรือกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การรักษาก่อนหน้านี้เพียงเพื่อเปิดหลอดเลือด (revascularization) และให้ยาเป็นเพียงเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ (secondary prevention)
1.หลังให้ยาหรือใส่สายสวนแล้ว แนะนำรอ 24 ชั่วโมงจึงประเมินซ้ำทั้งร้อยละการหายหรือโอกาสเลือดออก เราจะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวเลือด ยาเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันสูง ใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทุ่มเทเวลาให้การเปิดหลอดเลือดเต็มที่ในช่วงแรกและลดโอกาสเลือดออก
2.ประเมินทำกายภาพบำบัดได้เลย หลังอาการคงที่ คุณหมอกายภาพและนักกายภาพจะเข้าถึงคนไข้โดยเร็ว มีการศึกษาว่าฟื้นฟูเร็ว โอกาสสำเร็จจะเร็ว ไม่ว่าจะประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การพูด ความเข้าใจ การทำตามสั่ง การหายใจ โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องประเมินทุกรายคือ ‘ความสามารถในการกลืนและโอกาสการสำลัก’ ผู้ป่วยอัมพาตส่วนมากจะเสียชีวิตจากภาวะสูดสำลัก และหากการกลืนแย่ ภาวะดูแลโภชนาการและการให้ยาจะลำบากมาก
3.เครื่องมือสองชนิดที่น่าสนใจและกล่าวถึงในแนวทาง คือ
หากประเมินการกลืนและฝึกด้วยวิธีมาตรฐานแล้วยังได้ผลไม่ดีพอ มีทางเลือกการใช้ pharyngeal electrical stimulation การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนคงไม่สามารถทำได้อย่างแพร่หลายในไทย ดังนั้นการฝึกกลืน ฝึกพูดตั้งแต่แรกจึงสำคัญมาก
อีกอย่างคือการใช้ intermittent pneumatic compression กางเกงแบบที่สูบลมเข้าออกเป็นจังหวะคอยบีบไล่เลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่ขา ในกรณีขยับไม่ได้ และเหตุผลเดียวกันกับการกระตุ้นไฟฟ้า คือหายากในไทย คำตอบจึงเหมือนเดิม การประเมินและการฝึกกายภาพจึงมีความสำคัญมาก ต้องทำเร็ว ทำถูกวิธีและทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ
4.อันนี้เขียนมาในทุกแนวทางและหลายปีมาแล้วด้วยว่า neuroprotective agents ยาหรืออาหารเสริมหรือสารเคมีใดที่บอกว่าช่วยปกป้องสมอง ฟื้นฟูเซลล์ เพิ่มโอกาสฟื้นตัว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ 'ไม่แนะนำ' ไม่เกิดประโยชน์ใด ในทางตรงข้ามกลับเกิดความสิ้นเปลือง โอกาสแพ้ยาหรือผลข้างเคียงและโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นด้วย …ปรึกษากายภาพบำบัดดีกว่าครับ
5.หญิงตั้งครรภ์ สามารถใช้แนวทางนี้ได้นะครับ ให้ยาสลายลิ่มเลือด ใส่สายสวน แม้จะไม่ได้มีการศึกษาชัดเจน แต่หลักฐานเก็บข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแนะนำรักษาตามปกติ เพราะหากแม่มีความพิการเกิดขึ้น ลูกน่าจะอยู่ลำบากทีเดียวครับ และควรรีบตัดสินใจ รีบคุยปรึกษาให้ดี ก่อนจะให้ยา (ต้องเร็วด้วย)
6.การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน ยาป้องกันการแข็งตัวเลือด (ในบางกรณี) ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะหยุดยา จะพักยา จะเปลี่ยนยา ปรึกษาหมอที่รักษาก่อนนะครับ และเมื่อมีหลอดเลือดสมองตีบแล้ว โรคหลอดเลือดอื่นก็ต้องประเมินด้วย เบาหวานความดัน ไตเสื่อม ยูริกเกิน หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดส่วนปลาย รักษาโรคเดิมให้ดี
จบซีรี่ส์ยาวสำหรับสิ่งที่ประชาชนน่าจะเข้าใจในแนวทางนี้ ผมคิดว่าแนวทางนี้ค่อนข้างสมบูรณ์และร่วมสมัย น่าจะอีกนานพอควรกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับหลักการออกมาอีก อาจจะมีศัพท์วิชาการบ้าง ก็ถือว่าค่อย ๆ เรียนรู้กันไปครับ


 

30 เมษายน 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : ใส่สายสวน ผ่าตัดแก้ไข


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ ใส่สายสวน ผ่าตัดแก้ไข
ในระยะเวลา 10 ปีมานี้ นอกเหนือจากเทคโนโลยีการตรวจถ่ายภาพรังสีที่สามารถดูหลอดเลือดในสมองได้ ด้านหน้าด้านหลัง ด้านตื้นด้านลึก กิ่งก้านสาขาทั้งหลาย ยังสามารถบอกได้ว่าตำแหน่งแรกที่มีการตีบ (ischemic core) อยู่ตรงไหน ขนาดเท่าไร และส่วนที่กำลังจะขาดเลือดและตาย แต่ยังไม่ตายและกำลังจะช่วย (penumbra) ขนาดเท่าไร ช่วยทันหรือไม่
เทคโนโลยีการใส่สายสวนทางหลอดเลือดแดงไปสู่หลอดเลือดสมอง ไต่ไปที่จุดตีบแล้วจัดการดึงเอาลิ่มเหลือที่อุดออกมา สามารถทำได้เร็ว มีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญสาขานี้มากขึ้น ทำให้การใส่สายสวนหลอดเลือดแดงเพื่อรักษาหลอดเลือดสมองตีบตันได้รับการบรรจุเป็นสิ่งควรทำในแนวทางนี้ด้วย
1.การประเมินการรักษา endovascular treatment จะทำตั้งแต่แรกพร้อมกับการประเมินอื่น ๆ ไม่ว่าการถ่ายภาพ การติดต่อประสานงานหรือส่งต่อไปสถาบันที่ช่วยได้ การประสานงานตำรวจจราจรช่วยเปิดทาง แต่จะไม่รอให้การรักษาให้ยาทางหลอดเลือดดำเสร็จสิ้น เรียกว่าทำพร้อมกันเพื่อรักษาเวลา และหากต้องประเมินก็จะทำต่อไปแม้แต่การให้ยาทางหลอดเลือดดำยังไม่จบสิ้น
2.ในต่างประเทศยังทำได้น้อย ในประเทศไทยก็น้อยมากเช่นกัน ส่วนมากสถาบันที่ทำได้คือโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน (แน่นอนว่าแพงมาก) แต่หากคนไข้มีโอกาส แนะนำให้ทำครับ หลักฐานทางการแพทย์ต่าง ๆ แนะนำเป็นระดับ Ia ประโยชน์มากกว่าโทษอย่างชัดเจน ด้วยความหนักแน่นหลักฐานระดับสูงสุด
3.สิ่งที่จะมาพิจารณาทำการรักษานี้ นอกจากความพร้อมของทีมและอุปกรณ์แล้ว คือ เงื่อนไขของผู้ป่วยครับ ขออธิบายให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจแนวทางกันเล็กน้อยดังนี้
ระยะเวลา 0-6 ชั่วโมง จะต้องมีเอ็กซเรย์หลอดเลือด CT angiogram หรือ MRA
6-24 ชั่วโมง ต้องเพิ่ม perfusion scan ซึ่งต้องฉีดสารทึบรังสี ไม่ว่าจะเป็น CT หรือ MRI เข้าโปรแกรมตรวจ perfusion ซึ่งต้องระบุจุดที่สงสัยจะตีบด้วย
ต้องเป็นการตีบของหลอดเลือดขนาดใหญ่ (large vessel occlusions : LVO) ทราบได้จากการตรวจร่างกายทางประสาทวิทยาเช่น มืออ่อนแรงด้วยพร้อมกับพูดสับสน หรือมีอาการแสดงของผิวสมองพิการ (cortical lobe signs)
LVO ก็จะเห็นได้จากพื้นที่เสียหายจากภาพ MRI หรือ CT เป็นการยืนยัน เช่นพื้นที่ขาดเลือด หรือ mode ต่าง ๆ ของเครื่อง MRI เช่น DWI,FLAIR
4.ข้อมูลที่ได้ก่อนหน้านี้คือ
NIHSS ระดับคะแนนที่บอกความพิการความรุนแรงของอัมพาตที่เกิด ระดับคะแนนยิ่งสูงยิ่งรุนแรง ในการรักษาด้วยหัตถการหลอดเลือดมักจะต้องมี NIHSS ตั้งแต่ 6 คะแนนครับ จึงคุ้มค่าและมีประโยชน์
ระบบคะแนนคือ mRS ระบบคะแนนที่บอกถึงผลกระทบต่อชีวิต คะแนนยิ่งต่ำหมายถึงต้องพึ่งพาคนอื่นในการดำรงชีวิต ช่วยเหลือตัวเองลำบาก การรักษาหัตถการหลอดเลือดมักจะมี mRS กำหนดไม่เกิน 1
ASPECTs (Alberta Stroke Program Early CT scores) คะแนนคิดเริ่มต้นจากเต็ม 10 หากมีพื้นที่ได้รับความเสียหายจากหลอดเลือดตีบมากแค่ไหนก็ลบออกไปเรื่อย ๆ (มีโปรแกรมคำนวณและเอไอช่วย) เช่น การทำ EVT ภายใน 6 ชั่วโมง นอกจากมีภาพเอ็กซเรย์หลอดเลือดแล้ว ระดับคะแนน ASPECTs ต้องอยู่ที่เกิน 3
จะเห็นว่าแม้ข้อมูลชัดเจน แต่กว่าจะครบเกณฑ์ก็ยากมาก เป้าหมายให้ยาทางหลอดเลือดดำจึงเป็นจริงในทางปฏิบัติมากกว่า
5.มีการผ่าตัดแก้ไขรักษาหลอดเลือดตีบเฉียบพลันเช่นกัน ตามปกติเมื่อให้ยาหรือทำหัตถการ จะมีการแจ้งศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมองให้ทราบไว้เลย เพราะอาจเกิดเหตุที่ต้องปรึกษาแก้ไขทุกเวลา โดยการผ่าตัดจะทำในกรณี เลือดออกหลังให้ยาสลายลิ่มเลือดแล้วไม่หยุดและเริ่มอันตราย (พบน้อยมาก) ที่พบมากกว่าคือ เนื้อสมองส่วนที่ตีบเริ่มมีอาการบวม ขยายขยาดจนไปกดเบียดสมองส่วนที่ดี หมอผ่าตัดจะเปิดกะโหลกออกและใส่สายระบายความดัน เพื่อช่วยเหลือชั่วคราว แต่ชั่วคราวนี้คือ รักษาชีวิตได้นะครับ


 

29 เมษายน 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : ให้ยาสลายลิ่มเลือด ให้ได้ไหม เสี่ยงดีไหมนะ


 

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ ให้ยาสลายลิ่มเลือด ให้ได้ไหม เสี่ยงดีไหมนะ
สำหรับประเทศไทยแล้ว นับว่านี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หรือแม้แต่ในโลกนี่ก็คือทางเลือกแรก ถ้าเรามาทันเวลาใน 4.5 ชั่วโมงให้คิดการรักษานี้ไว้ก่อนเสมอ เร็ว ง่าย ได้ผล ในประเทศไทยเรามี thrombolytic drugs ทุกจังหวัดครับ
ข้อสำคัญในแนวทางนี้ที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือการพิจารณาความพิการและผลกระทบต่อการใช้ชีวิต (disability) คือแม้เสียการทำงานเพียงจุดเล็กน้อยแต่หากมันส่งผลยิ่งใหญ่กับชีวิต ก็ควรให้ยา เช่น เป็นนักวาดรูปแล้วอัมพาตมือที่ถนัด อันนี้จบข่าวเลย และในทางตรงข้ามในกรณีอาการไม่รุนแรง และความพิการไม่ส่งผลต่อชีวิต แบบนี้ไม่ให้ยาสลายลิ่มเลือดแต่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดแทน
อย่างที่สองคือ ยกระดับยาสลายลิ่มเลือด tenecteplase ให้มาใช้เป็นยาตัวแรกได้ มันมีข้อดีที่ฉีดพรวดเดียวได้เลย เร็ว โอกาสผิดพลาดน้อย การเตรียมยาไม่ยุ่งยากเหมือนตัวเดิมคือ alteplase ที่ต้องฉีดก่อน 10% และหยดตามที่เหลือ เรามีใช้ก่อนหน้านี้ในโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน สำหรีบประเทศไทยน่าจะค่อย ๆ พัฒนาไปครับ
1.อย่ารอ อย่าเสียโอกาส ผลเลือดการทำงานไต การแข็งตัวเลือดยังไม่ออก สามารถให้ยาได้ก่อน (ถ้าผิดปกติรุนแรงค่อยหยุด) กินยาต้านเกล็ดเลือดสองตัวพร้อมกันก็ให้ได้ กินยาป้องกันเลือดแข็งตัวใหม่ (DOACs) ก็ให้ได้
2.สองสิ่งที่ต้องทำก่อนให้ยาคือ อธิบายข้อดีข้อเสียและโอกาสอันตรายให้ญาติฟัง และหากความดันโลหิตสูงกว่า 180/105 ให้ฉีดยาลดความดันลงมาแล้วให้ยาสลายลิ่มเลือด นอกจากนั้นให้ก่อน แก้ทีหลัง หรือหยุดเมื่อต้องหยุดเช่น อาเจียนรุนแรง ซึมลง เลือดออก
3.มีโอกาสเลือดออกหลังให้ยาได้ ต้องบอกแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ไม่เสียชีวิต เพราะยาสลายลิ่มเลือดมันทำงานสั้นมาก เดี๋ยวก็หมดฤทธิ์และสามารถให้สารการแข็งตัวเลือดไปแก้ไขได้ จากการศึกษาคนที่ต้องให้ยา ก็มีคนที่เลือดออกเช่นกัน แต่เกือบทั้งหมดไม่ตายและสามารถแก้ไขความพิการได้
4.ถ้าต้องตรวจต่อ ให้ทำต่อได้เลยไม่ต้องรอยาหมด ถ้าไม่เข้าข่ายตรวจต่อ ต้องประเมินอาการและเอ็กซเรย์ซ้ำใน 24 ชั่วโมง รวมทั้งเฝ้าระวังอื่น ๆ น้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต เลือดออกตามจุดต่าง ๆ ปกติจะชะลอการให้ยากันเลือดแข็งใน 24 ชั่วโมงแรกหลังได้ยา ชะลอการใส่สายสวนต่าง ๆ ใน 24 ชั่วโมง ยกเว้นจำเป็นจริง ๆ
5.การให้ออกซิเจน การลดความดัน การควบคุมน้ำตาล ทำเมื่อจำเป็นและอันตรายถึงชีวิตเท่านั้น ในช่วงร่างกายเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เราแค่ตรวจจับให้เร็วและรักษาเท่าที่จำเป็น ผู้ป่วยต้องอยู่ใน ICU หรือ Stroke Unit นะครับ ผลการควบคุมที่ดี มีความสำคัญไม่แพ้การคัดเลือกคนไข้มาให้ยา
6.เรื่องข้อห้ามเด็ดขาดการให้ยา ทางรพ.จะมีเช็คลิสต์เลยครับ ถ้าไม่มีข้อห้ามต่าง ๆ เหล่านี้ จะให้ยาเป็นปรกติ จะไม่ให้เมื่อมีข้อห้ามเด็ดขาด ส่วนข้อห้ามแบบ ‘’ต้องระวัง’ ก็สำคัญครับ เพียงแต่จะเลือกให้ยาก่อนแล้วเฝ้าระวัง ดังนั้นข้อมูลพื้นฐาน คนไข้ผ่าตัดอะไรเมื่อไร เคยประสบอุบัติเหตุทางศีรษะหรือไม่ โรคหลอดเลือดที่เป็น ยาที่ใช้ บางทีทาง รพ.จะถามตั้งแต่เดินทางมาถึงเลย
ความร่วมมือและการประสานงานของ รพ. ทีมคนไข้ ทีมรับส่งต่อ เป็นประเด็นสำคัญของความสำเร็จการรักษา

28 เมษายน 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : ไปถึง รพ. จะเกิดอะไรบ้าง


 

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ ไปถึง รพ. จะเกิดอะไรบ้าง
โรงพยาบาลจะคาดหวังเต็มที่ ว่าได้ข้อมูลมาล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวเตรียมทีม ตั้งแต่พนักงานรักษาความปลอดภัยจัดช่องทางเดินรถเวรเปลเตรียมรอ เอ็กซเรย์เตรียมเตรียมเครื่อง โทรปลุกหมอ ดังนั้นการส่งข้อมูลสำคัญมาก แค่เพียงช้าลงขั้นตอนละ 10 นาที ก็อาจเสียเวลาช่วยคนไข้เป็นชั่วโมง
1.ทีมการรักษาจะมามะรุมมะตุ้มคุณ เข็นรถไปเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ พร้อมเจาะเลือด เตรียมยา ทำทุกอย่างพร้อมกัน ญาติก็จะได้รับข้อมูลความเสี่ยง ประเมินสิทธิการรักษา คำแนะนำผมคือ ทำไปเลยครับ อย่ารอ (ถึงให้เตรียมตัวจากบ้าน)
2.เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์แบบไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ทำทันทีเพื่อแยกเลือดออกในสมองกับหลอดเลือดตีบเฉียบพลัน ถ้าเลือดออกในสมองหรือมีก้อนจะรีบไปแผนกศัลยกรรม ตอนนี้ผลการตรวจน้ำตาลจะออกมาแล้ว และถ้าน้ำตาลต่ำ คุณหมอจะรักษาแล้วด้วย
แต่หากน้ำตาลต่ำและฉีดกลูโคสแล้วไม่ดีขึ้น คำแนะนำให้รักษาอัมพาต ให้ยาสลายลิ่มเลือดนะครับ ไม่ต้องกลัวมีการศึกษาชัดเจนว่า เลือดไม่ได้ออกมากขึ้นกว่าการให้ยารักษาอัมพาตทั่วไป แต่ช่วยชีวิตได้จริงหากเป็นหลอดเลือดตีบจริง ๆ
3.นอกจากแยกเลือดออกกับเลือดตีบแล้ว ภาพเอ็กซเรย์ที่ได้จะได้รับการประเมินพื้นที่ของการขาดเลือดที่เรียกว่า ASPECTs โดยรังสีแพทย์หรือใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วย ระบบ AI เช่น RAPID ได้รับการรับรองใช้จากองค์การอาหารและยาสหรัฐ
ระบบคะแนน ASPECTs จะช่วยตัดสินว่าควรทำการรักษาทางสายสวนต่อจากการให้ยา หรือถ้าเวลาเกิน 4.5 ชั่วโมงแล้วจะทำการสวนสายหรือไม่ (ทั้งหมดทำในเวลาเดียวกันกับข้อ 2)
4.ข้อมูลจากการประเมินก่อนหน้านี้และระยะเวลา จะบอกได้แล้วว่าควรให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำหรือไม่ ถ้ามีประโยชน์ชัด “ให้ยาเลยโดยไม่ต้องรอตรวจเพิ่มและผลเลือดที่เหลือ” ในเวลาที่ให้ยาจะดำเนินการต่อเนื่องทันที
ว่าหากผู้ป่วยอยู่ในข่ายที่จะได้ประโยชน์จากการทำ endovascular treatment ก็จะตรวจเอ็กซเรย์หลอดเลือดสมองต่อไปทันทีโดยไม่รอให้ยาหมด หรือถ้ามีประโยชน์จากการทำ perfusion เพื่อจะใส่สายสวนใน 24 ชั่วโมง ก็จะทำต่อทันที หรือส่งไปทำทันที ไม่รอให้ยาหมดเช่นกัน (ทั้งหมดคิดและทำพร้อมข้อ 3)
แต่…แต่ ในประเทศไทย มีสถานที่จะทำเอ็กซเรย์เหล่านั้นได้น้อย มีหมอที่จะใส่สายสวนได้น้อย และยังมีเรื่องการเบิกจ่ายตามสิทธิประโยชน์อีกครับ อย่าลืมว่านี่คือแนวทางการรักษาของอเมริกา
5.ข้อมูลคร่าว ๆ สำหรับประชาชนควรรู้คือ
💉ภายใน 4.5 ชั่วโมง ถ้าให้ได้ ถ้าไม่มีข้อห้ามเด็ดขาด ให้ยาทางหลอดเลือดดำทันที
💉4.5-6 ชั่วโมง อาจพิจารณาให้ยาทางหลอดเลือดดำ ถ้าสามารถทำเอ็กซเรย์หลอดเลือดแล้วพบว่าน่าจะได้ประโยชน์
💉ภายใน 6 ชั่วโมง ในกรณีอาการที่พบแสดงถึงการตีบของหลอดเลือดขนาดใหญ่ และภาพเอ็กซเรย์หลอดเลือดยืนยัน ส่งไปทำ endovascular treatment ต่อทันที
💉6-24 ชั่วโมง หรือบางเงื่อนไขเช่น ตื่นมาแล้วอัมพาต ตอนเข้านอนยังดี ในกรณีอาการที่พบแสดงถึงการตีบของหลอดเลือดขนาดใหญ่ และมีผลเอ็กซเรย์ perfusion ยืนยันว่ายังพอช่วยได้ ส่งไปทำ endovascular treatment ต่อทันที
หลอดเลือดตีบที่ก้านสมองและส่วนหลังของสมอง (posterior ciculation) ส่งเอ็กซเรย์และทำ endovascular treatment ใน 24 ชั่วโมง ยังเกิดประโยชน์ในกรณีอาการรุนแรง ความพิการรุนแรง
แนวทางนี้จึงเน้นทำเร็ว ทำต่อเนื่อง ไม่รอ และตัดสินในพร้อมประสานงานเป็น real-time การจัดการหลังบ้านของโรงพยาบาล มีความสำคัญไม่แพ้การรับมือคนไข้ต่อหน้า

27 เมษายน 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : รีบรู้ รีบไป ไปที่ไหน อย่างไร

 


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ รีบรู้ รีบไป ไปที่ไหน อย่างไร
สำหรับการดูแลรักษาหลอดเลือดสมองตีบนั้น “ความเร็ว” ยังเป็นประเด็นสำคัญ ในครั้งแรกที่เรามีเกณฑ์การให้ยา เราตัดสินที่ 3 ชั่วโมงนะครับ แต่ตอนนี้ตัวเลือกการรักษามีมากขึ้น 4.5, 6, 24 ชั่วโมง ก็ยังมีทางเลือกการรักษา
1.หลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน อาการก็จะเฉียบพลัน ไม่ว่าสังเกตได้ชัดเจนนับจุดเวลาได้ชัดเจน หรือตอนหลับยังปกติแต่ตื่นมาแล้วอัมพาต หรือเมื่อเช้ายังเห็นดีอยู่ เข้ามาตอนเย็นเปลี่ยนไป ..อย่างไรก็ขอให้รีบไปประเมินที่ รพ. จะใช่หรือไม่ใช่ ก็อีกเรื่อง อย่าเสียเวลาเสียโอกาส
2.ถ้าเรารู้ว่า รพ.ใดที่ใกล้ที่สุดที่สามารถ CT และรักษาให้ยาอัมพาตเฉียบพลันได้ให้ไป รพ.นั้นเลย หรือถ้ารู้ด้วยว่า รพ.ที่เราเล็งไว้นี้ นอกจากเอ็กซเรย์เร็ว ให้ยาได้ ยังสามารถใส่สายสวนหัตถการหลอดเลือดสมองได้ทันที ให้มุ่งหน้าไป รพ.นั้นเลย (ถ้าเขาทำได้ เขาจะมีระบบการรับมือครับ) แต่ถ้าไม่รู้ว่ารพ.ไหนทำได้ หรือถึงรู้ก็ไปไม่ทัน ให้ไป รพ.ที่ใกล้ที่สุดครับ ปัจจุบันทุก รพ. มีระบบรับมือ วินิจฉัยและส่งต่อ ที่จะทำให้เร็วที่สุด ส่วนมันจะทันหรือจะได้หรือเปล่า อีกเรื่องหนึ่ง ต้องได้เวลาก่อน
3.ไม่ว่าคุณจะไปเองหรือใช้ระบบรถฉุกเฉิน ต้องส่งข้อมูลไปล่วงหน้าเลย เพื่อการตัดสินใจที่เร็วและแม่นยำ บอกไปเลยว่าใคร อายุ อาการที่สังเกตกี่โมง อาการที่ดีที่สุดเห็นกี่โมง ตอนนี้ผิดปกติอะไร รู้ตัวไหม พูดได้ไหม มีโรคประจำตัวอะไร ยาที่ใช้ขนไปให้หมด ข้อมูลโรคเดิมที่มี การผ่าตัดอุบัติเหตุในช่วง 6 เดือนนี้ จะได้ส่งข้อมูลไปเตรียมรอท่า ที่รพ.ปลายทาง
4.มีอะไรใช้ให้หมด ระบบการปรึกษา การรักษาออนไลน์ ทางไกล เริ่มต้นตั้งแต่หน้าบ้าน ในรถโรงพยาบาล ที่ต้องทำแน่นอนและทำได้เลยคือตรวจน้ำตาลครับ เพราะน้ำตาลสูงหรือต่ำ สามารถมีอาการเหมือนอัมพาตเฉียบพลันได้ และรักษาพร้อมแยกโรคได้ทันที รพ.ทุกโรงพยาบาลมีระบบแพทย์เวร แพทย์เวรปรึกษา ส่งภาพเอ็กซเรย์ออนไลน์ เพื่อให้ระยะเวลาสั้นที่สุด
ถึงแม้ว่าแนวทางใหม่นี้จะมีคำแนะนำระดับ Ia คือได้ประโยชน์ชัดเจนด้วยหลักฐานทางการแพทย์ที่หนักแน่น ว่าการรักษาด้วยการใส่สายสวน endovascular treatment (EVT) มีประโยชน์ชัดเจนถึงแม้จะเลย 4.5 ชั่วโมงของการให้ยาทางหลอดเลือดดำ หรือไปจนถึง 24 ชั่วโมงหลังจากที่เห็นว่าผู้ป่วยยังปรกติดี แต่ว่าต้องอาศัยการเอ็กซเรย์หลอดเลือด (หลัก ๆ คือ MRA) หรือการประเมิน perfusion กับสัดส่วนเนื้อสมองที่ยังดี ที่ใช้ MRI-perfusion ในการพิจารณาว่ายังสามารถกู้เนื้อสมองส่วนที่เหลือ
ไม่ว่าการเอ็กซเรย์พิเศษหรือทีมคุณหมอที่จะใส่สายสวน ที่สามารถทำได้ 7 วันต่อสัปดาห์และ 24 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะนี้ประเทศไทยยังทำไม่ได้ อเมริกาก็ยังทำไม่ได้ขนาดนั้น ผมจึงเห็นว่าการให้ยาทางหลอดเลือดดำภายใน 4.5 ชั่วโมงยังเป็นทางรักษาที่ดีที่สุด ข้อมูลทางการแพทย์ก็กล่าวเช่นนั้น ว่าอย่าให้มีสิ่งใดมาขัดขวางไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาใน 4.5 ชั่วโมง
รีบรู้ รีบไป รีบติดต่อ เป็นทางรอดที่ดีที่สุดของเราในเวลานี้ครับ

04 เมษายน 2569

น้ำตาลต่ำ หรือ อัมพาต

 น้ำตาลต่ำ หรือ อัมพาต

ภาวะน้ำตาลต่ำ : ต้องมีอาการทางระบบประสาท + ตรวจเลือดพบว่าต่ำ + ให้น้ำตาลเข้าไปแล้วน้ำตาลขึ้นอาการหายหมด
และอาการระบบประสาทจากน้ำตาลต่ำนี้ หลายครั้งเหมือนอาการจากอัมพาตเฉียบพลันเลยครับ พูดไม่ได้ สับสน ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก ทุกครั้งที่มีอาการเหมือนอัมพาตนี้ นอกจากจะส่งไปถ่ายภาพสมองทันที อีกหนึ่งอย่างคือต้องเจาะเลือดดูน้ำตาลต่ำด้วย ถ้าน้ำตาลต่ำก็ให้ฉีดกลูโคสและดูการตอบสนอง หากอาการหายสนิท แสดงว่าเกิดจากน้ำตาลต่ำ
แล้วถ้าแก้ไขแล้วไม่หาย หรือหายช้า หรือสงสัยอัมพาตหลอดเลือดตีบเฉียบพลันจะทำอย่างไร จะรอต่อไปก็กลัวว่าหากเป็นหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน มันจะยิ่งช้าน่ะสิ
คำตอบ : ก็รักษาอัมพาตไปเลยครับ รีบให้ยาสลายลิ่มเลือด rt-PA ไปเลย
ความตกใจ : เฮ้ย..มันจะดีหรือ ไม่รอสักหน่อยล่ะ ก็เจาะเลือดเจอน้ำตาลต่ำเห็น แค่ดีขึ้นช้า จะให้ยาสลายลิ่มเลือด เกิดเลือดออกในสมอง ก็แย่สิหมอ
คำตอบ : อธิบายสั้น ๆ สองข้อให้มั่นใจ ตามแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน 2026
1. time is brain ในกรณีเป็นอัมพาตจริง ถ้ายิ่งเราปล่อยเวลาเนิ่นนาน ไม่รีบเปิดหลอดเลือด เนื้อเยื่อสมองจะตายมากขึ้น คืนสภาพเดิมยากขึ้น หากเราเสียเวลารอให้คืนสภาพ 1 ชั่วโมง สมองอาจเสียหายถาวรไปแล้ว อย่าเสียโอกาสในการรักษา
2. โอกาสเลือดออกต่ำกว่าที่คิด เอาว่าการรักษาหลอดเลือดตีบโดยรวม 3-5% นี่คือนับรวม ‘เหมือนอัมพาตแต่ไม่ใช่อัมพาต’ ไปด้วยแล้วนะ หากมาพิจารณาเฉพาะ ‘mimicker’ คือไม่ใช่อัมพาต แต่ได้รับยาสลายลิ่มเลือด โอกาสเลือดออกและอันตรายในกลุ่มนี้เกือบแตะ 0% ครับ
ยิ่งยาใหม่อย่าง tenecteplase และการแก้ไขเลือดออกที่ดีมาก ทำให้ความน่ากังวลตรงนี้ลดลงไปอีกมาก
วิชาการสรุปว่า … ถ้าแก้น้ำตาลต่ำแล้วไม่ดี ดีขึ้นช้า หรือแยกอัมพาตไม่ได้ ให้รักษาแบบอัมพาตได้เลย อย่ารอ อย่าเสียโอกาสในการรักษาเนื้อสมอง
โลกแห่งความจริง : ถูกร้องเรียนจากให้ยาไม่ตรงโรค ถูกร้องเรียนความเสี่ยง เกิดเลือดออกถูกฟ้องร้อง
หมอ : หมอต้องทราบความเสี่ยง อธิบายก่อนรักษา ติดตามใกล้ชิด หากเกิดปัญหาต้องรีบคุยกับญาติและแก้ไข
คนไข้และญาติ : เข้าใจความเสี่ยง เข้าใจโอกาสการรักษา ตัวเลือกมีไม่มากเมื่อเวลาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ
หมอรักษาเบาหวาน : ถ้าเลือกยาที่ไม่เกิดน้ำตาลต่ำก็จะดี ถ้าเลือกไม่ได้ ต้องสอนการสังเกตอาการ การเจาะตรวจปลายนิ้ว และการแก้ไขเบื้องต้น

15 กุมภาพันธ์ 2569

ไขปริศนา ทำไมอรชุนจึงมิอาจน้าวศรได้ ในมหาสงครามกุรุเกษตร ในมหาภารตะ

 ไขปริศนา ทำไมอรชุนจึงมิอาจน้าวศรได้ ในมหาสงครามกุรุเกษตร ในมหาภารตะ

ที่มหาสงครามแห่งทุ่งกุรุเกษตร สุดยอดสงครามแห่งยุคระหว่างเการพและปาณฑพ รถม้าคันหนึ่งพุ่งทะยานเข้าสู่สงครามอย่างองอาจ บนรถม้านั่นคือตัวท้อปของเรื่อง อรชุน นักธนูผู้เกรียงไกร ฝีมือแม่นยำเก่งกาจ ยิงแม่นทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งภาพจริงและภาพสะท้อน เรียกว่าขอให้เห็นเป้าหมาย ลูกศรอรชุนไม่เคยพลาด
ยังไม่พอ เรื่องราวยังโกงสุดยอด พลขับรถม้านั้นคือสุดยอดนักรบแห่งยุค..กฤษณะ ที่สงครามครานี้ต่อแต้มให้คู่ต่อสู้คือพวกเการพ กฤษณะมาทำเพียงหน้าที่คนขับ แต่ถึงกระนั้นก็นับว่าโกงอยู่ดี … 100 คะแนนให้กริฟฟินดอร์
กลางสมรภูมิ กฤษณะเห็นอรชุนเหลียวใบหน้า ง้างคันธนู แต่แล้วก็ลดมือลง ไม่ยอมปล่อยลูกศร กฤษณะก็งุนงง ทำไมไม่ยิงฟระ กฤษณะจึงหยิบกล้องส่องทางไกลไปที่เป้าหมายต่าง ๆ ของอรชุน ..อ้อ เพราะว่าบรรดาขุนศึกที่ออกมาล้วนแต่เป็นคนที่อรชุนคุ้นเคย เคยร่วมหัวจมท้าย หัวเราะร้องไห้ เรียนร่วมกันมา ในสมัยที่ห้าพี่น้องปานฑพมาพักอาศัยในกรุงหัสตินาปุระของบรรดาเการพ
กฤษณะจึงบอกอรชุนว่า “ท่าน กรุณาใช้ความเป็นมืออาชีพ แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวด้วย” อรชุนจึงได้สติและนำชัยชนะมาสู่ปาณฑพ
นั่นคือสิ่งที่มหาภารตะและภควัทคีตาบอกเล่าให้คุณฟัง แต่ข้อมูลที่ผมได้สัมภาษณ์กฤษณะทางโทรศัพท์เมื่อสองสัปดาห์แตกต่างไปสิ้นเชิง และวันนี้เราจะเปิดเผยเบื้องหลังแห่งชัยชนะของอรชุน
ย้อนกลับไปที่รถม้าที่ทุ่งกุรุเกษตร
อรชุนหยิบธนูคู่ใจหกเหรียญทองโอลิมปิก น้าวศร หันคอเพื่อเล็งยิง ฉับพลันนั้นภาพที่เห็นก็มืดมัวลง อรชุนตกใจมาก จึงลดคันธนูลงและกลับมามองด้านตรง ก็พบว่าภาพกลับมาคมชัดเช่นเดิม อรชุนคิดว่า หรืออาจจะเป็นมนต์แห่งเทพที่ไม่อยากให้เราสังหารเหล่าคนรู้จัก
อรชุนจึงยกธนู น้าวศร หันคอเพื่อเล็งอีกครั้ง และเช่นเคยภาพมืดลงอีก
กฤษณะเห็นผิดสังเกต จึงตะโกนถามว่า “อรชุน ท่านไม่ยิง ที่ท่านมีดีลลับกับฝั่งตรงข้ามรึ” อรชุนจึงบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกฤษณะ
กฤษณะได้ยินก็เข้าใจ บอกอรชุนว่า สิ่งที่ท่านเจอ หาใช่มนตราของเทพ แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Bow Hunter syndrome อาการภาพมืดมัวลงในขณะหันลำคอ อันเนื่องจากการตีบแคบของ หลอดเลือด vertebral artery ที่วางตัวอยู่คู่ขนานกระดูกสันหลังส่วนคอ ถูกกดเบียดในขณะหมุนซ้ายขวา เพราะมีปุ่มกระดูกไปกดเบียด เมื่อหันลำคอมาท่าตรงก็ไม่ถูกกดเบียด
ขณะกดเบียด เลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองผ่าน vertebral artery ลดลง ทำให้ระบบเลือดเลี้ยงสมองส่วนหลัง (posterior circulation) ลดลง สมองส่วนนี้มีบริเวณ occipital cortex ที่แปลผลการมองภาพ จึงทำให้มืดมัวลง นอกจากนี้อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บ้านหมุนได้
ลักษณะที่ท่าทางตอนที่เกิดอาการเหมือนนายพรานที่กำลังหันลำคอยิงธนูล่าสัตว์จึงมีชื่อว่า Bow Hunter sundrome
อรชุนได้ฟังก็เข้าใจด้วยปรีชาญาณ บวกกับได้เกรด A ตอนเรียนวิชามหกายวิภาคศาสตร์ นึกภาพออกทันที จึงตะโกนกลับไปว่า “แบบนั้น ข้าก็เพียงเล็งเป้า น้าวศร แบบหน้าตรง ไม่หันลำคอ เพียงเท่านี้ก็ยิงธนูแม่นเช่นเดิม”
กฤษณะยิ้มและกล่าวออกไป “แม่นแหล่ว มันสิไปยากจังใด๋ ดังนั้น รบเถิดอรชุน”
แล้วเรื่องราวก็เป็นดังที่มหาภารตะบันทึกไว้ แต่กฤษณะก็เล่าให้ฟังว่าหลังจากเสร็จสงครามแล้ว อรชุนได้ไปรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อไม่ให้กระดูกไปกดเบียดหลอดเลือด หลังผ่าตัดอาการก็หายไป กลับมาเป็นมือธนูอันดับหนึ่งแห่งปาณฑพ
และนั่นคือเรื่องราวที่ไม่มีใครเคยเล่าให้คุณฟังมาก่อน ความลับของอรชุน

บทความที่ได้รับความนิยม