แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อายุรศาตร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อายุรศาตร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

11 กันยายน 2569

severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้อ

 คำปรารภจากผู้ป่วยรายหนึ่ง .. น่าคิด

ผู้ป่วยหญิง 68 ปี มาปรึกษาอยากตรวจติดตามค่าไต เดิมรักษา รพ.จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง คนไข้บอกว่า ค่าไตได้ 50 อยากรู้ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะต้องฟอกเลือดไหม กลัวมากเพราะอยู่คนเดียว
หลังพูดคุยแล้ว ก็พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ใช้ยาประจำ ตรวจติดตามทุกปี เราคุยกันอยู่เกือบสามสิบนาที จนเข้าใจถึงหลักการการตรวจติดตาม, การใช้ค่า GFR , ผลแทรกซ้อนของโรคต่อไต
ผู้ป่วยและญาติบอกว่า ถ้าทางรพ.อธิบายจนเข้าใจแบบนี้ก็จะไม่กังวล แต่ทุกวันนี้ไปเจอหมอ เจาะเลือด รับยา คุยกันนิดเดียว ไม่ได้อธิบายให้ 'หายกลัว'
เธอจึงต้องหาคำอธิบายตามสื่ออินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ยิ่งกลัวมากขึ้น ถ้าคุณหมอและรพ. ได้พูดคุยให้เข้าใจก็คงจะดีกว่านี้ (ดีที่ไม่ถูกชักจูงซื้อผลิตภัณฑ์ใด)
คิดว่าคงแก้อะไรต่าง ๆ ได้ยาก แต่อยากมาบอกว่าปัญหาเหล่านี้ มันก็ร้ายแรงไม่แพ้ตัวโรคเช่นกัน
severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้องแก้ไข

17 สิงหาคม 2569

เหนื่อย เพลีย หายใจไม่อิ่ม

 



เหนื่อย เพลีย หายใจไม่อิ่ม

หนึ่งในอาการสำคัญยอดนิยม ใครมีอาชีพแพทย์รักษาคนไข้ รับรองว่าต้องเคยเจออาการนี้ คุณหมอหลายคนมักคิดในแว่บแรก .. เครียด อ่อนล้า คิดมาก.. แต่เดี๋ยวก่อน ช้าก่อน ชั่งใจสักนิด
สำหรับคนไข้ : ต้องบอกว่า อาการดังกล่าวนั้น มันไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับโรคใดเลย อาจจะไม่เป็นโรคใดเลย หรือกระทั่งเป็นอาการของโรคร้ายแรงที่สุดได้
คุณหมอจะต้องซักประวัติเพิ่มเติมและตรวจร่างกายเพิ่มเติม เพื่อเก็บข้อมูลให้มากขึ้น หากจำเป็นจึงส่งตรวจเพิ่ม หรือหากไม่จำเป็นอาจจะแนะนำและติดตามอาการ เพื่อเฝ้าระวังหาอาการที่จำเพาะเจาะจงมากกว่า
ถ้าตัวเองไม่สบายใจ หรือสงสัยโรค ก็ไปหาหมอเถิดครับ ให้คุณหมอซักประวัติเพิ่มเติม ถ้ามันไม่เป็นอะไรก็ดีไป และถ้าคุณหมอคนไหนไม่ใส่ใจ ก็ขอฟังความเห็นที่สองได้ครับ
สำหรับคุณหมอ : พี่ ๆ น้อง ๆ คงทราบดีว่านี่คืออาการที่ยากที่สุดอันหนึ่ง และโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ วิตกกังวล แต่ก่อนที่จะวินิจฉัยแบบนั้น ขอให้ลงมือตรวจ ซักประวัติก่อนเถิดครับ
ด้วยทักษะและประสบการณ์ของคุณหมอทุกท่าน ผมเชื่อว่าจะแยกโรค ความน่าจะเกิดโรค ออกจากอาการวิตกกังวลได้ อย่าเพิ่งคิดว่าวิตกกังวลแน่ ไม่เป็นอะไร จะมีโอกาสพลาดสูง
ถ้าประเมินแล้ว ไม่เป็นอะไร ก็แนะนำการสังเกตตัวเองให้คนไข้สักหน่อยครับ ถ้าเขาผิดปกติย้อนกลับมาอีก ยิ่งต้องเอะใจมากขึ้นครับ
ส่วนตัวผมเองนะ ผมเคยเจอโรคทางอายุรกรรมหลายโรคทีเดียวที่ผู้ป่วยเดินมาหาเพราะอาการ "เหนื่อย เพลีย หายใจไม่อิ่ม" ขอยกตัวอย่างเท่าที่พอจำได้
1.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่มีเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรังแบบ AIHA ทำให้อ่อนเพลียมานาน
2.ความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension) รายนี้หาสาเหตุอื่นแล้วไม่เจอครับ เป็นเอง (primary pul. hypertension)
3.ไทรอยด์ต่ำ จากภูมิคุ้มกันตัวเอง แต่อาการไม่รุนแรง จึงค่อย ๆ เป็น ไม่ชัดเจน
4.โรคหืด กรณีคนไข้คนนี้ถึงกับต้องนัดมาตรวจเช้าเย็นกันหลายวัน เพื่อตรวจสมรรถภาพปอดที่แตกต่างกันในแต่ละเวลา
5.โรคซึมเศร้า คนไข้เคยคิดจบชีวิต และเคยลองทำด้วย แต่อันนี้ต้องส่งไปหาจิตแพทย์ให้ช่วย
6.ผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้ เพราะผู้ป่วยเอามาใช้ช่วยให้ง่วงเวลาต้องการพัก
ฝากทั้งหมอและคนไข้ครับ ก่อนจะคิดว่าไม่เป็นอะไร ก็ประเมินไอ้ที่มัน 'เป็นอะไร' และ 'รักษาได้' เสียก่อน

14 สิงหาคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ผลจากยา statin : ประวัติที่ดี




 “ขอให้คุณตั้งใจฟังคนไข้ให้ดี เขากำลังบอกการวินิจฉัยให้กับคุณ” สำหรับผม มันไม่ใช่แค่การวินิจฉัย แต่คือ เรื่องราวความเป็นมาทุกอย่าง เรื่องยาวนะ แต่อยากให้อ่าน ทั้งคนไข้ ทั้งญาติ ทั้งบุคลากรการแพทย์

สุภาพสตรีท่านหนึ่ง พาคุณพ่ออายุ 70 ปีมาที่คลินิก ด้วยวัตถุประสงค์หลักคือ เธอย้ายกลับมาดำรงตำแหน่งที่บ้าน หลังจากไปดำรงตำแหน่งที่กทม.มาแล้ว 5 ปี โดยจะพาคุณพ่อมารักษาต่อเนื่องที่นี่
คุณพ่ออายุ 70 ปี เดินขาขวาขยับไม่ดีนัก แขนขวางอมากกว่าแขนซ้าย เมื่อกล่าวทักทาย คุณพ่อกล่าวทักทายเช่นกันแต่พูดช้าและใช้เวลานาน ผมเดาในใจว่าคุณพ่อน่าจะเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบ รอยโรคด้านซ้าย และเป็นมานานพอสมควรเนื่องจากเริ่มข้อติด และเป็นดังคาด คุณผู้หญิงให้ข้อมูลว่าคุณพ่อเธอเป็นอัมพาต มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง เธอนำผลการตรวจเลือดล่าสุดมาให้ดูด้วย
ยาที่ใช้คือ แอสไพริน 100 มิลลิกรัม (ยาต้านเกล็ดเลือดให้เพื่อป้องกันการเกิดอัมพาตซ้ำ) เบมปิโดอิก (bempedoic : ยาลดไขมันเพื่อป้องกันการเกิดอัมพาตซ้ำ) เทลมิซาตาน (telmisartan : ยาลดความดัน) อัลโลพูรินอล (allopurinol : ยาลดกรดยูริก ลดการสร้าง) และวิตามินรวม
…ผมมีความเอ๊ะหนึ่งครั้งในใจ เชื่อว่าคุณหมอหลายท่านในนี้ก็เอ๊ะในใจ…
ผลการตรวจไตพบว่ายังทำงานปกติ ไม่ซีด ค่ากรดยูริกได้ 8.5 และค่า LDL อยู่ที่ 150 ผมจึงยิงคำถามค้างคาใจ
“กินยาสม่ำเสมอไหมครับ มีคนช่วยจัดยาหรือไม่” คำตอบคือ คุณพ่อจัดยาเองได้แม่นยำ ไม่ลืม มีการจดบันทึกด้วย ผมจึงหยิบยา bempedoic ขึ้นมาแล้วถามว่า “ยาลดไขมันตัวนี้ เริ่มกินมาตั้งแต่ป่วย หรือมาปรับเปลี่ยนทีหลังครับ”
คุณพ่อตอบว่า ตอนแรกไม่ได้กินยาตัวนี้ กินยาลดไขมันวันละเม็ดก่อนนอน (ผมคาดเดาว่าน่าจะเป็นยา simvastatin หรือ statin ใด ๆ ที่เรานิยมกินก่อนนอน ซึ่งจริง ๆ แล้วยาอื่นที่ไม่ใช่ simvastatin ไม่ต้องกินก่อนนอนก็ได้ มันลืมง่าย) แต่มีปัญหาปวด ๆ เมื่อย ๆ คุณหมอที่ดูแลจึงเปลี่ยนมาให้กินยาตัวนี้มาสามเดือนแล้ว
“ตอนนั้น ปวดเมื่อยรุนแรงไหมครับ และก่อนเปลี่ยนยาคุณหมอได้เจาะเลือดตรวจว่ากล้ามเนื้ออักเสบไหมครับ” ผมถามเพราะสงสัยว่าทำไมไม่ได้รับ statin ยาที่ประโยชน์สูงและผลข้างเคียงต่ำ แสดงว่าผู้ป่วยทนยาไม่ได้หรือไม่ ปัญหาสำคัญคือ กล้ามเนื้ออักเสบจากการใช้ยา ซึ่งต้องแยกสาเหตุอื่นและควรตรวจหาค่า CPK ขึ้นสูง
“ตอนนั้นไม่ได้ตรวจเลือด บอกว่าปวด หมอก็เปลี่ยนยาให้เลย อาการปวดก็ไม่ได้รุนแรงนะ แค่เมื่อย ๆ หลังจากออกกำลังกาย” คุณพ่อตอบแบบนี้
ทุกคนคงทราบดีว่าผลข้างเคียงที่สำคัญมากของ statin คือกล้ามเนื้ออักเสบ แต่ว่าพบไม่บ่อย แต่ในกรณีนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้เพราะไม่ทราบค่า CPK และประวัติปวด ไม่รุนแรง เป็นหลังออกแรง อย่าลืมนะครับ ผู้ป่วยเป็นอัมพาต ใช้งานกล้ามเนื้อได้ไม่ดีนัก ต้องออกแรงบังคับกล้ามเนื้อมากขึ้น แถมมีการเคลื่อนที่อันสูญเปล่ามากมาย แน่นอนว่าจะปวดและเมื่อยมากกว่าธรรมดา
เอาล่ะ ถ้าสมมติว่าปวดเมื่อยจาก statin จริง แนวทางที่เราจะปฏิบัติคือ ตรวจสอบยาอื่น ยาที่จะมาตีกับ statin หรือลดขนาดยาลง หรือเปลี่ยนยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีอุบัติการณ์ต่างกัน ในความหมายของผม ไม่ได้หมายความว่ายี่ห้อไหนดีกว่า แค่บอกว่าถ้ายี่ห้อ ก. แล้วปวดก็ลองเปลี่ยนเป็นยี่ห้อ ข. ได้นะ
ทำไมถึงอยากให้ statin จังเลย…
ในบรรดายาลดไขมันที่แนะนำใข้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ลำดับการใช้ยังคงเป็น statin – ezetimibe – PCSK9i ส่วน bempedoic ใช้ในรายที่ให้ statin ไม่ได้จริง ๆ แม้ว่าจะมีการศึกษา CLEAR OUTCOMEs ออกมารับรองการใช้ bempedoic ก็จริง แต่ในการศึกษานี้ลดการเกิดอัมพาต ไม่มีนัยสำคัญ ดมื่อเทียบกับยาหลอก แม้ผลรวมทุกโรคจะลดการเกิดโรคได้ก็ตาม ขนาดของ LDL ที่ลดลงและอัตราการเกิดโรคที่ลดลง ยังน้อยกว่า statin หลักฐานสนับสนุก็น้อยกว่า statin
ผมจึงบอกสุภาพสตรีและคุณพ่อว่า ค่า LDL ยังไม่ได้เป้า และผมเห็นว่าไม่น่าจะเสียโอกาสการใช้ statin ที่ผลการรักษาดีกว่า ราคาถูกกว่าด้วย จึงขอเปลี่ยนชนิดและติดตามอาการพร้อมตรวจเลือด ว่าเกิดกล้ามเนื้ออักเสบจนไม่สามารถใช้ statin หากเป็นเช่นนั้นก็จะใช้ bempedoic และอาจต้องร่วมกับยา ezetimibe เพื่อลด LDL ให้ถึงเป้า
คุณสุภาพสตรีดูมีความกังวล “ก็กลัวว่าคุณพ่อจะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีก กลัวว่าจะมีพิษจาก statin” ผมตอบเธอว่า ผมเข้าใจดี แต่ตอนนี้หลักฐานพิษของ statin ยังไม่ชัดเจน และผมก็เริ่มคำถามจากความเอ๊ะเมื่อตอนแรกเริ่ม
“กรดยูริกในเลือดที่สูงเป็นมานานแล้วหรือครับ และเคยปวดข้อเกาต์บ้างไหม” คุณพ่อตอบว่ามาตรวจตอนที่ปวดเมื่อยตัว คุณหมอเลยหาว่าปวดเกาต์ด้วยไหมตอนแรกก็ไม่สูง พอมาตรวจผลเลือดล่าสุดที่เอามาให้ดูสูงกว่าเดิม แต่ก็ไม่เคยปวดข้อนะ”
ต่อมเอ๊ะของผมเริ่มคลี่คลายแล้ว จึงถามต่อ
“คุณพ่อดื่มแอลกอฮอล์ไหมครับ หรือกินยา อาหารเสริมอื่น ๆ ไหม” คำตอบที่ได้ช่างน่าสดชื่น คุณพ่อไม่กินครับ และบอกด้วยว่าโฆษณาอาหารเสริมทางเน็ตไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่ากิน ใช้แต่ยาที่หมอจัดให้
ผมแจ้งคุณสุภาพสตรีกับคุณพ่อว่า อีกเหตุผลที่ผมเห็นกว่าควรกลับไปใช้ statin อย่างระมัดระวังและควรหยุด bempedoic เพราะเรายังไม่เห็นโทษจาก statin แบบชัดแจ้ง แต่ bempedoic มีผลอันหนึ่งที่ชัดเจนคือเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือด (ก็จากการศึกษา CLEAR OUTCOMEs นั่นแหละ) แต่ว่าการปวดข้อเกาต์ ไม่ได้เพิ่มจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ แถมพบน้อยด้วย
statin แม้ในขนาดต่ำก็เกิดประโยชน์ และตอนนี้โทษไม่ชัด แต่ bempedoic สำหรับคุณพ่อ ยังลด LDL ได้ไม่ถึงเป้า แถมมีกรดยูริกในเลือดสูง จนต้องใช้ยาลดกรดยูริก allopurinol (ถ้าเกิดจาก bempedoic ก็ควรแก้ไขโดยการหยุดยา)
การใช้ยา allopurinol จะเพิ่มความเสี่ยงอีกประการคือ แพ้ยารุนแรง โดยเฉพาะกับคนที่มียีน HLA b* 58:01 คุณพ่อยังไม่ได้ตรวจยีนนี้ แม้ความเสี่ยงจะลดลงเพราะใช้ยามาแล้ว แต่ว่าใช้ไม่นาน โอกาสนั้นจึงยังไม่หายไป
“นี่เป็นข้อที่สนับสนุนการหยุดใช้ bempedoic ไปก่อนครับ” ผมแจ้งกับคุณสุภาพสตรีและคุณพ่อ ทั้งคู่เข้าใจและได้ซักถามประเด็นอื่นอีกพอประมาณ จึงตัดสินใจปรับยาใหม่แล้วติดตามผล
ผู้ป่วยใช้ แอสไพริน เทลมิซาตาน ต่อเนื่องจากของเดิม ผมปรับเอาเบมปิโดอิกออกไป หยุดยาอัลโลพูรินอล ใช้ยา rosuvastatin (generic) เริ่มที่ 10 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อนัดให้เจาะเลือดติดตามผล พบว่า LDL ลดลงเหลือประมาณ 100 โดยไม่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และค่า CPK ที่บ่งชี้การสลายกล้ามเนื้อก็ไม่ขึ้นสูงเกินปกติแต่อย่างใด ส่วนกรดยูริกในเลือดลดลงมาเหลือประมาณ 7.0 และไม่มีอาการข้ออักเสบเกาต์แต่อย่างใด จำนวนเม็ดยาต่อวันลดลง ค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเดือนลดลงมาก
ทั้งหมดนี้ได้จากการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเล่าเรื่อง ให้ญาติที่ดูแลมาคุยและสอบถาม (ตอนที่รักษาที่เดิม คุณสุภาพสตรีไม่ได้เข้าไปให้ข้อมูลด้วย คุณพ่อก็หูตึง ๆ พูดช้า ๆ อาจจะสื่อสารไม่ชัดเจน)
ผมแค่จัดลำดับและสรุปเท่านั้นเอง

26 มิถุนายน 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน


 

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน

คนไข้ถือเอกสารเข้ามาแจ้งความประสงค์ขอปรึกษาเรื่องผลเลือด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมากอยู่แล้ว เอกสารประมาณห้าแผ่นมาจากสถานพยาบาลหนึ่ง ได้ความว่าผู้ป่วยไปตรวจรักษาโรคทางศัลยกรรม คุณหมอส่งตรวจเลือดชุดหนึ่ง แล้วพบความผิดปกติของไขมันในเลือด โคเลสเตอรอลประมาณ 210 ไตรกลีเซอไรด์ 530 LDL ประมาณหนึ่งร้อยต้น ๆ และเอชดีแอลประมาณ 50 คุณหมอทางศัลยกรรมแนะนำมาปรึกษาอายุรแพทย์ ลูกสาวคนไข้เลยพามาหาผมที่นี่
ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ได้รับยา manidipine, losartan และ atenolol จากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมท่านหนึ่ง รักษามาตลอด หลังจากซักประวัติพื้นฐานทั่วไป ก็เข้าประเด็น
"คุณดื่มเหล้าไหมครับ" ผมยิงตรงทันที
"ไม่ดื่มเหล้าค่ะ" ผู้ป่วยตอบสวนมาทันทีเช่นกัน
"แต่แม่ดื่มเบียร์นะคะ" ลูกสาวบอกทันทีอีก
ใช่ครับ คนไข้ตอบไม่ผิดเพราะเขาไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ดื่มเบียร์ ผมควรถามว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้างไหมต่างหาก
"ดื่มบ่อยไหมและเยอะไหมครับ" ในหัวเริ่มคำนวณปริมาณดื่มมาตรฐาน และเริ่มรู้แล้วว่าไตรกลีเซอรไรด์ที่สูงมาจากแหล่งใด
"ดื่มวันละแก้วเล็ก ๆ เท่านี้ค่ะ เกือบทุกวัน" ผู้ป่วยทำมือให้ดู ซึ่งก็คือแก้วน้ำปกติ 150 ซีซี คิดก็ประมาณครึ่งกระป๋องเบียร์
"เบียร์ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงได้นะครับ แล้วยังมีอาหารมัน ของทอด เนื้อติดมัน ผมว่าควรหยุดนะครับ ไขมันในเลือดสูงมากแล้ว" ผมอธิบายไป ซึ่งคนไข้ก็เข้าใจ แต่ประโยคที่ถามกลับมาทำให้อึ้งไปเลย
"ตอนแรกก็ไม่คิดจะกินหรอกค่ะ แต่คุณหมอที่รักษาแนะนำให้กิน" ผู้ป่วยแจ้งเช่นนั้น
ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่รักษาอยู่ประจำ ว่าให้ดื่มเบียร์เล็กน้อยต่อวัน เพราะความดันโลหิตของคนไข้ลดต่ำลง กลัวจะเป็นลมไป ผู้ป่วยจึงปฏิบัติตามมาอย่างต่อเนื่อง สองเดือนแล้ว
"แล้วค่าที่ว่าต่ำประมาณเท่าไรครับ" เสียงผมเริ่มจริงจัง
"ตัวบนประมาณ 100 ค่ะ จำตัวล่างไม่ได้"
"แล้วมีอาการหวิว หน้ามืด เป็นลม บ้างไหมครับ" ผมถามต่อเพื่อตรวจสอบว่าความดันโลหิตต่ำจริงไหม ประโยคตามมาก็น่าตกใจเช่นกัน
"ไม่เคยมีเลยค่ะ ทำงานได้ตามปกติ มันต่ำหลังจากคุณหมอปรับเพิ่มยาให้ใหม่ พอต่ำลงคุณหมอจึงแนะนำให้ดื่มเบียร์เพราะกลัวจะเป็นลม"
ผมหลับตานับ ห้า..สี่..สาม..สอง..หนึ่ง แล้วอธิบายคนไข้ใหม่ แจ้งว่าถ้าความดันลดต่ำลงแต่ยังไม่มีอาการวูบหน้ามืด ก็ยังไม่อันตรายมาก อาจจะปรับลดยาลดความดันดูก่อน ส่วนการดื่มเหล้า อาจจะทำให้รู้สึกวูบวาบ แต่จริง ๆ แล้วความดันโลหิตจะลดต่ำลงไปอีก และที่สำคัญคือเกิดผลเสียแน่นอนเพราะไตรกลีเซอไรด์สูงมากแล้ว
พูดคุยกันประมาณสามสิบนาทีจนเข้าใจทุกถ้วนกระบวนความ สรุปว่าเราจะลดยาความดันโลหิตลง (วัดความดันท่านั่งสูงกว่าท่ายืน) และหยุดดื่มเบียร์ ลดอาหารมัน แล้วจะลองติดตามผลและเจาะเลือดซ้ำโดยงดอาหาร 8 ชั่วโมงว่าเป็นอย่างไร ผู้ป่วยและลูกสาวเข้าใจดี จึงพากันกลับบ้าน
เรื่องราวเหล่านี้ยังพบเห็นได้ทั่วไป ความเชื่อเรื่องการดื่มเหล้ากระตุ้นเลือดลม กระตุ้นความดันเลือด ยังคงมีอยู่ไม่ห่างหาย และบางครั้งมาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกด้วย ผลดีจากการดื่มเหล้าหวังผลกระตุ้นความดัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือไม่ แต่ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงจนน่ากังวล มันเกิดผลเสียขึ้นมาแล้ว

07 พฤษภาคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง


เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง
มีผู้ป่วยชายชาวออสเตรเลียเข้ามาปรึกษาขอความเห็นและส่งตรวจ สุภาพบุรุษชาวออสเตรเลียคนนี้เป็น ‘เขยฝรั่ง’ มาพร้อมกับภรรยาชาวไทย หน้าตาดูกังวลใจระดับหนึ่ง มาพร้อมเอกสารการตรวจจากรพ.แห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ผมพอสื่อสารกับเขาได้ ภาษาอังกฤษก็พอออกงานได้บ้าง ได้ความดังนี้ คุณออสเตรเลียเขาทำงานเก็บเงินเก็บทองได้พอควร ตั้งใจจะมาใช้ชีวิตเกษียณที่นี่ เขาแต่งงานกับภรรยามาสิบปีแล้วแต่ไม่มีลูกด้วยกัน นี่ก็จะย้ายมาประเทศไทยถาวรเลย
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เธอปวดท้องพอสมควรหลังดื่มเหล้า จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยก่อนหน้านี้แข็งแรงดีและด้วยความที่แข็งแรงดี เธอดื่มเบียร์วันละไม่ต่ำกว่าสองขวดใหญ่ ดื่มไวน์ ดื่มวิสกี้ สลับกันไปมาเกือบสามสิบปี
คุณหมอที่โรงพยาบาลให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ อาการกำเริบจากเหล้าและได้ส่งตัวไปทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง พบลักษณะของตับแข็ง และภรรยาให้ประวัติว่า “หมอที่ทำอัลตร้าซาวนด์บอกว่าม้ามโตมาก ต้องไปทำตรวจเพิ่มเติมนะ อาจจะเป็นมะเร็งได้” คนไข้อาจจะฟังผิดหรือถูก ไม่ทราบได้ แต่ให้ประวัติมาแบบนี้
มะเร็ง ชื่อนี้ใครก็กังวล ผู้ป่วยและภรรยาจึงมาปรึกษา
ผมถามว่า “เคยทราบเรื่องตับแข็งมาก่อนหรือไม่ และคุณหมอแจ้งว่าเป็นตับแข็งจากอะไร” ทั้งคู่ตอบมาพร้อมกันว่าเกิดจากดื่มเหล้า เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับว่าดื่มหนัก ภรรยาเคยเตือนบ่อยแต่ไม่ฟัง จนมาพบภาพอัลตร้าซาวนด์นี้
“คุณหมอเขาตรวจเลือดเพิ่มเติมไหมครับ”
คำตอบที่ได้คือ ยังไม่ตรวจอะไรเพิ่มและแจ้งคุณหมอท่านเดิมว่าดื่มเหล้าจัด ก็น่าจะตับแข็งจากเหล้า
เมื่อชำเลืองมองรายงานผลพบว่ามีลักษณะตับแข็งที่ชัดเจน ท่อทางเดินน้ำดีปกติ ไม่มีก้อนแต่อย่างใด ผู้ป่วยและญาติปรึกษาว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมจึงถามว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นตับแข็งจากสาเหตุใด” คำตอบที่ได้เหมือนเดิม ผู้ป่วยและภรรยาฟันธงว่าเหล้า เขาบอกว่าคนในครอบครัวเขาก็บอกแบบนี้
คนไข้และญาติฝังใจมาแล้วว่าตับแข็งจากเหล้า และไม่มีทางรักษา
“ตับแข็งจากเหล้า การรักษาก็แค่หยุดเหล้า ซึ่งคุณตั้งใจจะหยุดอยู่แล้ว แต่คุณทราบไหมว่าถ้าคุณมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดตับแข็ง แล้วคุณละเลยมันไปเพียงเพราะคุณยึดมั่นว่าคุณตับแข็งจากเหล้าเท่านั้น คุณจะเสียโอกาสในการรักษาและป้องกันมะเร็ง ถ้าสาเหตุอื่น ๆ อันนั้นมันรักษาได้” ผมไม่ได้พูดแบบหมอใจดีด้วยนะครับ แต่จริงจังขึงขัง เสียงดังขึ้น บอกด้วยภาษาท่าทางว่า คุณต้องฟังฉัน
หลักใหญ่ใจความคือ เข้าใจนะว่าคุณดื่มเหล้ามาก พบตับแข็งก็โทษแต่เหล้า โดยลืมสาเหตุหลักคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี เพราะเป็นสาเหตุของตับแข็งและมะเร็งตับที่พบมากกว่า บ่อยกว่า และแก้ไขได้
ได้ผลแฮะ…คนไข้และภรรยา ดูกังวลใจน้อยลงและเข้าสู่อารมณ์ขี้สงสัย สายตาพร้อมจะเรียนรู้ ผมจึงหยิบกระดาษเอสี่มาสองแผ่นพร้อมปากกาสามสี วาดรูป อธิบายสาเหตุหลักของตับแข็งที่พบบ่อย แนวทางการตรวจและรักษา การปะเมินภาวะตับแข็งและเฝ้าระวังมะเร็งตับที่จำเป็น
ใช้เวลา 45 นาทีถ้วน ใช้ทั้งภาษาอังกฤษชั้นมัธยม ภาษามือ อธิบายภาษาไทยให้ภรรยาเขาช่วย วาดรูปประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม ในนาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราต้องช่วยเขาให้กระจ่างให้ได้
สำเร็จ…การรักษาขั้นแรกประสบผล คนไข้และภรรยาเข้าใจอย่างดี สีหน้าคลายกังวล คนเรานะครับจะกลัวสิ่งที่ไม่รู้มากกว่ากลัวว่ารู้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราคุยถึงแผนการตรวจ การติดตาม ถ้าเจอนี่ทำอย่างไร ถ้าไม่เจอนั่นทำอย่างไร
ก่อนกลับคนไข้ลุกขึ้นของจับมือและบอกว่า ผมได้รักษาเขาแล้ว เขาไม่กังวล ไม่ว่าจะเจออะไร เพราะมั่นใจว่าเราจะมีทางรับมือปัญหาต่าง ๆนั้น
อืม…การรักษาโรคก็เรื่องนึง การรักษาคนก็อีกเรื่องนะ ฝรั่งไทยจีนก็คนเหมือนกัน หวาดหวั่น ตกใจ เครียด ถ้าไม่รักษา 'คน' ก่อน จะยากที่จะไปรักษาโรค และถ้าใจพร้อม กายพร้อม เจอโรคอะไรก็หมดกังวล
ผลการตรวจเพิ่มเติม ส่งทำอัลตร้าซาวนด์ซ้ำก็ไม่พบก้อน การทำงานตับเข้าข่ายตับแข็งและมีผลจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ผลการตรวจ alpha-fetoprotein ไม่สูง ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี สายพันธุ์ที่ 1 ปริมาณ RNA ของเชื้ออยู่ที่ประมาณ แปดแสนตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี
ผู้ป่วยตกลงใจรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และต้องการเข้าสู่การเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวต่อไป
ขอบคุณในความอดทนของตัวเอง

 

12 กุมภาพันธ์ 2569

แมลงเม่า มีอันตรายโดยตรงกับสุขภาพหรือไม่

 แมลงเม่า มีอันตรายโดยตรงกับสุขภาพหรือไม่

ช่วงนี้แมลงเม่าเยอะมากครับ บินว่อนเต็มตลาดหุ้นและตลาดทองคำ เลยนึกคำถามตัวเองได้ว่าแล้วแมลงเม่ามันอันตรายโดยตรงไหม
ไม่เจอว่ากัด เข้าตา เข้าหูแต่อย่างใดนะครับ ที่เจอคือ contact dermatitis ผื่นแพ้ผิวหนังเกิดจากการสัมผัสสารแพ้ ซึ่งเกิดได้หลายอย่าง จากตัวแมลงเม่าเองคือขี้แมลงเม่า หรือน้ำลายของมันที่ใช้ย่อยเนื้อไม้ ที่อาจเกาะบนตัวแมลงเม่า หรือปนเปื้อนที่จุดต่าง ๆ ในบ้าน หรือจากเชื้อรา ละอองเกสร ฝุ่นไม้ ที่เกาะบนตัวแมลงเม่า
อาการคือมีผื่นแดงขึ้นฉับพลัน คัน ตรงบริเวณที่สัมผัส มีรายงานพบบ้างในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อนำไปศึกษาพบว่าเป็นปฏิกิริยาผ่าน IgE เหมือนผื่นลมพิษทั่วไป
แต่ไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดการช็อก หลอดลมตีบ หน้าบวม หรือระบบไหลเวียนผิดปกติ มีแค่ผื่นนี่แหละครับ
การรักษาเป็นการหลีกเลี่ยงสิ่งแพ้ ล้างทำความสะอาด ฟอกสบู่ ลดการกระตุ้น และใช้ยาแก้แพ้กลุ่มยาต้านฮิสตามีนจนอาการดีขึ้น

01 พฤศจิกายน 2568

โพสต์เกี่ยวกับสุขภาพ

 มีคนส่งโพสต์เกี่ยวกับสุขภาพมาให้ คิดว่าหลายท่านอาจจะเคยเห็นนะ

ผมไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด คุณอ่านแล้วตัดสินเอง
1. การขึ้นลงบันได ไม่ได้ทำให้เข่าพัง และใช้เป็นการออกกำลังกายได้ แต่ต้องระวังตกบันได ประเด็นสำคัญที่ทำให้เข่าพังคือ อายุ น้ำหนัก และการใช้งานหนักในอดีต
2. หมอนรองกระดูกไม่เคลื่อนได้ง่าย การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาตามปกติ ไม่มีอุบัติเหตุ แทบไม่มีโอกาสเคลื่อน ดังนั้นเชิญเล่น Hula hoop ตามสบาย
3. เดินสายพานด้วยการปรับความชันขึ้นเป็นระยะ เป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายเพื่อรักษาหลอดเลือดแดงที่ขาตีบเรื้อรัง เชิญปรับตามต้องการเท่าที่ไหว
4.ร่างกายสัมผัสแสงแดดเป็นสิ่งที่ดี กระตุ้นการทำงานของวิตามินดี แต่ก็ไม่ต้องทุกวันก็ได้นะ
5.ยิ่งเราอายุมากขึ้น เราควรออกกำลังกายประจำ และออกกำลังกายปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ เป็นอย่างน้อย ยกเว้นมีข้อห้าม เช่น ความดันสูงคุมไม่ได้ โรคหัวใจคุมไม่ได้ และควรมีฝึกกล้ามเนื้อด้วย มวลกล้ามเนื้อได้ลดช้าลง
6.ไขมันพอกตับ เป็นโรคทางเมตาบอลิกที่ส่วนมากเกิดจากการดื้ออินซูลิน การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่การรักษาที่สำคัญกว่าคือ การลดน้ำหนัก ลดปริมาณไขมัน เลิกเหล้า
7. การควบคุมอาหารไขมัน ส่งผลต่อ LDL ในเลือดประมาณ 15-20% ส่วนการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ เราต้องการ LDL reduction ที่ 30-50% เป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่ต้องใช้ยา
8. HDL ไม่สามารถไป counter balance LDL ได้ ...และ LDL, HDL คือ ไลโปโปรตีนที่ร่างกายเราสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ปัจจัยสำคัญในการควบคุม (rate limiting step) ไม่ได้เกิดจากการดูดซึมไขมันจากการกิน
9. สารบ่งชี้มะเร็ง ไม่แนะนำใช้ในการคัดกรองมะเร็งใดทั้งสิ้น และการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุดในตอนนี้คือ colonoscope ส่องกล้องลำไส้ใหญ่
10. การเลี่ยงอาหารแปรรูปเป็นสิ่งที่ดี แต่กินเข้าไปก็ไม่ได้เสียหายจนน่ากลัว ยังมีประเด็นอื่นที่ต้องทำมากกว่า เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ เลิกหวาน ลดน้ำหนัก
All reactions:
หมอหิว ไม่อยากตรวจแล้วอะ and 2K others

30 ตุลาคม 2568

ตอบและย้ำ : ไม่มีทางลัดในการลดน้ำหนัก

 ตอบและย้ำ : ไม่มีทางลัดในการลดน้ำหนัก

มีคนมาปรึกษาว่า ถ้าใช้ปากกาลดน้ำหนักแล้วไม่ต้องเปลี่ยนการกิน กินเหมือนเดิม น้ำหนักก็ลง จริงไหม
อย่างงี้นะเด็ก ๆ ... ถ้าเริ่มต้นเธอกินอาหารแบบควบคุมอยู่แล้ว คุมพลังงาน คุมชนิดอาหาร จนเป็นปรกติวิสัยอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องปรับนะ ฉีดปากกาก็เป็นส่วนเสริมให้เห็นผลเร็วขึ้นจริง
แต่ถ้าไม่เคยคุมปริมาณอาหาร ไม่เคยคุมชนิดอาหาร บางคนกินอย่างกับเครื่องดูดฝุ่น แล้วจะมาบอกว่าฉีดอย่างเดียว ไม่ต้องปรับอะไรเลย อันนี้ผิด
ลดน้ำหนักไม่มีทางลัด ไม่มีทางง่าย ต้องอดทนและพยายาม หากไม่สำเร็จแสดงว่าอดทนและพยายามไม่เพียงพอ
อย่าตกเป็นเหยื่อคำโฆษณาการตลาด
การตลาดก็อย่าโฆษณาจนโอเวอร์

19 ตุลาคม 2568

เมารถ

 วิถีคนขี้เมา

“พี่เปิดร้านอยู่แม่กำปอง มาให้ได้นะ” เลยตัดสินใจไป โดยที่รู้ตัวดีว่าเป็นคนขี้เมา ไม่น่าจะไหว คือ เมารถอย่างหนัก
หนทางขึ้นแม่กำปอง จากอำเภอแม่ออน ขึ้นเขาคดเคี้ยวเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ทางแคบและขนาบข้างด้วยต้นไม้สูง เป็นเหตุแห่งการเมารถชั้นดี
กลไกการเมารถเกิดจากความ “สับสน” ทิศทางของระบบรับตำแหน่งในหูชั้นใน กับระบบการติดตามวัตถุเพื่อระบุตำแหน่งของดวงตา ตามองไปทาง รถไปอีกทาง พอสับสนสัญญาณประสาทจะรวน ส่งสัญญาณไปที่ทาลามัส และส่งต่อไปยัง vomiting center แจ้งว่า ตอนนี้ร่างกายมีพิษต้องอาเจียนออก อาการจะคล้าย ๆ ผะอืดผะอม อาหารเป็นพิษ
วิธีแก้คือ ให้จ้องจุดสายตาไปไกล ๆ นิ่ง ๆ ที่จุดใดจุดหนึ่ง เป็นการ “หลอกกลับ” ระบบประสาทตัวเอง ว่าฉันยังนิ่งอยู่นะโว้ย สัญญาณสับสนจะลดลง
และการส่งสัญญาณประสาทนี้ ใช้สารสื่อประสาทฮิสตามีน เราจึงสามารถใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่เข้าสู่สมองได้ดี ตัวที่นิยมคือ dimenhydrinate ขนาด 50 มิลลิกรัม กินหนึ่งเม็ดก่อนออกเดินทางประมาณ 30 นาที อีกแบบคือชนิดแปะหลังหู
กว่าจะขึ้นไปถึงแม่กำปอง ก็มีรายการโอ๊กอ๊ากพอสมควร วันนั้นใครนั่งรถบริการขึ้นแม่กำปอง เห็นคนเฒ่านั่งตาลอย ถือถุงของเหลว นั่นแหละผม
ถนนขึ้นแม่กำปองเป็นสองเลนสวนกัน ที่แต่ละข้างไม่ลดความเร็ว เป็นที่หวาดเสียวยิ่งนัก
ด้านบนแม่กำปองช่างจอแจ มีร้านค้า ร้านอาหาร มีข้าวซอยทุกร้าน อาหารปิ้งย่างริมทาง ไข่ป่าม..น่าจะใช่นะ อร่อยดี
คนที่เมารถ ไม่ควรกินอะไรมากครับ เอาแค่พอสบายท้อง ผมกินไข่ป่ามกับจิบชาร้อน การดื่มเครื่องดื่มร้อนจะช่วยลดอาการได้ดีทีเดียว
ส่วนคนเมารัก มาที่นี่จะเมามาก เพราะคู่รักเต็มไปหมด
หลังจากสนทนาพาทีกันพอสมควรแก่เวลา คุณพี่รับอาสาลงไปส่งถึงในเมือง ผมบอกว่าขอไปที่สันกำแพงดีกว่า จะได้ไปดูจุดน่าสนใจที่นั่น
และพอก้าวขึ้นรถกระบะก็เตรียมอุปกรณ์การลงเขาส่วนตัวคือถุงพลาสติกคล้องหู
พี่ถามว่า น้องเมารถด้วยหรือ อายุขนาดนี้แล้ว ฮ่า ๆๆ
“เออ วันหลังปล่อยกรูไปเดินพิพิธภัณฑ์ ตามประสาคนเฒ่าเต๊อะสู”

03 ตุลาคม 2568

Blood Pressure: Does it matter?

 

Blood Pressure: Does it matter? 

  ขอบอกว่าร่างเรื่องนี้และอ่านสะสมมาพอสมควร แต่ไม่มีแรงเขียน จนไม่นานมานี้สมาคมโรคความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ตำราโรคความดันโลหิตสูง และได้อ่านบทประวัติโรคความดันโลหิตสูง โดยอ.พีระ บูรณะกิจเจริญ ปรมาจารย์ด้านโรคความดันโลหิตสูง ผมเคยมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ ยังทึ่งกับการสอนและการโยงความคิดของอาจารย์ ก็เลยได้ฤกษ์เขียนสักที  

  ผมคิดว่าการรักษาโรคความดันโลหิตสูงนั้น ทุกคนคงเข้าใจและยอมรับ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสงสัยคือ เราจะรักษาโรคความดันไปทำไม ทั้ง ที่ก็ไม่มีอาการผิดปกติ การศึกษาประวัติความเป็นมาของโรคได้อธิบายคำตอบนั้นอย่างชัดเจนครับ อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าความเข้าใจผ่านเรื่องเล่าสนุก มันซึมลึกมากกว่าให้ไปกินยาเฉย ครับ 

จุดเริ่มต้นของการศึกษาระบบไหลเวียนเลือด 

  ย้อนกลับไปในสมัยยุคกลาง เราเชื่อกันว่าโรคต่าง เกิดจากความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย หนึ่งในนั้นคือเลือด การรักษายอดนิยมในสมัยนั้นคือการถ่ายเลือด แต่เป็นการเอาออกอย่างเดียวนะครับ เพื่อหวังผลรักษาสมดุลร่างกาย เช่นการรักษาหัวใจวาย สมัยนั้นเขาเอาเลือดออกจากตัว ก็พออธิบายได้จากการลดเลือดที่จะไปเข้าหัวใจ หัวใจจึงทำงานลดลง (ปัจจุบันเราใช้ยาขับปัสสาวะ) แต่พบว่าหากเลียเลือดมากจากการเอาเลือดออกจากตัว จินตนาการเอาเข็มบริจาคเลือดเสียบไว้แล้วปล่อยให้ไหลไปเรื่อย ร่างกายกลับแย่ลงและเสียชีวิต 

  กว่าจะมาเข้าใจว่าระบบเลือด เป็นระบบไหลเวียนแบบปิด คือไหลวนกลับเป็นวงรอบ ซึ่งความเข้าใจนี้สามารถอธิบายสรีรวิทยาของร่างกายได้มากมายโดยเฉพาะระบบไหลเวียนเลือด โดยคนที่คิดค้นคือ William Harvey ตั้งแต่ปี 1600 และเขียนเป็นตำรา De Motu Cordis เรียกว่าเปลี่ยนวิธีคิดและความเข้าใจในร่างกายตนไปมากมาย เป็นจุดเริ่มของการศึกษาระบบหลอดเลือดที่ได้รับการปลดล็อกนี้ออกมามากทีเดียว  

  ในช่วงปี 1700-1730 เริ่มมีการศึกษาระบบไหลเวียนโลหิตโดยศึกษาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะพลศาสตร์การไหลเวียน Stephen Hales ทำการวัดระดับแรงดันเลือดในสุนัขโดยพบแรงดันสูงสุดในหลอดเลือดแดงช่วงหัวใจบีบตัว ซึ่งก็คือแรงดันซีสโตลีนั่นเอง และเมื่อเสียเลือดมากความดันโลหิตลดลง พอทำการหยุดเลือดความดันโลหิตก็เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่วัดความดันในระบบเลือดแดงเท่านั้น ยังวัดความดันในระบบเลือดดำอีกด้วย พบว่าความดันเลือดดำต่ำกว่าเลือดแดง และต่ำที่สุดที่หลอดเลือดดำ vena cava 

  ทั้งหมดนี้เป็นการวัดค่าโดยตรงใช้การผ่าตัดและสอดสายสวนเข้าหลอดเลือด แม้จะได้ค่าที่แม่นยำและเป็นจริง แต่ยังเป็นขั้นตอนที่รุกล้ำ ไม่สามารถใช้ได้จริงในคน  

ความผิดปกติของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิต 

  เนื่องจากการวัดค่าความดันโลหิตทำได้ยากและยังทำในคนไม่ได้ ความสัมพันธ์ของความดันโลหิตและการเกิดโรคจึงยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็เริ่มมีความสงสัย มีข้อสังเกต เริ่มจาก Richard Bright ในปี 1827  

  Richard Bright เกิดและสร้างผลงานในยุคบุกเบิกวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน ยุคสมัยเดียวกับ Thomas Addison ผู้คิดค้นโรคต่อมหมวกไตไม่สร้างฮอร์โมน เรียกว่า Adison's disease เกิดในยุคเดียวกับ Thomas Hodgkin ผู้พบโรคเนื้องอกต่อมน้ำเหลือง Hodgkin's disease ที่แต่ก่อนเราเรียกว่า Hodgkin's lymphoma  

  ขอเพิ่มอีกหนึ่ง Thomas ที่เกี่ยวข้องกับ Richard Bright คือ Thomas Guy ผู้ก่อตั้ง Guy's school of medicine เป็นแหล่งรวบรวมกูรู ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิชาแพทย์ของเกาะอังกฤษ ที่นี่จึงมีงานวิจัยและผลงานลือชื่อมากมาย นั่นรวมถึง Richard Bright ด้วย อ้อ..ที่ว่าเป็นสุดยอดตักศิลาวิชาแพทย์ของอังกฤษในยุคนั้น ยังเป็นรากฐานสำคัญในยุคนี้ด้วย เพราะโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาล Guy ได้ควบรวมกับโรงพยาบาล St. Thomas กลายเป็นสถาบันการแพทย์ King's College School of medicine ในปัจจุบัน  

  ผู้บุกเบิกทุกคนมีชื่อโรคที่ตัวเองค้นพบทั้งนั้น Richard Bright ได้กำหนด Bright's disease ขึ้นมาเช่นกัน 


   Bright's disease 

  Bright ได้กำหนดลักษณะสามประการของโรคคือ บวมทั้งตัว อัลบูมินในปัสสาวะ และ โรคไตเรื้อรัง (ปัจจุบันคือ glomerulonephritis) และพบว่าเมื่อให้การรักษาด้วยการนำเลือดออกและการกินอาหารที่ไม่เค็ม สามารถลดอาการของโรคได้ แต่ตอนนั้น Bright ยังไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดและแน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงจากความดันโลหิตสูงด้วย เพราะวิธีการวัดความดันโลหิตในคนแบบที่ไม่รุกล้ำ แบบที่ปลอดภัย แบบที่ใครก็ทำได้ เพิ่งมาค้นพบในปี 1872 สี่สิบกว่าปีหลังจากข้อสังเกตของ Bright  

  คุณหมอ Frederik Akbar Mohamad จากโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ Guy อีกเช่นเคย ได้วัดความดันมนุษย์โดยวิธี sphygomanograph ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นกระแทกของเลือดที่พุ่งกระแทกหลอดเลือด หลังจากบีบให้เลือดไม่ไหลเวียนชั่วคราว ก็วัดได้ดีระดับหนึ่ง คราวนี้คุณหมอคงสังเกตได้ว่า Bright's disease จะสัมพันธ์กับค่าความดันเลือดที่สูงต่อเนื่อง จึงทำการเก็บข้อมูลและพิสูจน์ พร้อมตีพิมพ์ Bright's Disease คืออาการที่เกิดจากความดันโลหิตที่เพิ่มสูงเรื้อรัง 

  นี่คือครั้งแรกของโลกที่ได้รู้จักโรคความดันโลหิตสูงที่แท้จริง ไม่ใช่แค่วัดความดันแล้วพบว่าสูง แต่หมายถึงอวัยวะที่ถูกทำลายและการทำงานของระบบอวัยวะที่เริ่มถดถอยลง  

  ถ้าเรามาขยายความย้อนหลัง Bright's disease เป็นได้หลายโรคครับ เพียงแต่ตอนนั้นเรายังหาความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงไม่ได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรค Bright แน่นอนว่าหากเกิดจากความดันโลหิตสูง จะต้องตรวจพบความดันโลหิตสูง เวลาที่วินิจฉัยอย่างแน่นอน เพราะนี่คือผลแทรกซ้อนมาอย่างยาวนานของโรคความดันโลหิตสูง มีความเป็นไปได้ยิ่งว่าปัจจุบันคือ hypertensive nephrosclerosis  

   คุณหมอ Mohammad กล่าวถึงโรคนี้ในปี 1872 แต่การพิสูจน์โรคที่ชัดเจนเกิดในช่วงปี 1900 หลังจากมีการประดิษฐ์ Sphygomanometer แบบตรวจง่าย โดย Scipione Riva Rocci ที่อาศัยการคลำชีพจร และต่อด้วยการค้นพบเสียงที่ไม่ได้ยินของการวัดความดัน (Korotkoff's sound) โดย Nikolai Korotkoff ในปี 1905 ทำให้การวัดทำได้ง่าย ไม่รุกล้ำ การศึกษาโรคความดันโลหิตสูงและผลของโรคจึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด  

  ก่อนที่เราจะอ่านต่อไป ขอแวะมาที่การวัดค่าความดันโดยใช้วิธีคลำและวิธีฟัง ที่จะมีความสัมพันธ์เชิงความผิดพลาดในการวัดค่าที่เรียกว่า ausculatatory-palpation gap คือค่าความดันที่ได้จากสองวิธีไม่เท่ากัน ที่มักจะพบในผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงแข็ง เช่น ผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หรือการที่เราบีบลมเข้าแถบวัดความดันอ่อนเกินไป ทำให้เราพลาดเสียงแรกที่ได้ยินอันควรจะเป็นเสียงของความดันซิสโตลิก (ที่ควรจะคลำได้พร้อมกัน) ไปได้ยินเสียงที่สอง และเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงแรก อ่านค่าความดันได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

  ดังนั้นวิธีวัดความดันด้วยเครื่องวัดความดันแบบปรอทที่ถูกต้อง จะต้องวัดด้วยการคลำก่อน เมื่อได้ค่าความดันจากการคลำ จึงวัดด้วยการฟัง ซึ่งจะบีบลมเข้าไปให้มากกว่าค่าที่ได้จากการคลำ 20-30 มิลลิเมตรปรอท จะได้ไม่พลาดค่าความดันซิสโตลิกที่ถูกต้อง

  ส่วนเครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัติแบบปัจจุบันจะเป็นแบบ oscillometric ใช้การวัดการสั่นสะเทือนและมาคำนวณค่า จึงไม่มี auscultatory-palpation gap แต่ก็มีข้อจำกัดในแบบอื่นเช่นกัน

  อดีตที่เราไม่รักษาความดันโลหิตสูง

 ท่านประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดีลาโน รูสเวลต์ ของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเสียชีวิตกลางคันที่มีสมมติฐานว่าน่าจะเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง ทั้ง ที่ท่านประธานาธิบดีและแพทย์ประจำตัวทราบมานานแล้วว่ามีความดันโลหิตสูงตั้งแต่ปี 1937 (ผมไม่ใช้คำว่าโรคความดันโลหิตสูงนะครับ) ในระดับ 160/100 มิลลิเมตรปรอท ทำไมไม่ทำการรักษา หรือมีบันทึกว่าก่อนการประชุมที่ yalta ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การประชุมที่มีภาพผู้นำสหรัฐ อังกฤษและโซเวียต นั่นแหละครับ มีการบันทึกค่าความดันของประธานาธิบดีรูสเวลต์ว่าอยู่ที่ 260/150 มิลลิเมตรปรอทเลยทีเดียว 

 ในขณะนั้นตำราแพทย์ Harrison’s Principle of Internal Medicine ในเล่มพิมพ์ครั้งที่ 1 โดยอาจารย์ Tinsley Harrison เองเลยกล่าวว่าการรักษาความดันโลหิตจะทำในคนที่มีอาการเท่านั้นเช่นเดียวกับตำราเภสัช Goodman and Gilman ในเล่มพิมพ์ครั้งที่ 1 ก็เขียนว่าไม่ต้องรักษาความดันโลหิตสูงหากไม่จำเป็น

  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

  หลังจากที่เรารู้จักค่าความดัน รู้จักการวัดความดัน และเริ่มสังเกตได้ว่าโรค Bright’s disease สัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง โลกของเราในยุคปี 1900-1950 มีการศึกษาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงมากขึ้น ด้วยข้อมูลการศึกษายุคนั้น ประกอบกับภาวะขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากร เนื่องจากสงครามโลกและภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ชุดความจริงที่เรารู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงมีอย่างจำกัด ส่วนมากเป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางในเวลาใดเวลาหนึ่ง ด้วยเครื่องมือที่ต่างกันมาก 

  ทฤษฎีในเวลานั้นกล่าวว่า ความดันโลหิตสูงเป็นกลไกการทำงานอันเป็นปกติของร่างกาย เพื่อชดเชย (compensation) การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเหตุต่าง เช่น สูงวัย โรคไต ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปลดความดัน ในช่วงนั้นเราพบยาที่สามารถทำให้ความดันโลหิตต่ำลงได้แล้ว แต่เนื่องจากยังไม่มีแนวคิดการลดความดัน ยากลุ่มนี้จึงยังไม่ใช่ยาลดความดันอย่างที่เราเจตนาในยุคปัจจุบันนี้

  ปี 1940 ตำรา Disease of the Heart ได้มีการนิยามโรค benign hypertension คือไม่รุนแรง โดยกำหนดที่ค่าความดันไม่เกิน 200/100 มิลลิเมตรปรอท และไม่ต้องใช้ยารักษา 

  แล้วถามว่าในยุคนั้นที่ว่าไม่ต้องลดความดัน ไม่ต้องรักษา แสดงว่ามันต้องมีวิธีรักษาสิ ใช่แล้วครับวิธีรักษาในยุคนั้นคือ การลดน้ำหนัก การลดเกลือ ใช่แล้วอีกครั้ง การรักษานี้มีมาตั้งแต่ยุคแรก ประสิทธิภาพสูงแต่ประสิทธิผลต่ำ การศึกษาโรคความดันโลหิตในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบก้าวหน้ามาก เพราะการถือกำเนิดเครื่องวัดความดันแบบวัดง่าย จึงมีข้อมูลความสัมพันธ์ของระดับความดันโลหิตและความอ้วน การกินเค็ม เรารู้ว่าน้ำหนักมาก เค็มมาก ความดันสูง และลดน้ำหนัก ลดเค็ม ความดันลดลง ยังไม่มีบทพิสูจน์ว่าตายบดลงหรือเกิดโรคลดลง 

  อีกหนึ่งวิธีรักษาที่มีในสมัยแรกคือการตัดเส้นประสาทซิมพาเธติกที่ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติในร่างกาย (ระบบประสาทซิมพาเธติก มีผลทำให้ความดันโลหิตเพิ่ม..ย้ำว่าทำให้เพิ่มตามกลไกธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ความดันโลหิตสูง) แน่นอนว่าไม่ค่อยสำเร็จ เพราะทำยากและอันตราย

  ปัจจุบันวิธีที่พัฒนาจากแนวคิดนี้คือการทำ renal denervation ตัดเฉพาะเส้นประสาทเลี้ยงไตส่วนที่ควบคุมความดันเท่านั้น 

  สรุปว่า ถ้าความดันสูงเล็กน้อย (สมัยนั้นคือต่ำกว่า 200/100) และไม่มีอาการใด ไม่ต้องรักษา อีกทั้งปรัชญา แนวคิดต่าง เอียงไปทางไม่รักษาอีกด้วย ความคิดนี้มาเริ่มเปลี่ยนจากจุดเปลี่ยนสองจุดคือ เรื่องราวของท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์ และ การศึกษา Framingham 

จุดเปลี่ยนของแนวคิดการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

  กลับมาที่ประธานาธิบดีรูสเวลต์ ตอนที่บินไปประชุมที่ยัลตา พื้นที่ไครเมีย ยูเครนในปัจจุบัน เพื่อวางแผนจัดการยุโรปและเยอรมันหลังสงคราม ตอนนั้นสุขภาพของประธานาธิบดีรูสเวลต์ทรุดโทรมมาก ในการประชุมครั้งนั้น แพทย์ประจำตัวของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ได้บอกกับทีมแพทย์ของประธานาธิบดีรูสเวลต์ว่า ถ้าคุณปล่อยให้ประธานาธิบดีความดันโลหิตสูงแบบนี้นะ อีกไม่ช้าเขาจะเสียชีวิต

  การประชุมยัลต้าจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1945 อีกสองเดือนต่อมา รูสเวลต์เสียชีวิตจากเลือดออกในสมองแบบเฉียบพลัน ก่อนเสียชีวิตวัดค่าความดันโลหิตได้ 300/190 มิลลิเมตรปรอท และคุณหมอประจำตัวท่านประธานาธิบดีคือ Rober G. Bruenn เชื่อว่าเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง

  นับว่าเป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับโรคความดันโลหิตสูงในวงกว้าง และเป็นหนึ่งในเหตุผลการก่อตั้งหน่วยงานระดับชาติคือ National Heart Lung Blood Institutes เพื่อศึกษาวิจัย ป้องกันรักษา โรคไม่ติดต่อ ที่สำคัญเลยคือ โรคความดันโลหิตสูง ก่อตั้งในปี 1948 หลังจากอสัญกรรมของรูสเวลต์เพียงสามปี 

  NHLBI ได้จัดทำการศึกษา Framingham Heart Study และพบความจริงที่จะเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่ถือปฏิบัติกันมามากกว่าครึ่งศตวรรษ 

  การศึกษาฟรามิงแฮม เป็นการศึกษาติดตามภาวะสุขภาพของประชากรกลุ่มหนึ่งในเมืองฟรามิงแฮม รัฐแมสซาซูเซตต์ โดยติดตามหลายชั่วคน กำหนดตัวแปรปัจจัยสุขภาพที่สนใจ และผลลัพธ์การเกิดโรค การตาย มีการเก็บข้อมูลเป็นระยะ ที่เลือกเมืองนี้เพราะเมืองเล็ก มีการย้ายถิ่นฐานน้อยมาก ประชาชนให้ความร่วมมือดี 

  ปี 1960 การศึกษาฟรามิงแฮม ได้ตีพิมพ์ผลของโรคความดันโลหิตสูงที่สำคัญคือ ความดันโลหิตสูงต่อเนื่องจะเพิ่มการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง ในขณะที่การลดความดันโลหิตลง พบว่าอันตรายต่าง เหล่านั้นลดลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหรือการควบคุมเกลือก็ตาม 

  เป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าความดันโลหิตสูงมีผลเสียต่อสุขภาพ แม้จะไม่มีอาการก็ตามและการลดความดันโลหิต ส่งผลดีต่อสุขภาพชัดเจน สมมติฐานของ Richard Bright มาถูกทาง และตัวเลขค่าความดันโลหิตในการศึกษาฟรามิงแฮม เคาะตัวเลขออกมาที่มากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท

  หลังปี 1960 โรคความดันโลหิตสูงจึงใช้เกณฑ์ที่ค่าความดันสูงกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท จากการวัดไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ร่วมกับพบหัวใจโตร่วมด้วย โดยอิงจากผลการศึกษาฟรามิงแฮม 

  และนี่คือจุดเปลี่ยนการวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ที่ถูกกำหนดค่าตัวเลขความดันจากตัวเลขความดันที่หากมากกว่านี้ จะไปส่งผลอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด และการลดความดันโลหิต จะไปลดอันตรายจากโรคหัวใจได้

จาก 200 ลงมาเป็น 140 ได้อย่างไร

   ข้อมูลและรายละเอียดต่าง มาจากฝั่งอเมริกา ไม่เพียงแต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น ความเจริญทุกด้านก้าวล้ำนำหน้า พุ่งถึงจุดสูงสุด เพราะไม่บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่สอง การแข่งขันกับโซเวียตในยุคสงครามเย็น ฝากฝั่งยุโรปใช้เวลานานมากจนกว่าจะฟื้น 

  องค์การอนามัยโลกและสมาคมแพทย์แห่งสหรัฐถือเป็นหัวหอกในการคิดค้นแนวทางรักษาและตัวยาเพื่อการรักษาโรคความดันโลหิตสูง  หลังจากผลการศึกษา Framingham ออกมา เราเริ่มกำหนดตัวเลขที่เป็นเกณฑ์การรักษา เราได้หักล้างความคิดเดิมที่ว่าความดันโลหิตสูงจะรักษาเมื่อมีอาการ กลับเป็นเราไม่ต้องรอให้เกิดอาการ รักษาเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ โรคไต และโรคอัมพาต โดยมีบทพิสูจน์อันเป็นรูปธรรมคือ Veteran Administrative Study ศึกษาการใช้ยาลดความดันขณะนั้นคือ thiazide และ hydralazine ในการลดความดัน ตีพิมพ์ในปี 1967

  แวะออกนอกทางสักหน่อย ยาลดความดันโลหิตที่พอควบคุมได้ ผลข้างเคียงไม่สูง เพิ่งมามีใช้หลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้เองคือ reserpine, hydralazine แต่ประสิทธิภาพการลดความดันยังไม่มากนัก 

  ยาลดความดันประสิทธิภาพสูงตัวแรกคือยาขับปัสสาวะ chlorthiazide จำหน่ายในปี 1958 จะเห็นว่าในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 คือช่วงเวลาแห่ง enlightenment of hypertension ตามมาด้วยการค้นพบยาต้านเบต้าโดย James W. Block ในปี 1960 คือยา propranolol 

  เวลาแห่งการศึกษาวิจัยในช่วงเวลา 20 ปีนี้จะเปลี่ยนฉากทัศน์ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายการรักษาจากรักษาอาการและผลข้างเคียงกลายเป็นการรักษาเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง

  กลับมาที่ Veteran Administrative Study พบว่าการใช้ยา thiazide และ hydralazine ลดความดันโลหิตลงได้และลดผลแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูงลงได้ด้วย  การศึกษานี้ได้บอกเราสองประการ

  ประการแรก พยาธิสรีรวิทยาการเกิดโรคความดันโลหิตสูงมีหลายประการ (mosaic theory of hypertension) การใช้กลไกเดียวเพื่อรักษาไม่น่าจะประสบความสำเร็จ เป็นที่มาของการรักษาโดยปรับชีวิตและใช้ยา ถ้าจะใช้ยาก็จะใช้หลายชนิดในขนาดต่ำ

  ประการที่สอง เป้าหมายการรักษาโรคความดันโลหิตสูงไม่ใช่แค่ลดตัวเลขให้ได้ตามเกณฑ์ แต่ต้องปกป้องอวัยวะสำคัญที่จะเสียหายจากโรคความดันโลหิตสูงด้วย เป็นที่มาของการศึกษาการรักษาและการใช้ยาต่าง ต้องพิสูจน์ถึงการลดอัตราตาย หรือผลจากโรคความดันด้วย อันนี้จะช่วยตอบคำถามสำคัญของผู้ป่วยบ้านเราคือ กินยาแล้วไตวาย ความเป็นจริงคือการกินยา (ที่เหมาะสม) จะลดการเกิดโรคไตวาย

  Joint of National Committee

  เมื่อการศึกษาเรื่องความดันโลหิตสูงเริ่มตกผลึก ความเจริญการแพทย์ยุโรปเริ่มฟื้น ตั้งแต่ช่วงปี 1950 ห้าปีหลังสงครามยุติ สัญลักษณ์สำคัญคือการก่อนตั้ง European Coal and Steel Committee (ECSC) โดยนายกรัฐมนตรีชูมันม์แห่งฝรั่งเศส เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือของประเทศในยุโรปโดยไม่คำนึงถึงฝากฝั่งในช่วงสงคราม มีการรวมเยอรมนีเข้ามาในคณะกรรมการด้วย เป็นจุดเริ่มการกำเนิดสหภาพยุโรป

   ในฝั่งทางการแพทย์สาขาโรคความดันโลหิตสูงก็มีการก่อตั้ง European Society of Cardiology ในปี 1950 และการร่วมมือกับฝั่งอเมริกาในการประชุม Joint of Committee ในปี 1977

   สหรัฐอเมริกาจัดคณะกรรมการเพื่อวางแผนการรักษาโรคความดันโลหิตสูง หลังจากข้อมูลในประเทศออกมาแล้วว่าโรคความดันโลหิตสูงกำลังเป็นภัยคุกคามประเทศ จึงจัดประชุมนี้พร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โภชนาการ ผลการประชุมได้กำหนดเกณฑ์โรคความดันโลหิตสูงออกมาว่า 

  • เกณฑ์โรคความดันโลหิตสูงอยู่ที่เกิน 160/95 มิลลิเมตรปรอท โดยต้องวัดและยืนยันผลที่ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 
  • ถ้าอายุน้อยกว่า 50 ปี และค่าความดันอยู่ระหว่าง 140/90 - 160/95 ให้ติดตามซ้ำทุกสองเดือน ว่าจะเกินไหม
  • การรักษาจะเริ่มต้นเมื่อค่าความดันไดแอสโตลิก (ความดันตัวล่าง) มากกว่า 105 มิลลิเมตรปรอท

  มีการปรับชีวิต การปรับอาหาร การใช้ยา ได้ประกาศออกมาเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับ เราเริ่มมีทิศทางการรักษาและเป้าหมายการรักษาที่ชัดเจนมากขึ้น การศึกษาต่าง ออกมามากขึ้นเช่น ALLHAT, ACCORD ส่งผลให้การประชุม JNC แต่ละครั้งมีการเปลี่ยนแปลงทุก 4-5 ปี

  เกณฑ์การวินิจฉัยและรักษาของ JNC ในครั้งที่ 1 จนถึงครั้งที่ 4 เน้นที่ค่าความดันไดแอสโตลิกเป็นหลัก เพราะการศึกษาช่วงนั้นเน้นความสัมพันธ์ของโรคกับค่าความดันไดแอสโตลิก  แต่ในการประชุม JNC ครั้งที่สี่ มีการกำหนดความหมายของ โรคความดันโลหิตสูงที่สูงเฉพาะค่าความดันตัวบน (isolated systolic hypertension) ว่ามีผลต่อร่างกายและค่าความดันตัวบน (systolic) ก็มีความสำคัญ 

  ในการประชุม JNC ครั้งที่ห้าในปี 1993 จึงได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิตสูงใหม่ ลดระดับลงมาที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท  ตัวเลขที่เราคุ้นเคยจนมาถึง JNC 8 ในปี 2014 เพราะบทพิสูจน์ที่ว่าค่าความดันที่เกิน 140/90 นั้นเป็นจุดที่หากเราไม่รักษา ผู้ป่วยจะมีอันตรายต่อหัวใจ ไต สมอง  

   ในการประชุม JNC ครั้งที่เจ็ดในปี 2003 เริ่มมีแนวทางการปฏิบัติก่อนจะวินิจฉัยความดันโลหิต (prehypertension) เพื่อแนะนำการวัดความดันอย่างสม่ำเสมอและเริ่มปรับเปลี่ยนชีวิตตั้งแต่ค่าความดันตั้งแต่ 130/85 ขึ้นไป

 What’s next?

   โลกหลังปี 2000 มีบทสรุปเกณฑ์การรักษาโรคความดันโลหิตที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท แพทย์และนักวิจัยยังพบว่า ก็ยังมีอันตรายและผลแทรกซ้อนแบบเดียวกับผู้ป่วยโรคความดันสูง ในคนที่ค่าความดันต่ำกว่า 140/90 ในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ความดันโลหิตสูงเฉพาะตอนมาโรงพยาบาล (white coat hypertension) หรือคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอื่น เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยสูงวัยที่อดีตเชื่อว่าไม่ต้องเคร่งครัดกับค่าความดัน ปัจจุบันยังมีอันตรายจากค่าความดันที่ควบคุมได้ไม่ดี

  ผลสรุปการศึกษาในยุคหลังปี 2010 เริ่มบอกว่าเกณฑ์ค่าความดันโลหิตที่ 140/90 อาจจะยังไม่สามารถลดอันตรายลงได้อย่างที่ต้องการ เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ 

  ก็เพราะผลการสำรวจสำคัญคือ global burden of diseases ขององค์การอนามัยโลกพบว่าโรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสำคัญมากขึ้นเรื่อย และโรคความดันโลหิตสูงคือความเสี่ยงอันดับหนึ่งมาตั้งแต่ปี 2010 แม้ว่ามาตรการต่าง และยาที่ทันสมัยก็ยังไม่สามารถลดอันตรายลงได้ดีเท่าที่คาดหมาย เสียต้นทุนเฉลี่ยในการดูแลผู้ป่วยต่อคนที่ประมาณ 615 ดอลล่าร์สหรัฐต่อผู้ป่วยหนึ่งราย และประมาณการณ์ผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายหน่วยงานในโลกสนใจการรักษาและควบคุมความดันโลหิตสูงอย่างจริงจัง

  แนวคิดเรื่องการลดความเสี่ยงที่ยังหลงเหลือด้วยการลดความดันลงไปได้รับการพิสูจน์ด้วยการศึกษาหลายการศึกษา ทั้งผู้สูงวัย ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ การศึกษาที่สำคัญสำหรับแนวคิดนี้คือการศึกษา SPRINT เป็นการศึกษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่เป็นเบาหวาน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมคือรักษาความดันโลหิตตามเกณฑ์ที่ต่ำกว่า 140/90 และกลุ่มทดลองคือปรับลดค่าความดันมาที่ 120/80 พบว่าเป้าหมายการควบคุมความดันโลหิตที่ระดับ 120/80 สามารถลดอันตรายจากโรคหัวใจได้ดีกว่าระดับเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผลข้างเคียงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประโยชน์ที่ได้อย่างชัดเจน

   มีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขในหลายประเทศ ว่าหากเราปรับค่าความดันลงมาต่ำกว่า 140/90 จะช่วยชีวิตคนได้มากขึ้นไหม และเทียบกับทรัพยากรที่ต้องใช้หากมีคนที่ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มขึ้นแบบนี้จะคุ้มค่าหรือไม่ มีการศึกษาหลายแห่งในโลก และมีการศึกษาร่วมในหลายประเทศที่ชื่อโครงการ WHO-HEARTS ให้คำตอบออกมาคล้ายกันหมด

  การรักษาผู้ป่วยที่ค่าความดันโลหิตต่ำเกิน 130/80 จะมีประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์เฉพาะในกลุ่มผู้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ แต่การรักษาทุกคนที่ค่าความดันเกิน 130/80 อาจไม่คุ้มค่าในระยะสั้นในแง่เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข แต่จะมีประโยชน์ในระยะยาว 

  ทำให้แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในช่วงสิบปีหลังมานี้ ไม่ได้กำหนดเพียงค่าตัวเลขความดันแต่ยังต้องใช้ความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมาประกอบการพิจารณาอีกด้วย เกิดการรักษาเพื่อป้องกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ไขเท่านั้น



 

 Current Recommendation

  ล่าสุดในปี 2025 สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ได้เปลี่ยนเกณฑ์การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงมาที่ 130/80 มิลลิเมตรปรอท และลดระดับการควบคุมความดันโลหิตโดยมีเป้าหมายให้ไม่เกิน 130/80 

  ความความดันโลหิตค่าเดิมที่ 140/80 ปรับเป็นโรคความดันโลหิตสูงและต้องใช้ยาเพี่อควบคุมโรค ส่วนค่าความดันตั้งแต่ 130-140/80-90 จะใช้ยาเมื่อเป็นผู้ป่วยความเสี่ยงสูงและคำนวณระบบคะแนนแล้ว (PREVENT risk score) ว่าได้รับประโยชน์จากการใช้ยาและเน้นย้ำความสำคัญของการปรับชีวิตเพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงในทุกระยะและทุกความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง

  แม้ว่าคำแนะนำมาตรฐานของทางฝั่งยุโรปและสำหรับประเทศไทย ยังใช้ค่าความดันที่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ในการวินิจฉัยและรักษาโรคความดันโลหิตสูง แต่หากพิจารณารายละเอียดของแนวทาง รวมทั้งการศึกษาที่อ้างอิงในแนวทางยุคใหม่ ล้วนแต่ตั้งเป้าการควบคุมความดันโลหิตที่ต่ำกว่า 140/80 มิลลิเมตรปรอท แนวโน้มอนาคตอันใกล้ตัวเลขเกณฑ์การวินิจฉัยและเป้าหมายการควบคุมโรคความดันโลหิตจะขยับมาที่ 130/80 มิลลิเมตรปรอทอย่างแน่นอน

  ข้อกังวลที่ว่าจะมีการใช้ยามากขึ้น ผลข้างเคียงมากขึ้น หรือสมประโยชน์กับบริษัทยา น่าจะเป็นความจริงเพียงบางส่วนและเพียงเล็กน้อย เพราะทั้งหมดอ้างอิงจากการวิจัยหลายงาน ส่วนมากไม่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยา และผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์มาแล้ว ข้อสรุปที่เกิดขึ้นคือ การเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมที่จะเกิดประโยชน์จากการใช้ยา ไม่ใช่แจกยาหรือเพิ่มการใช้ยาโดยปราศจากฐานความจริง

 

 

 

 

 

 

บทความที่ได้รับความนิยม