17 ธันวาคม 2564

Trigeminal neuralgia

 Trigeminal neuralgia เป็นหนึ่งในโรคปวดหัวที่แสบที่สุดโรคหนึ่ง

Trigeminal เป็นชื่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า ทำหน้าที่หลักคือรับสัมผัสพื้นที่ใบหน้า ส่วนคำว่า neuralgia แปลว่าปวดตามแนวเส้นประสาท ดังนั้นน่าจะเดาได้ว่าโรค trigeminal neuralgia ก็จะมีอาการปวดศีรษะในบริเวณที่รับสัมผัสด้วยเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้านั่นเอง (จะยกเว้นส่วนหลังของหนังศีรษะที่ไม่ได้รับสัมผัสด้วยเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า)

อาการที่พบ แน่นอนมันเป็นโรคปวดหัวนี่นะ อาการหลักคือปวดหัวเหมือนโรคหัวหัวอื่น ๆ แต่ก็จะมีลักษณะร่วมที่ทำให้เราคิดถึงอาการปวดจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้าดังนี้

1. ปวดหรือรู้สึกแสบ แปลบ ตามแนวเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า เอ๊ะ แนวไหน ผมนำภาพมาให้ดูนะครับ จริง ๆ มีรายละเอียดเชิงลึกมากกว่านี้ แต่คร่าว ๆ แบ่งเป็นสามส่วน อาการปวดหรือแสบ มักเป็นข้างเดียว และปวดตามแนวส่วนที่สอง (maxillary division) และแนวส่วนที่สาม (mandibular division)

2. อาการปวดมักจะมาเป็นพัก ๆ รุนแรงแต่ไม่นาน และมาพร้อมอาการแสบแปลบ ที่เป็นลักษณะเดียวกัน คือ เร็ว แรง แป๊บเดียวเสร็จ

3. มักจะเกิดร่วมกับสิ่งกระตุ้น สิ่งมักเป็นกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันที่เกิดการรับสัมผัสที่ใบหน้า และการกระตุ้นนี้ก็มักจะเกิดซ้ำ ๆ (แต่ก็ไม่ได้เป็นทุกครั้งที่เกิดการกระตุ้น) เช่น ทาลิปสติก เช็ดหน้า หรือจากการกระตุ้นในเยื่อบุช่องปาก เช่น อมน้ำแข็ง และก็บริเวณที่ถูกกระตุ้นก็ไม่จำเป็นต้องตรงกับบริเวณที่ปวด

สามลักษณะนี้ช่วยบ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรค trigeminal neuralgia ส่วนการตรวจร่างกายมักไม่พบอะไร ยกเว้นโชคดีสุด ๆ เห็นกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกเล็กน้อย เพราะเรามักจะไปหาหมอตอนที่หายปวดแล้ว การตรวจร่างกายจะทำเพื่อหาโรคร่วมอื่น ๆ เป็นหลักครับ

เมื่อเราตรวจร่างกายเรียบร้อยว่าไม่น่าจะมีโรคอื่นทางระบบประสาทหรือผิวหนัง ถ้าพบหรือสงสัยอาจต้องตรวจต่อ โรค trigeminal neuralgia อันนั้นจะเรียกว่ามีเหตุจากโรคอื่น (secondary type)

หากไม่มีเหตุอื่นร่วม ส่วนมากจะเป็น classic type เกิดจากการตีบแคบหรือวางตัวผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้าและเซลล์ต้นกำเนิดเส้นประสาทสมองคู่ที่ห้า (ส่วนมากคือ superior cerebellar artery) ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ กระตุ้นมากเกินไป ของปลอกหุ้มเซลล์ประสาทและเซลล์ที่ผลิตปลอกหุ้มนั้น เป็นเหตุผลว่าหากการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล เราจะไปจัดการตรงหลอดเลือดตรงนี้ครับ

สุดท้ายหากหาเหตุไม่พบจริง ๆ จะเรียกว่า idiopathic หลายโรคทางการแพทย์หากไม่มีเหตุจริง ๆ คือ หาจนครบแล้วเราจะเรียกว่า อิดิโอพาธิก นี่แหละครับ

....แต่ถ้าเลิกกันโดยไม่มีสาเหตุ จะเรียกว่า “เพราะเธอดีเกินไป”....

เมื่ออาการเหมือน ตรวจหาเหตุอื่นแล้ว สืบค้นเท่าที่จำเป็นแล้ว คุณหมอลงความเห็นว่าเป็นโรคนี้แหละ คุณหมอจะให้ยาเพื่อรักษาครับ และยาที่ใช้ได้ดีมากจะเป็นยากันชัก carbamazepine และ oxcarbamazine

แน่นอว่ามันเป็นยากันชักจึงต้องดูแลการใช้ยาและติดตามผลข้างเคียงเสมือนยากันชักทุกตัว ต้องปรับยาอย่างระมัดระวัง เพราะหากระดับยามากไปหรือน้อยไปก็จะเจอผลอันไม่พึงประสงค์ ไม่ว่า วิงเวียน เดินเซ คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และที่สำคัญคือ อาการแพ้ยารุนแรงที่สัมพันธ์กับยีน HLA-B*15:02

ปัจจุบันแนะนำให้ตรวจหายีนนี้ก่อนการให้ยา หากมียีนนี้จะไม่แนะนำให้ใช้ยา สิทธิบัตรทองของไทยเราสามารถตรวจหายีนนี้ได้ฟรีครับ

หากใช้ยาหลักไม่ได้ อาจใช้ยา gabapentin, pregabalin หรือยาต้านซึมเศร้าตัวอื่น ๆ ได้ (หรือใช้เสริมกับยาหลัก) และหากการใช้ยาไม่ได้ผลก็อาจใช้การผ่าตัดไปทำลายปมประสาทสมองหรือแยกหลอดเลือดกับเส้นประสาทไม่ให้เกิดปฏิกิริยาต่อกัน ถึงกรณีนี้ก็ปรึกษาคุณหมอเป็นราย ๆ ไปครับ

เป็นไง แสบไหมครับ ไม่เชื่อลองไปถามแฟนบอลนิวคาสเซิลดูนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป และ ข้อความพูดว่า "V1 Ophthalmic n. V2 V3 Maxillary n. 1 Mandibular"

16 ธันวาคม 2564

โรคจากเหล้า

 มีเรื่องจริงมาเล่าให้ฟัง

ผู้ป่วยชายรายหนึ่ง อายุ 58 ปี เข้ามาตรวจเนื่องจากอาการอ่อนแรงมาก น้ำหนักลดลง มีอาการมาสามเดือน สัญญาณชีพปกติ รูปร่างผอมมาก กล้ามเนื้อฝ่อลีบทั้งตัว เดินไม่ค่อยไหว ตัวเหลืองตาเหลืองนิด ๆ ตรวจร่างกายพบ หลอดเลือดแดงผิวหนังผิดปกติแบบ spider angioma สัญลักษณ์ของโรคตับเรื้อรัง คลำท้องพบตับโตเลยขอบชายโครงออกมา 10 เซนติเมตร พื้นผิวเป็นก้อนปุ่มป่ำ

ย้อนดูประวัติที่ผ่านมา

- ตอนอายุ 36 เคยมีเลือดออกทางเดินอาหารเพราะดื่มเหล้ามาก

- ตอนอายุ 45 มีเลือดออกทางเดินอาหารอีกครั้ง เพราะเป็นแผลและดื่มเหล้ามาก

- ตอนอายุ 47 ป่วยเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์

- ตอนอายุ 50 มีอาการท้องโตจากตับแข็ง

- ตอนอายุ 56 ประสบอุบัติเหตุ กระดูกไหปลาร้าซ้ายหัก เพราะเมา ขับมอเตอร์ไซค์ชน

ทุกครั้งที่มารักษา จะหยุดเหล้าประมาณ 2 สัปดาห์แล้วกลับไปดื่มอีก ได้รับคำแนะนำให้เลิกเหล้า ก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ผู้ป่วยดื่มเหล้าทุกวัน เป็นเหล้าขาวสลับกับเบียร์ วันละประมาณ 3-4 ดื่มมาตรฐาน และมีวันที่ดื่มหนักจนเมา

ผลการตรวจ ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ พบตับแข็ง และมีก้อนที่ตับขนาดใหญ่สามก้อน และต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องโต ผลเลือดค่า alpha-fetoprotein สารบ่งชี้มะเร็งตับได้ 2300

ครับ ทั้งหมดบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะลุกลาม

ทั้ง ๆ ที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่แรก ผู้ป่วยเองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดื่มเยอะ แม้แต่คนรอบตัวผู้ป่วยก็บอกว่าเขาดื่มไม่เยอะ
มันไม่สำคัญว่าเยอะหรือไม่ มันสำคัญที่ เมื่อมันต้องลดละเลิก ก็ควรลดละเลิก เราเลือกหนทางเราเองได้

"There's no fate but what we make for ourselves" ..... Sarah Corner, Terminator 2

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

15 ธันวาคม 2564

PE กับวัคซีนโควิด

 เวลาที่เราเจอลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ สิ่งที่ต้องคิดเสมอคือ... เกิดจากอะไร มีความเสี่ยงใด

ในยุคโควิด และ วัคซีนโควิด อย่าลืมความเสี่ยงที่ต้องระวังสองประการ

1. ติดเชื้อโควิด ก็ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้

2. วัคซีนโควิด เกิดได้ทุกตัว โดยเฉพาะ ChAdOx1 nCoV (แอสตร้า)​ แต่โอกาสเกิดต่ำกว่าจากติดเชื้อโควิดหลายเท่านัก

ลิ่มเลือดจากวัคซีน ที่พบและอันตรายคือ ลิ่มเลือดดำอุดตันในสมอง ที่พบรองมาทั้งจำนวนและความรุนแรง ก็ pulmonary embolism​ นี่แหละครับ ข้อมูลจาก EMA ยุโรปนะครับ ประเทศแถบนั้นเขามีลิ่มเลือดอุดบ่อยกว่าบ้านเรา

ยังฉีดแอสตร้ากันได้ครับ

อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

14 ธันวาคม 2564

ไวรัส SARs-CoV2 สายพันธุ์โอมิครอน

 ในมุมมองของผม กับ โอมิครอน

ผ่านมานานหลายสัปดาห์กับไวรัส SARs-CoV2 สายพันธุ์โอมิครอน มีข่าวสารออกมามากมายเกี่ยวกับไวรัสนี้ หลายคนก็หลายความเห็น ผมเองก็ตามอ่านทั้งข่าวในประเทศ ต่างประเทศ วารสาร คลิปเว็บวิชาการต่าง ๆ ก็ขอเล่าในมุมมองของผมบ้างแล้วกัน

🔴🔴ความรุนแรง … แม้ว่าตอนนี้รายงานผู้ป่วยรุนแรงจะไม่เยอะ ผมคิดว่าอาจจะเร็วไปที่บอกว่ามัน 'ไม่รุนแรง' เพราะปริมาณการติดเชื้อที่พิสูจน์แล้ว ยังมีไม่มากพอ ยังคงต้องเก็บข้อมูลต่อไปในหลายประเทศ หลายกลุ่มอายุ หลายสภาพคนไข้

และการระบาดตอนนี้ เกิดในสถานการณ์เท่าเรารับวัคซีนกันปริมาณมากพอสมควร นั่นจะส่งผลต่อ ความรุนแรงของโควิดทุกสายพันธุ์ มันจะต่างจากสายพันธุ์แรก ๆ ที่ปริมาณการฉีดวัคซีนเราไม่มาก

ในเหตุผลเดียวกัน ประสบการณ์การรับมือผู้ป่วย การคัดแยก การรักษา เราทำได้ดีกว่าเดิม ครั้นจะมาเปรียบเทียบโอมิครอน กับการระบาดของแอลฟ่า เบต้า เดลต้า ที่ประสบการณ์ของเรายังไม่มาก ข้อมูลยังไม่ดี จะเปรียบเทียบไม่ได้ครับ

แต่สุดท้ายหากจำนวนการติดเชื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเห็นผู้ป่วยรุนแรงมากขึ้น ตามสัดส่วนตามคณิตศาสตร์ครับ

🔴🔴การระบาด ข้อมูลปัจจุบันบ่งชี้ว่าตัวเลขความเร็วการระบาดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นในเวลาเท่ากัน อันนี้ผมคิดว่าจริง แต่ว่าต้องคิดจากสถานการณ์ที่ต่างกันด้วย

โอมิครอนเริ่มมาในเวลาที่เราเริ่ม 'ปลดล็อก' เรียกว่าเราเริ่มการ์ดตก แน่นอนก็ต้องระบาดเร็วแน่ในช่วงแรก แต่ด้วยประสบการณ์การรับมือการระบาด น่าจะชลอการระบาดได้ในเร็ววัน ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป หากมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น ก็อาจจะเห็นตัวเลขที่ชลอตัวลง

แต่คิดในทางตรงข้าม ในขณะที่เรายังไม่สามารถระบุสายพันธุ์โอมิครอนได้อย่างรวดเร็วเหมือนสายพันธุ์อดีต ก็อาจเป็นได้ว่าตอนนี้อาจจะระบาดมากมาย แต่ไม่รุนแรงก็เป็นได้ อันนี้จะมีข้อจำกัดเรื่องความสามารถของการตรวจแยกเชื้อด้วย

ในเรื่องการระบาดนี้ ต้องติดตามข้อมูลต่อไป

🔴🔴 ข้อมูลทันสมัย เนื่องจากโอมิครอนออกมาทีหลัง ออกมาหลังจากมีมาตรการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์เชิงรุกของนานาชาติ ทำให้เราตรวจจับและมีมาตรการต่อโอมิครอนได้เร็วมาก รวมไปถึงการปรับวัคซีนที่อาจต้องทำในอนาคต (ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะต้องปรับสายพานการผลิตวัคซีนแต่อย่างใด)

ข้อมูลที่ผมสังเกตในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากผู้เชี่ยวชาญ (expert opinion) จริงล่ะ เขาเก่งและประสบการณ์สูง แต่ในทางการวิจัย ทางการแพทย์ เราจัดลำดับ expert opinion ไม่สูงนัก เราเชื่อในข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่า ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมและเรียบเรียง ดังนั้น เราฟังเอาไว้ก่อน แต่อย่าเพิ่งเชื่อเต็มที่ครับ

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ทำให้เราสามารถใข้ข้อมูลการระบาดก่อนหน้านี้ มาประยุกต์กับโอมิครอน ออกมาเป็น...แนวโน้ม, โอกาส, ความน่าจะเป็น, โมเดลต่าง ๆ แบบดีสุดแย่สุด ขอบอกว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ยากเลยในมือนักวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ แต่อย่าลืม มันถูกออกแบบมาเพื่อพยากรณ์และเฝ้าระวัง ไม่ใช่ออกมาให้ตกใจหรือหวาดกลัว

สรุป การรับฟังข่าวสารต้องมีสติครับ

🔴🔴วัคซีนจะรับมือได้ไหม แม้จะมีผลการศึกษาเรื่องระดับภูมิคุ้มกัน ในการทำลายเชื้อโอมิครอนในหลอดทดลองออกมา ว่ามีโอกาสหลุดรอดวัคซีนได้ แต่แน่นอน ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มันต้องพัฒนาตัวให้รอด เมื่อมีเชื้อใหม่ โอกาสที่มันจะหลุดรอดวัคซีนย่อมเพิ่มสูง

แต่นั่นเป็นข้อมูลเบื้องต้นจากการทดลอง ยังไม่สามารถแปลผลไปถึง ประสิทธิผลของวัคซีนทั้งที่ฉีดไปแล้ว และกำลังจะฉีด ว่าจะสู้โอมิครอนไม่ได้ อีกอย่าง ปริมาณผู้ติดเชื้อโอมิครอนก็ยังน้อยเกินกว่าจะประเมินเรื่องประสิทธิผลได้ครับ

ตอนนี้ทางผู้ผลิตวัคซีนกำลังเร่งศึกษา คิดว่าข้อมูลไม่น่าจะนาน เพราะทุกคนคาดเดาไว้แล้วล่ะว่า อีกไม่นานต้องมีการกลายพันธุ์ และจะศึกษาอย่างไร มันจะเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น

ตอนนี้ยังใช้วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ต่อไปครับ

🔴🔴 ทำอย่างไรต่อไป ตอนนี้ยังไม่มีสิ่งใด ข้อมูลใด ๆ มาแย้งหลักฐานการป้องกันและรักษาเชื้อโรคเท่าที่เราเคยมีมากเลย ไม่ว่าจะเป็น การล้างมือ การเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย การตรวจคัดกรองเมื่อเสี่ยงและแยกโรคโดยเร็ว การรับการรักษาอย่างทันท่วงมี และการรับวัคซีนอย่างถ้วนทั่ว

เราก็ทำตัวต่อไป อย่างเดิม (ที่ควรระวังต่อไป) อย่าประมาท จนกว่าสถานการณ์โรคโควิดจะน่าไว้วางใจ และข้อมูลโอมิครอนมีมากกว่านี้

🔴🔴ฟันธงอนาคตโอมิครอนอย่างไร ไม่ฟันธงครับ กลัวหน้าแหก และไม่ควรฟันธงด้วยการคาดเดาจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน ณ เวลานี้ แต่ถ้าจะให้ฟันธงก็บอกได้เพียงข้อเดียว

ฤดูกาลนี้ 2021-2022 ลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอนครับ

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "อายุรศาสตร์ อายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว"

ลิ่มเลือดดำอุดตันที่ปอด

 ลิ่มเลือดดำอุดตันที่ปอด

1.โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก หากโรครุนแรงและไม่ได้รับการรักษา เมื่อใดที่คุณหมอสงสัยด้วยข้อมูลแวดล้อมอันบ่งบอกว่า 'น่าจะใช่' และขอยืนยันโดยการทำเอ็กซเรย์หลอดเลือดทรวงอก แนะนำให้ทำครับ ประโยชน์มากกว่าโทษ

2.หากการวินิจฉัยออกมาว่าเป็นโรคนี้ คุณหมอจะจัดแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่ม ตามลำดับความสำคัญคือ ระบบไหลเวียนเลือดไม่คงที่ กับ ระบบไหลเวียนเลือดคงที่ ถ้าไม่คงที่เราเรียก massive pulmonary embolism คือ ความดันโลหิตตก ชีพจรเร็วปรี๊ด หายใจลำบาก ออกซิเจนตกมาก อันนี้ต้องรีบวินิจฉัย ต้องรีบรักษา

3.ถ้าคุณตกอยู่ในกลุ่ม Massive PE คุณหมอจะพยุงระบบไหลเวียนโลหิตและหายใจเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะให้สารน้ำ ใส่เครื่องช่วยหายใจ ใช้ยาเพิ่มความดัน บางรายต้องเข้าเครื่อง ECMO คือเครื่องพยุงแรงดันเลือดและใส่ออกซิเจนเข้าไปในเลือด

4.คุณหมอจะบอกว่า เขาจะให้ยา 'สลาย' ลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ (thrombolytic) แน่นอน ยามีข้อดีข้อเสีย ให้คุยตกลงกับคุณหมอ ยาที่ใช้ก็เป็นยาตัวเดียวกับที่ใช้รักษาอัมพาตหรือหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันคือ

4.1 alteplase 10 mg iv bolus then 90 mg iv drip in 2 hours

4.2 streptokinase 250,000 iu in 30 min then 100,000 iu/hr in 12-24 hours

5.ให้ยาสลายลิ่มเลือด มันมีประโยชน์ในแง่คืนสภาพปอดได้เร็ว ลดอันตรายที่จะเกิดภายหน้า แต่เรื่องลดอัตราตายยังไม่ชัด จะลดอัตราตายได้ต้องใช้ปัจจัยอื่นด้วยคือ การกู้ชีพ การกู้ระบบไหลเวียนและระบบหายใจที่ดี

6.การกู้ระบบไหลเวียนเลือด ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน หรือจดจำนองใด ๆ

7.ในกรณีที่ให้ยาสลายทางหลอดเลือดดำไม่ได้ อันนี้จะต้องใช้หัตถการซับซ้อนสูง ได้แก่ ใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ปอดแล้วให้ยาสลายใกล้ ๆ หลอดเลือดหรือจะดูดลิ่มเลือด ทะลวงลิ่มเลือดก็ได้ หรือจะไปผ่าตัด เอาลิ่มเลือดที่อุดออกมา … แต่ การให้ยาทางหลอดเลือดดำถือว่าเป็นการรักษาอันแรกที่จะพิจารณา (ประโยชน์สูง เร็ว ใช้ได้ทุกที่ มีการศึกษารองรับ)

8.แต่ถ้าคุณไม่ใช่ massive PE คือ ระบบไหลเวียนปกติ หากหัวใจห้องขวาเริ่มทำงานบกพร่องก็เสี่ยงปานกลาง แต่ถ้าหัวใจยังทำงานดีก็เสี่ยงต่ำ กลุ่มนี้ใช้ยา 'ต้านการแข็งตัวของเลือด'​ ไม่ให้ลิ่มเลือดเกิดมากขึ้น รอวันที่เลือดจะสลายไปเรื่อย ๆ และยาที่แนะนำในทุกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับ PE คือ ยากินป้องกันเลือดแข็งที่ไม่ใช่ warfarin

9.rivaroxaban, apixaban, edoxaban, dabigatran ใช้ได้ทุกตัว ขนาดยาและข้อควรระวัง คุณหมอไปเปิดอ่านเองได้ ที่สำคัญคือ ไตเสื่อมมากก็อย่าให้ อย่าให้ต่ำกว่าขนาดที่กำหนด ยกเว้นบางรายตามเอกสารกำกับยา และยา edoxaban กับ dabigatran ต้องใช้ ยาฉีดนำไปก่อน 5-7 วัน

10.อ้อ สลายลิ่มเลือดแล้วก็ต้องกินยาต้านการแข็งตัวเลือดต่อไปเช่นกัน

11.ระยะเวลาพื้นฐานคือ 3-6 เดือน จะใช้ยานานกว่านี้เมื่อมีความจำเป็นเฉพาะราย คุณหมอจะแจ้งให้ทราบ และปรับขนาดยา อย่าลืม กินยานานเท่าไร โอกาสเลือดออกผิดปกติก็ยิ่งยาวนานออกไป ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

12.แค่นี้แหละ ง่าย ๆ สั้น ๆ จาก ESC 2019, ERS 2019, ASH 2020

อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

บทความที่ได้รับความนิยม