แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคข้อและรูมาติสซั่ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคข้อและรูมาติสซั่ม แสดงบทความทั้งหมด

03 สิงหาคม 2569

สาเหตุ พฤติกรรม ที่เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสันหลังหักในผู้สูงวัย

 กระดูกสันหลังหัก แบบบังเอิญพบจากเอ็กซเรย์

ไปรับปรึกษาผู้ป่วยรายหนึ่ง ไม่เกี่ยวอะไรกับกระดูกสันหลังครับ แต่ไปเห็นกระดูกสันหลังส่วนอกข้อที่ 11 หักแบบยุบตัวลง ผู้ป่วยอายุหกสิบกลาง ๆ น้ำหนัก 85 กิโลกรัม ป่วนเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คุมได้ไม่ดี ไม่ใช่ยาชุด ไม่ใช้สเตียรอยด์ ล้มก้นกระแทกบ่อย ๆ แต่ไม่รุนแรง เพราะตัวเองรูปร่างอ้วนมาก ขยับไม่ถนัด
ก็ต้องบอกว่าในผู้ป่วยที่เสี่ยงกระดูกพรุนแบบนี้ (ยังไม่ได้วัดมวลกระดูก) ไม่ต้องล้มรุนแรงครับ แค่ก้นกระแทกจากท่ายืนก็หักได้ เพราะน้ำหนักมากและกล้าทเนื้อพยุงกระดูกไม่ไหว นอกจากกระดูกพรุนแล้ว ยังต้องประเมินโรคเรื้อรังที่กระดูกอีกด้วยเช่น มะเร็ง
ไปค้นดูว่าสาเหตุ พฤติกรรม ที่เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสันหลังหักในผู้สูงวัย ผู้ที่เสี่ยงกระดูกพรุนมีอะไรบ้าง มีคนรวบรวมเป็น systematic review ไว้เลย และมีสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมมาร่วมเป็นผู้วิจัยด้วย ลงใน Cochrane Systematic Review มีนาคม 2023 รวบรวมการศึกษาประมาณ 80000 ตัวอย่างในหลายประเทศ หลายเชื้อชาติครับ
สรุปมาเป็นหัวข้อดังนี้
ทบทวนของเครื่องใช้
ปรับปลอดภัยทั่วทุกด้าน
ป้องกันก่อนเกิดการณ์
ฝึกเชี่ยวชาญชำนาญชรา
ไปปรับใช้ ดูแลพ่อแม่ ผู้สูงวัย หรือดูแลตัวเองนี่แหละครับ ปรับให้ชิน








28 มีนาคม 2569

เจาะเลือดเจอเกาต์ ….เมื่อเอาผลแล็บนำทาง

 เจาะเลือดเจอเกาต์ ….เมื่อเอาผลแล็บนำทาง

เช้าวันเสาร์อันร้อนระอุ ลูกจ้างรายวันของคลินิกไปเปิดร้านตามเวลา ในตอนนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งรอบนบันไดทางขึ้นในร่มชายคาของร้าน
“สวัสดีครับ มาหาหมอใช่ไหมครับ เข้ามารอด้านในก่อน”
“ขอบคุณครับ” ฝ่ายชายตอบรับ
หลังจากเชื้อเชิญเข้ามานั่งรอ เปิดไฟ เปิดพัดลม เปิดแอร์ ด้วยความที่อากาศร้อน ลูกจ้างรายวันจึงนำน้ำดื่มมาให้ทั้งคู่ แล้วแจ้งว่ารอสักครู่ อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เรียกไปทำประวัติและตรวจสัญญาณชีพเบื้องต้น
“พาภรรยามาปรึกษาคุณหมอครับ ไปหาหมอมาแล้วไม่ดีขึ้น” ฝ่ายชายแจ้งแล้วให้ฝ่ายหญิงมาให้ประวัติ
สุภาพสตรีเป็นชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้าน พูดไทยไม่ชัด อายุ 30 ปี เข้ามาทำงานแบบถูกกฎหมายและตกลงอยู่กับฝ่ายชายมาสักพัก ช่วยกันทำงาน เช่าบ้านหลังเล็ก ๆ มีอาชีพเสริมทำอาหารขายคนงาน ไม่ได้สบายแต่ก็ไม่ถึงกับอดมื้อกินมื้อ วันนี้นั่งรถไฟเที่ยวเช้ามาจากจังหวัดใกล้เคียงและจ้างสามล้อเครื่องมาส่งที่คลินิก
ฝ่ายหญิงมีอาการปวดตามข้อทั้งสองข้าง อาการเป็นหนักบ้างเบาบ้าง วันที่เป็นหนักถึงกับหยิบจับสิ่งของไม่ได้และบวม กินยาแก้ปวดก็ทุเลา อาการมักเป็นทั้งสองข้างพร้อมกัน ตื่นเช้ามาบางวันข้อนิ้วข้อมือขยับยาก มีอาการอยู่ประมาณสามเดือน จึงพากันไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้าน ไปรักษามาสามครั้งแล้ว
หลังจากนั้นพยาบาลก็เรียกเข้าไปหาหมอในห้องตรวจ คุณหมอที่หน้าตาคล้ายลูกจ้างรายวันคนเมื่อสักครู่นี้ ให้คนไข้นั่งแล้วถามประวัติ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะฝ่ายหญิงฟังและพูดไทยไม่ชัด ไม่ชัดเอาเสียเลย ฝ่ายชายต้องคอยช่วยแปลและอธิบายตลอด ลูกจ้างรายวันคนนั้นรู้สึกชื่นชมในความเอาใจใส่ของฝ่ายชาย
“กินยาที่คลินิกอยู่สามรอบค่ะ อาการเท่า ๆ เดิม ครั้งสุดท้ายนี้คุณหมอเขาเจาะเลือดบอกว่าเป็นเกาต์” ฝ่ายหญิงอธิบาย
“เจาะเลือดตรวจอะไร พอทราบไหมครับ มีรายละเอียดไหม” ลูกจ้างช่างขี้สงสัย
“หมอไม่ได้บอกว่าตรวจอะไรนะครับ แค่เจาะเลือดปลายนิ้วแล้วก็ให้ยาเกาต์มากิน” ฝ่ายชายช่วยอธิบาย
หมอที่หน้าตาคล้ายลูกจ้างเริ่มขมวดคิ้ว ประวัติไม่เหมือนเกาต์เลย ไม่ได้ปวดข้อเดี่ยว ไม่มีอาการซ้ำ ปวดข้อนิ้วแบบสมมาตร แถมข้อติดตอนเช้า เหมือนข้ออักเสบจากระบบภูมิคุ้มกัน เช่น รูมาตอยด์ หรือติดเชื้อหลายข้อ หรือจากยา หรือภูมิแพ้ ยิ่งเป็นผู้หญิงและไม่มีประวัติยาแปลกปลอม ขอแทงหวยข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี โรคภูมิคุ้มกันอื่น ๆ
อีกอย่างเจาะปลายนิ้วหายูริก มันเหมาะกับการติดตามผู้ป่วยยูริกในเลือดสูงแล้วทำการรักษา ติดตามระดับเป็นประจำ ไม่ใช่เพื่อการวินิจฉัยในครั้งแรก และไม่ใช่ว่าปวดข้อเมื่อไร ยูริกขึ้นเป็นอันจบเป็นเกาต์เลย มันต้องใช้ประวัติและการตรวจร่างกายเสมอ
ซักประวัติหาโรคที่ทำให้ยูริกสูงและการดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่พบ ดูยาที่คู่ชายหญิงนำมาให้ดูมียา colchicine allopurinol ibuprofen paracetamol เอาล่ะต่อไปก็ตรวจร่างกาย
“อันนี้เจ็บค่ะ” ฝ่ายหญิงมีอาการเจ็บข้อ บวมเล็กน้อย ร้อน บริเวณข้อนิ้วข้อต้นของนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง ทั้งสองข้าง ส่วนก้อยกับนางก็เจ็บแต่ไม่มากนัก ตรวจร่างกายไม่พบ SLE ไม่พบ scleroderma ไม่มีก้อนเกาต์
“ผมคิดว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ครับ อาจต้องส่งตรวจเลือดเพื่มเติมเพื่อยืนยันและแยกโรคอื่นบ้าง ส่วนเกาต์ขอเก็บไว้ก่อน อย่างไรก็จะตรวจเลือดเพื่อดูสาเหตุอื่นของยูริกสูง ซึ่งยูริกสูงไม่เท่ากับเป็นเกาต์” ลูกจ้างรายวันที่พอรักษาได้บ้าง อธิบายคนไข้
“ผมก็คิดว่าไม่ใช่เกาต์ครับ เพราะคุณพ่อกับคุณลุงของผมเคยเป็น มันไม่เหมือนแบบนี้ ลองหาอ่านในเน็ตก็ไม่เหมือนเกาต์” ฝ่ายชายอธิบาย
“ผมขอหยุดยาปวดเกาต์ ยาลดกรดยูริกไปก่อนนะครับ ส่งตรวจเพิ่มแล้วนัดมาฟังผล” ลูกจ้างปิดจ๊อบ
ฝ่ายชาย…เอ่อ แต่ว่า…
คิดว่าทุกคนน่าจะเดาได้ ชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้เดินทางมาพอสมควร เสียเวลาชีวิตในการทำมาหากินเพื่อมาหาหมอ ค่ารถโดยสารไม่ถูก นี่นั่งรถไฟมาเดี๋ยวก็จะไปรอนั่งกลับ ถ้าพลาดจะต้องเสียเงินอีกหลายทอดกว่าจะถึงบ้าน อีกอย่างก็เสียค่ารักษาไปพอสมควรกับคลินิกเอกชน
ฝ่ายหญิงมีนายจ้าง เข้าเมืองถูกกฎหมาย ไม่ขาดใบอนุญาต ผมจึงแนะนำสิทธิประกันสังคมใกล้บ้าน อธิบายว่าเขามีสิทธิการรักษา และเขียนบันทึกหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ ส่งให้คุณหมอที่รพ.ตามสิทธิ์
“ค่ารักษาเท่าไรครับหมอ” ฝ่ายชายถามขึ้น แต่คิดว่าเขาคงรู้แล้วล่ะ เพราะที่คลินิกติดป้ายราคาค่ารักษา ค่าปรึกษาโรคที่ชัดเจนและเขาก็อ่านตั้งหลายครั้งแล้วด้วย
ลูกจ้างรายวันหน้าหนุ่ม ๆ ที่พอรักษาคนได้บ้าง ยิ้มเบา ๆ “....บาทครับ”
เมื่อรถรับจ้างผ่านแอปมารับชายหญิงไป ก็ไม่รู้ว่าอนาคตของชายหญิงนี้จะเป็นอย่างไร ดีขึ้น แย่ลง หายขาด กลับประเทศหรือกลายเป็นเจ้าของร้านอาหาร
รู้แต่ว่ากาแฟหนึ่งถ้วยในมือ แม้ราคามันจะไม่ได้แพง ราคาเท่ากับค่าตรวจรักษาเมื่อครู่ แต่มันช่างหอม ชื่นใจ ที่กาแฟหนึ่งแก้วช่วยคลายทุกข์คนได้ถึงสองคน

14 กุมภาพันธ์ 2569

ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ก็วินิจฉัยโรคเกาต์ได้ dual enegy CT



 ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ก็วินิจฉัยโรคเกาต์ได้นะ แต่…

การวินิจฉัยข้ออักเสบจากคริสตัลยูเรต หรือโรคเกาต์ อาศัยประวัติปวดข้อเฉียบพลันหนึ่งถึงสองข้อ มักจะเป็นซ้ำข้อเดิม หายเองได้ในเวลาห้าถึงหกวัน หรือมีก้อนเกาต์ ตรวจร่างกายพบข้ออักเสบหรือก้อนเกาต์ การวิจิฉัยที่ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดคือเจาะตรวจน้ำในข้อและพบผลึกกรดยูริกการการใช้กล้องจุลทรรศน์แบบ polarized
ก็ไม่ยากเท่าไร ราคาไม่แพง แต่ถ้าเจาะน้ำในข้อไม่ได้หรือปริมาณน้ำในข้อน้อย ๆ จะทำอย่างไร
ถ้าในบ้านเราอาจจะทำการให้ยาแล้วดูการสนองตอบ ยาที่ใช้คือ colchicine ซึ่งจะตอบสนองดีมากในกรณีปวดเฉียบพลัน แต่ถ้าตอบสอบตามแนวทางการรักษาโรคเกาต์ ตัวเลือกการใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิด dual enegy CT เป็นอีกทางเลือก
เอ็กซเรย์ธรรมดาจะแค่ช่วยเสริมการวินิจฉัยเกาต์ …ย้ำว่าเสริม .. ในกรณีเห็นการทำลายของข้อและกระดูกรอบข้อ แต่ก็บอกได้ว่ามีการทำลาย ไม่ได้บอกว่าทำลายจากอะไรที่ชัดเจน
แต่ DECT จะใช้รังสีสองคลื่นสองพลังงานในเวลาเดียวกัน ความแตกต่างของรังสีจะบอกได้ว่าเป็นย่านของวัตถุใด เมื่อเราถ่ายภาพจะในย่านตรวจจับผลึกกรดยูริก เราจะเห็นผลึกกรดยูริกในข้อได้เลย (มันคือข้อวินิจฉัยโรคเกาต์) หรือเห็นผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง คือก้อนเกาต์ (tophus) นั่นเอง
จึงใช้สำหรับในกรณีสงสัยข้ออักเสบเกาต์แต่เจาะน้ำออกมาตรวจไม่ได้ หรือสงสัยก้อนโทฟัสของเกาต์ ที่แยกจากก้อนอย่างอื่นยาก
ในกรณีมีอาการชัดเจน ความไวของการตรวจอยู่ที่ประมาณ 70-85% ส่วนความจำเพาะจะสูง 85-95% แต่ถ้ามีอาการน้อยหรือเป็นเกาต์ในระยะแรก ความไวจะลดลงมาที่ 50-60% เลยทีเดียว จึงไม่สามารถใช้คัดกรองโรคเกาต์ได้ เพราะความไวต่ำ ประโยชน์อีกข้อคือสามารถใช้ตรวจติดตามปริมาณของผลึกกรดยูริกโทฟัสว่าลดลงเพียงใดหลังให้ยาลดกรดยูริก
เป็นอีกทางเลือกในการวินิจฉัยเกาต์ครับ ส่วนข้อจำกัดที่สำคัญคือ DECT ไม่ได้ทำได้กว้างขวางนัก ราคาไม่ถูกเสียด้วย
สำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมยังนิยมการเจาะข้อมากกว่า เพราะสามารถแยกโรคข้อติดเชื้อ เลือดออกในข้อ และแยกโรคผลึกอื่น ๆ ตกตะกอนในข้อเช่นเกาต์เทียม จากการตรวจน้ำในข้อ นอกจากนี้เมื่อได้เจาะก็จะระบายน้ำในข้อออกไป ทำให้อาการปวดตึงลดลงมากอีกด้วย
ภาพที่เอามาให้ดูจะเห็นสีเขียว ๆ คือผลึกเกาต์ครับ มีเขียวปลอมบริเวณรอบเล็บเท้าเล็กน้อย ส่วนภาพขวาคือผลึกเกาต์หายไปหลังใช้ยาลดกรดยูริกครับ



07 มกราคม 2569

PRP รักษาข้อเสื่อมดีไหม

 คุณหมอคะ ฉีด PRP รักษาข้อเสื่อมดีไหมคะ

ดีหรือไม่ คุณตัดสินใจเองนะครับ ผมไปค้นข้อมูลมาพอควรและสรุปมาให้แบบชาวบ้านเข้าใจดังนี้
1.Platelet-Rich Plasma คือการเอาเลือดเรามาผ่านกระบวนการเพื่อให้ได้น้ำเลือด (plasma) ที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด ปกติเราจะแยกเออกจากกันไปใช้งานต่างกัน แต่ที่เราคัดเอาเกล็ดเลือดมาเพราะว่า โปรตีน สารกระตุ้นการเจริญเติบโต และสารต้านการอักเสบ มันไปเข้าได้กับสารเคมีต่าง ๆ ในข้อเข่าที่มีบทพิสูจน์ “ทางหลอดทดลอง” ว่าช่วยลดการอักเสบได้
2.เราจึงผลิต PRP ขึ้นมาและฉีดเข้าข้อหรือจุดเกาะเส้นเอ็น หวังผลจะลด “อาการจากความเสื่อม” เช่น ปวด ขยับยาก และที่ใช้ PRP เพราะมันคือผลผลิตจากร่างกายเราเอง ไม่ใช่สารเคมีภายนอก อยู่ได้นาน 4-6 เดือน ดูปลอดภัยมากกว่าสารอื่น
3.ก่อนจะไปดูผลการศึกษาจริง ต้องย้ำก่อนว่า PRP ไม่ใช่ยาที่จะไปปรับการดำเนินโรค คือ ชะลอความเสื่อมไม่ได้ และมวลกระดูกอ่อนผิวข้อก็ไม่ได้เพิ่มจนเปลี่ยนแปลงโรค หลักการคือ ลดปวด ต้านการอักเสบ โดยใช้ผลผลิตตัวเอง
4.ผลการศึกษาสำคัญมากที่สุด เรียกว่าเป็น landmark study คือ RESTORE ลงตีพิมพ์ใน JAMA 2021 เทียบ PRP กับน้ำเกลือและควบคุมกระบวนการศึกษาดีมาก พบว่า การลดปวด การอักเสบ ไม่ต่างจากฉีดน้ำเกลือ
5.มีการศึกษาหลายอันทำเป็น meta-analysis เทียบกับการฉีด hyaluronic acid หรือการฉีดสเตียรอยด์ พบว่า
- PRP มีผลลดปวดที่ดีกว่า hyaluronic แต่ว่าไม่มากนักและการศึกษามีผลหลากหลายไม่ไปทางเดียวกัน และการลดปวดของ hyaluronic มันก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้วด้วย
-ส่วนการฉีดสเตียรอยด์จะหายปวดเร็วกว่าและกลับมาปวดใหม่เร็วกว่าด้วย เพราะ PRP มันทำงานช้ากว่านั่นเอง แต่ระดับการปวดไม่ต่างกัน
6.ผลการศึกษาทั้งหลายเหล่านี้รวมกันเป็น evidence-based ที่ออกมาเป็นคำแนะนำการรักษาข้อเสื่อมระดับชาติและระดับนานาชาติ เช่น OARSI, ACR, AAOS, NICE ไปหาตัวเต็มเอาเอง แต่ที่ยกมาคือตัวตึงตัวท้อปของวงการเข่าเสื่อมโลก เขาแนะนำว่า จะฉีดก็ได้ ประโยชน์ไม่เด่นชัด ส่วนโทษแทบไม่มี แถมไม่ใช่เป็นทางเลือกแรกของทุกแนวทาง
7.เรื่องความปลอดภัย อันนี้ค่อนข้างปลอดภัยเลยเพราะมันคือผลิตภัณฑ์เราเอง (ถ้ากระบวนการทำปลอดเชื้อได้มาตรฐาน) และผลการศึกษาออกมาก็ปลอดภัยมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ส่วนความปลอดภัยระยะยาวคงต้องรอติดตามต่อไป เพราะยาเพิ่งใช้ไม่นาน
8.สรุปว่า ฉีดได้ เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาลดปวด ไม่ได้ทำให้ข้อเข่าที่เสื่อมเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น อันตรายจากยามีน้อย แต่ต้องระวังมาตรฐานการผลิตและเทคนิคการฉีด ที่สำคัญคือ ราคาแพง (หลายคำแนะนำไม่แนะนำจาก cost-effective analysis)
9.ไม่ว่าจะฉีดหรือไม่ฉีด การรักษาเข่าเสื่อมโดยการ ลดน้ำหนักตัว ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่า ยังคงต้องทำเสมอ การรักษาภาวะโภชนาการที่ดีของแคลเซียม หากไม่พอต้องใช้ยา สุดท้ายถ้าปวดมากคงต้องผ่าตัดรักษา
10.เอาล่ะ จะฉีดหรือไม่ ขึ้นกับตัวคุณครับ

25 ธันวาคม 2568

สูงวัย จะก้มเงยต้องระวัง

 สูงวัย จะก้มเงยต้องระวัง

วันนี้เห็นกลุ่มอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ เดินเก็บเศษขยะและวัสดุริมถนน สวมเสื้อสีสด ผ้าพันคอ หมวก ที่ช่วยให้ผู้ขับรถสัญจรเห็นชัดเจน ถือถุงพลาสติกใสใบใหญ่ กับปากคีบ
ข้อสังเกต..เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงวัยทั้งชายและหญิง รูปร่างอ้วนลงพุง ขาโก่ง เวลาก้มคีบเศษขยะแต่ละครั้ง จะก้มโดยมีจุดหมุนที่เอวเลยนะครับ
การก้มเงยเก็บขยะบ่อย ๆ แบบนี้กับผู้ที่กายวิภาคผิดปกติแบบนี้ อันตรายครับ
จากรูปร่างท่าทาง อส.ทั้งหลายน่าจะมีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมพอสมควร การก้มเงยรับน้ำหนักพุงแบบนี้ กล้ามเนื้อหลังจะทำงานหนักมาก กลับไปปวดอีกหลายวันเลย ควรใช้ไม้ยาว ๆ ที่สามารถกดหนีบหยิบของได้ จะได้ไม่ต้องก้ม อย่าใช้ปากคีบสั้นหรือคีมคีบถ่าน
ขาที่โก่งออกด้านนอก เดินย่องแย่ง แสดงถึงข้อเข่าที่เสื่อมมาก น้ำหนักตัวกดทับเยอะ ถ้าจะเป็น อส. อาจต้องสวมรองเท้ากีฬาหุ้มส้น พักเป็นระยะ
การก้มเงยบ่อย ๆ สรีรวิทยาของผู้สูงวัยจะปรับความดันเลือดได้ช้า ทำให้เกิดปัญหาหน้ามืดเป็นลมได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้ยาลดความดันโลหิต กลุ่มผู้ใช้สารสเตียรอยด์จนฮอร์โมนผิดปกติ ควรใช้ไม้ยาวคีบขยะ พักเป็นระยะ จิบน้ำบ่อย ๆ
อย่าสะดุดหกล้ม ควรทำงานในพื้นที่โล่ง แนวระนาบ รองเท้าหุ้มส้น พากันไปเป็นคู่จะได้ขอความช่วยเหลือ ถ้าล้มมาอาจเกิดกระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ
ทำดี จิตใจสาธารณะ เป็นสิ่งที่ดี
แต่ต้องมีระบบที่ดีและปลอดภัยมาสนับสนุนด้วยครับ

23 ธันวาคม 2568

สิ่งที่ประชาชนควรทราบในการรักษาโรคกระดูกพรุน

 สิ่งที่ประชาชนควรทราบในการรักษาโรคกระดูกพรุน

1.การประเมินโรคกระดูกพรุนโดยพื้นฐาน ใช้ประวัติและการตรวจร่างกาย (โดยเฉพาะประวัติกระดูกหัก การผ่าตัด) ใช้การตรวจวัดมวลกระดูกโดยเครื่อง DXA ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก (FRAX) ของคนไทย
2.การประเมินโรคกระดูกพรุนเพื่อการรักษา ทำในคนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือเสี่ยงด้วยภาวะร่างกาย คือ อายุมากหรือหมดฮอร์โมน กลุ่มสองคือเสี่ยงด้วยภาวะอื่นเช่น ผ่าตัดรังไข่ รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ และกลุ่มที่สามคือคนที่กระดูกหัก
3.การวัดมวลกระดูกให้ทำที่กระดูกสันหลังส่วนเอวและกระดูกสะโพกเป็นหลัก การวัดมวลกระดูกที่ข้อมือจะทำเมื่อจำเป็นมากเท่านั้น หลัก ๆ คือเข้าเครื่องวัดมวลกระดูกไม่ได้
4.เมื่อประเมินทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าคุณจะพรุนมาก พรุนน้อย ไม่พรุน สิ่งที่คุณต้องทำคือ รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ นม ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวจัด ผลิตภัณฑ์จากนมเช่นชีส เนย ถ้ากินไข่ด้วยจะได้เพิ่มทุ้งแคลเซียมและวิตามินดี การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก ไปโดนแสงแดดบ้าง กินโปรตีนให้พอ
5.ถ้าปฏิบัติตัวแล้วแคลเซียมและวิตามินดียังไม่พอ ให้เสริมด้วยยา และยาแคลเซียมกับวิตามินดีนี้ กินมากไปก็ไม่ดี ยาก็ตีกับยาอื่นไปทั่ว ต้องระวังในคนเป็นนิ่ว ดังนั้น กินเมื่อจำเป็น กินแล้วต้องติดตาม กินภายใต้การดูแล
6.สำหรับคนที่เสี่ยงไม่สูงในการเกิดกระดูกหัก ทำเพียงข้อสี่และห้า ไม่จำเป็นต้องใช้ยากระดูกพรุน และคอยติดตามมวลกระดูกกับความเสี่ยงเป็นระยะ ๆ แต่ในคนที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงสูงมาก ต้องคุยกับหมอเพื่อเลือกใช้ยา พิจารณาสิทธิการรักษา ค่าใช้จ่าย
7.ผู้ป่วยที่กระดูกพรุนมากและเสี่ยงกระดูกหักระดับสูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่เคยกระดูกหักมาก่อน จะได้รับการรักษาแบบ sequencial คือ ใช้ยาเพิ่มมวลกระดูกในช่วง 1-2 ปีแรกก่อน มียา teriparatide และ romosozumab ถ้าสำเร็จจึงเปลี่ยนไปเป็นยาลดการสลายมวลกระดูก ไม่ว่าจะเป็น denozumab หรือ bisphosphonates (เลือกแบบฉีดก่อนแบบกิน)
8.ในกรณีพรุนมากและเสี่ยงมากแต่ไม่เท่าข้อ 7 ให้เลือกใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูก (anti-resorptive) คือ denozumab หรือ bisphosphonates ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ และสามารถเปลี่ยนจาก denozumab มาเป็น bisphosphonates ได้ด้วยโดยให้ยาเหลื่อมกันระยะหนึ่ง และแนะนำใช้ยา bisphosphonates แบบฉีดก่อนแบบกิน
9.ในกรณีใช้ยามาแล้ว 3-5 ปี นั่นคือปรับมาใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูกแล้ว สามารถพิจารณาพักการใช้ยา (drug holidays) ในกรณีรักษาได้ตามเป้าหมาย มวลกระดูกไม่ลดและไม่มีกระดูกหัก
10.ยาแต่ละตัวมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังที่ต่างกัน ที่พบบ่อยคือ
- กระดูกกรามอักเสบขาดเลือด จะแนะนำทำฟันตรวจฟันก่อนใช้ยาและรักษาสุขภาพช่องปาก
- หลอดอาหารอักเสบ มักพบกับ bisphosphonates แบบกิน
- ข้อควรระวังเรื่องหัวใจและหลอดเลือด กับ romosozumab
- ปฏิกิริยาจากการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำของ zoledronate

18 พฤศจิกายน 2568

ยาผง ... แก้ข้ออักเสบ ยาผงนั้นน่าจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์

 ยาผง ... แก้ข้ออักเสบ

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รายหนึ่ง รักษาจนโรคสงบดี ทำงานได้ ข้อไม่ผิดรูป ใช้ยา methotrexate หนึ่งเม็ดทุกสัปดาห์
ผู้ป่วยขาดนัดขาดยาไปสิบเดือน กลับมาอีกครั้งเพราะปวดข้อ
สิ่งที่อยากนำเสนอไม่ใช่ข้ออักเสบที่กลับมาเป็นซ้ำ แต่คือใบหน้าอ้วนกลม แก้มสีเลือดฝาดเพราะหลอดเลือดฝอยผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม ประวัติแบบนี้คลาสสิกมาครับ คือ ไปได้รับยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงมา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย โดยที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่ดีขึ้น ที่ไม่ปวดเพราะถูกกดอาการไว้จากสเตียรอยด์
ได้ความว่าซื้อยาทางสื่อโซเชียล เป็นยาผงกลิ่นชะเอม ไม่ได้บอกส่วนผสม ผู้ขายแจ้งว่าชงดื่มเช้าเย็น หยุดใช้มาสองเดือนแล้ว เพราะหมดเงิน ถุงละ 3xxx บาท !!!
ตรวจระดับ serum cortisol ต่ำมาก เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ บ่งชี้ว่าต่อมหมวกไตถูกกดการทำงานจนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเพื่อยังชีพได้อย่างพอเพียง
ยาผงนั้นน่าจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์อย่างแน่นอน อันตรายมากนะครับ การใช้ยาที่เราไม่รู้และไม่มีคนควบคุมแบบนี้
ผมก็ใช้สเตียรอยด์รักษาคนไข้นะ แต่ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ และควบคุมอย่างเคร่งครัด เพราะยานี้รักษา "อาการ" ได้เร็ว คนไข้ติดใจ แต่โทษมันร้ายมากหากไม่ควบคุม
สรุป..เริ่มประเมินโรคข้อใหม่ ประเมินผลจากสเตียรอยด์ เบาหวาน กระดูกพรุน เกลือแร่ แผลกระเพาะ อ้วน ติดเชื้อ
ได้คุ้มเสียไหมน้อ

11 พฤศจิกายน 2568

serum sickness ยาลดน้ำหนักปลอม

 เตือนภัย : ยาลดน้ำหนัก..ปลอม !!

สุภาพสตรีอายุ 22 ปี รูปร่างกลม ไม่ถึงกับอ้วน มาปรึกษาเพราะมีผื่นขึ้นตามแขนขา เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จากขา ตัว แขน เป็นมาสองวัน
ลักษณะเป็นผื่นแดงคล้ำเป็นจุดหลายจุด มีมากที่ข้อเท้า เข่า ส่วนที่ขา น่อง ก็มีเช่นกัน ไม่คัน นูนเล็กน้อย (palpable purpura) กดไม่จาง …ไม่คัน
ร่วมกับผื่น ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อไม่รุนแรง ที่ข้อมือ ข้อศอกและเข่า วันนี้มีไข้ต่ำ 38 องศาเซลเซียสโดยที่เจ้าตัวก็ไม่สังเกต ระบบร่างกายอื่น ๆ ปกติดี ทำงานได้
มีหลายโรคนะที่ทำให้เกิดแบบนี้ ผื่นหลอดเลือดอักเสบ ภูมิแพ้ตัวเอง เอาล่ะ..สำหรับหมอชราอย่างผม ผ่านมาเยอะ ตัดข้ามไปที่คำถามสำคัญเลยแล้วกัน
“คุณใช้ยาอะไรบ้างครับ ขอทราบทุกอย่างเลยครับ”
คำตอบออกมาแสนเจ็บปวด “กินยาลดน้ำหนักค่ะ สั่งจากทิ้กท่อก และฉีดเปปไทด์ที่กำลังนิยมกันค่ะ”
“เปปไทด์” ของคนไข้คือยาลดน้ำหนักบรรจุขวด มีป้ายฉลากตัว T ติดที่ขวด น้ำยาใสไร้สี มาพร้อมหลอดฉีดยาอินซูลิน เอาไว้ฉีดพุงสัปดาห์ละครั้ง สนนราคา 3000 บาท สั่งจากออนไลน์
นี่คือยาลดน้ำหนัก “ปลอม” ที่เลวร้ายมาก แน่นอนว่ามันไม่มีคุณประโยชน์ทางยา และที่สำคัญ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดผื่นและอาการ serum sickness ในผู้ป่วยรายนี้
serum sickness เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกิน ชนิดที่สาม เกิดจากสารแปลกปลอมเข้าร่างกาย (ส่วนมากเป็นยา) แล้วไปกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยา แอนติเจน (สารแปลกปลอม) จับกับภูมิคุ้มกันร่างกาย (แอนติบอดี) เกิดเป็นก้อน antigen-antibody complex ล่องลอยไปตามหลอดเลือด ไปหยุดที่ใด ก็จะเหนี่ยวนำปฏิกิริยาของคอมพลีเมนต์ ให้มาทำลายสิ่งแปลกปลอม
ผลจากการทำลายจะเกิดความเสียหายและอาการอักเสบที่อวัยวะนั้น เช่น หลอดเลือดที่ผิวหนัง หลอดเลือดในข้อ ที่รุนแรงมากที่สุดคือที่ไต
สุภาพสตรีรายนี้ น่าจะเกิดจากยาลดน้ำหนักปลอม ไปกระตุ้นปฏิกิริยาไวเกิน จนเกิดผลเสีย
นี่แหละหนา … ยาปลอมในโลกออนไลน์ จำได้ว่าเพิ่งลงเรื่องนี้ไปเมื่อเดือนก่อนว่าเริ่มเห็นโฆษณายาปลอมลดน้ำหนักออนไลน์ นี่เจอกับตัวเองเลย
ไอ้พวกหลอกขายนี่มันน่า…นัก ไม่รู้จะเป็นพวกฟอกเงินหรือไม่
ส่วนสุภาพสตรีรายนั้น ที่หลงเชื่อเพราะ เขาอยากผอมลงก่อนวันแต่งงานในต้นปีที่จะถึงนี้ครับ
เฮ้อ…เอามาเล่าสู่กันฟัง อ้อ อีกอย่างนึงนะ
คนจะชอบ ที่นิสัย ใช่น้ำหนัก
คนจะรัก รักจิตใจ ใช่ทรัพย์สิน
คนคู่กัน ที่ตัวทำ ใช่ฟ้าดิน
คนจะอ้วน ก็เพราะกิน ไม่เกรงใจพุง

30 กรกฎาคม 2568

Swan neck deformity

 นิ้วแบบนี้เรียก Swan neck deformity คือมีการเหยียดจนแอ่นของข้อนิ้วข้อต้น (proximal interphalangeal joint) และการงอแบบยึดติดของข้อนิ้วข้อปลาย (diatal interphalangeal joint)

เกิดกับโรคของข้อและเส้นเอ็นอักเสบหรือผิดปกติมาอย่างยาวนาน จนเอ็นรอบข้อและจุดยึดเอ็นเสื่อมถาวร ขาดความมั่นคงของข้อต่อ ผิดรูป โรคที่เราพบบ่อยคือจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่เป็นมานานและควบคุมโรคไม่ได้
ยังมีความพิการของมืออีกหลายแบบจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ทำให้เกิดความพิการผิดรูป ดังนั้น การใช้ยาเพื่อควบคุมโรคจึงสำคัญมาก สำคัญไม่แพ้การแก้ปวด และถึงแม้ไม่ปวดก็ต้องควบคุมโรคต่อไป
ยาที่เป็นพระเอกในหัวใจเธอ ได้ไหมเล่าเออ หากเธอหัวใจยัง..ไม่ใช่ละ ยาที่ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ผลข้างเคียงไม่มาก (หากดูแลตลอด) คือ methotrexate
ยานี้กินหนึ่งครั้งถึงสองครั้งต่อสัปดาห์ หรือในบางกรณีที่ควบคุมดี อาจขยายนานกว่านั้น เรียกว่าสะดวกมากเลย ถ้าเป็นผู้ป่วยของผม ผมจะกำหนดวันเลยครับกันลืมคือ ทุกวันจันทร์ (กันตัวเองลืมเวลาสั่งยาด้วย)
หากเราควบคุมโรครูมาตอยด์ได้ดี แก้ไขอาการปวดเหมาะสม ใช้ยา Disease Modifying Anti Rheumatic Drugss (DMARDs) ต่อเนื่อง จะลดความพิการจากโรคได้ครับ



05 กรกฎาคม 2568

แนวทางการรักษาโรคจากกลุ่มแพทย์ยุโรป EULAR 2025

 ฝากถึงผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

แนวทางการรักษาโรคจากกลุ่มแพทย์ยุโรป EULAR 2025
ยาตามมาตรฐานและพิจารณาใช้เป็นอันดับแรกคือ chemical DMARDs ก็คือยาควบคุมโรคที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันนี้แหละครับ คือ
methotrexate, leflunomide, sulfasalazine
ในกรณีไม่มีหรือไม่สามารถใช้ leflunomide กับ sulfasalazine ก็ใช้ methotrexate กับสเตียรอยด์ขนาดต่ำ ๆ ในช่วงสั้น
ไม่ต้องกังวลว่า รพ.ระดับใดจะไม่มีใช้ เพราะเป็นยามาตรฐาน ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตไปรักษาไกล
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ยาชีวภาพ หรือยามุ่งเป้า เพราะยากลุ่มนี้ว่าตามหลักฐาน ให้ใช้เมื่อใช้ยากลุ่มแรกไม่ได้เท่านั้น
และการรักษาให้ปรับยาตามสภาพโรค เป็นมากใช้มาก เป็นน้อยใช้น้อย แบะปรัยยาให้ได้ขนาดต่ำสุดเท่าที่จะคุมโรคได้
วินัยและความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการกำเริบ
อีกข้อคือ แนะนำกินยาระดับต่ำสุดไปเรื่อย ๆ ยังไม่แนะนำหยุดยาถ้าไม่เกิดอันตรายจากการใช้ยา เพื่อไม่ให้ข้อบิดเบี้ยวพิการ แม้ไม่มีอาการ
ผมชอบคำแนะนำของ eular นะ ใช้ได้จริง ง่าย คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงตามเศรษฐกิจและสังคม ส่วนคำแนะนำอเมริกาจะว่ากันตามหลักฐานทางการแพทย์เป๊ะ และอาจล่มจมถ้าทำได้ทุกข้อ

26 พฤษภาคม 2568

febuxostat กับ โรคหัวใจ : บทความอุทิศแด่ อ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา

 การเดินทางตามหัวใจของ febuxostat

ยา allopurinol เป็นยาลดกรดยูริกที่ใช้กันมานาน ประสิทธิภาพดี หาง่าย ราคาถูก แล้วยา febuxostat จะมาช่วยอะไร
ยากลุ่มนี้ลดการสร้างกรดยูริก โดยไปยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase ที่จะเปลี่ยนพิวรีน เป็นกรดยูริก ส่งผลให้กรดยูริกลดลง การเกิดเกาต์กำเริบลดลง ขับสารของเสียจากเซลล์มะเร็งที่ถูกทำลาย
allopurinol จะยับยั้งเอนไซม์แบบไม่เฉพาะเจาะจง คาดเดาผลได้ยาก ยาต้องปรับตามการทำงานของไต และเกิดการแพ้ยารุนแรงได้บ่อย
การถือกำเนิดของ febuxostat ก็ปิดจุดอ่อนนี้ ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเอนไซม์นี้ คาดเดาผลง่ายกว่า ผลข้างเคียงน้อย ยาขับทางตับ และลดโอกาสเกิดแพ้ยารุนแรงที่ต่างจาก allopurinol
ยิ่งในยุคปัจจุบัน เราตรวจยีนแพ้ยา HLA B* 58:01 ที่เฉพาะเจาะจงกับการแพ้ยารุนแรงของ allopurinol ทำให้คนที่มียีนแพ้ยา มีทางเลือกการลดกรดยูริกที่ดีกับ febuxostat
แต่เรื่องราวไม่ราบรื่นแบบนั้น
เมื่อยา rosiglitasone ยาเบาหวานชนิดหนึ่ง มีข้อมูลว่าเพิ่มการเกิดหัวใจวายและถูกเตือนการใช้ยา เรียกว่า ยาที่เราหวังผลมาลดโรคหัวใจจากโรคเบาหวาน กลับเกิดโรคหัวใจมากขึ้นจากยา องค์การอาหารและยาสหรัฐ จึงเพิ่มความกังวล และออกมาตรการมาควบคุม
ยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรัง และโรคเรื้อรังนั้นส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด องค์การอาหารและยาได้กำหนดว่า ยาที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ นี้จะต้องมีบทพิสูจน์ว่า ตัวยาไม่ทำให้เกิดโรคหัวใจมากกว่าเดิม เราจึงเห็นยาความดัน ยาเบาหวาน ที่กำเนิดหลังประกาศนี้ ต้องมีการศึกษารองรับ ยาหลายตัวได้พิสูจน์ด้วยว่าทำให้โรคหัวใจดีขึ้นอีกต่างหาก เช่น ยาเบาหวาน SGLT2i
โรคกรดยูริกในเลือดสูง (จะมีเกาต์หรือไม่ ก็อีกเรื่อง) เพิ่มโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ยาลดกรดยูริกต้องมีการศึกษา เพื่อรับรองผลนี้ และนั่นคือด่านแรกของ feb ของเรา
🔴 การศึกษาแรกคือ CARES ทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคเกาต์ ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย จำนวนประมาณ 6200 ราย เทียบใช้ยา feb และ allopurinol ว่าจะพบ ผลรวมโรคหัวใจและหลอดเลือด (MACE : major adverse cardiovasculae events) ต่างจาก allopurinol หรือไม่ ย้ำนะ เพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ด้อยไปกว่า allopurinol นะครับ
ผลการศึกษาออกมาว่า MACE โดยรวมไม่ด้อยไปกว่า allopurinol เรียกว่าเป้าหลักของการศึกษาบอกว่า ก็ไม่ได้ด้อยกว่าตัวเดิม น่าจะผ่านเกณฑ์
แต่เรื่องราวไม่ราบรื่นแบบนั้น
หากมาดู “ผลย่อยของผลรวม” คือ อัตราตายรวม และอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ สองข้อนี้พบสูงกว่ายา allopurinol อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นเหตุทำให้องค์การอาหารและยา ออกคำเตือนว่า ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ กรุณาระวังในการใช้ยา feb ในการรักษา
การศึกษาและการประกาศเตือนนี้เกิดในปี 2018 ในเวลานั้นถือเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดเท่าที่มี แต่ก็ยังมีข้อเคลือบแคลงสำคัญของการศึกษาสามประการ
1.คนที่หลุดจากการศึกษาสูงถึง 45% นับว่าสูงมาก และส่งผลต่อผลวิจัย ทำให้ power ของการศึกษาลดลง
2.คนที่เข้ารับการศึกษาส่วนมากไม่ได้รับยาเพื่อป้องกันการกำเริบเฉียบพลัน เราเชื่อว่า การกำเริบเฉียบพลันนี้ทำให้โรคหัวใจกำเริบด้วย (ปกติเราจะใช้ยา colchicine ร่วมกับการลดกรดยูริก เพื่อคุมกำเริบ)
3.จุดที่ feb เกิดโรคมากกว่า เป็นหัวข้อย่อยในหัวข้อรวม ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะคิดคำนวณ (pre-specified analysis) แม้จะย่อย แต่มันถูกกำหนดแต่แรก จึงมีน้ำหนักมาก ต่างจากการวิเคราะห์ภายหลัง (post-hoc subgroup analysis) ที่น้ำหนักความน่าเชื่อต่ำกว่า
🔴 ทั้งอเมริกา และทั่วโลก ยึดคำประกาศขององค์การอาหารและยาสหรัฐ สำหรับคำเตือนการใช้ยา febuxostat จนกระทั่งยุโรปโดยองค์กร EMA ทำการศึกษาในฝั่งยุโรปในชื่อ FAST เพื่อประเมินความปลอดภัยของ febuxostat บ้าง ในปี 2020 แต่คราวนี้รูปแบบการศึกษาต่างออกไปบ้าง และผลการศึกษานั้น…มาติดตามกัน
🔴 การศึกษา FAST ศึกษาในผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มีความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ จำนวน 6000 กว่าราย เปรียบเทียบระหว่างใช้ยา feb กับ allopurinol อีกเช่นเคย และเปรียบเทียบ MACE : major adverse cardiovascular events เช่นกัน โดยเป้าหมายว่า “ไม่ด้อยไปกว่า allopurinol”
ผลการศึกษา FAST พบว่า feb เกิดผลรวมโรคหัวใจไม่ต่างจาก allopurinol โดยที่คนหลุดจากการวิจัยน้อยลงมาก และคราวนี้เกือบทั้งหมดได้รับการป้องกันเกาต์กำเริบ เรียกว่าคนละขั้วกับการศึกษา CARES ก่อนหน้านี้ แต่ทว่าในการศึกษา FAST มีคนที่เคยได้ allopurinol มาก่อนแล้วเกินครึ่ง อาจจะส่งผลต่อการวิจัย
แล้วจะอย่างไร ในเมื่อผลการศึกษาใหญ่ทั้งสอง ออกมาแบบนี้ ไม่ไปทางเดียวกัน มีจุดน่ากังวลคนละแบบ แถมทั้งคู่เป็นการเปรียบเทียบกันเอง ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับการไม่ใช้ยา หรือ ยาหลอก แต่อย่างใด (เพราะหวังผลความไม่ด้อยกว่า นั่นเอง)
🔴 ปี 2021 สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบนี้ ลงในวารสาร JAHA เดือนมีนาคม 2021 เป็นการศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ในผู้ป่วยที่ใช้ยาจริงในการรักษาจริง (ไม่ใช่การทดลอง) จำนวนประมาณ 470,000 ราย มีโรคหัวใจอยู่แล้วประมาณ 30% เป็นกลุ่มที่ใช้ febuxostat ประมาณ 27,000 ราย โดยวัดผล MACE อีกเช่นกัน
พึงระลึกไว้เสมอว่านี่คือการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อควบคุมตัวแปรดังเช่น CARES หรือ FAST จึงมีความแปรปรวนสูง แต่บอกข้อมูลในสถานการณ์จริงได้ดี ทางผู้วิจัยจึงต้องมีการปรับทั้งสองกลุ่มให้พอเทียบกันได้ โดยใช้วิธีเรียกว่า propensity score matching
ผลออกมาว่า การเกิด MACE ของกลุ่ม febuxostat แทบจะเท่ากันกับยา allopurinol ไม่ว่าจะมีโรคหัวใจเดิมหรือไม่ หรือไม่ว่าจะเป็นหัวข้อย่อยใดของผล MACE ก็ตามที
ในโลกแห่งความจริงไม่เกิด แต่พึงระลึกว่า ข้อมูลบางส่วนเกิดหลังคำแนะนำระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ กลุ่มคนที่ได้ feb จึงได้รับการพิจารณาการใช้ถ้วนถี่ ในเรื่องโรคหัวใจ จึงอาจทำให้ผลการศึกษาเอียงไปทางว่า feb ไม่ค่อยเกิดโรคหัวใจ และอีกข้อคือความก้าวล้ำนำสมัยของการรักษาป้องกันโรคหัวใจมีประสิทธิภาพสูงมากในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล ที่อาจจะแตกต่างจากชุดข้อมูลของ CARES เมื่อ หกเจ็ดปีก่อน
การเดินทางของ feb เริ่มไปในทางเข้าหาหัวใจมากขึ้น ข้อมูลจริงเรื่องความอันตรายลดลงเมื่อเวลาผ่านไป สะสมข้อมูลมากขึ้น ประกอบกับการตรวจยีนแพ้ยาแพร่หลายง่ายขึ้น ยาเองก็หมดสิทธิบัตรคุ้มครอง สามารถผลิตยาแบบ generic drug ในราคาที่ถูกกว่าเดิม
กระตุ้นให้ต้องมีการศึกษาออกมาเพื่อหาคำตอบว่า เราจะเอาอย่างไรดีกับ febuxostat
🔴 งานประชุมวิชาการสมาคมแพทย์โรคข้ออังกฤษ 2025 มีการนำเสนอผลการศึกษาเก็บข้อมูลย้อนหลังจากการใช้จริง จากเครือข่ายข้อมูลสาธารณสุขที่ยอดเยี่ยมของอังกฤษ Clinical Practice Research Datalink เกี่ยวกับการเกิดโรคหัวใจจากยา febuxostat
แต่ เอ ดูไม่น่าตื่นเต้น เพราะทางอเมริกาก็ทำการศึกษาแบบนี้และทราบผลมาตั้งแต่สี่ปีก่อน มันคนละอย่างกันครับ
เครือข่ายข้อมูลสาธารณสุขของอังกฤษ มีการเก็บข้อมูลละเอียด ปรับปรุงให้ทันสมัย ข้อมูลไม่ตกหล่น โดยบริษัทมืออาชีพด้านการเก็บ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ที่เราเคยได้ยินเช่น UK biobank บริษัทกลุ่มนี้มีการเก็บข้อมูลที่ครบถ้วน แยกลุ่ม แจกแจง จนสามารถทำวิจัยย้อนหลังได้แม่น วิจัยไปข้างหน้าได้สมบูรณ์ และออกแบบนโยบายสาธารณะได้ตรงเป้ามาก
ผู้ป่วยโรคเกาต์ในปี 2008-2021 ตั้งแต่ยา feb ได้รับการอนุมัติใช้ ผ่านมาจนมีคำเตือนการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ จำนวนประมาณ 300,000 ราย ได้รับ alloprinol ประมาณ 97,000 ราย ได้รับ feb จำนวนประมาณ 7,300 ราย ที่เหลือไม่ได้รับยาลดกรดยูริก จัดเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ (placebo)
ใช่แล้ว ในบรรดาสามการศึกษาที่กล่าวมา ไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ยาเลย (placebo) จึงบอกไม่ได้ว่ากลุ่มที่มาศึกษาเขาจะมีการเกิดโรคหัวใจอยู่แล้วตามธรรมชาติของโรค หรือพูดอีกแง่ ผลที่เกิดจาก feb มันเกิดโดยบังเอิญหรือไม่…แต่การศึกษาจากอังกฤษนี้ มีตัวเปรียบเทียบ
วัดผลสิ่งเดิมคือ MACEs และสิ่งที่พบกลับมีความน่าสนใจกว่านั้น
ไม่ว่าจะใช้ยา febuxostat หรือ allopurinol อัตราการเกิด MACEs แทบไม่ต่างกัน และไม่ต่างจากยาหลอกอีกด้วย (HR 1.07) ถ้ามีการป้องกันเกาต์กำเริบด้วยยา colchicine หรือ NSAIDs แต่หากไม่มีการป้องกันเกาต์กำเริบ พบว่าทั้งยา feb (HR 1.12) และ allopurinol (HR 1.27) เกิด MACEs มากกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทั้งคู่ และยาสองตัวนี้เกิดในระดับที่เท่ากันด้วย
ตอบคำถามข้อสงสัยในการศึกษา CARES ที่ส่วนมากไม่ได้ให้ยาป้องกันเกาต์กำเริบ และพบว่ายา febuxostat เกิดบางข้อของ MACEs มากกว่า พบความจริงว่าการกำเริบและอักเสบเฉียบพลันเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้โรคหัวใจเกิดมากขึ้น หากป้องกันการกำเริบ จะลด MACEs ได้ ไม่ว่าจะลดกรดยูริกด้วยยาใด
🔴 เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งสี่การศึกษาใหญ่ สรุปได้ว่าการใช้ยา febuxostat ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ไม่เป็นข้อห้ามการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่า US-FDA จะถอนคำเตือนหรือไม่ ผมก็เห็นว่าผู้ป่วยกรดยูริกสูงอย่างไรก็ต้องระวังโรคหัวใจเสมอ และประเด็นสำคัญคือ ต้องป้องกันการเกิดเกาต์กำเริบ(อักเสบเฉียบพลัน) ในการรักษา ซึ่งปรกติก็ควรทำอยู่แล้วนะครับต่อให้ไม่มีการศึกษามายืนยันก็ตาม
น่าจะเป็นการเดินทางผ่านเส้นทางหัวใจของยา febuxostat อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ทุกท่านที่ใช้ยาได้มีข้อมูลครบถ้วนเพื่อตัดสินใจ
🙏🙏 ผมตั้งใจสรุปและเขียนบทความนี้ เพื่ออุทิศความดีจากความรู้นี้ เป็นผลบุญแด่ ผศ.นพ. ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา ผู้ล่วงลับ ขอให้ทุกคนอุทิศกุศลและอนุโมทนา แด่ อาจารย์ระพีพล ด้วยครับ 🙏🙏

บทความที่ได้รับความนิยม