แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคระบบทางเดินอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

27 มิถุนายน 2569

ความหวังใหม่กับยา bepirovirsen การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี

 มะเร็งตับ : การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี : ความหวังใหม่กับยา bepirovirsen

สาเหตุการเกิดมะเร็งตับในภูมิภาคเอเชียมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณครึ่งหนึ่ง นอกจากมะเร็งตับแล้วยังเป็นสาเหตุสำคัญ 20-30% ของการเกิดตับแข็งอีกด้วย แล้วถ้านับโรคตับเรื้อรังทั้งหลายแล้ว สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรค
การรณรงค์ตรวจสถานการณ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเพื่อการดูแลป้องกัน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคจากการติดเชื้อนี้ แต่จะยังมีผู้ติดเชื้อต่อเนื่องและรายใหม่ต่อไป ยังมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาต่อไป ด้วยวิธีการติดต่อมันติดต่อง่ายทางเพศสัมพันธ์
ปัจจุบันเรามียาเพื่อรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่สองแบบคือ ยาอินเตอเฟอรอนเพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเก่งขึ้นทำลายเชื้อได้ อีกตัวคือยา nucleotide และ nucleside analogue ยับยั้งการผลิตดีเอ็นเอของไวรัส ผลการรักษาที่ได้คือการควบคุมปริมาณไวรัสไม่ให้ทำร้ายเราได้ แม้จะยังเจอแอนติเจนของเชื้ออยู่ก็ตาม
แต่ถ้าถามว่าจะเกิด functional cure หมายถึงปริมาณดีเอ็นเอไวรัสต่ำมาก และตรวจไม่พบแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ที่เป็นเป้าหมายที่ดีมากกว่าแค่กดปริมาณไวรัส เพราะลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับและการเกิดตับแข็งได้มากกว่าเพียงลดปริมาณ เพราะไปควบคุมถึงเซลล์ต่าง ๆ ที่ถูกไวรัสเข้าจู่โจมด้วย ยากินในปัจจุบันทำให้เกิด functional cure ได้ไม่เกิน 1% เท่านั้น
ยา bepirovirsen เป็นยาที่ไปจับกับดีเอ็นเอไวรัส เมื่อจับกับดีเอ็นเอไวรัสแล้วจะไปทำลายรูปแบบของการสร้างดีเอ็นเอของไวรัสตับอักเสบบี ทำให้สร้างใหม่ไม่ได้ เปิดประตูให้ภูมิคุ้มกันของเราทำลายไวรัสได้ และจากการศึกษาก่อนหน้านี้ ยาสามารถลดปริมาณดีเอ็นเอจนแอนติเจนลดลง จึงพัฒนาไปทำการศึกษาทางคลินิกที่ชื่อว่า B-Well 1 และ B-Well 2 แตกต่างกันเล็กน้อยที่ HBeAg และปริมาณไวรัส
ผู้ป่วยที่เข้ารับการศึกษาจะได้รับยาต้านไวรัสมาจนคงที่แล้ว มาให้ยาฉีด bepirovirsen เทียบกับยาหลอกเป็นเวลา 6 เดือนแล้วหยุดและยังรับยาต้านเดิมต่อไปอีกหกเดือน แล้วไปวัดผล functional cure ที่ 72 สัปดาห์ ปรากฏว่ากลุ่มได้รับ bepirovirsen ทำได้ที่ 20% ส่วนกลุ่มยาหลอกแทบจะ 0% (ก็คืออัตราปกติ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นยาตัวแรกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนยาตัวอื่นกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนา
การฉีดยาใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้งเพียงแค่ 6 เดือนเพิ่มจากยากินเดิม แล้วเกิด functional cure ได้ถึง 20% ลดการเกิดมะเร็งตับและตับแข็งได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติมไปมากกว่านี้
ข่าวน่าตื่นเต้นจาก EASL congress 2026 ลงฉบับเต็มใน NEJM น่าสนใจดีจึงหยิบมาเล่าให้ฟังครับ

16 มกราคม 2569

สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์

 สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์นะครับ

หลายคนเข้าใจว่าไขมันพอกตับเกิดจากความอ้วน อาหารมันและดื้ออินซูลิน เท่านั้น
แต่ก่อนเราเรียกไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ว่า NAFLD แยกจากไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์
แต่ปัจจุบันมีคำนิยาม MAFLD คือโรคตับอันเกิดจากโรคทางเมตาบอลิกที่ส่งผลไขมันพอกตับ ซึ่งมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์อยู่ในนั้นด้วยก็ได้
แต่ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ไขมันพอกตับก็ยังมีสาเหตุส่วนมากจากการดื่มแอลกอฮอล์อยู่ดี
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าดื่มเหล้าแล้วจะไม่มีไขมันพอกตับนะครับ

08 กรกฎาคม 2568

เตือนสติ กับ โฆษณาสุขภาพทางสื่อออนไลน์ การล้างพิษที่ตับได้

 เตือนสติ กับ โฆษณาสุขภาพทางสื่อออนไลน์

เมื่อวานมีฟีดเด้งมาในจอ มาจากศูนย์สุขภาพดีแห่งหนึ่ง ในโปรโมชั่นล้างพิษตับ
เขาว่าแบบนี้ สำหรับคนที่เป็นสายดื่มแอลกอฮอล์ สังสรรค์บ่อย หรือคนที่ชื่นชอบเนื้อย่าง ของมัน
เมื่อสังสรรค์แล้ว สามารถมารับบริการการล้างพิษที่ตับได้ เพื่อสุขภาพที่ดี ตับที่สดใส
คราวนี้ขอยืมโทรศัพท์คนอื่นโทรไป ต้องบอกว่าผมคงโทรไปศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้จนเขาบล็อกเบอร์หมดแล้ว โทรก็ไม่รับ โทรกลับก็ไม่มี ... ได้ความว่าให้วิตามินทางหลอดเลือดดำ !!
ขอแจ้งว่า
1.วิตามินไม่ใช่ยาครอบจักรวาล เอะอะจะรักษาสุขภาพก็ให้วิตามินทางหลอดเลือด แค่วิตามินในรูปอาหารห้าหมู่ก็เพียงพอแล้วครับ
2.วิตามินที่เกินขนาด เกิดโทษได้นะครับ โดยเฉพาะให้ทางหลอดเลือดดำ
3.ใครสายดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินมันไขมันพอกตับ ไม่สามารถมาล้างพิษออกด้วยกระบวนการใดได้ครับ ฟอกเลือดยังไม่ได้เลย ดังนั้นจะไปสังสรรค์แล้วมาแก้พิษ มันไม่ถูก
4.วิธีในการรักษาสุขภาพตับที่ดี คือ เลี่ยงปัจจัยเสี่ยง
ตับอักเสบหรือไขมันเกาะจากเหล้า วิธีแก้ไขคือ เลิกเหล้า
ตับอักเสบหรือไขมันพอกที่ไม่ได้เกิดจากเหล้า วิธีแก้ไขคือ ลดน้ำหนัก ลดอาหารมัน ออกกำลังกาย ถ้ามีโรคทางเมตาบอลิกให้ควบคุมให้ดี
ยาต่าง ๆ ยังมีหลักฐานน้อยมากว่าเกิดประโยชน์ครับ จะใช้บ้างในกรณีตับอักเสบรุนแรงแล้วเท่านั้น
การดูแลสุขภาพจึงเป็นการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่ลุยปัจจัยเสี่ยงแล้วมาแก้ไขทีหลัง
***ไม่ลงภาพ ไม่อยากมีคดี***

10 ธันวาคม 2567

ตับอักเสบเฉียบพลันจากยา

 เตือนใจ : ตับอักเสบเฉียบพลันจากยา

ผู้ป่วยหญิงอายุ 65 ปี มารับการตรวจเนื่องจากเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีอาการมา 1 สัปดาห์ พร้อมขนยาเบาหวาน ความดัน ไขมัน ที่ใช้ประจำมาด้วย
ผู้ป่วยสงสัยอย่างแรง ว่าเกิดจากยาเบาหวานความดันที่ทำให้ตับพัง ไตพัง จึงเกิดอาการแบบนี้
ประวัติเพิ่มเติม เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ไปช่วยงานบุญ ก็คุย ๆ กับเพื่อนว่า ตัวเองท้องผูกบ่อย ๆ เพื่อนเลยแนะนำยาซองยี่ห้อหนึ่ง ใช้ระบาย ใช้ดีมากทะลวงไส้เลย ผู้ป่วยบอกว่า ไม่น่าเกิดจากยาตัวนี้หรอก เพราะคนขายบอกว่า เป็นสมุนไพร ปลอดภัยต่อตับไต ไม่เหมือนยาฝรั่ง
ผู้ป่วยเอามาให้ดูด้วย เป็นยาซอง บรรจุดูน่าเชื่อถือ มีพิมพ์ซองอย่างดี บอกส่วนประกอบสมุนไพร ซึ่งความรู้สมุนไพรที่ผมมีอยู่บ้างบอกว่า มันไม่ใช่ยาระบายอย่างที่ฉลากอ้าง แถมที่เลขทะเบียนที่ลองตรวจสอบแล้ว ไม่มีทะเบียนนี้อยู่เลย !!
ตรวจร่างกายพบว่าตัวเหลือง ตาเหลือง ไม่ซีด ตับม้ามไม่โต ต่อมน้ำเหลืองไม่โต
ส่งไปตรวจเลือดพบว่าค่าเอนไซม์ transaminase ทั้ง AST และ ALT อยู่ที่ประมาณ 1200 (ปกติไม่เกิน 30-50) ค่าสารเหลืองอยู่ที่ 11 (ปกติ ไม่เกิน 3) ไม่ซีด ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ผลอัลตร้าซาวนด์ปกติ
ตับอักเสบจากยาครับ เป็นหนึ่งไม่กี่โรคที่ตับอักเสบเฉียบพลันแล้วเอนไซม์ค่าเกิน 1000
ยาอะไร ถ้าไล่เรียงจากประวัติก็ยาถ่ายปริศนาซองนั้นแหละ อาจจะมีผลระบายจริง แต่ก็ไม่รู้จะมีสารอื่นหรือไม่
บางคนกินแล้วปลอดภัย บางคนกินแล้วอันตราย การกินยาที่เราไม่รู้จัก คนอื่นบอกเล่า อาจไม่ได้ผลอย่างที่เขาเล่าว่าแต่ได้ผลอื่นแทน
เลือกใช้ยาที่เรารู้ชัดเจนดีกว่านะครับ จะประโยชน์หรือโทษ ก็มีการศึกษาชัดเจนรองรับ และที่สำคัญถ้าเกิดอาการใดหลังเริ่มยา ก็อาจเกิดจากยาที่เรา "คิดว่าไม่เกิด" ก็ได้นะ

15 พฤศจิกายน 2567

ยาแก้ปวดกัดกระเพาะ

 สั้น ๆ อีกรอบ : ยาแก้ปวดกัดกระเพาะ

ยาแก้ปวดต้านอักเสบ NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, piroxicam, mefenamic, aspirin เป็นที่ทราบกันว่าระคายเคืองกระเพาะอาหารและ อาจทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารได้
ทำให้หลายคนเคร่งครัดในการกินยาเฉพาะหลังอาหารเท่านั้น ถ้าไม่กินอาหาร ก็ไม่กินยา เพราะกลัวจะกัดกระเพาะ
ในความเป็นจริง มันไม่ได้ทำงานกัดกร่อนระคายเคืองโดยตรงที่พื้นผิว (มันก็มีผลแบบนี้บ้าง แต่น้อยมาก ๆ) แต่ระคายเคืองและทำให้เลือดออก โดยทำให้ระบบการป้องกันกรดมันลดลง ผ่านทางกระแสเลือดไปที่ผนังกระเพาะ ดังนั้นจะกินก่อน หรือหลังอาหารจะไม่มีผลกัดกร่อนเช่นนั้น
เอาล่ะ การกินยา NSAIDs หลังอาหารและดื่มน้ำตามมาก ๆ เป็นสิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้และทำให้ความสม่ำเสมอของการกินยาเสียไป ก็ ก็น่าจะปรับการกินยาตามเวลา มากกว่าตามมื้ออาหารครับ
และถ้าเสี่ยงระคายเคืองหรือเลือดออกจริง ๆ อาจใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงนั้น หรือเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดต้านอักเสบแบบอื่นครับ

17 กันยายน 2567

อุบัติการณ์ยาที่ทำให้ตับอักเสบ

 รายงานอุบัติการณ์ยาที่ทำให้ตับอักเสบ

การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลว่า ยาที่เรามีคำเตือนว่าอาจจะมีอันตรายต่อตับนั้น เกิดอุบัติการณ์จริงเท่าไรกัน ผมยกมาแค่สองกลุ่มคือ เกิดมากกว่า 10 ครั้งต่อหนึ่งหมื่นคนปี และกลุ่มสองลดลงมาหน่อยคือ 5-10 ครั้งต่อหนึ่งหมื่นคนปี ตามไปอ่านเล่มเต็มได้ที่ JAMA Intern Med. 2024;184(8):943-952.
แต่ว่านี่คือการศึกษาแบบเก็บข้อมูล สิ่งที่เกิดอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เช่นยาที่มีคำเตือนว่าเกิดพิษรุนแรง เขาก็ไม่ใช้เยอะ โอกาสจะมาปรากฏความถี่อุบัติการณ์มันก็น้อย หรือใช้ยาพิษสูงแต่ไม่ได้ตรวจติดตามก็ไม่ปรากฏ ใช้ยาที่พิษไม่เยอะแต่ตรวจติดตามบ่อย โอกาสพบก็มากขึ้น (มันจะใช่สาเหตุหรือไม่ก็อีกประเด็น) และข้อมูลยาและปริมาณการใช้ยาในอเมริกาก็ไม่เหมือนกับบ้านเรา ดังนั้น ดูไว้ใช่ว่านะครับ เผื่อนึกถึงไว้ถ้าตับอักเสบ แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามใช้ยาต่าง ๆ เหล่านี้นะ
มีรายงานการเกิดบ่อยมากกว่า 10 ครั้งต่อหมื่นคนปี
1.stavudine ยาต้านไวรัส ที่ปัจจุบันไม่น่าจะได้ใช้แล้ว
2.erlotinib ยาชีวภาพใช้รักษามะเร็ง ใช้มากคือมะเร็งปอด
3.lenalidomide ยาเคมีใช้ในมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือด
4.chlorpromazine เป็นยาจิตเวชรุ่นเก่า แต่นำมาใช้ลดอาการอาเจียนหรือสะอึก
5.metronidazole ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ใช้ออกซิเจนหายใจ หรือปรสิต
6.prochlorperazine ยาจิตเวชรุ่นเก่า นำมารักษาวิงเวียน อาเจียน
7.isoniazid ยาวัณโรคสูตรมาตรฐาน
มีรายงาน 5-10 ครั้งต่อหมื่นคนปี
1.moxifloxacin ยาฆ่าเชื้อ .. ที่ไม่ทำงานในระบบทางเดินปัสสาวะเลย
2.azathioprene ยากดภูมิคุ้มกันและรักษามะเร็ง
3.levofloxacin ยาฆ่าเชื้อกลุ่มควิโนโลน
4.clarthromycin ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่มีผนังเซลล์
5.ketoconazole ยาฆ่าเชื้อรา ระวัง กินแล้วอาจมีเต้านมโต
6.fluconazole ยาฆ่าเชื้อรา
7.captopril ยาลดความดันที่ออกฤทธิ์เร็วและหมดฤทธิ์เร็ว
8.amoxicilin/clavulanate ยาฆ่าเชื้อที่มักจะถูกคิดว่าเจ๋งกว่า amoxicilin แต่จริงแล้วเจ๋งกว่าเพียงบางเรื่องเท่านั้น
9.bactrim ยาฆ่าเชื้อ ที่ใช้น้อยลงมากเพราะโอกาสแพ้ยาซัลฟา
10.ciprofloxacin ยาฆ่าเชื้อกลุ่มควิโนโลนที่ปัจจุบันดื้อยามากมายแล้ว
นี่คือลำดับความถี่การเกิดตับอักเสบรุนแรงนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจะรุนแรง
ส่วนข้อมูลในประเทศไทยจากข้อมูลของ DILI (drug induced liver injury) registry ตีพิมพ์ปี 2023 อ่านฉบับเต็มได้ฟรีที่นี่ J Clin Transl Hepatol. 2023 Feb 28; 11(1): 88–96 พบว่ายาที่ทำให้เกิดตับอักเสบเป็นอันดับที่หนึ่ง เกือบ 60% ของผู้ป่วยทั้งหมดมาจากอาหารเสริมหรือยาสมุนไพร (ที่ส่วนมากใช้โดยไม่ได้มีการควบคุมดูแล) และอันดับสอง 23% คือยาปฏิชีวนะ ลำดับและความถี่ก็จะต่างจากในอเมริกาครับ
ส่วนอันดับที่สี่ คือทีมสีแดงแห่งเมืองลิเวอร์พูล และสุดท้ายอันดับที่สิบคือทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ท่าจะปวดตับพอสมควรครับ

19 เมษายน 2567

Fukuoka category

 Fukuoka category

เป็นระบบการแบ่งรอยโรคซิสต์แบบ intraductal papillary mucinous neoplasms หรือซิสต์ของท่อตับอ่อน ว่าแบบใดน่าสงสัย แบบใดเสี่ยงสูง โดยเสี่ยงสูงจะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับอ่อนถึง 10%
ตั้งชื่อจากเมืองฟูคุโอกะ ที่จัดประชุม เรียกว่า Fukuoka Consensus ในปี 2012 แทนที่ sendai criteria เดิม
อยากบอกว่าคุณหมอที่คิดค้นโรคต่าง ๆ ที่ได้ชื่อเป็นญี่ปุ่น มาจากฟูคุโอกะ เยอะมาก

05 เมษายน 2567

Fulminant Hepatic Failure .. ตับวาย

 Fulminant Hepatic Failure .. ตับวายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ภาวะตับวาย เป็นภาวะที่รุนแรงอันตรายไม่แพ้ไตวายหรือหัวใจวาย เนื่องจากมีการรักษาระหว่างรอให้ตับดีขึ้น (intervention treatment) ที่ไม่มากนักและการผ่าตัดเปลี่ยนตับเป็นเรื่องที่ยากของไทย
Fulminant Hepatic Failure จะใช้กับตับวายเฉียบพลัน คือ มีการอักเสบรุนแรงมากหรือสูญเสียหน้าที่เกือบทั้งหมด และต้องมีภาวะสมองผิดปกติจากโรคตับวายที่เรียกว่า hepatic encephalopathy ร่วมด้วย
ระยะเวลาตั้งแต่เห็นว่าเริ่มผิดปกติ ที่พบบ่อยคือ ตัวตาเหลือง จนถึงตับวาย จะกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 8 สัปดาห์ เรียกว่าเร็วมาก แต่ความเป็นจริงแล้วเร็วกว่านั้นมาก อาจจะเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
และคำจำกัดความระบุว่า ต้องไม่มีโรคตับที่ชัดเจนมาก่อนเลย คำกล่าวนี้แบ่งได้สองแบบคือ ตับสด ๆ ใส ๆ ไร้โรคภัย แล้วมาเจอเหตุรุนแรงมากเช่น ช็อก หรือพิษจากยา หรืออีกแบบคือมีโรคตับแหละ แต่เป็นแบบซ่อนเร้นไม่มีอาการไม่รู้มาก่อน เช่น โรคทางเมตาบอลิกบางอย่าง Wilson Disease โรคที่มีการตัดการแร่ธาตุทองแดงผิดปกติ จนคั่งในอวัยวะต่าง ๆ หรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมานาน ไม่มีอาการแล้วอยู่ดี ๆ โรคกำเริบหนัก
แต่ถ้ามีโรคตับมาก่อน รักษามานานแล้ว ต่อมากำเริบด้วยเหตุใด หรือวายด้วยเหตุใด จะใช้ acute hepatic failure หรือเป็นตับแข็งมานาน อาการคงที่แล้วทรุดลงเร็วมากจะเรียก acute decompensated hepatic cirrhosis
สาเหตุของตับวายเฉียบพลันไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยที่พบบ่อยคือ
1.ยา โดยเฉพาะ 'พาราเซตามอล' ที่เกินขนาด
2.สารพิษ ที่บ้านเราเจอบ้างคือ เห็ดพิษ amanita
3.ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน
4.โรคหลอดเลือดดำที่ตับอุดตัน (acute Budd Chiari syndrome)
5.ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันตัวเองมาทำลายตับ
6.โรค Wilson disease ทองแดงคั่งในตัว
7.ไขมันพอกตับเฉียบพลันในหญิงตั้งครรภ์

29 กุมภาพันธ์ 2567

ข้อควรรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ D

 ของดี (D) มีอยู่จริง : ข้อควรรู้เกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ D (จาก JAMA ประมาณเดือนสองเดือนที่แล้ว)

1.ไวรัสตับอักเสบดี เป็นไวรัส RNA จำเป็นต้องอาศัยเซลล์โฮสต์คือเซลล์ตับของเรา ในการสร้างองค์ประกอบชีวิตเพื่อมีชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ และที่พิเศษมากขึ้นคือ มันจะต้องเป็นเซลล์โฮสต์ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย จึงจะมีทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับไวรัสตับอักเสบดี … จึงพบไวรัสตับอักเสบดี ในคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เท่านั้น
2.แล้วเราจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีได้อย่างไร กรณีแรกคือติดมาพร้อมไวรัสตับอักเสบบีนั่นแหละ ติดต่อทางเดียวกัน เพศ,เลือด,แม่สู่ลูก กรณีที่สองคือติดเชิ้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ก่อน แล้วติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีซ้ำไป ก็ติดทางเดียวกัน แต่จะเสี่ยงมากในคนที่ เป็นเอชไอวี,เพศสัมพันธ์แบบชายชาย,ดื่มเหล้า,เบาหวาน,อ้วน … สำหรับคุณหมอ บางกรณีที่เราคิดว่าผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังที่แย่ลงจากโรคกำเริบ จริง ๆ แล้วเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีเข้าไปเพิ่ม
3.แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าติด ก็ต้องตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ HDV และยืนยันด้วยการตรวจปริมาณ RNA ของเชื้อ คำแนะนำหลายประเทศโดยเฉพาะพบอุบัติการณ์สูง จะแนะนำตรวจคู่กับไวรัสตับอักเสบบี แต่ในอีกหลายประเทศจะตรวจเมื่อสงสัย เช่นโรคไวรัสตับอักเสบบีแย่ลง หรือในผู้ป่วยเสี่ยงในข้อสอง เพราะ ค่าตรวจแพง มีความแปรปรวนในการตรวจ (มันเป็น RNA ไวรัส จะทำให้มีจุดไม่เหมือนกันในแต่ละชุดตรวจ) และที่สำคัญ ตรวจแล้วยังไม่มีการรักษาที่ดีพอเฉพาะกับไวรัสตับอักเสบดี … อุบัติการณ์จึงต่ำ เพราะไม่ค่อยได้ตรวจ
4.แล้วมีไวรัสตับอักเสบดีมันต่างจากไม่มีไวรัสตับอักเสบดีไหม เพราะยังไงก็ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว ไวรัสตับอักเสบดีมันไม่ดีตามชื่อ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดี จะเพิ่มการเกิดตับแข็งมากขึ้น เพิ่มตับแข็งชนิดกำเริบมากกว่า (decompensated cirrhosis) เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma มากกว่า หรือกล่าวโดยรวมคือ หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี จะทำให้การดำเนินโรคของไวรัสตับอักเสบบีแย่ลง
5.เมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีแล้ว จะต้องทิ้งเวลาไว้สักพักกว่าจะลดไวรัสได้และตรวจเจอแอนติบอดี โอกาสหายเองประมาณ 20% ที่เหลือจะติดเชื้อเรื้อรังเรียก HBV-HDV co-infection อันนี้แหละที่จะเพิ่มความรุนแรงตามข้อสี่ และในช่วงติดเชื้อใหม่ แบบเฉียบพลัน อาจจะมีอาการเหมือนไวรัสตับอักเสบบีกำเริบ (HBV flare) ข้อสังเกตคือจะตรวจพบปริมาณไวรัสตับอักเสบบีไม่มาก อาการเยอะ อันนี้น่าจะตรวจหาไวรัสตับอักเสบดี
6.มีวัคซีนไหม ..ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลอง แนวโน้มออกมาดี กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่ดีพอในการรักษาในคน ปัจจุบันพบว่าการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี มีผลลดการติดเชื้อและลดความรุนแรงของไวรัสตับอักเสบดีได้ การป้องกันโรคจึงเป็นวิธีเดียวกันกับป้องกันตับอักเสบบี… ทางที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบดีมากที่สุดตามตัวเลข คือ การถูกเข็มทิ่มตำ
7.แล้วมียารักษาไหม รักษาอย่างไร ข่าวร้ายคือ ยังไม่มียาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ มีแต่การศึกษา มียาในระยะศึกษา และยาบางตัวได้รับการรับรองในยุโรป แต่ว่าการศึกษาทั้งหมดนี้บอกว่า หากสามารถใช้ยาและลดปริมาณไวรัสได้ดีหรือหายขาด จะลดการเกิดตับแข็งรุนแรง และลดอัตราการเสียชีวิตได้ดีกว่าการไม่ใช้ยา และยาที่ออกแบบมารักษาไวรัสตับอักเสบดี เมื่อใข้ร่วมกับการรักษาไวรัสตับอักเสบบีจะใช้ได้ผลดีกว่าการรักษาตับอักเสบบีเพียงอย่างเดียว
8.ยาที่มีข้อมูลมากสุดคือ interferon alfa ก็ยาที่รักษาไวรัสตับอักเสบบีนั่นแหละ ทั้งในรูปปกติและในรูป peglycated ที่สามารถฉีดสัปดาห์ละครั้ง และถ้าให้ร่วมกับยากินรักษาไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วย ประสิทธิภาพจะดีกว่าฉีดอย่างเดียว ประสิทธิภาพที่ว่าคือไม่สามารถตรวจจับ DNA ของไวรัสตับอักเสบดีได้ ซึ่งประสบความสำเร็จในการใช้ยาประมาณ 30% และหากใช้ยาจนประสบความสำเร็จจะลดอัตราการเสีขยชีวิตลงได้
9.ยากินที่ออกแบบมาควบคุมไวรัสตับอักเสบบีอีกสองชนิดคือ bulevirtide และ lonafornib ผลการศึกษาออกมาว่าสามารถควบคุมไวรัสตับอักเสบดี ไม่ว่าจะร่วมกับการรักษาตับอักเสบบีหรือไม่ก็ตาม แต่คำแนะนำหลายสมาคมก็แนะนำให้รักษาไวรัสตับอักเสบบีได้พร้อมกัน ผลจะออกมาดีกว่า และจริง ๆ แล้วผลความสำเร็จการรักษาขึ้นกับการรักษาไวรัสตับอักเสบบีด้วย (การรักษาในข้อแปดจึงดูดีและมีข้อมูลเยอะกว่า)
10.สรุปว่า การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันตับอักเสบดีได้ด้วย ไม่ว่าสวมถุงยางหรือวัคซีน อาจตรวจหาไวรัสตับอักเสบดีถ้าพบติดเชื้อตับอักเสบบีหรือติดเชื้ออยู่แล้วแย่ลง การรักษายังไม่ชัดเจนมตอนนี้ให้รักษาไวรัสตับอักเสบบีไปก่อน (วิธีเดียวกัน) หรือหากใช้ยากินก็อาจพิจารณายากินทั้งสองไวรัส (ในอนาคต)

08 กุมภาพันธ์ 2567

ปวดท้อง เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)

 เรื่องเล่าจากคลินิก : เมื่อมองหา จะมองเห็น : ปวดท้อง

สุภาพสตรีอายุ 30 ปี มารับการตรวจเนื่องจากปวดท้อง จุกแน่น บีบ ๆ บริเวณกลางท้อง มีอาการวันนี้ ตอนเช้าอาการมาก แต่ตอนนี้อาการดีขึ้น ไม่อาเจียน ไม่มีถ่ายเหลว เคยมีอาการแบบนี้บ่อย ๆ ตอนเย็นนี้อาการดีขึ้น จึงมารับการตรวจ…และขอใบรับรองแพทย์เพื่อประกอบการลาป่วย..
คุณหมอหลายคน ผู้ป่วยหลายคน หรือแผนกบุคคลหลายท่านที่อ่านอยู่ อาจจะเคยพบกรณีแบบนี้ อาการไม่รุนแรง หยุดพักก็หาย แต่ต้องมาตรวจเพื่อรับใบรับรองแพทย์ประกอบการลา ก็ป่วยจริง ตรวจจริง การออกใบรับรองแพทย์ไม่น่าจะมีปัญหาใด แต่ก็ไม่ง่ายแบบนั้น
หมอหน้าหนุ่ม : คุณมีอาการแบบนี้บ่อยเลยหรือครับ
ผู้ป่วย : บ่อยค่ะ เดือนเว้นเดือนบ้าง บางทีก็ทุกเดือน กินยาบางทีก็หาย บางทีก็ไม่หาย
หมอหน้าหนุ่ม : แล้วได้ปฏิบัติตัวเพื่อลดอาการจุกแน่น ปวดท้องบ้างไหมครับ
ผู้ป่วยให้ประวัติว่าก็ทำตามที่มีคุณหมอเคยบอก อ่านในเฟซบุ๊กบ้าง (ใช่เพจนี้หรือเปล่าหว่า) ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงการปวดท้อง ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาสเตียรอยด์ การกินยาลดกรดก็กินก่อนอาหาร ไม่มีอาการเตือนของโรครุนแรง ไม่มีเลือดออก ไม่มีถ่ายดำ น้ำหนักก็ไม่ลด
หรือจะแค่จุก ๆ แน่น ๆ แล้วต้องมารับในรับรองแพทย์เท่านั้น แต่ก็นะ ปวดมานานแล้ว รักษาตัวก็ไม่แย่ หรือจะเป็นสาเหตุอื่น
หมอหน้าหนุ่ม : อาการปวดท้องที่ว่านี้ มันสัมพันธ์กับเรื่องใดบ้างไหมครับ เช่น อาหารมัน ท่านั่งท่านอน หรืออาการท้องผูกท้องเสีย หรือประจำเดือน
ผู้ป่วย : ก็ไม่มีนะคะ ตอนแรกคิดว่าจะเกิดจากยาแก้ปวดพอนสแตน เพราะหนูปวดประจำเดือนเกือบทุกเดือน แต่ก็กินครั้งละเม็ด เวลาปวด ไม่รู้ว่าปวดจากยาหรือประจำเดือน เพราะปวดท้องแบบนี้ชอบมาพร้อมประจำเดือนค่ะ
หมอหน้าหนุ่ม : ***โอ๊ะ****ต่อมเอ๊ะ ทำงาน จึงซักประวัติต่อไปอีก
สุภาพสตรีวัยหลังจากประจำเดือนคงที่ มีอาการปวดท้องจุกแน่นเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ น้อยมาก และมักจะปวดร่วมกับมีประจำเดือน
หมอหน้าหนุ่ม : แล้วกินพอนสแตนแล้วปวดท้องทุกครั้งหรือครับ
ผู้ป่วย : ไม่ค่ะ ส่วนใหญ่กินแล้วปวดจุกแน่นท้องดีขึ้นด้วย หรือเพราะพอนสแตนมันแก้ปวดท้องได้ด้วยคะ
อืม..ตัวยา mefenamic acid เป็นยาแก้ปวด NSAIDs ที่ปวดท้องและกระเพาะอักเสบได้เช่นกัน แต่ประเด็นคือ ปวดท้องเรื้อรัง พร้อมมีประจำเดือน บางทีกินยา NSAIDs แล้วดีขึ้นบ้าง หรือมีโรคที่ NSAIDs ไปบรรเทาได้และโรคนั้นเกี่ยวข้องกับโรคกระเพาะ มีอีกหนึ่งโรคครับ คือ เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)
เยื่อบุมดลูกที่เจริญผิดที่ อาจไปอยู่ในช่องท้อง ที่เยื่อบุช่องท้องบริเวณต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการปวดสัมพันธ์กับประจำเดือน มีเลือดออกจากเซลล์เยื่อบุนั้นได้ ถ้าเลือดออกมาก ๆ สะสม ก็จะเป็นถุงเลือดสีน้ำตาล (เลือดเก่า) ที่เรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ นั่นเอง และการใช้ NSAIDs จะช่วยบรรเทาการปวดและอักเสบนี้ได้ ผู้ป่วยจึงอาการดีขึ้นเมื่อกินพอนสแตน
หมอหน้าหนุ่ม ตรวจรักษา ออกรับรองแพทย์ แถมด้วยจดหมายส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยมีสิทธิประกันสังคม เพื่อไปตรวจกับสูตินรีแพทย์ พร้อมอธิบายเหตุผลว่าสมควรไปสืบค้นหาสาเหตุ อาการปวดท้องเรื้อรัง (chronic abdominal pain)
ไม่ทราบว่าผู้ป่วยจะได้ไปตรวจไหม มันไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของผู้ป่วย ผ่านไปหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยรายเดิมกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ค้นเวชระเบียนและทราบว่าเป็นผู้ป่วยรายเดิม หมอหน้าหนุ่มถามว่า มาตรวจอาการเดิม เป็นซ้ำอีกหรือ
ผู้ป่วย : ไม่ใช่ค่ะหมอ หนูอยากมาถามว่า ที่คลินิกหมอ ฉีดยาตัวนี้ได้ไหมคะ หนูเลิกงานค่ำ กว่าจะไป รพ. ก็ไม่ทัน ที่นี่ใกล้กว่า คุณหมอสูติที่ รพ.ให้มาฉีดยาค่ะ
หมอหน้าหนุ่ม : ก้มมองดูยา มันคือฮอร์โมนเพศหญิง ที่ใช้ในการคุมกำเนิด "ใช้เพื่อคุมกำเนิดหรือเป็นโรคอะไรครับ"
ผู้ป่วย : ก็รักษาเยื่อบุมดลูกเในช่องท้อง ตามที่คุณหมอเขียนจดหมายส่งตัวไปให้ค่ะ
สรุปว่าผู้ป่วยเป็นเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ พบหลายจุดในช่องท้อง ไม่มีซีสต์ คุณหมอให้ลองใช้ยาคุมกำเนิดตัวนี้ดู อาการดีขึ้น และไม่ต้องหยุดงานอีกเลย คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก
มาเล่าสู่กันฟัง และสวัสดีปีใหม่จีนครับ

05 ตุลาคม 2566

กรดไหลย้อน

เรื่องน่ารู้กับกรดไหลย้อน


1.อาการที่สัมพันธ์กับโรคกรดไหลย้อน ที่เด่นชัดกว่าอาการอื่น คือ อาการแสบแน่นกลางอก (ไม่ใช่แสบท้องนะครับ) อีกอย่างคือ อาเจียนหรือเรอเปรี้ยว สองอาการนี้นับว่ามีโอกาสเป็นกรดไหลย้อนสูง แต่ต้องซักประวัติอื่นด้วยนะเพื่อแยกโรค 


2.โรคกรดไหลย้อน อาจมีอาการอื่น ๆ ที่นอกหลอดอาหารได้ เช่น ไอ เสียงแหบ แต่ส่วนใหญ่คนทร่มีอาการนอกหลอดอาหาร มักจะมีอาการตามข้อหนึ่งอยู่แล้ว


3.กรดไหลย้อน วินิจฉัยโดยใช้ประวัติเป็นหลัก การสืบค้นอื่น ๆ ไม่ว่าการส่องกล้อง การวัดค่าความเป็นกรดในหลอดอาหาร การตรวจการบีบตัวหลอดอาหาร ใช้ในกรณีบางกรณีที่มีอาการเตือน หรือยากต่อการวินิจฉัย ไม่ตอบสนองต่อการรักษา


4.เป็นที่ยอมรับโดยสากล (และในไทย) ว่าหากมีอาการเหมือนกรดไหลย้อน และไม่มีอาการอื่นของโรคอื่น ไม่ใช่โรคหัวใจ และเมื่อให้ยาลดกรดขนาดมาตรฐานเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้วอาการดีขึ้น สามารถวินิจฉัยกรดไหลย้อนได้


5.เมื่อเป็นกรดไหลย้อน การรักษาที่ต้องทำเสมอคือการปฏิบัติตัว ดังนี้ ถ้าน้ำหนักเกินให้ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเพิ่มก็ให้ลดน้ำหนัก (ไม่ต้องเกิน แค่เพิ่มแล้วเป็นกรดไหลย้อนก็ต้องลด) นอนยกหัวสูง เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า และอย่ากินอาหารอย่างน้อยสองชั่วโมงก่อนนอน


6. ยาหลักในกรดไหลย้อนคือยาลดกรด proton pump inhibitor ในขนาดมาตรฐาน เวลา 4-8 สัปดาห์ และหากไม่ตอบสนองจะเลือกเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า (เรื่องของการกำจัดยาในทางพันธุกรรม)  หรือใช้ยาตัวอื่น ก่อนจะไปส่องกล้องก็ได้ อย่าลืมกินยาให้ถูกวิธี คือ กินก่อนอาหาร และย้ำเรื่องระยะเวลา ต้องนานพอควร


7.ยาอื่น ๆ แค่ช่วยเสริมการรักษาเท่านั้น


8.ในผู้ป่วยบางราย อาจพิจารณาใช้ยาควบคุมการทำงานระบบประสาททางเดินอาหารช่วยลดอาการได้ ยาที่มีข้อมูลคือ ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI แต่ต้องใช้ร่วมกับ PPI ในข้อ 6 ด้วย


9.สุดท้ายถ้าอาการดีขึ้น ปรับชีวิตได้ อาจใช้ยาเมื่อมีอาการ (on demand) ได้เช่นกัน


10.ทำตามทั้งหมดแล้ว ถ้าไม่ดีขึ้น จะเหลือคนไข้อีกไม่เยอะที่ต้องรักษาเฉพาะราย เช่น การใช้ยา PCAB, การใช้ยาอื่น, การผ่าตัดรักษา ส่วนมากที่ไม่หาย เพราะยังทำตามการรักษาไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง

02 กันยายน 2566

ิbiliary ascariasis

 ล้างมือ กับ น้ำสะอาด สำคัญนะครับ

เรื่องราวของชายชาวโคลัมเบีย ลงตีพิมพ์ในวารสาร NEJM แต่เรามาอ่านสนุก ๆ แบบชาวเรากันนะครับ
เริ่มที่ชายอายุ 75 ปีมาตรวจโรคเพราะมีอาการไข้สามสัปดาห์ ปวดท้องด้านขวาบนและกดเจ็บ และตัวเหลือง ..เอาล่ะถ้ามีข้อมูลแบบนี้ร้อยทั้งร้อยของหมอทั่วโลกคงคิดถึงโรคระบบทางเดินน้ำดี โดยเฉพาะการอักเสบและตีบตันของท่อทางเดินน้ำดี อาการทั้งสามนี้ ไข้ เหลือง ปวดท้องกดเจ็บด้านขวาบน เรียกว่า Charcot's Triads ตามชื่อคุณหมอชาวฝรั่งเศส ชอง มาร์แต็ง ชาร์โคต์ (อีกหนึ่งคำที่ตัว T ท้ายพยางค์ไม่ออกเสียง)
คุณหมอทำการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสิ่งที่คิดและหาสาเหตุ พบว่าสารเหลือง บิลิรูบินขึ้นสูงจริงน่าจะมีการคั่งของน้ำดีจริง ต่อด้วยการทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง เป็นการตรวจที่ง่าย ไม่รุกล้ำ และมีความไวพอสมควร เมื่อมาตรวจในความน่าจะเป็นการเกิดโรคสูงแบบนี้ ถ้าตรวจเจอจะแม่นยำมาก ส่งที่พบคือ ท่อน้ำดีในตับขยายขนาด บ่งบอกว่าถ้าไม่โป่งพองก็ต้องอุดตันส่วนปลาย และมาพบจุดอุดตันที่ท่อน้ำดีรวมก่อนจะเทเข้าลำไส้ (common bile duct) คุณหมอก็พยายามปรับมือโฟกัสดูว่า อะไรกันที่มันอุดตัน ที่เราพบบ่อยก็เป็นเงาของก้อนนิ่ว หรือมีก้อนไปกดเบียด แต่นี่พบวัตถุเป็นแท่งยาว ๆ ขวางกั้นท่อน้ำดีอยู่
อะไรกันที่อุดตันตรงนี้
ผู้ป่วยได้รับการส่งตัวไปทำ ERCP (endoscopic retrograde cholangiopancreatography) การส่องกล้องทางปากไปถึงจุดเปิดที่ท่อน้ำดีเปิดเข้าลำไส้เล็ก แล้วส่งท่อเล็ก ๆ เข้าในในท่อน้ำดี ฉีดสีดูสภาพภายใน และอาจใส่อุปกรณ์ไปคล้องนิ่วออกมาหรืออุปกรณ์ถ่างขยายถ้าท่อตีบหรือรูเปิดตีบตัน … อีกวิธีที่อาจทำได้คือการทำ MRI ที่ดูระบบน้ำดีที่เรียกว่า MRCP แต่จะทำหัตถการผ่านกล้องไม่ได้
คุณหมอที่ส่องกล้องพบว่าแท่งยาว ๆ นั้นคือ พยาธิไส้เดือน Ascaris lumbricoides พยาธิตัวกลมยาว ๆ ใหญ่ ๆ (เรียกว่าใหญ่นะถ้าเทียบกับพยาธิตัวกลมทั้งหลาย) พยาธิที่เดิมมีที่อยู่ในลำไส้ แต่นี่น้องคงเลื้อยมาเจอท่อเปิดน้ำดีและย้ายตัวเองไปอยู่ในท่อจนอุดตัน เมื่ออุดตันก็อักเสบ ติดเชื้อแบคทีเรียที่เคลื่อนออกมาจากลำไส้ ทั้งเคลื่อนมาเองหรือติดตัวพยาธิเข้ามาด้วย
คุณหมอก็จัดการดึงออก เป็นพยาธิยาว 22 เซนติเมตร ให้ยารักษาพยาธิ albendazole ให้ยารักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย สุดท้ายคุณพี่วัย 75 ปีของเราก็หายดีและกลับบ้านได้ แต่ทำไมถึงติดล่ะ
พยาธิตัวนี้จะส่งไข่ของมันออกมาทางอุจจาระ ก็ปนเปื้อนตามมือ ตามลูกบิดประตู ตามสายฉีดชำระ ถ้าเราไม่ล้างมือก่อนและหลังเข้าส้วม ก่อนและหลังกินอาหาร ก็อาจกินไข่พยาธิเข้าไปแล้วออกลูกออกหลานอยู่ในตัวเราได้ ที่สำคัญคุณพี่ 75 ปีของเราคนนี้ อยู่ในพื้นที่แหล่งน้ำกินน้ำใช้ไม่สะอาด
ครับ อยากบอกว่า การล้างมือสำคัญมากนะ ควรเลือกน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาด หรือต้มสุก ขับถ่ายในส้วมที่ถูกอนามัย รักษาความสะอาดห้องน้ำให้ดี จะช่วยป้องกันการเกิดโรคและติดเชื้อได้ครับ

20 สิงหาคม 2566

ความรู้จากราชวิทยาลัย ฯ สู่ประชาชน : dyspepsis ปวดจุกแน่นท้อง : อ.รภัส พิทยานนท์ คณะแพทย์จุฬา

 ความรู้จากราชวิทยาลัย ฯ สู่ประชาชน : dyspepsis ปวดจุกแน่นท้อง : อ.รภัส พิทยานนท์ คณะแพทย์จุฬา

คัดมาและปรับเป็นภาษาให้เราทุกคน เข้าใจแนวทางการรักษาของคุณหมอ
1.เมื่อมีอาการจุกแน่นแสบท้อง จะใช้การซักประวัติเพื่อแยกข้อสำคัญที่ต้องสืบค้นก่อน เช่น มีอาการครั้งแรกตอนอายุมาก มีเลือดออกทางเดินอาหาร หรือ อาการปวดของทางเดินน้ำดี อันนี้จะส่งตรวจส่องกล้องหรืออัลตร้าซาวนด์
2.ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ที่ต้องสืบค้น ซึ่งกว่า 80-90% จะเป็นแบบนี้ จะให้การรักษา และติดตามอาการเสมอ เพราะอาการเริ่มต้นอาจเป็นโรคอื่นในตอนจบได้ การติดตามอาการจึงสำคัญมาก หากรูปแบบการปวดเปลี่ยนไป คงต้องเริ่มกระบวนการวินิจฉัยและรักษาใหม่
3.การรักษามีสองประการ ประการแรกที่สำคัญคือการปรับชีวิต ลดอาหารที่ทำให้จุกท้อง กินอาหารครั้งละไม่มาก บางคนกินนมแล้วอืดจุก ก็ต้องงดไป บางคนท้องผูกบ่อยแล้วจุกท้อง ก็ต้องปรับปรุงรักษาท้องผูกด้วย เพิ่มการออกกำลังกาย
4.ปัจจัยปวดจุกท้อง เหล้า บุหรี่ ยาแก้ปวด ยาสมุนไพร ก็ต้องหยุดไป ยารักษาโรคบางชนิดทำให้จุกแน่น ก็ต้องปรึกษาหมอว่าปรับลดได้ไหม เช่น ยาฆ่าเชื้อ doxycycline
5.ยาที่แนะนำคือ ยาลดกรด PPI ขนาดมาตรฐาน กินก่อนอาหารวันละครั้ง ระยะเวลา 6-8 สัปดาห์ ต้องอดทนและปรับชีวิต ในกรณีมีอาการอื่นเช่นท้องผูก อืด อาจใช้ยาปรับการเคลื่อนที่ทางเดินอาหารร่วมด้วยได้
6.ถ้าใช้ยาแล้ว ปรับชีวิตแล้ว ยังตอบสนองได้ไม่ดีพอ อาจปรับยา PPI เป็น double dose เพราะว่าคนไทยมียีนที่ทำให้การสลายยา PPI เร็วกว่าปกติ ความถี่ของยีนเกือบครึ่งของประชากร ลองเพิ่มขนาดหรือเปลี่ยนยี่ห้อได้
7.ถ้ารักษาเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจเพิ่มเติม ไม่ว่าการตรวจหาเชื้อ HP ที่ทำให้เกิดแผล หรือ ส่องกล้องหรือถ่ายภาพ และปัจจุบัน เราสามารถตรวจเชื้อ HP ที่ก่อโรคแผลกระเพาะ โดยไม่ต้องส่องกล้อง จะเลือกใช้วิธีนั้น ๆ ก่อนได้เช่น ตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ
8.ไม่แนะนำให้กินยาฆ่าเชื้อก่อนตรวจหา HP และใช้ยาสูตรมาตรฐานในการรักษา HP เมื่อพบหลักฐาน ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้ยา amoxicillin+clarithromycin ได้ เพราะการดื้อยา clarithromycin ยังไม่เกิน 15% แต่ถ้าพื้นที่ใดดื้อยา ให้ใช้สูตรอื่น
9.การติดตามการรักษา การปรับชีวิต การกินยาที่ถูกต้อง ถือเป็นประเด็นสำคัญมากที่สุดในการรักษา

21 กรกฎาคม 2566

MASLD : Metabolic dysfunction - Associated Steatotic Liver Disease

 เปลี่ยนชื่อ Non Alcoholic

เมื่อประมาณหกเดือนก่อน มีการประกาศใช้ชื่อโรคใหม่ สำหรับโรคไขมันพอกตับ และเมื่องานประชุมโรคตับยุโรปไม่นานมานี้ก็ประกาศเรื่องนี้อีกรอบ เรามาทบทวนก่อนทราบของใหม่
NAFLD : non alcoholic fatty liver disease เป็นชื่อกลุ่มโรคที่พบไขมันผิดปกติที่เนื้อตับอันไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ มาตรฐานต้องเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ แต่ปัจจุบันก็มีหลายวิธีที่ไม่ต้องเจาะ เช่นการใช้คลื่นเสียง การใช้เอ็มอาร์ไอ การใช้ผลการตรวจเลือดมาเข้าสมการ ความสำคัญคือ ถ้าไม่จัดการก็จะเกิดตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคตได้ การจัดการส่วนมากคือ การควบคุมน้ำหนัก ลดอาหารมัน ออกกำลังกาย การใช้ยายังไม่เป็นที่ตกลงชัดเจนเด็ดขาด
Non Alcoholic SteatoHepatitis คือ กรณีข้างบนและมีตับอักเสบร่วมด้วย
คราวนี้มาดูคำใหม่ ผู้จัดเขาให้คำอธิบายว่า จะได้สื่อถึงต้นกำเนิดโรคและปฏิบัติรักษาได้ดีขึ้น รวมทั้งไม่เป็น "stigma" หรือตราบาปว่ามีความเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์หรือไม่ … แต่วิธีการจัดการโรคยังเหมือนเดิม
MASLD : Metabolic dysfunction - Associated Steatotic Liver Disease เอามาแทน NAFLD
MASH : Metabolic dysfunction Associated SteatoHepatitis เอามาแทน NASH
บอกว่ามันเกิดจากหลายสาเหตุ และการรักษาต้องเป็นองค์รวมคล้ายโรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome)
MetALD : Metabolic Dysfunction Alcoholic Liver Disease คือ MASLD ที่เกิดจากแอลกอฮอล์ มีกำหนดว่า ชาย 210 กรัมแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ หญิง 140 กรัมแอลกอฮอล์ต่อสัปดาห์ (ประมาณสามดื่มมาตรฐานต่อวันในชาย และสองดื่มมาตรฐานต่อวันในหญิง) การรักษาก็ไม่ใช่เลิกเหล้าอย่างเดียว ต้องรักษา metabolism ที่เปลี่ยนไปด้วย
แต่อีกหลายปีกว่าตำราหรือแนวทางมาตรฐานจะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้หมดครับ คงค่อย ๆ ทยอยกันเปลี่ยนครับ

บทความที่ได้รับความนิยม