แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

30 สิงหาคม 2569

ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

 ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

1.บัญชียาหลักแห่งชาติตอบสนองภาระการเจ็บป่วย ไม่ใช่จำนวนโรคที่มี ดังนั้นก่อนจะมาบรรจุเป็นบัญชียา ต้องมีการศึกษารองรับที่ดี มีการคิดเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขถึงความคุ้มค่า ตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ
2.สำหรับโรคที่พบบ่อย พบมาก ผมอ่านบัญชียาหลักแล้ว มีความครอบคลุมและใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
3.ยาหลายตัวที่ไม่อยู่ในบัญชี ไม่ใช่ไม่ดี หลายตัวอยู่ในแนวทางการรักษาระดับโลก แต่พอมาคิดให้เข้ากับบริบทประเทศ อาจไม่คุ้มและมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า
4.ยาที่ดี ไม่ใช่ยาที่แพงหรือยานำเข้า ยานอกบัญชีแต่อย่างใด แต่คือยาที่ตอบโจทย์การรักษาผู้ป่วยได้ รักษาชีวิต เข้ากับวิถีชีวิต ไม่แพงจนล้มละลาย ไม่แพงจนชาติเสียหาย
5.ยาสามัญ ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยกว่ายาต้นฉบับ (จากข้อมูลการวิจัย) สามารถใช้ได้ รักษาได้ จริงอยู่ที่แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะยามันไม่เหมือนกัน 100% ค่อย ๆ ปรับกันไป
6.โรคอันเป็นปัญหาหลัก ขอยกตัวอย่างโรคทางอายุรกรรมแล้วกัน เช่น กลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ โรคต่าง ๆ เหล่านี้เกือบทั้งหมดยังสามารถจัดการได้ด้วยยาในบัญชี และยาสามัญทั่วไป
7.การจัดยาที่ถูกต้อง ถูกข้อบ่งชี้ เลือกยาให้เหมาะกับคนไข้ ห่วงใยผลข้างเคียง ยังมีความสำคัญมากกว่าชื่อเสียงเรียงนามของตัวยา ถ้าเราจัดถูกต้องนั่นคือคุ้มค่า เน้นไม่แพงแต่ไม่หายก็ไม่ดี จัดแพงเต็มที่แต่ล้มละลาย ก็ไม่ดีอีก
8.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ประมาณ 90% ผมก็ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ยาสามัญ ยังจัดการคนไข้ได้ดี (ไอ้ที่แพง ๆ หายาก ก็ใช้บ้าง เฉพาะกรณีไป)
9.อยากให้พวกเราเข้าใจว่า การรักษาด้วยยาในประเทศของเรา มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และไม่แพงเกินไป ส่วนความสะดวกสบาย หรือใหม่ล่าสุด หรือตามเมืองนอก อันนี้ต้องปรับเป็นรายบุคคล
10.การจัดการยาในมือ ก็เหมือนจอมยุทธสู้จอมมารด้วยกระบี่ ถ้าจอมยุทธจบสิ้นถ้วนกระบวนวิชา กิ่งพฤกษาในมือก็ฟาดฟันจอมมารได้ และแม้กระบี่คมปานใด จอมยุทธผู้ไร้ใจก็พ่ายจอมมาร

18 สิงหาคม 2569

ลองของ parker quink




 ลองของ parker quink

ปกติผมจะใช้ lamy safari หรือ lamy al-star ใช้หลอดสูบหมึกและหมึกของลามี สามสี แดง ดำ น้ำเงิน
วันนี้มาลองหมึกของ parker จะเรียกว่าลองก็ไม่ถูก เรียกว่ารำลึกความหลัง
สมัยประถม โรงเรียนของผมบังคับใช้ปากกาหมึกซึมครับ แถมตอนนั้นก็เรียนการเขียน caligraphy อีกด้วย
หมึกที่ใช้ตอนนั้นคือ parker quink สีนี้ด้วยนะ หมึกสีน้ำเงินจะมีสองโทนสี คือ น้ำเงินแบบนี้ และน้ำเงินเข้มปนดำ ประมาณสีกรมท่า แต่ผมชอบแบบนี้มากกว่า พอจบชั้นประถมก็ไม่ได้ใช้อีก จนมาทำงานนี่แหละ
quink คือ quick + ink แต่ลองใช้เองก็ไม่ได้แห้งเร็วขนาดนั้น สีออกมาเป็นแบบที่เห็น สีและลายเส้นจะแล้วแต่ชนิดกระดาษด้วยนะครับ
และจริง ๆ แล้ว ปากกากับหมึก เราใช้คละยี่ห้อกันได้เลย ที่ใช้แทนกันไม่ได้คือหลอดสูบ ของลามีจะเป็นแบบหมุน แต่ของปาร์คเกอร์ จะเป็นเหมือนก้านหลอดฉีดยาสูบ ดึงด้านข้าง มีลูกเหล็กอันน้อย เอาไว้เขย่าหมึกในหลอดสูบ
สีสันของลามี จะสดใส ชัด แต่สีของปาร์คเกอร์จะนุ่มกว่า
และครั้งนี้ใช้ parker vector XL ที่หนักกว่า lamy เขียนสะบัดหางได้สวยกว่า บนสมุดสีขาวของ clairefontaine ลายเส้นที่ใช้เป็น nib M
ปากกาอันนี้เป็น entry level แต่เขียนดีมาก ราคาไม่แพงด้วย
สมุดสำหรับปากกาหมึกซึม แนะนำ 80 แกรมขึ้นไปนะครับ moleskine แค่พอได้ ผมชอบ midori, clairefontaine ส่วนของดีคือ leuchtturm 1917 ผมว่าแพงไป
วงการมือเลอะน้ำหมึก เข้าแล้วออกยากมาก

18 เมษายน 2569

ร้านขายบุหรี่ในจีน




 ร้านขายบุหรี่ในจีน

ที่ประเทศจีน การสูบบุหรี่ยังเป็นเรื่องปกติมากของเขา มีการสูบในพื้นที่ห้ามสูบ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ทั่วไป ทั้งบุหรี่เผาไหม้และบุหรี่ไฟฟ้า
เท่าที่สืบค้น จีนมีระบบเลิกบุหรี่และยาเลิกบุหรี่ตามมาตรฐาน แต่การใช้งานจริงและการกระจายตัวยังมีน้อยมาก
ภาษียาสูบไม่ได้ขยับสูงมากนัก การควบคุมเข้มงวดมีในบางพื้นที่ การขายบุหรี่ทำได้อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ราคาซองละ 50 บาทไปจนถึงซิการ์ราคาแพง ไม่ต้องเอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาปิดและติดป้ายประกาศว่าตรงนี้ขายบุหรี่
แรงจูงใจ แนวคิด วัฒนธรรมการเลิกบุหรี่ยังไม่มากครับ
ประเทศไทยเราก้าวหน้ากว่าจีนไปหลายก้าว สำหรับการควบคุมยาสูบ การรณรงค์สร้าง mindset และการบริการคลินิกเลิกบุหรี่
แต่ถึงกระนั้น ด้วยมาตรการและความจริงจังระดับเท่านี้ ผมขอประมาณการณ์ด้วยประสบการณ์ตัวเอง คิดว่าการเลิกบุหรี่ในไทยน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 20-30 ปี ถึงจะเพิ่มอัตราความสำเร็จจากนี้ประมาณ 30-40%
ถึงตอนนั้นก็คงไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จนี้แล้ว
และถึงตอนนี้ก็ใกล้จะหมดแรงทำเต็มทน ...อีกไม่นานคงหยุดครับ ไม่ว่าจะเป็นการค้น การเขียน หรือการรักษา
(เรื่องที่น่าสนใจมากคือ nicotine vaccine)

17 เมษายน 2569

Beijing City Library


 Beijing City Library

ได้ข่าวร่ำลือว่าที่แห่งนี้คือ reading space ที่ใหญ่ที่สุดในจีนและใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่งสร้างเสร็จในปลายปี 2023 เราจะพลาดได้รึ
จากใจกลางเมือง นั่งรถเมโทรไปประมาณ 30 นาทีแล้วเรียกแท็กซี่ต่อไปอีก 15 นาที ราคา 12 หยวน ผมใช้แอป alipay ที่ภายในแอปมีบริการเรียกแท็กซี่ didi คล้ายแอปเรียกรถบ้านเรา และกดจ่ายผ่านแอปเลย ราคาไม่แพงนะครับ
ตอนแรกไม่รู้ว่า พอถึงปลายทางเราก็ลง สะบัดบ๊อบเดินเชิดได้ ผมเตรียมจะจ่ายเงิน พอก้าวลงไปจากรถ คนขับตะโกนบอกว่า บ้ายบาย แล้วขับออกไป นึกในใจ..อ้าว เฮียไม่เอาตังค์รึ มารู้ต่อมาตอนขากลับ ว่าหากเราไม่จ่าย เราเรียกต่อไม่ได้ อีกอย่างคุณแท็กซี่ส่งผมลงกลางสามแยก !! ใช่ กลางสามแยก
สถานที่แห่งนี้เมืองปักกิ่งมาสร้างห่างออกมา ตามประสาพี่จีน ทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็น อาคารใหญ่มาก มองเห็นจากภายนอกว่าเสาจำลองจากลำต้น หลังคาคือใบแปะก้วยที่ประสานกัน จำนวนต้นทั้งหมดคือ 144 ต้น เป็นป่าแห่งการเรียนรู้
นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี เตรียมพาสปอร์ต และตรวจความปลอดภัย
ภายในโคตะระใหญ่ โล่ง ที่อ่านหนังสือเป็นภูเขา เราเดินในหุบเขา เป็นห้องสมุดยุคใหม่ที่ผมเรียกว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” เพราะไม่ใช่แค่มีหนังสือให้อ่านให้ยืม ยังเป็นพื้นที่ co-reading space พื้นที่เรียน พื้นที่ติว มีการจัดแสดงนิทรรศการ มีห้องละคร มีพิพิธภัณธ์หนังสือหายาก มีคาเฟ่
เรียกว่า พาครอบครัวมาอ่านหนังสือกันได้ทั้งวัน
นั่งได้ มีจุดนอนพัก มีเน็ตฟรี (เน็ตควบคุมของจีน) โต๊ะค้นคว้ามีแท็บเล็ตใช้ฟรีทุกโต๊ะ มีสนามเด็กเล่น น่าจะอารมณ์ประมาณ TK park
คนจีนมาอ่านหนังสือกันเยอะมาก เด็ก ๆ ชาวจีนอ่านหนังสือเยอะมากจริง ๆ การปลูกฝังค่านิยม การจัดสรรทรัพยากร การส่งเสริมภาครัฐ มันช่างวิเศษมาก นี่สินะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ถ้าเขารับบรรณารักษ์สักคน ไม่จำกัดอายุ พอใช้ภาษาอังกฤษได้ (เผื่อนักท่องเที่ยวไง) นำชมสถานที่ได้ กาแฟก็ทำเป็น รักษาโรคพอได้ด้วย … การมาอยู่ที่นี่คงมีความสุข และคงมี พส.จีน มาข้างกายข้างใจในท้ายที่สุด
เอ้า…ลองทำวิดีโอมาให้ชมกัน
โอกาสหน้าจะพาไปเที่ยวใหม่นะทุกคน
กลับมาเมืองไทย หึหึ จาก 10 มาเป็น 39 องศา โลกมันช่างทารุณเสียจริง

14 เมษายน 2569

ปัจจัยหก : เดินทางตัวปลิว + เงินน้อย สไตล์อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว

 



ปัจจัยหก : เดินทางตัวปลิว + เงินน้อย สไตล์อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว

ใครอยากเดินเดี่ยวเที่ยวโลก ลุงหมอขอเล่าประสบการณ์ตัวเองแล้วกันนะครับ ให้แรงบันดาลใจคนวัยใกล้เกษียณว่า อย่ากลัวที่จะก้าวเดินออกมาหาประสบการณ์ชีวิตครับ
👕👖ปัจจัยหนึ่ง : เสื้อผ้า 🩲🥼
คุณรู้ไหมเดินทางครั้งแรก กระเป๋าใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าครบ กว่าจะแบกขึ้นแบกลง เบียดคนเข้ารถไฟ โคตรลำบาก
ตอนนี้ผมเปลี่ยน ใช้กระเป๋าแค่ 20 นิ้ว เสื้อผ้าเอาบรรจุไปไม่เกินสามชุด เสื้อเป็นเสื้อยืดมีปกชนิดไม่ต้องรีด กางเกงขายาวสองตัวเป็นกางเกงแท็คติกผ้าโพลีเอสเตอร์ กันน้ำได้บ้าง ไม่ต้องรีด โดยเลือกผ้าที่อบได้ เพราะอะไรงั้นหรือ รออ่านต่อไป
ชุดชั้นในใช้แบบกระดาษ ใช้แล้วทิ้ง กี่วันก็ว่าไป ถุงเท้าแค่สามคู่ เลือกที่หนาสักหน่อย เวลาเดินจะได้ไม่เจ็บ
ถามว่าเอาไปแค่นี้พอหรือ พอครับ เพราะซักที่นั่น ผมจะเลือกโรงแรมที่มีบริการซักรีด และจะดีมากถ้ามีเครื่องซักอบแบบหยอดเหรียญ จะทำให้คุณไม่ต้องแบกเสื้อไปเยอะ ราคาก็ไม่แพง คุณอีเมลไปถามโรงแรมได้ครับ
IBIS คือ รร.ที่ผมพักส่วนมาก มักจะมีบริการนี้ครับ มาจีนที่ รร.Nostalgia S Beijing Tianqiao เขาซักให้ฟรี
🏢🏬โรงแรมที่พัก🏡🏠
ใกล้จุดเดินทางอันนี้สำคัญมาก คุณจะตัดปัญหากังวลการเดินทางได้มาก ผมจองโรงแรมติดรถไฟเมโทรเสมอ เดินมากสุดไม่เกิน 1 กิโลเมตร และถ้าใกล้สนามบินได้จะยิ่งดี ต่อมาคือเรื่องความปลอดภัย เดินทางคนเดียวไม่ควรห่างจากแหล่งชุมชน (ชุมชนปกตินะ) อ่านรีวิวเอาได้
สองข้อนี้สำคัญสุด
ผมมีข้อพิจารณาเพิ่มสำคัญคือ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ สามารถสืบหาได้จาก google map, street view หรือส่งอีเมลถามโรงแรม ผมขี้เกียจพกของไปเยอะ ของสิ้นเปลืองหลายอย่างไปซื้อเพิ่มได้ และที่สำคัญสามารถหาอาหารง่าย ๆ กินกันตายได้เสมอ แซนด์วิช นม ขนมปัง บางทีมีอาหารสดเช่น ผลไม้
คุยให้ดีนะครับ ค่าห้อง ค่าภาษี ค่ามัดจำ ผมเตรียมเงินพลาดมาสองสามรอบเลย
ห้องของผมไม่หรู ส่วนมากใช้นอนกับเก็บของ ราคาไม่ต้องแพงและเกือบทั้งหมดพัก business hotel มีไวไฟ มีทีวี ผมโหลดหนังไปใส่แฟลชไดรว์ ดูแก้เซ็งได้ สบู่ยาสีฟันแชมพู ใช้ของแถมนั่นแหละครับ เหลือก็เก็บไว้ทริปหน้า
🥪🥗อาหาร🍱☕
อันนี้สำหรับผมคนเดียวนะ เวลาเดินทาง ผมไม่เน้นกิน เอาแค่ให้พลังงานพอ เช้าดื่มนมกับแซนด์วิช กลางวันหาอาหารจานเดียวกินเอาระหว่างทาง ตอนเย็นถ้ามีไข่ มีกล้วย มีแตงกวา จะซื้อกินและเผื่อใส่ตู้เย็นกินวันต่อไปได้ กับโยเกิร์ตสองถ้วย แค่นี้ผมพอแล้ว หรือไม่ก็แวะกินร้านอาหารง่าย ๆ ใกล้ที่พัก
ผมแนะนำอย่ากินอะไรดะไปหมด ถ้าอยากลอง ก็พอเล็กน้อย เพราะชนิดอาหาร การปรุง ความสะอาด อาจไม่เข้ากับเรา ถ้าอาการเป็นพิษนี่หมดสนุกนะครับ อี้ตลอดทริป
น้ำดื่มคือสิ่งสำคัญ ผมไม่แตะน้ำแข็ง จะกรอกน้ำใส่ขวดตรงจุดกรอกน้ำดื่มเท่านั้นหรือซื้อน้ำขวดสะอาด อย่าขี้เหนียวกับค่าน้ำดื่ม มันไม่คุ้ม
ในกระเป๋าจะพกช็อกโกแลตเม็ด ส่วนมากก็ M&M กับลูกเกดใส่ถุงซิป เอาไว้เติมพลังระหว่างเดิน หยิบสามสี่เม็ดเคี้ยวแล้วดื่มน้ำตาม กันอาการล้า เกร็ง ไม่หิวจนหมดสนุกครับ
💊💉ยา🩺🌡️
ยาส่วนตัวของผมคือ ยาลดไขมัน … วิธีนะครับ ถ้ามีกล่อง ใส่กล่อง มีซองใส่ซอง ให้เห็นชื่อยา ขนาด ให้ชัด หากไม่แน่ใจให้ไปขอใบรับรองแพทย์ว่าต้องใช้ แนบเอาไปเสมอ แต่ละประเทศบังคับต่างกันและไปหาที่นั่นไม่ง่ายนะครับ
ยาสามัญ ยา OTC ที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยา ผมพกไปแค่พอช่วยยามยาก พาราเซตามอลแบบแผง 10 เม็ดหนึ่งแผง ยาแก้แพ้ loratadine หนึ่งแผง ยาลดการบีบตัวลำไส้ Hyoscine หนึ่งแผง ผมว่าแค่นี้พอ (ใช้ความสามารถการเป็นอายุรแพทย์ ใช้ยารักษาสารพัดโรค) แถมคือ ผมพก amoxicillin 500 มก.หนึ่งแผง เผื่อไว้ เอาจริง ๆ amoxicillin นี่สามารถครอบคลุมการติดเชื้อง่าย ๆ ได้เกือบหมดครับ
ทั้งหมดใส่ซองซิป ..ติดตัวเสมอ !!! สำคัญมาก ยาต้องอยู่กับเราเท่านั้น ห้ามฝากใคร ห้ามโหลด
ผมทำประกันการเดินทางทุกครั้ง เลือกที่ครอบคลุมประเทศนั้น เน้นค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ไม่สนใจค่าเสียหาย ดีเลย์ ราคาไม่แพงเพราะใช้โปรแกรมถูกสุดเสมอ เชื่อเถอะ..เสียตังรักษาในต่างแดน แพงกว่าค่าเที่ยวหลายเท่า
💱💸เงิน💳🏧
ผมเตรียมไปหมดสามอย่าง เพื่อความคล่องตัว โดยประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายจากการหาข้อมูล จำพวกค่าเดินทางด้วยรถไฟ เครื่องบิน ค่าเข้าชมสถานที่ ค่ากินของเรา แล้วบวกเผื่อขาดอีก 20% อะไรชำระล่วงหน้าได้จะทำเลย แล้วพิมพ์ใบรับเงิน พิมพ์เอกสารมาล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องเอาเงินไปมาก
สามอย่างคือ เงินสด, บัตรเดบิตเดินทาง, แอปจ่ายเงิน หากสามารถซื้อบัตรพาสได้ เช่น JR rail pass จะซื้อครับ เราจะได้กำหนดค่าใช้จ่ายและหมดห่วงเป็นอย่าง ๆ ไป ตอนไปญี่ปุ่นนี่นั่งรถไฟเป็นว่าเล่น
บัตรเดบิตเดินทาง อันนี้ก็ง่ายเวลากินอาหาร กดตู้น้ำ ร้านสะดวกซื้อ มันง่ายมาก แตะปิ๊บ ๆ เสร็จเลย ไม่เสียค่าแลกเงิน แถมสำรองเงินสดได้อีก ส่วนบัตรเครดิตเอาไว้อุ่นใจเฉย ๆ
แอปจ่ายเงินอันนี้มาโหลดใช้ทีหลังเป็นแอปของบัตรเครดิต หรืออาลีเพย์ มาจีนคราวนี้ใช้อาลีเพย์เกือบหมด ผมก็ผูกกับบัตรเดบิตนั่นแหละ แต่ส่วนมากเขาจะสแกนคิวอาร์โค้ดของเรา
ถ้าวางแผนดี เงินก็พอดี เหลือซื้อความสุขให้ตัวเองบ้าง ผมจะซื้อหนังสือหนึ่งเล่มและโปสการ์ดหนึ่งใบมาเป็นที่ระลึก นี่ก็ได้หนังสือภาษาจีนมาหนึ่งเล่ม อ่านไม่ออกนะ เป็นสมุดภาพวิวสวย ๆ มาเก็บไว้
📱📠อิเล็คทรอนิกส์🔌🔋
ตรวจสอบเสมอครับ บ้านเขาเมืองเขาใช้ปลั๊กอะไร แรงดันไฟฟ้าเท่าไร ต้องใช้ตัวแปลงไฟฟ้าหรือเปล่า ผมมี universal adaptor หนึ่งตัวใช้มา 10 ปี ก็ยังใช้อยู่เลย เตรียมไปเองเถอะครับอุ่นใจกว่า
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของผมไม่มาก และบางอย่างก็ปรับตัว อย่างเช่นเครื่องโกนหนวดไฟฟ้าอันนี้ไม่เอาไป เพราะต้องเสียบปลั๊ก เปลี่ยนใช้มีดโกนแทน ที่เอาไปมีโทรศัพท์ พาวเวอร์แบงค์ (ที่ผ่านมาตรฐานสายการบิน) หัวชาร์จสายชาร์จ เครื่องอ่านคินเดิล กล้องคอมแพ็ก (ผมยังใช้ canon a2200 ตัวเล็กอยู่เลย)
แต่ก่อนจะพกเครื่องเล่นเกมพกพาไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้สายตาไม่ค่อยดี จึงวางไว้บ้าน
แต่ก่อนผมจะซื้อซิมการ์ดปลายทาง แต่เดี๋ยวนี้จะซื้อแพ็คเกจโรมมิ่ง สะดวกดี (เครื่องโทรศัพท์ของผมไม่รองรับอีซิม) ไม่โหลดเพลงหรือหนัง เพราะเปลืองแบตโทรศัพท์ ผมใช้แอปเดินทาง โดนเฉพาะ google map, trip.com, booking.com รับส่งอีเมล จ่ายเงิน แอปช่วยเดินทางของประเทศนั้น ๆ ขึ้นรถเมล์ ลงเรือ จะคำนวณเวลาเดินทาง ซื้อตั๋วออนไลน์ สะดวกมาก
จึงไม่ใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวทำทุกอย่าง เดี๋ยวแบตหมด (และสำรองเอกสาร ตั๋วต่าง ๆ ภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่นแล้ว) ชาร์จทุกอย่างให้เต็มก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
👜🎒กระเป๋าพกพา🛍️👝
อันนี้แถม เอาไว้พกของเดินทางในแต่ละวัน ผมเลือกใช้กระเป๋าเป้เดย์แพ็กใบเล็ก เพราะโยกมาไว้ด้านหน้าได้ เวลาขึ้นรถไม่เกะกะและเห็นตลอด ลดโอกาสถูกขโมย (ฝรั่งเศสคือต้องระวังที่สุด)
ใส่ทุกอย่างได้ ไม่หนักเกิน ถ้าเที่ยวคาบเกี่ยวฤดูฝนจะมีเสื้อกันฝนพลาสติกพับได้แบบที่วางขายในเซเว่นไปด้วยครับ
ส่วนพาสปอร์ต บัตร เงิน ผมจะใส่ในกระเป๋าแจ็คเก็ตด้านในและกระเป๋าเสื้อเป็นหลัก ป้องกันหาย อุ่นใจได้ระดับหนึ่งครับ
หวังว่าที่เมืองไทยคงเย็นสบายสงกรานต์
จากปักกิ่ง 12 องศา

13 เมษายน 2569

eunuchs in Palace Museum : เหล่าขันทีแห่งพระราชวังต้องห้าม



 eunuchs in Palace Museum : เหล่าขันทีแห่งพระราชวังต้องห้าม

เดิมทีเรียกว่า forbidden palace เพราะว่าเป็นสถานที่เฉพาะให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าได้เท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้นในพระราชวังชั้นใน ห้ามสุภาพบุรุษเข้าไปอีกด้วย
ในยามค่ำคืนจะมีแต่จักรพรรดิเท่านั้นที่เป็นชายและเหล่าขันที (ตัดอัณฑะ) ออกแล้ว นอกจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของจักรพรรดิแล้ว เหตุผลอีกอย่างคือรักษาความบริสุทธิ์แห่งสายเลือดจักรพรรดิ
ก่อนจะไปที่ขันที ขอแวะตรงนี้สักนิด ในวังชั้นในเป็นที่อยู่ของมเหสีและเหล่าคังคุไบ บรรดานางสนมของฮ่องเต้ที่ต้องรับหน้าที่มีเซ็กซ์กับฮ่องเต้ในแต่ละคืน บรรดาคังคุไบไม่ได้คัดจากหน้าสวย หุ่นอึ๋ม แต่อย่างใด แต่มาจากเหตุผลทางอำนาจ การเมือง ลูกเจ้าเมืองนั้น ลูกนายพลนี้ หวังในผลประโยชน์จากอำนาจฮ่องเต้
ฮ่องเต้หลายคนก็เซ็ง มีบันทึกว่าแอบปลอมออกไปนอกวังเพื่อไป ‘ผ่อนคลาย’ แถวย่านเฉียนเหมิน เพราะว่าจักรพรรดิจะต้องเก็บสะสมพลังหยิน คือ น้ำอสุจิ เพื่อเอาไว้กำเนิดทายาทแห่งสวรรค์กับมเหสี ที่มีโอกาสปั่มปั๊มกันเดือนละครั้ง ส่วนอีก 29 วันที่เหลือเป็นหน้าที่ของสนมที่มีหน้าที่คอยสั่งสม ‘หยิน’ ให้จักรพรรดิ แต่ห้ามปล่อยหยินออกมา
ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นหากมีผู้ชายชาตรี เตะปี๊บดังสนั่น ไกลเป็นกิโล อย่างลุงหมออยู่ คงยากที่จะรักษาความบริสุทธิ์แห่งสายเลือดจักรพรรดิได้ จึงต้องใช้ขันที
ขันทีส่วนมากถูกตัดอัณฑะออกตั้งแต่วัยรุ่นหรือก่อนวัยรุ่น (แถมเก็บของตัวเองไว้เป็นหลักฐานด้วยนะ) จึงเกิดภาวะ primary hypogonadism พร่องฮอร์โมนเพศชาย ถ้าเราตรวจฮอร์โมนของขันทีจะพบว่า testosterone ต่ำมาก โดยเฉพาะ dihydrotestosterone ส่วนฮอร์โมน LH จากต่อมใต้สมอง (luteininzing hormone) จะสูงมาก
สภาพร่างกายของขันทีจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เราเห็นในรูปภาพ
ปลายกระดูก epiphyseal plate จะปิดช้า ทำให้ดูแขนขายาวเก้งก้างเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ตัดอัณฑะ
กล้ามเนื้อเล็ก ไขมันมาพอกตรงกลางตัว อ้วนกลม มีลักษณะเพศหญิงชัดขึ้น
เสียงเล็ก ไม่ห้าวทุ้มนุ่มลึก
ขน ผมในร่างกายขึ้นน้อย และมักจะ ‘หัวล้าน’
โรคภัยเกิดง่าย เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนเช่น มีโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจเกิดมากขึ้น
แต่ขันทีบางคนยังมีอารมณ์ทางเพศทั้งกับหญิงและชาย บางคนอวัยวะเพศยังใช้งานได้ หากการตัดอัณฑะเกิดหลังจากผ่านการเจริญเติบโตทางเพศมาแล้ว
แล้วใครถึงอยากเป็นขันทีกัน โดนตัด โดนแยกจากครอบครัวเดิม เป็นคนรับใช้จักรพรรดิตลอดชีวิตและตลอดเวลา
จักรพรรดิฝู้อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายบันทึกไว้ว่า ไม่มีเวลาใดในวังต้องห้ามที่พระองค์เดินไปไหนตามลำพังได้ โดยปราศจากขันทีห้อมล้อมหน้าหลัง
แต่ขันทีคือการเข้าสู่อำนาจ เงินทอง ยอมตายเพื่อให้ครอบครัวสบาย และขันทีบางคนมีอำนาจมากจนสามารถ ‘เป่าหู’ จักรพรรดิได้เช่น เว่ย จงเสียน (ขออภัยถ้าผมถอดเสียง pin yin ผิด)
อีกหนึ่งเกร็ดเล็กน้อยจากพระราชวังต้องห้าม

11 เมษายน 2569

การเดินขึ้นลงบันได อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก




การเดินขึ้นลงบันได อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก

ในเวลาเดียวกันนอกจากพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ในแนวราบแล้ว ต้องใช้พลังงานในการต่อสู้ในแนวดิ่งอีกด้วยและยังเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากขึ้นอีกหลายมัด โดยเฉพาะที่ขา ทำให้เพิ่มการใช้ VO2 max สูงมากกว่าในแนวราบอีก 30-40%
และเป็นการออกแรงต้านในแนวดิ่งในช่วงเวลาสั้น ทุกครั้งที่เราก้าวขา เสมือนออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ฮิตกัน ซึ่งแม้แต่การลงบันไดที่เราคิดว่าไม่ออกแรง แต่จริง ๆ เราต้องต้านแรงโน้มถ่วงและดึงพลังกล้ามเนื้ออีกหลายกลุ่มมาใช้ จึงนับว่า ‘ออกแรง’ มากขึ้น
จัดเป็น vigorous exercise ได้ครับ แม้ไม่มีการศึกษาโดยตรงวัดการขึ้นลงบันไดต่อโรค แต่มีประโยชน์เพราะเป็น vigorous exercise
ยิ่งเป็นการเดินขึ้นลง แบบเทรล หรือเดินบนกำแพงเมืองจีนนี้ คือการออกแรงที่ดีมาก ผมคำนวณด้วยอายุ น้ำหนัก สภาพอากาศ อัตราการเดิน ใช้เอไอช่วยคำนวณระยะทางและความสูงต่ำ ของ tower 14-18 ในทางเดินฝั่งตะวันตกของด่านกำแพงมูเทียนยู ได้ถึง 800 กิโลแคลอรี่
**แต่เป็ดปักกิ่งครึ่งตัว 1200 กิโลแคลอรี่**
ถ้าคุณจะคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหารจึงสำคัญมากครับ

10 เมษายน 2569

ทำไม มือและเท้า จึงหนาวก่อนจุดอื่น




 ทำไม มือและเท้า จึงหนาวก่อนจุดอื่น

ระบบหลอดเลือดที่ปลายมือและเท้า ได้รับการออกแบบให้มีตัวรับสัญญาณประสาท adrenergic ที่หนาแน่นกว่าจุดอื่น เมื่ออากาศเย็น ระบบประสาทนี้ถูกสมองกระตุ้นมาก ปลายมือปลายเท้าโดนก่อน
กล้ามเนื้อเรียบหลอดเลือดที่ปลายมือเท้า ยังสร้างสารที่ทำให้ไวต่อการกระตุ้นระบบประสาทอีก ยิ่งไวไปอีก
ระบบเลือดฝอย glomus bodies ที่คอยควบคุมอุณหภูมิ พบมากที่ปลายมือเท้า ระบบนี้จะปิดทันทีเมื่ออากาศเย็น ทำให้ปลายมือปลายเท้าเย็น ซีดลง เพราะไม่มี blood pool สะสม
ทำให้การปกป้องมือและเท้ามีความสำคัญเวลาอากาศเย็น เมื่อสวมถุงมือและเท้า ทำให้เรารู้สึกสบาย อบอุ่นมาก
ในภาพคืออุปกรณ์ป้องกันอากาศเย็นที่มือ แขน ลำตัว เวลาขับขี่จักรยานยนต์ที่ปักกิ่ง ทำให้มือใช้การได้ดี ไม่ชา ควบคุมรถได้ ในหลายประเทศที่แฮนด์รถมีฮีตเตอร์ด้วยซ้ำ
ถ่ายรูปมาให้ดู เมื่อเช้านี้ 10 องศา ตอนนี้ก็ร้อน ๆ สักหน่อย 24 องศา

09 เมษายน 2569

ต้นหลิว เป็นต้นกำเนิดยาแอสไพริน

 



ต้นหลิว เป็นต้นกำเนิดยาแอสไพริน เราใช้เพื่อป้องกันเกล็ดเลือดจับตัว ที่ปัจจุบัน เราแทบจะไม่ใช้ป้องกันก่อนเกิดโรคอีก แถมยังเลือดออกทางเดินอาหารมากมาย

แต่ถ้าเป็นโรคแล้ว เรากินนะ หากเสี่ยงเลือดออกอาจใช้ยาต้านเกล็ดเลือดอื่น หรือกินคู่ยาลดกรด
คนในวังต้องห้ามน่าจะ GI bleed มากมาย เพราะต้นหลิวเยอะจริง เป็นแนวกำแพงเลย
ถึงแฟนเพจชาวไทย ตอนนี้ที่นี่ไม่มีแดด อุณหภูมิ 11 องศาเซลเซียส หนาวอ่ะ

06 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 สองสัปดาห์มานี้ผมแทบไม่โพสต์อะไรเลย เพราะต้องการทำตัวเป็นกลางอย่างยิ่งยวด เนื่องจากตัวเองเคยไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมือง (มากกว่าหนึ่งพรรค) ไม่อยากให้พื้นที่ตรงนี้มีความขัดแย้ง (เห็นต่างได้แต่อย่าถึงขั้นทะเลาะกัน)

อีกสองวันจะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่ผมเคยสัมผัสงานการเมืองและพูดคุยกับปรมาจารย์ทางกฎหมาย ผมขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ขอรณรงค์ดังนี้
1.สำหรับประชาชน นี่คือโอกาสการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สำคัญมาก ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ สติ และปัญญา เป็นอิสระในความคิดตัวเอง เลือกจากความคิดตัวเอง
2.เลือก สส. คือ เลือกคนที่จะไปทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเรา ในการกำหนดข้อบังคับ กำหนดนโยบาย ควบคุมการทำงานของผู้ปกครองบ้านเมือง ควรเลือกคนที่เราคิดว่า ถ้าเป็นเราเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เราจะทำแบบเขา เพราะเขาคือตัวแทนเรา
3. สส. ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการมาบริหารและอำนวยสุขทุกข์กับเรา นั่นคือหน้าที่ฝ่ายบริหาร อันมีที่มาจากการเลือก สส. ของเรา เราจึงไม่ควรเลือกเพียงเพราะเขาบริการพวกเราได้ดี เรียกใช้ง่าย แต่ควรเลือกเพราะเราเชื่อในแนวทางของเขา ที่จะกำหนดทิศทางประเทศ
4. สส. คือ สส. ไม่ว่าจะบัญชีรายชื่อหรือเขต ทำหน้าที่แทนพวกเราทั้งประเทศ เพียงแต่เราไม่สามารถจัดเขตเลือกตั้งเขตเดียว สส. 500 คนได้ จึงมีการแบ่งแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น สส.ภาคเหนือ ก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคใต้ สส.บัญชีรายชื่อก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคอีสาน เลือกคนหรือพรรคที่เขาคิดตรงกับเรา ว่าแนวนโยบายที่เราคิดว่าดีกับภาพรวมประเทศ
5.การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกแห่งความผิดพลาด ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้รับจากคนนั้นแต่อย่าเลือกคนนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรรับจากใครทั้งสิ้น และผู้สมัครก็ไม่ควรซื้อในทุกกรณี ใครยื่นมา เราขอไม่รับ และไม่เลือกเขา ไม่มีบุญคุณต่อกันที่จะต้องมาทดแทนกันตลอดไป
6.ถ้าคนที่คุณเลือก ประสบชัยชนะ ก็ยินดีกับเขาและอย่าดูแคลนคนแพ้ ถ้าคนที่คุณเลือกแพ้ คุณต้องยอมรับ อย่าเอาเรื่องแพ้ชนะ พวกเขาพวกใคร มาแตกแยก สุดท้ายความคิดต่างกันหรือแนวนโยบายที่ต่างกัน ก็ทำเพื่อไปข้างหน้าเหมือนกัน มิตรภาพระหว่างคนแน่นหนากว่าความเชื่อการเมือง
7.หน้าที่พวกเราไม่ใช่แค่กากบาทแล้วจบ เราควรติดตามการทำงานของคนและพรรคที่เราเลือก ว่าเขาทำหน้าที่ของเขาได้สมหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หน้าที่และการตื่นรู้ทางการเมือง ไม่ควรมีเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ถ้าเราตื่นรู้ไปตลอด ท้ายสุดประเทศเราจะเจริญกว่าเดิม
8.ใครจะเชียร์ใคร รักใคร ไม่ชอบใคร เป็นสิทธิส่วนตัว ต้องยอมรับ คนเราชอบไม่เหมือนกัน แต่อยู่กันได้ ทีเรายังชอบคนนั้นคนนี้ การเคารพสิทธิแต่ละคนนี่แหละคือพื้นฐานประชาธิปไตย และตอนนี้คือบททดสอบที่ดี
9.ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นวิถีทางที่ดี เพื่อนที่สวิสบอกว่าทุกอย่างเราโหวตหมด เรามีสิทธิโหวตและเราต้องเคารพผลโหวตด้วย นี่คือก้าวแรก ไม่นานเราจะได้โหวตประชามติอีกต่อไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ประชาธิปไตยและเติบโต การแก้ไขปัญหาแบบประชาธิปไตยต่อไป
10.เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกท่านและพรรคทุกพรรค ช่วงหาเสียงนี้แม้จะฟาดฟันกันสุดกำลัง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะเห็นแนวคิดหลากหลายที่จะมาปรับปรุงประเทศเรา (ดี ไม่ดี ทำได้ ทำไม่ได้ ก็อีกเรื่องนะ) จากบรรดาผู้สมัคร ขอให้จดจำความรู้สึกที่อยากทำเพื่อประเทศแบบนี้เอาไว้ และต่อยอดทำดีขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป

บทความที่ได้รับความนิยม