25 พฤษภาคม 2564

กล้วย

 ลุงหมอโชว์กล้วย (18+)

กล้วยที่บ้านของผมเอง ลูกใหญ่ อวบกำลังกิน แต่ยังไม่สุกเต็มที่ครับ รออีกสักหน่อยและส่วนมากก็จะรอจนพี่กระรอกเอาไปฟาดเรียบ

เห็นกล้วยแล้วก็เลย ยกเรื่องกล้วยมาเล่าให้ฟังกัน

กล้วยที่มีอยู่ตามท้องตลาดที่ซื้อขายกันมากก็จะมีสามชนิด คือ กล้วยไข่ ไซส์เล็ก (ผมชอบเรียกว่า กล้วย salikahappymen) กล้วยน้ำว้า ขนาดกลาง ๆ กำลังดี สั้นป้อม ๆ น่ารัก และสุดท้ายคือพี่เบิ้ม กล้วยหอม ผลยาวใหญ่และงอน โดนไปลูกนึงก็แน่นก็จุก

กล้วยไข่ คิดปริมาณต่อ 100กรัม ปริมาณแคลอรี่ต่อหนึ่งร้อยกรัมประมาณ 110 กิโลแคลอรี่ มีน้ำตาล 22 กรัม มีโปแตสเซียม 270 มิลลิกรัม ประมาณสองลูกเท่ากับหนึ่งหน่วยบริโภค

กล้วยน้ำว้า คิดปริมาณต่อ 100กรัม ปริมาณแคลอรี่ต่อหนึ่งร้อยกรัมประมาณ 130 กิโลแคลอรี่ มีน้ำตาล 22 กรัม มีโปแตสเซียม 320 มิลลิกรัม หนึ่งลูกเท่ากับหนึ่งหน่วยบริโภค

กล้วยหอม คิดปริมาณต่อ 100กรัม ปริมาณแคลอรี่ต่อหนึ่งร้อยกรัมประมาณ 135 กิโลแคลอรี่ มีน้ำตาล 18 กรัม มีโปแตสเซียม 350 มิลลิกรัม ต้องกินเกือบมิดโคนลูก ถึงจะได้หนึ่งหน่วยบริโภค

จะเห็นว่ากล้วยเป็นอาหารที่มีพลังงานต่อน้ำหนักสูงมากนะครับ เป็นน้ำตาลฟรุกโต๊ส ซูโครสและกลูโคส สามารถเอาไปใช้ได้เร็ว แถมด้วยวิตามินบีในขนาดสูงที่ช่วยกระบวนการเผาผลาญให้เร็วขึ้นด้วย เราจะเห็นนักกีฬาชอบควักกล้วย...มากินเติมพลัง ผมก็เห็นแต่นักเทนนิสกับนักวิ่งเท่านั้นแหละนะ ไม่เห็นนักเตะแมนยูหยิบกล้วยมากินเลย (ทั้ง ๆ ที่กล๊วยกล้วย)

ปริมาณเส้นใยมีแค่ปานกลางเท่านั้น ประมาณหนึ่งกรัมต่อกล้วย 100 กรัม อย่าไปคาดหวังเส้นใยจากกล้วยมากนัก จะกินเส้นใยจากกล้วยต้องกินเป็นหวีครับ จุกตาย

เรื่องสารทริปโตแฟนในกล้วยที่มีสูง มันก็สูงนะครับเมื่อเทียบต่อน้ำหนัก และเรารู้มาว่าสารทริปโตแฟนเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนช่วยการนอนหลับ ...แต่ไม่ได้หมายความว่ากินกล้วยมาก ๆ แล้วจะนอนหลับง่ายหลับได้หลับดีนะครับ เพราะไม่รู้ว่าทริปโตแฟนในกล้วยจะไปออกฤทธิ์หรือไปช่วยการนอนหลับจริงไหม ....ยิ่งถ้าเป็น ทริป'แฟนโต' อาจจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย

และอย่าลืม อันนี้เตือนหลายครั้ง คิดถึง 'กล้วย' ให้คิดถึง 'K' เพราะกล้วยมีระดับโปแตสเซียมสูงมาก คนที่จำกัดโปแตสเซียมโดยเฉพาะผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรัง ต้องระวังอย่ากินกล้วยมากเกินไป

ไหน ใครอยากกินกล้วยลุงหมอยกมือขึ้น

อาจเป็นรูปภาพของ ผลไม้ และกลางแจ้ง

ลิ่มเลือดดำอุดตันในสมอง กับวัคซีนโควิดเข็มเดียวของจอห์นสัน

 เรื่องราวของลิ่มเลือดดำอุดตันในสมอง กับวัคซีนโควิดเข็มเดียวของจอห์นสัน

วัคซีนของจอห์นสัน ถือเป็นวัคซีนชุดแรก ๆ ที่องค์การอาหารและยาสหรัฐรับรองให้ใช้ (ก่อนโมเดอนาเสียอีก) แต่เมื่อหลังจากฉีดไปกลับมีรายงานโรคลิ่มเลือดดำอุดตันเกิดขึ้น เป็นลิ่มเลือดดำอุดตันหลายตำแหน่งต่างกัน

หากนับจำนวนคนที่เกิดลิ่มเลือดดำอุดตันนั้น นับว่ายังน้อยมาก และอุบัติการณ์ที่เกิดก็ยังต่ำกว่าลิ่มเลือดดำที่เกิดในเวลาปกติก่อนจะฉีดวัคซีน จึงสามารถฉีดต่อไปจากประโยชน์ที่มากกว่าโทษชัดเจน จนกระทั่ง 13 เมษายน องค์การอาหารและยาสหรัฐได้ประกาศหยุดการฉีดวัคซีนตัวนี้ 'ชั่วคราว'เพื่อสืบสวนหาเหตุข้างเคียงอันหนึ่งที่กระทบในวงกว้าง ลิ่มเลือดดำอุดตันในโพรงเลือดดำสมอง จำนวน 6 ราย (cerebral venous sinus thrombosis)

ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เมื่อวันที่ 30 เมษายน หลังจากที่คณะกรรมการอิสระได้สืบค้นหาเหตุและส่งข้อมูลให้องค์การอาหารและยาพิจารณาใช้วัคซีนต่อหรือไม่

ผลการศึกษาวิเคราะห์ผู้ป่วย 12 ราย (6รายก่อนระงับชั่วคราว และอีก 6 รายหลังระงับใช้ชั่วคราว)

ตัวเลขตอนนั้นคือ 6 รายต่อวัคซีนที่ฉีด 7 ล้านราย ต่อมาเก็บเพิ่มอีก 6 ราย เป็น 12 รายที่พบผลที่น่าสนใจดังนี้ (หลังเครื่องหมายดอลล่าร์ คือคำอธิบายเพิ่มเติมของผมเอง)

1. 7 รายนั้นมีความเสี่ยงโรค CVST อยู่แล้วในหลายข้อความเสี่ยง $ความเสี่ยงสำคัญคือการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด และก็พบในกลุ่มนี้ด้วย$

2. ทั้งหมดอายุน้อยกว่า 60 ปีและเป็นหญิง $ทำให้มีคำแนะนำการใช้วัคซีนในคนอายุมากกว่า 60 ปี ในช่วงเวลาหนึ่ง$

3. ทั้งหมดพบ แอนติบอดีที่ชื่อ PF4 ที่พบในโรค heparin induced thrombocytopenia (HIT)ที่เป็นโรคที่เรารู้จัก เราจึงสมมติฐานว่ากลไกการเกิดน่าจะคล้ายกัน แถมผลที่ออกมาผู้ป่วย 12 รายนี้นอกจากพบแอนติบอดี ยังพบเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 อีกด้วย ซึ่งเหมือนกับโรค HIT

4. แต่ก็ไม่ได้เหมือนทั้งหมด เพราะ antibody ที่พบไม่ได้แสดงว่าทำให้เกิดปัญหา (ด้วยการตรวจ functional assays) $พบจริง แต่ตัวที่พบยังไม่แสดงให้เห็นว่าก่อโรค$ จึงอาจพูดได้เพียงว่า อาจจะมีกลไกคล้ายกันเท่านั้น

5. ปัญหานี้เราพบเหมือนวัคซีนของแอสตร้าเช่นกัน ด้วยความที่เป็นไวรัสเวกเตอร์เหมือนกัน จึงเชื่อว่าน่าจะเกิดจากชิ้นส่วนของไวรัสเวกเตอร์ไปกระตุ้นให้เกิดโรค $แต่ข้อสันนิษฐานนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะต่อมาก็พบจากไฟเซอร์ โมเดอนา เช่นกันทั้ง ๆ ที่เป็นวัคซีนคนละอย่าง$

6. อาการจะเกิดใน 1-2 สัปดาห์ อาการที่พบมากคือ ปวดศีรษะรุนแรง $อาการที่พบบ่อยของ CVST$ การตรวจแล็บที่พบทุกคนคือ ระดับ d-dimer และ fibrinogen ที่ผิดปกติทุกราย และใน12 คนนี้ มีอาการแทรกซ้อนเลือดออก 3 คน และใน 12 คนนี้พบเสียชีวิต สาม คน มีการใช้ IVIG รักษาถึง 7 คน

7. พบปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ (thromophilic) เพียงคนเดียว $ในชาวตะวันตกพบปัจจัยนี้สูงกว่าคนไทยชัดเจน ทำให้โรค cvst ในคนตะวันตกต้องหาปัจจัยเหล่านี้ สำหรับคนไทยปัจจัยที่สำคัญคือ ยาเม็ดคุมกำเนิด อันนี้งานวิจัยของผมเอง$

หลังจากที่คณะกรรมการได้ศึกษาและลงตีพิมพ์ ได้ให้ข้อสรุปว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเหตุจากวัคซีน เพราะอุบัติการณ์ต่ำกว่าคนที่ไม่ได้วัคซีน แถมคนที่เกิดอาการก็มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการเกิด CVST

องค์การอาหารและยาสหรัฐ จึงให้ฉีดวัคซีนของจอห์นสันต่อไปเมื่อ 23 เมษายน เพราะประโยชน์ที่ได้สูงกว่าผลแทรกซ้อนอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้เฝ้าระวังต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ใช้วัคซีน และแจ้งความเสี่ยงให้คนที่จะรับวัคซีนได้ทราบ ได้เลือกตัดสินใจได้แม่นยำ

อันนี้ส่วนตัวนะครับ ผมคิดว่า อุบัติการณ์และความชุกของโรค CVST ของเราต่ำกว่าฝรั่งมาก แถมความเสี่ยงลิ่มเลือดแข็งตัวผิดปกติของไทยเราก็น้อยกว่าฝรั่งม้ากมาก ถ้าจอห์นสันเข้ามาจริง ก็น่าจะฉีดได้ ในเงื่อนไขต้องติดตามผล เพราะวัคซีนโควิดเป็นของใหม่ อาจเกิดสิ่งที่เราไม่รู้ขึ้นมาได้เสมอครับ

อาจเป็นรูปภาพของ กำลังยืน

24 พฤษภาคม 2564

แพ้ยาซัลฟา กินยาลดน้ำตาล Glipizide, Gliclazide, Glimepiride ได้ไหม

 แพ้ยาซัลฟา กินยาลดน้ำตาล Glipizide, Gliclazide, Glimepiride ได้ไหม

1. ยาเบาหวานดังกล่าว มีส่วนประกอบ 'คล้ายคลึง' กับยาปฏิชีวนะซัลฟา ... ไม่เพียงแต่ยาเบาหวาน ยังมียาอีกหลายชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ furosemide, hydrochlorothiazide ยาแก้ปวด celecoxib เราเรียกยาที่มีส่วนประกอบของซัลฟาแต่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อว่า sulfonamide-non antibiotic

2. ตามทฤษฎีเราเชื่อว่า ส่วนยาซัลฟาที่พบในยาฆ่าเชื้อซัลฟาเท่านั้น ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ดังนั้นน่าจะแพ้ข้ามกลุ่มเฉพาะยาฆ่าเชื้อซัลฟาเท่านั้น ไม่น่าจะแพ้ข้ามไปฝั่ง non antibiotic

3. หลักฐานจากการศึกษา พบว่าในกลุ่มคนที่แพ้ยาซัลฟาที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ มีความสัมพันธ์กัน (ย้ำว่ามีความสัมพันธ์กันเท่านั้น ไม่ใช่เป็นสาเหตุ) กับเคยแพ้ยาฆ่าเชื้อซัลฟามาก่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ N Engl J Med 2003;349:1628-35.

4. จากข้อสาม ก็แสดงว่าหากเคยแพ้ยาฆ่าเชื้อซัลฟามาก่อนก็ห้ามใช้ยาที่มีซัลฟาอื่น ๆ สิ .... ก็ไม่ใช่แบบนั้น การศึกษาในข้อสาม พบว่าในกลุ่มคนที่แพ้ยาซัลฟาที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ มีความสัมพันธ์กับการแพ้ยาเพนิซิลินมาก่อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สัมพันธ์มากกว่าข้อสามเสียอีก

5. และยังมีการศึกษาอื่น ๆ อีกมากมายที่แสดงว่า การแพ้ซัลฟาสองกลุ่มนี้ ไม่ได้สัมพันธ์กันชัดเจน ไม่ได้เป็นสาเหตุกัน ด้วยหลักฐานทั้งหลาย สรุปเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า "ถ้าเคยแพ้ยาใด ๆ มาก่อนรวมทั้งยาฆ่าเชื้อซัลฟา ก็จะมีโอกาสแพ้ยากลุ่มซัลฟาที่ไม่ใช่เป็นยาฆ่าเชื้อมากขึ้น"

6. ผมรู้คุณงง กลับไปอ่านข้อห้าช้า ๆ อีกรอบ

7. "ยังไงก็ต้องสังเกตการแพ้ยา และถ้าเคยแพ้ยามาก่อน ยิ่งต้องระวังให้ดีขึ้น" อันนี้คือสรุปจากทฤษฎีและหลักฐาน แต่...!!!

8. เอกสารกำกับยากลุ่มซัลฟาที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อทั้งหมด ระบุ 'ข้อห้าม' การใช้ยาว่า ห้ามใช้หากเคยแพ้ยาซัลฟามาก่อน (ไม่ได้แยกชนิด เหมารวม และเอกสารนี้เป็นหลักฐานที่หนักแน่นทีเดียวหากเกิดปัญหาต่อหน้าผู้พิพากษา !!

9. เมื่ออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมแนะนำแบบนี้ เพื่อความผาสุกของตัวท่าน คนไข้ ทนายและผู้พิพากษา
9.1 ถ้าแพ้ยาใด ๆ มาก่อน จะต้องระวังการใช้ยากลุ่มซัลฟาที่ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อให้ดี
9.2 ถ้าเคยแพ้ซัลฟา ไม่ว่าแพ้มากหรือน้อย ให้เลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นที่ไม่มีซัลฟา จะปลอดภัยสุด
9.3 หากเลี่ยง 9.2 ไม่ได้จริง ๆ ต้องให้จริง ๆ ให้ตกลงกับผู้ป่วยดี ๆ เขียนบันทึกให้ชัดเจน แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เขาให้แทนเรา

10. แพ้ซัลฟาให้เปลี่ยนชนิดเปลี่ยนการรักษา แพ้ภรรยาอย่าช้า ..ต้องเปลี่ยนทันที

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

23 พฤษภาคม 2564

แต่งตัวไปหาหมอ

 วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องแฟชั่นการแต่งตัว อะฮ้า อย่าเข้าใจว่ากลายเป็นลุงหมอ อาซาว่า แต่แฟชั่นที่เราจะพูดถึงคือ แต่งตัวไปหาหมอ

การแต่งตัวไปตรวจกับหมอที่โรงพยาบาลมีความสำคัญมากครับ เพราะการตรวจร่างกาย การตรวจพิเศษ จะต้องมีการขยับ การลุกนั่ง เปิดส่วนนั้นปิดส่วนนี้วับวับแวมแวม บางทีแต่งตัวสวยเช้งแต่ตรวจลำบาก ยิ่งหากผู้ป่วยเยอะ ๆ อาจจะไม่ได้ตรวจกันเลย วันนี้ผมจึงขอรับอาสาเป็นคอสตูมดีไซเนอร์ ออกแบบการแต่งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย

😚😚ศีรษะ

* ใครที่สายตาผิดปกติ กรุณาพกแว่นไปด้วย เวลาตรวจที่ต้องมีการอ่าน มีการมองวัตถุ อธิบายภาพฟิล์ม ถ้าไม่มีแว่นอาจแปลผลผิดไปได้

* เครื่องช่วยฟัง อันนี้ควรพกไปด้วยครับ เดี๋ยวซักประวัติกันไม่รู้เรื่อง ถามว่ามีไข้กี่วัน ตอบว่าประยุทธ์ จันทร์โอชา อันนี้ก็ตัวใครตัวมันนะครับ

* หมวก ผ้าคลุม ก่อนเข้าห้องตรวจก็ถอดออกได้ครับ เดี๋ยวหมอจะมองไม่เห็นเส้นผม หนังศีรษะ

😃เสื้อ

* ขอแบบหลวม ๆ อย่ารัดรูป ถอดใส่ง่าย อย่างเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดแขนสั้น เพราะการตรวจหลายอย่างต้องเปิดชิ้นส่วน เช่นวัดความดันก็ต้องเปลือยแขน ฉีดยาก็ต้องพับแขนเสื้อ ตรวจทรวงอก แผ่นหลัง เอ็กซเรย์ ถ้าเลือกที่ถอดง่าย ถกง่าย ก็สะดวกดี

* ชุดแซค ชุดหมี อันนี้ยากครับ จะเปิดตรวจท้องสักหน่อย จะถลกจากปลายเท้าก็ยากเหลือเกิน มันจะเปิดโล่งลมเย็นเกินจำเป็นครับ

* เสื้อชั้นใน เสื้อยกทรง โดยเฉพาะการตรวจหัวใจ ทรวงอก เต้านม โดยทั่วไปคุณหมอจะมีเสื้อเปลี่ยนให้ หรือถอดชั่วคราว ดังนั้นเลือกที่ถอดง่ายครับ ใส่คืนง่าย ฟองน้งฟองน้ำก็ไม่ต้องใส่มากเยอะ

😍กางเกง

* ถ้าได้กางเกงผ้ายืด กางเกงวอร์ม กางเกงเล ประมาณนี้จะดีมาก ขยับตรวจได้ง่าย จะยกขา งอเข่า เคาะเท้า สะดวก ลุกนั่งยืน ทดสอบท่าเดิน คลำชีพจร ง่ายไปหมด กางเกงรัดรูป เลกกิ้ง หรือขาเดฟเฮฟวี่ อันนี้หมอขอ ถกยากจริง ๆ ถ้าไม่สะดวกจริงอาจต้องให้เปลี่ยนเป็นผ้านุ่งแทน

😁กระโปรง

* ถ้ากระโปรงสั้น อาจจะทำให้การตรวจลำบากมาก ยิ่งทรงกระสอบมินิสเกิร์ตเสมอหู จะตรวจร่างกายยากมาก

* กระโปรงยาว ลำบากสักหน่อยเวลาเปิดตรวจด้านใน แต่โดยรวมก็ไม่ได้แย่เท่าไรครับ หรือจะนุ่งผ้าถุง ผ้าไทยก็สวยเรียบและง่ายดี

* สุดท้ายก็ขอแบบหลวม ไม่รัดไม่แน่น หรือทางที่ดี กางเกงผ้ายืดดีกว่าเยอะครับ

🤫ถุงเท้ารองเท้า

* การตรวจหลายอย่างเช่นการตรวจเท้าเบาหวาน ตรวจข้อ ตรวจกระดูก ต้องถอดรองเท้าครับ แนะนำรองเท้าใส่สบาย ถอดง่าย สวมง่าย ไม่รัดแน่น

* รองเท้าที่ไม่แนะนำคือรองเท้าบูต มันถอดยาก รองเท้าส้นสูงก็ตรวจเรื่องการยืนเดินลำบาก

* หรือจะคีบอีแตะ ก็ไม่ว่ากันครับ

😇เล็บ

* ขอให้ล้างเล็บก่อนมาตรวจครับ สีเล็บเป็นสิ่งสำคัญในการตรวจ หรือการวัดออกซิเจนปลายนิ้วก็ต้องล้างเล็บก่อน

* เล็บปลอมไม่ต้องใส่นะครับ การตรวจที่ต้องหยิบจับ อาจเสียหายได้

😚เครื่องประดับ

* ถ้าเป็นไปได้ ให้ถอดเก็บครับ โอกาสตกหล่นเสียหายระหว่างการตรวจก็มาก หรือบางทีก็ขัดขวางการตรวจบ้าง หรือจะแทงน้ำเกลือก็อาจติดกำไล

* เครื่องประดับโลหะ จะถูกร้องขอให้ถอดออกเวลาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (จริง ๆ ไม่ต้องถอดก็ได้นะ) ถอดจากบ้านมาเลยดีกว่าครับ

😁แต่งหน้า
* ผมเข้าใจดีครับ ว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่วันนี้มาหาหมอก็ขอบาง ๆ นะ สีผิว รอยหลอดเลือดบนใบหน้า ผื่นในหน้า สีอาจเพี้ยน หรือบางคนโบกเครื่องสำอางปกปิด ก็ทำให้อาการแสดงเปลี่ยนไป

เอาล่ะ เมื่อเอาเงื่อนไขต่าง ๆ มาประกอบกันแล้วแต่งตัว ออกมาจะเหมือนชุดอะไร ..ถูกต้องครับ ชุดนอนนั่นเอง ซึ่งไม่มีใครจะใส่ชุดนอนมาหาหมอจริงไหม หาหมอนะ ไม่ใช่หาผอ จะได้ใส่ชุดนอนไม่ได้นอนกันมา

ก็เลือกที่เหมาะสม ใส่ง่าย ถอดง่าย เป็นหลักครับ

อาจเป็นรูปภาพของ สุนัข

22 พฤษภาคม 2564

ระดับความดัเหมาะสม posthoc SPRINT

 ว่าด้วยความดันโลหิตสูง ตกลงว่าลดลงเยอะ ๆ ดีไหม

ประวัติศาสตร์โรคความดันโลหิตสูงนั้นยาวนานมากครับ ในอดีตกาลเราเคยจำกัดความโรคความดันโลหิตสูงที่ระดับความดันซิสโตลิกเกิน 160 มิลลิเมตรปรอท ตอนนั้นเราพบว่าเมื่อเรากำหนดตัวเลขสูงระดับนี้ อัตราการเสียชีวิตและผลแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงยังไม่ลดลง

เราจึงคิดใหม่ปรับเกณฑ์ใหม่ ตั้งเป้าการวินิจฉัยให้เร็วขึ้นและปกป้องโรคได้ดีขึ้น เราปรับระดับมาที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

หลังจากปรับระดับลงมาแล้ว พบว่าเราลดอัตราการเสียชีวิตและผลแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้มากขึ้น แต่ถึงกระนั้นโรคความดันโลหิตสูงยังเป็นสาเหตุตั้งต้นของการเสียชีวิตและความสูญเสียทรัพยากรเป็นอันดับหนึ่งของโลก อีกทั้งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ระดับความดันและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงไป หรือเราจะคิดใหม่

สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกาได้ออกมาประกาศตัวเลขความดันโลหิตใหม่ที่เกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท ว่านี่คือโรคความดันโลหิตสูง เพื่อลดช่องว่างของการเกิดโรคที่ยังมีอยู่และผลแทรกซ้อนที่ยังปรากฎอยู่ของความดันในช่วง 130/80 จนถึง 140/90 และการศึกษาหลักที่เป็นตัวสนับสนุนการประกาศนี้คือ SPRINT study

การศึกษา SPRINT ศึกษาในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่เป็นเบาหวาน ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างน้อยหนึ่งข้อ มาเปรียบเทียบการรักษาว่าการลดความดันลงมาที่ 140/90 กับการลดความดันลงมาที่ 120/80 มันจะลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราตายหรือไม่ ผลปรากฏว่าในกลุ่มที่ลดความดันลงมาที่ 120/80 ลดอัตราการเกิดโรค อัตราตายลดลงมากกว่าอีกกลุ่มอย่างชัดเจน ชัดเจนจนคณะกรรมการยกเลิกการศึกษาก่อนกำหนด

แต่กระนั้น ผลข้างเคียงแทรกซ้อนของการลดความดันลงมาก ๆ ในกลุ่มที่ต้องการ 120/80 ก็พบมากกว่าเช่นกัน ..

แล้วถ้าการศึกษา SPRINT ไม่ได้ถูกยกเลิกล่ะ หากติดตามต่อไป ผลออกมาจะลดความสูญเสียจากความดันสูงได้มากขึ้น หรือจะพบอันตรายจากการลดความดันโลหิตลงมามากกว่ากัน แน่นอนว่าตอบชัดเจนคงยาก แต่คณะทำงานได้พยายามเก็บข้อมูลผู้ที่เข้าร่วมการศึกษา SPRINT ว่าหลังจากการศึกษายุติไปแล้ว ผลออกมาเป็นอย่างไร

ผลการศึกษาลงตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ฉบับเมื่อ 20 พฤษภาคม 2021 (ว่าจะเลิกสมัครสมาชิกแล้ว สุดท้ายก็ต่อมาหกครั้ง !!) น่าสนใจทีเดียวว่า หลังจากที่เราลดความดันลงมาก ๆ ในช่วงสามปีกว่า ๆ ของการศึกษามันส่งผลต่อเนื่องอย่างไร แม้ว่าจะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่เกิดจริง มีการปรับเปลี่ยนการรักษาตามแต่ผู้ป่วยแต่ละคน ไม่เหมือนการทดลอง ผลจะเป็นอย่างไร

ติดตามในกลุ่มเดิมต่อไปอีกประมาณปีกว่า ๆ เพื่อติดตามโอกาสการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หัวใจล้มเหลว การทำงานของไต และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ จะเป็นอย่างไร แน่นอนมีบางส่วนหลุดจากการศึกษาไป แต่ส่วนมากยังอยู่ อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างนี้คือ 67 ปี และกว่า 28% ที่อายุมากกว่า 75 ปี เรียกว่าผู้สูงวัยมีจำนวนมาก คือกลุ่มประชากรที่เรากังวลว่าลดความดันมากไปจะหกล้มไหม จะอัมพาตไหม เราก็พอมีข้อมูลมาตอบคำถาม

พบว่าในกลุ่มที่กำหนด 120/80 เมื่อติดตามไป ความดันโลหิตซิสโตลิกพิ่มขึ้นประมาณ 7 มิลลิเมตรปรอท คิดง่าย ๆ คือเพิ่มที่ 127 ส่วนความดันไดแอสโตลิกไม่ค่อยเปลี่ยน

กลุ่มควบคุมที่กำหนด 140/90 เมื่อติดตามพบว่าความดันซิสโตลิกเพิ่มขึ้นประมาณ 2.6 มิลลิเมตรปรอท เพิ่มมาที่ 142 ความดันไดแอสโตลิกไม่ค่อยเปลี่ยนเช่นกัน

เห็นว่าถึงแม้ยุติการศึกษา ปล่อยให้กลับไปรักษาตามเดิม ผลต่างของความดันโลหิตทั้งสองกลุ่มยังแตกต่างกันมากอยู่ดี ตรงนี้จะมีผลต่อโรคหรือไม่เดี๋ยวเราไปดูกัน แต่ตอนนี้เรามาดูว่าทำไมความดันจึงเพิ่มสูงขึ้นหลังการทดลองขนาดนั้น มันเป็นเพราะออกจากการทดลองแล้วไม่เคร่งครัด ไม่เป๊ะเหมือนเดิมหรือเปล่า มันก็จริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ในการศึกษา SPRINT มีกระบวนการหนึ่งที่เป็นที่ขัดใจคนทั้งโลก คือ หากใครถูกกำหนดไปอยู่ในกลุ่ม 140/90 มิลลิเมตรปรอท หากเดิมคุมได้ดีกว่านี้ก็จะต้องถูก "ลดยาและลดระดับการควบคุม" ให้มาอยู่ที่ 140/90 ตรงนี้อาจส่งผลต่อโรคที่เพิ่มขึ้นจากการลดการควบคุม ส่วนกลุ่มที่ต้องการที่ 120/80 ก็ใส่ยาจนถึงเป้าและปริ่ม ๆ จะเกิดผลข้างเคียง (จริง ๆ ก็ไม่ปริ่ม เพราะตัวเลขผลข้างเคียงก็เยอะกว่า) แน่นอนเมื่อสิ้นสุดการศึกษา จะมีบางส่วนถอดยาออก เพื่อให้สบายขึ้น ตรงนี้จะส่งผลต่อการเกิดโรคเช่นกัน

แล้วคราวนี้เรามาดูผลหลักว่า โอกาสเกิดโรคต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปไหมหลังการศึกษาควบคุมยุติลง เราพบว่า โอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ในกลุ่มที่เคยถูกกำหนด 120/80 ยังต่ำกว่ากลุ่มที่ถูกกำหนด 140/90 อยู่ดี แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าตอนควบคุมเคร่งครัด แต่ยังสร้างความแตกต่างอย่างมี "นัยสำคัญ" ทางสถิติได้ต่อไป ยกเว้น !!

การเกิดหัวใจวายเฉียบพลันนั้น ในกลุ่มที่เคยกำหนด 120/80 พอติดตามหลังยุติการศึกษา ความเสี่ยงอื่นยังมีประโยชน์ในทำนองเดียวกับตอนควบคุม แต่หัวใจวายเฉียบพลันกลับเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่เคยกำหนด 140/90 อย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 60%) และคณะผู้ศึกษาคิดว่า เกิดจากการปรับลดยาลง เพื่อให้สบายขึ้นไม่เจอผลแทรกซ้อน ตัวที่ถูกปรับลดส่วนมากคือ ACEI, diuretic ยาที่ลดการเกิดหัวใจล้มเหลวนั่นเอง

ส่วนผลข้างเคียงแทรกซ้อนนั้น เมื่อติดตามหลังจากการควบคุมจบไป พบว่าผลแทรกซ้อนจากการรักษาของทั้งสองกลุ่มแทบไม่ต่างกัน แสดงว่ากลุ่มที่เคยควบคุมหนัก ๆ ผลข้างเคียงเยอะ ได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการลดยา (เว้น หัวใจวายเพียงประเด็นเดียวที่ดูเพิ่มขึ้น) และอาจส่งผลให้การติดตามการรักษาดีขึ้นด้วย

สรุปคือผลจากการควบคุมเคร่งครัดยังคงอยู่ ถึงแม้จะมีการปรับยาลดลง เพื่อลดผลข้างเคียงและความดันก็ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ประโยชน์ในการลดตายลดโรค ยังคงอยู่ ส่วนตัวคิดว่าตัวเลข 130/80 ที่สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกากำหนด ดูเหมาะสมดี

ส่วนในประเทศไทย เกณฑ์การวินิจฉัยของสมาคมโรคความดันโลหิตสูงและสมาคมแพทย์โรคหัวใจยังกำหนดที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท (office BP) แต่เป้าหมายในการควบคุมคือ 130/80 มิลลิเมตรปรอทโดยที่ให้ผลข้างเคียงน้อยที่สุด ก็น่าจะสอดคล้องกับการศึกษาข้างต้นและคำแนะนำจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกาครับ

แม้เนื้อหาจะยาวแต่ผมว่า อ่านง่ายไม่งงกันนะครับ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม