29 กันยายน 2566

Beers Criteria 2023 การใช้ยาและการรักษาในผู้สูงวัย

 Beers Criteria 2023

คือข้อกำหนดจากหลักฐานทางการแพทย์และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดย American Society of Geriatrics เกี่ยวกับการใช้ยาและการรักษาในผู้สูงวัย ว่าอะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ ควรระวัง ตามสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้สูงวัย การใช้ยาขนาดที่คุ้นชินอาจไม่เหมาะสมเสียแล้วเมื่อเวลาเปลี่ยน
คำแนะนำมีเยอะมาก แถมไปดาวน์โหลดอ่านฟรีด้วยนะ ใส่คำค้น Beers Criteria 2023 ในเสิร์ชเอนจิ้นใดก็ได้ครับ ผมคัดมาแต่คำแนะนำระดับ strong recommendation คือ ทำตามนี้เถอะ และ High Quality of evidence เท่านั้น
ที่สำคัญคำแนะนำคือแนวทางตามศาสตร์ที่มี ส่วนการใช้จริงคือศิลปะที่ต้องอาศัยหลายปัจจัยมาประกอบ การไม่ทำตามคำแนะนำ ไม่ได้หมายความว่าเลวร้ายเสมอไป และแม้ทำตามเคร่งครัด ผลลัพธ์ก็อาจไม่ได้เป็นตามที่คิดเสนอไป
1. การใช้ยา Aspirin เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรค … ไม่แนะนำให้เริ่มในผู้ป่วยรายใหม่ และแนะนำให้หยุดยาในผู้ป่วยที่ใช้อยู่หากไม่จำเป็นจริง ๆ หรือเสี่ยงเลือดออก
2. ไม่ควรเริ่มใช้ยา warfarin ในกรณีป้องกันอัมพาตของหัวใจเต้นผิดจังหวะ AF ยกเว้นว่ามีข้อห้ามการใช้ direct oral anticoagulant (ที่แนวทางแนะนำให้เริ่มยาตัวอื่นก่อน rivaroxaban เพราะเจอเลือดออกมากกว่าตัวอื่นเล็กน้อย)
3. การใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่ยากันชัก ยาซึมเศร้า ยาจิตเวช โดยใช้ ยาตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไปโดยยังควบคุมไม่ได้ แนะนำให้พยายามใช้วิธีอื่นร่วมและทบทวนยาเพื่อลดปริมาณการใช้ยาลง เนื่องจากให้ยามากเกินจะมีโอกาสเกิดความดันต่ำและหกล้มได้
4. ถ้ามีภาวะหัวใจล้มเหลว ควรหลีกเลี่ยงการใข้ยาเบาหวาน thaizolidinediones (pioglitazone) และยาควบคุมการเต้นหัวใจ dronenalone เพราะอาจทำให้หัวใจล้มเหลวแย่ลง
5. ในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดการเป็นลม (syncope) ไม่แน่นำใช้ยากลุ่ม choline esterase inhibitors เช่น donepezil rivastigmine (ใช้รักษาสมองเสื่อม อัลไซเมอร์) เพราะอาจมีหัวใจเต้นช้าและเป็นลมได้ง่าย
6. ในผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดการเป็นลม (syncope) ไม่แนะนำใช้ยากลุ่ม tricyclic antidepressant เช่น amitriptyline imipramine (ใช้รักษาซึมเศร้า ปวดเรื้อรัง บางคนมาใช้แก้นอนไม่หลับ) เพราะอาจมีหัวใจเต้นช้าและเป็นลมได้ง่าย
7. สุภาพสตรีสูงวัยที่มีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ไม่แนะนำใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการรักษา
8. ยาสารพัดชนิด (เยอะมาก) ควรต้องคิดถึงการปรับยาตามการกรองของไต (GFR) เสมอ โดยทั้งหมดมีหลักฐานระดับ strong แต่คำแนะนำเป็นระดับ moderate คือ ควรปรับยาตามการทำงานของไตเสมอถ้าไม่มีข้อห้าม และอาจใช้ยาที่ปลอดภัยกว่าได้ถ้ามีและใช้ทดแทนได้

ผลจากยา หน้ามืดใกล้เป็นลมตอนลุกนั่ง

 วันนี้เจอผู้ป่วยหน้ามืดใกล้เป็นลมตอนลุกนั่ง (โพสต์นี้เขียนไว้หลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ ขอลง Beers Criteria ก่อน)

เมื่อตรวจยาที่ใช้
1. lorazepam จาก รพ. ผู้ป่วยบอกว่าใช้เวลานอนไม่หลับ แต่กินทุกวัน
2. diazepam จากคลินิก กินเวลานอนไม่หลับอีกเช่นกัน ผู้ป่วยบอกว่ากินยา รพ. แล้วไม่หลับ
3. chlorpheniramine อันนี้ผู้ป่วยซื้อเอง บอกว่ากินยาแก้แพ้แล้วง่วง
4. ยา doxazocin ยารักษาต่อมลูกหมาก อันนี้กินประจำ ยาตัวนี้ก็ทำให้ความดันโลหิตลดลงขณะเปลี่ยนท่า
5. ยาเม็ดรวมแก้หวัด ลดไข้ ผู้ป่วยมีอาการน้ำมูกใสมาสามวัน ซื้อเอง ในนั้นมีตัวยา chlorpheniramine ด้วย
เอาล่ะ เหตุที่ทำให้หน้ามืดก็หาต่อไป แต่การใช้ยาแบบนี้ มันทำให้เกิดผลข้างเคียงหน้ามืดความดันต่ำเวลาลุกยืน และซ้ำกันหลายตัว จึงเกิดเหตุการณ์นี้
การเพิ่มขนาดยา อย่าลืมโทษที่เพิ่มขึ้นด้วย
การกินยาหลายชนิด แม้ชื่อต่างกัน แต่เป็นกลุ่มดียวกัน จะมีผลเสียเพิ่มมากขึ้นได้
ดีที่คนไข้พกยามาให้ตรวจ และสาเหตุการนอนไม่หลับของเขา คือ ต่อมลูกหมากโต จนทำให้ปัสสาวะบ่อยจนรบกวนการนอนหลับ จึงต้องแก้ปัญหาที่สาเหตุ ไม่ใช่ให้ยาช่วยให้หลับ

28 กันยายน 2566

The Framingham Heart Study

 The Framingham Heart Study

ผลพวงจากอุบัติการณ์โรคที่เพิ่มขึ้นทุกปี การถึงแก่อสัญกรรมของ FDR จากโรคหลอดเลือดสมอง การผ่านพระราชบัญญัติโรคหัวใจแห่งชาติ ทางสถาบัน National Heart Institute ที่รวบรวมยอดมนุษย์ด้านสรีรวิทยาโรคหลอดเลือด ทีมแพทย์ที่รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด มือดีที่สุดของอเมริกาและที่อพยพมาจากยุโรป จึงเริ่มมีแนวคิดการศึกษาโรคแบบสมบูรณ์แบบ ติดตามปัจจัยเสี่ยงแต่ละคน การดำเนินชีวิต ในกลุ่มคนต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อหาสาเหตุว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรค อะไรที่จัดการได้ และจัดการแล้วโรคจะดีขึ้นไหม
คณะกรรมการชุดแรกของโครงการศึกษาโรคหัวในนี้ กำลังคิดว่าจะเลือกสถานที่ไหน เมืองไหนที่เป็นตัวแทนของประชาชนอเมริกา เพื่อศึกษาการก่อนโรค ตัวเลือกที่มีการนำเสนอในเวลานั้นมีสองเมือง คือ เมืองฟรามิงแฮม รัฐแมสซาซูเสตต์ และเมืองเพ้นสวิลล์ มลรัฐเคนตั๊กกี้ ด้วยสาเหตุที่สองเมืองนี้ เป็นเมืองที่มีประชากรกลุ่มคนขาวเหมือนกัน เพื่อตัดความหลากหลายของเชื้อชาติ มีการเคลื่อนย้ายประชากรค่อนข้างต่ำ ประชากรและการเมืองมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับการศึกษาในระยะยาว
และสุดท้ายก็ได้เมืองฟรามิงแฮม เพราะประชาชนที่นั่นให้ความร่วมมือที่จะติดตาม ให้ข้อมูล ไม่ใช่แค่รุ่นที่ทำการศึกษา แต่ต่อเนื่องไปถึงรุ่นลูกหลาน และอีกประการคือ เมืองฟรามิงแฮม อยู่ใกล้กับสถาบันโรคหัวใจแห่งชาติ ที่มีเหล่าผู้เชี่ยวชาญมารวมตัวทำงานกันอยู่แล้ว (ที่โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด)
11 ตุลาคม 1948 การเก็บข้อมูลชุดแรกของการศึกษาฟรามิงแฮม ก็เกิดขึ้น โดยนักวิจัยชุดแรกตั้งเป้าจะทำข้อมูลระยะยาวถึง 67 ปี โดยประเมินรายปีและให้ข้อมูลการวิจัยออกมาตลอด การศึกษาฟรามิงแฮมชุดแรกมีคนเข้าร่วม 5209 ราย อายุ 28-62 ปี และวัดผลการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่นี่เราได้พบว่า ความอ้วน ความดันโลหิต โคเลสเตอรอลในเลือด และบุหรี่ คือปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และในผู้เข้าร่วมการศึกษาชุดแรกมีหลายคนที่เป็นครอบครัวของคณะทำงาน
หลังจากเวลาผ่านไป ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโรคชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา ก็เริ่มบอกว่ามีผลต่อการรักษา ด้วยความที่การเก็บข้อมูลของการศึกษาออกแบบมาดีมาก จึงสามารถหยิบข้อมูลใด ๆ มาวิเคราะห์ได้โดยง่าย มีการเก็บข้อมูลเป็นระยะ เพราะเมืองฟรามิงแฮมก็อยู่ใกล้ ๆ National Heart Institute หรือปัจจุบันคือ National Heart Blood and Lung Institute (NHBLI) ที่แม้จะเปลี่ยนผู้อำนวยการโครงการหลายคน แต่วัตถุประสงค์และการดำเนินการไม่มีเปลี่ยนแปลงจากเดิม
การเก็บข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างใน Framingham Heart Study ไม่ได้จบเพียง 5 ปีหรือ 10 ปี การศึกษาความเสี่ยงเพื่อลดโรคหัวใจนี้ยังเก็บข้อมูลต่อเนื่องไปถึงรุ่นลูก (offspring cohort) รุ่นที่หนึ่งและรุ่นที่สอง
ทำให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจที่ชัดเจน เช่น ระยะเวลาที่จะเกิดโรค ความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับพันธุกรรม ผลจากการรักษาต่อรุ่นถัดไป และยังขยายขอบข่ายการเก็บข้อมูลออกไปถึงโรคอื่น ๆ เช่นเบาหวาน โรคไต และลงลึกในข้อมูลเช่น มีการเก็บตัวอย่างเลือดถึงรหัสพันธุกรรม และสามารถเอาเลือดที่เก็บจากรุ่นก่อน ๆ มาวิเคราะห์เพิ่มได้อีก ทำให้เรามีข้อมูลความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และสามารถจัดการความเสี่ยงนั้นได้ดี จนอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลงมาก ตัวอย่างความเสี่ยงที่จัดการได้จากการศึกษานี้คือ การจัดการโคเลสเตอรอลและ LDL
นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศทั่วโลกยังได้ประโยชน์และความคิดแนวปฏิบัติการการศึกษาจากฟรามิงแฮมนี้ ตัวอย่างที่ชัดคือ Framingham Risk Score ที่ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1998 ระบบคะแนนที่คำนวณความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจใน 10 ปี ได้ค่อนข้างแม่นยำ และเอามาจัดกลุ่มความเสี่ยงและดูแลรักษาคนไข้ได้ดี
ในประเทศไทยเราก็มีการศึกษาลักษณะนี้เช่นกัน คือ การเก็บข้อมูลความเสี่ยงในคนไทย ในกลุ่มคนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่และการใช้ชีวิตมากนัก และยินยอมพร้อมใจในการเก็บข้อมูลมาตลอด คือ การเก็บข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงการเกดโรคหัวใจและหลอดเลือดในพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดยคณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี เรียกว่า EGAT study และพัฒนาข้อมูลมาเป็น RAMA EGAT score ที่ต่อมาพัฒนาออกมาเป็น Thai CV Risk Score คำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจในคนไทยในระยะเวลา 10 ปี
ปัจจุบันนี้ Framingham Heart Study ก็ยังดำเนินการศึกษาอยู่ ลงลึกไปถึงระดับยีน จัดทำระบบ big data และมีการทดสอบการใช้ artificial intelligence เพื่อพัฒนาการตรวจรักษาโรคหัวใจและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่ทำได้สำเร็จแล้วในอดีต และจะทำต่อไปในอนาคต
การตัดสินใจของประธานาธิบดีแฮร์รี่ เอส ทรูแมน และเรื่องราวความเสี่ยงของท่านประธานาธิบดี แฟรงคลิน เดอลาโน รูสเวลต์ ทำให้โลกนี่เปลี่ยนไปจริง ๆ

27 กันยายน 2566

แฟรงคลิน เดอลาโน รูสเวลต์ กับโรคความดันโลหิตสูง

 เมื่อชีวิต ต่อ อีกหลายชีวิต

ย้อนกลับไปในปี 1932 ประเทศสหรัฐอเมริกามีความเจริญรุ่งเรืองเกือบถึงขีดสุดของโลก ด้วยความที่ไม่บอบช้ำจากมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีนักคิดนักวิชาการจากยุโรปย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวหลายคนที่ลี้ภัยมา ทางการเมือง เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ถือว่าเจริญก้าวหน้า แต่การแพทย์ยังกระเตาะกระแตะ กระเตาะกระแตะแค่ไหน นั่นคือที่มาของเรื่องนี้
ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 1933 แฟรงคลิน เดอลาโน รูสเวลต์ พร้อมจะนำพาประเทศฝ่าภัยความตึงเครียดของโลกและได้รับเลือกตั้งในดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ด้วยตัวเลขความดันโลหิต 140/100 และคำยืนยันจากแพทย์ประจำตัว นายพลรอสส์ แมคอินไทร์ ว่าท่านประธานาธิบดีปรกติดี (สมัยก่อนตัวเลขความดันโลหิตสูงคือ 180/110 ปรับลดลงมาที่ 160/100 ในช่วงหลังสงคราม และปรับมาเป็น 140/90 ในปัจจุบัน)
ยุคนั้นประชากรสหรัฐอเมริกาเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงมาก สูงแค่ไหน ก็ 50% ของผู้เสียชีวิตนั่นแหละครับ แม้จะมียารักษา แม้จะมีการผ่าตัด แต่ทำไมอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจยังสูงขนาดนั้น ก็มีคุณหมอหลายคนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเริ่มเปรย ๆ แล้วว่าน่าจะเกิดจากความดันโลหิต ที่สูงเกินไป (เกณฑ์มันสูงด้วยแหละครับ) แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะประเทศทุ่มเททรัพยากรให้กับ…สงครามโลกครั้งที่สอง
วันเวลาของสงครามโลกผ่านไป ท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์ทำงานหนักขึ้นไปพร้อมกับตัวเลขความดันโลหิตที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งพุ่งไปที่ 188/105 โดยที่ทีมแพทย์ประจำตัวก็บอกว่าท่านปรกติดี
จนเมื่อมีคนหนึ่งมาบอกว่าท่านประธานาธิบดีน่าจะป่วยหนักเลยนะ ทำให้แนวคิดว่าประธานาธิบดีดู 'แข็งแรง' ที่ตัวเลขความดันสูงลิบ เปลี่ยนแปลงไป
คนนั้นคือ ท่านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเหมือนกัน
ในปี 1944 ก่อนจะถึงการประชุมลับสุดยอดของการยกพลขึ้นบกของกองทัพสัมพันธมิตรที่ชายหาดโอมาฮา แคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ท่านประธานาธิบดีก็ล้มป่วย
ผลการตรวจออกมาว่าท่านประธานาธิบดีป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ท่านประธานาธิบดีเปลี่ยนทีมแพทย์ประจำตัวรักษาโรคหัวใจล้มเหลวจนดีขึ้นและพยายามจะลดความดันลง แต่มันสายเกินไป การลดความดันโลหิตตอนนี้อาจไม่ลดอัตราเสียชีวิตมากนัก ความเสียหายมันเกิดขึ้นแล้ว แถมยาในยุคนั้นก็ลดความดันได้ไม่ดี
ตลอดปี 1945 อาการป่วยของท่านกระเสาะกระแสะเรื่อยมา และในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่ยัลต้า แคว้นไครเมียของรัสเซีย เพื่อวางแผนการจัดระเบียบยุโรปที่จะเกิดหลังจากพิชิตนาซีเยอรมันได้
ที่นั่น วินสตัน เชอร์ชิลกล่าวชัดเจนว่า ท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์ดูทรุดโทรมมาก และมีบันทึกตัวเลขความดันโลหิตตอนนั้นถึง 240/130 แถมยังเสนอให้ทีมแพทย์จากอังกฤษเข้าดูแลท่านประธานาธิบดีอีกด้วย
แต่อีกสองเดือนหลังจากนั้น ท่านประธานาธิบดีก็ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคเลือดออกในสมอง ที่ตัวเลขความดันโลหิต 300/190
ท่านประธานาธิบดีสหรัฐ แฟรงค์ เดอลาโน รูสเวลต์ ก็ไม่รอดโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิต 50% ของพลเมืองอเมริกัน เชื่อว่าการถึงแก่อสัญกรรมของ FDR ได้จุดประกายบางอย่าง
ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์ได้เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และก่อตั้ง National Institute of Health ขึ้นที่รัฐแมรี่แลนด์ เพื่อจัดการปัญหาโรคหัวใจที่คุกคามประเทศนี้ แต่การดำเนินการไม่ก้าวหน้า
จนในปี 1948 หลังสงครามโลกเสร็จสิ้น ประเทศอเมริกาก้าวมาเป็นผู้นำโลก แน่นอนจะปล่อยให้ภัยคุกคามทางหัวใจและหลอดเลือดกัดกร่อนประเทศไม่ได้ ผลงานที่ค้างคาของ FDR และการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดี FDR ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกาและของโลก
ท่านประธานาธิบดีแฮรี่ เอส ทรูแมน ที่มาดำรงตำแหน่งต่อจาก FDR ได้เสนอกฎหมาย National Heart Act พระราชบัญญัติโรคหัวใจแห่งชาติ แก่รัฐสภาเพื่อจัดการโรคหัวใจอย่างจริงจัง ครั้งนั้นสภาคองเกรสให้การอนุมัติพระราชบัญญัตินี้ และแน่นอนมาพร้อมงบประมาณมากมาย
ส่งผลให้มีการก่อตั้ง National Heart Institute ที่ปัจจุบันคือ National Heart Blood and Lung Institute พร้อมกับเงินทุนการศึกษาวิจัยระบาดวิทยาการเกิดโรคนี้อย่างจริงจัง 500,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และนี่คือต้นกำเนิดของ โครงการศึกษาวิจัยโรคหัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผ่านมา "Framingham Heart Study"

May be an image of 1 person
See insights and ads
Boost post
All reactions:
156

24 กันยายน 2566

Harvard T.H.Chan School of Public Health

 แรกเริ่มเดิมที่ สมเด็จพระราชบิดา ได้สำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือจากประเทศเยอรมนีและกลับมารับราชการกองทัพได้สักพัก แต่ก็มีอุปสรรคด้านการทำงานและไม่ลงรอยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคน ทำให้ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร (บุตรบุญธรรมของพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา พระมารดาของสมเด็จพระราชบิดา) ได้ชักชวนมาดูงานที่ รพ.ศิริราช พระองค์เห็นคนเจ็บมากมายและผู้คนล้มตายในโรงพยาบาลอย่างน่าอเน็จอนาถ เพราะตอนนั้นโรคระบาดเยอะและกำลังสาธารณสุขของเราน้อยมาก ท่านจึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านสาธารณสุขที่ Harvard School of Public Health

วันนี้เราจะมารู้จัก Harvard School of Public Health
โรงเรียนนี้ก่อตั้งในปี 1913 โดยตอนแรกเป็นความร่วมมือของ Harvard และ MIT (สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเสตต์ อันโด่งดังนั่นแหละ) เพื่อผลิตบุคลากรทางสาธารณสุขออกมาทำงาน ในยุคนั้นนี่คือแห่งแรก เป็นต้นตำรับการสาธารณสุขของอเมริกา
ตอนนั้นความรู้ทางสาธารณสุขเฟื่องฟูมาก การรบกับกาฬโรคในยุโรป การกำจัดไทฟอยด์ในเอเชียไมเนอร์ การจัดการสาธารณสุขของคุณฟลอเรนซ์ ไนติงเกล จากสงครามไครเมีย เช่นเดียวกับฟากฝั่งอเมริกาที่มีการจัดตั้งวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งนี้ขึ้นมา
วิทยาลัยนี้แยกตัวออกจาก MIT ในปี 1964 และสอนนักเรียนเรื่อยมาแต่แล้วในช่วงปี 1970 มีนักเรียนจากฮ่องกงคนหนึ่งมาเรียนที่นี่ Gerald Chan และเขาจะเปลี่ยนโฉมหน้าวิทยาลัยแห่งนี้ในอนาคต
Gerald Chan เป็นบุตรของนายธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน ที่ลี้ภัยมาอยู่มี่ฮ่องกง (ตอนนั้นเป็นเขตการปกครองของอังกฤษ) คุณเจอรัลด์ได้เรียนในโรงเรียนที่ดีพอควรจากฐานะทางบ้าน ทำให้มีความคิดความอ่านดีกว่าคนอื่น ๆ ในยุคปี 1950 ที่จีนอยู่ในสภาพย่ำแย่จากการรบกันเองระหว่างจีนชาตินิยมกับคอมมิวนิสต์ เจอรัลด์ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในครอบครัว
อย่างแรกคือจะมีเพื่อนของพ่อเขามากมาย มายืมเงินพ่อของเขาไปส่งลูกเรียน ซึ่งพ่อเขาจะยินดีช่วยเหลือ แถมยังพาไปหาเงินทุนเพิ่มและติดต่อที่เรียนให้ด้วย ทำอย่างขมีขมันอีกต่างหาก เพราะพ่อของเขาก็อยากเรียนแต่ไปไม่ถึงฝันเพราะต้องออกมาทำงานและสภาพสังคมช่วงที่หนีมาฮ่องกงใหม่ ๆ มันไม่เอื้ออำนวย
อย่างที่สองแม่ของเจอรัลด์เป็นพยาบาล ที่ตอนนั้นเป็นอาชีพขาดแคลนมากในฮ่องกง แม่ของเขาต้องช่วยฉีดวัคซีนอหิวาต์ในช่วงระบาด โดยต้องตั้งศูนย์ฉีดในครัวบ้านเขาเอง เพราะต้องต้มหลอดฉีดยาและเข็มฉีด (สมัยนั้นไม่มีเข็มใช้แล้วทิ้ง) ที่แสนจะขาดอนามัยที่ดี แต่จะทำอย่างไร
เจอรัลด์จึงตั้งใจเรียนสาธารณสุข โดยเลือกไปสอบเรียนต่อที่ Harvard School of Public Health นี่แหละครับ ที่ไม่ได้ง่ายและยังต้องใช้เงินมากอีกด้วย เจอรัลด์ได้เรียนและขอทุน เพื่อหวังจะยืนด้วยตัวเอง ไม่ต้องขอเงินพ่อ ..และเจอรัลด์ก็ได้ทุนจนจบการศึกษา ที่ถือเป็นเกียรติกับตระกูลเขามาก ครั้งนั้นคุณพ่อของเขาเดินทางมาแสดงความยินดีด้วย
สิ่งที่คุณพ่อของเจอรัลด์มาเห็นคือความเจริญอย่างมากของโรงเรียน ทำให้พ่อของเขาภูมิใจในตัวลูกชายมาก แต่ในมุมมองของความสำเร็จของลูกชายที่ได้รับทุน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นฐานะของเขาดีพอที่จะจ่ายค่าเรียนในลูกได้ เขามองว่าในขณะที่เจอรัลด์ได้ทุน จะมีอีกหนึ่งคนที่เขาไม่ได้ทุนและอดเรียนต่อ ทั้ง ๆ ที่คนนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าลูกชายเขาเลย เพียงแต่ทุนมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ช่างน่าเสียดาย
หลังจากพ่อเขาเสียไป เจตนารมย์ของพ่อตกมาถึงรุ่นลูก เจอรัลด์ และรอนนี่ ซึ่งทั้งคู่ประสบความสำเร็จในทางวิชาชีพ โดยเฉพาะรอนนี่ ที่จับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงจนมีฐานะ เขาทั้งคู่ตั้งมูลนิธิ Morningside Foundation ที่ให้ทุนและสนับสนุนการศึกษาตามเจตนารมย์ของคุณพ่อ ได้ให้ทุนพัฒนากับหลายสถาบันการศึกษา
ในปี 2014 เจอรัลด์และมูลนิธิ ได้มอบทุนจำนวน 350 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (พันกว่าล้านบาท) ให้กับ Harvard School of Public Health จนทำให้สถาบันมีความก้าวหน้า โดดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในสาขาวิชานี้ และทางสถาบันได้เปลี่ยนชื่อตามเจตนารมย์ของการให้ทุนการศึกษา แบบอย่างจากคุณพ่อของเจอรัลด์ว่า Harvard T.H.Chan School of Public Health ตามชื่อของ Chan Tseng-hsi คุณพ่อของ เจอรัลด์และรอนนี่ ชาน นั่นเอง
สุดท้ายก็ขอฝากคำสอนของสมเด็จพระราชบิดา ซึ่งมีหลายข้อมาก ดีทุกข้อ แต่ที่ผมถือสูงสุดและยึดมั่นปฏิบัติมาตลอด เป็นแรงใจสำคัญมากในวันที่เริ่มทำเพจนี้วันแรก ก็เพราะประโยคนี้ครับ
"True Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind"
"ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ"

บทความที่ได้รับความนิยม