29 ธันวาคม 2562

สื่อสังคมออนไลน์กับการศึกษาแพทย์

โลกกำลังจะเปลี่ยนไป ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามาในชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว นอกเหนือจากเทคโนโลยีของข้อมูลข่าวสาร (information technology) และการจัดการเชิงข้อมูลมหาศาลที่ระบบอินเตอร์เน็ตได้กลายเป็น อินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (internet of things) อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีได้ทำอีกหนึ่งสิ่งที่ทรงพลังมาก คือ เชื่อมต่อผู้คน
การเชื่อมต่อผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดโลกเสมือนและสังคมอีกสังคม ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยการเดินทาง จดหมาย วิทยุ โทรศัพท์ แต่เชื่อมต่อกันเป็นสังคมในโลกอินเตอร์เน็ต ผ่านสื่อที่เรียกว่า สื่อสังคมออนไลน์ สื่ออันใหม่นี้มีพลังสูงมากทั้งพลังการเชื่อมต่อ พลังการส่งข้อมูล พลังในการผลักดันสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน (power of connections) เช่น สังคมออนไลน์ของเฟซบุ๊ก สังคมออนไลน์ของทวิตเตอร์ แต่ละสังคมเชื่อมต่อคนในสังคมนั้นแบบไร้ขอบเขต ไม่มีประเทศ เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทางและระยะเวลา เพียงแค่คุณมีอินเตอร์เน็ตก็พอ
ข้อมูลความรู้ทางการแพทย์ เป็นข้อมูลที่แต่เดิมอยู่แต่ในสังคมปิด เข้าใจยาก มีลำดับขั้นความเข้าใจ แม้แต่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ยังเข้าถึงและเข้าใจยาก แต่เมื่อการปฏิวัติข้อมูลมาถึง ข้อมูลทางการแพทย์ได้หลั่งไหลออกมาสู่บุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับขั้น รวมไปถึงบุคคลนอกวงการแพทย์ก็ได้รับรู้เช่นกัน กำแพงขวางกั้นข้อมูลและลำดับชั้นการเข้าถึงได้พังทลายลงไป
นักเรียนแพทย์ได้รับรู้แนวทางการรักษาล่าสุดพร้อมแพทย์ประจำบ้าน
แพทย์ในชนบทห่างไกลสามารถเรียนหัวข้อที่น่าสนใจได้พร้อมกับแพทย์ในเมือง
พยาบาลสามารถอ่านและเข้าใจบทความวารสารทางการแพทย์ได้พร้อมกับอาจารย์แพทย์
คนไข้สามารถค้นหาข้อมูลการรักษาก่อนจะไปพบแพทย์
ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากัน แต่มี "wisdom" ไม่เท่ากัน ความไม่เท่ากันอันนี้ได้ก่อให้เกิด สังคมออนไลน์ที่ผู้ที่สนใจข้อมูลเหล่านี้ เข้ามาค้นหา พูดคุย ถกเถียง หรือแม้แต่นำไปปฏิบัติ นำไปใช้ต่อ คิดค้นศึกษาต่อ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มาพร้อม wisdom ที่ดี
การศึกษาแพทย์ ไปจนถึงการให้ความรู้ทางการแพทย์กับประชาชน จำเป็นต้องเล่นเกมนี้ จำเป็นต้องปรับตัว และใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมสามพลังคือ power of connections, power of broadcastings และ power of knowledge ให้มาเป็น wisdom ที่จะยกระดับการศึกษาแพทย์ให้ก้าวหน้าและทันเวลา ตามยุคสมัยที่เร็วมากและส่งข้อมูลไปถึงบุคลากรสาธารณสุข และประชาชน อย่างชาญฉลาด ถูกต้อง เร็ว ขอใช้นิยามรวมว่า "3C" คือ concise, correct และ cool
สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในวงการแพทย์หรือนิยมสื่อสารมีมากมาย ขอแจงแต่ละข้อที่ใช้บ่อย ตามประสบการณ์ของผมเอง
1. FACEBOOK ด้วยเหตุที่เป็นสื่อสังคมที่คนสมัครสมาชิกมากที่สุด ไม่มีข้อจำกัด จึงสามารถสื่อสารได้เป็นวงกว้าง ด้วยการทำงานไม่กี่ครั้ง รูปแบบของโปรแกรมที่ใช้ง่าย เป็นมิตร มีส่วนเสริมมากมาย มีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้เฟซบุ๊กเป็นที่นิยมมากของการสื่อสารวิชาแพทย์ หน่วยงานต่าง ๆ วารสารการแพทย์ หรือแม้แต่บรรดาผู้สร้างงานทั้งหลาย ใช้สื่อนี้มากที่สุด เพื่อเชื่อมเนื้อหาตัวเองกับผู้คน
เฟซบุ๊กสามารถสื่อสารได้ด้วยเนื้อหาหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียง วิดีโอ ข้อความ รวมไปถึงพลังขั้นสูงสุดคือการถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ที่สื่อสารกับผู้คนได้ในเวลานั้น แพทย์ บุคลากร และประชาชนจึงนิยมเข้าร่วมในเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารมากที่สุด แต่ว่าเฟซบุ๊กก็มีข้อด้อย ข้อด้อยที่ว่าคือข้อเด่นของตัวเองสองประการ
ประการแรกคือ ปริมาณข้อมูลมหาศาล ใคร ๆ ก็นิยมใช้ จึงทำให้ข้อมูลเข้ามาและผ่านไปเร็วมาก เร็วจนบางครั้งเลยผ่านกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เร็วเกินกว่าที่ผู้อ่านจะเสพได้ทัน
ประการที่สองคือ เมื่อปริมาณผู้ใช้มาก ความเป็นสาธารณะสูงมาก ทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลง ข้อมูลทุกอย่างที่เข้าสู่สื่อเฟซบุ๊ก จะแทบไม่เหลือความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้จึงต้องระวังความรุกล้ำต่อตัวเองและบุคคลอื่นเสมอ ทั้งทางมารยาท และทางกฎหมาย
2. TWITTER ข้อความสั้น ๆ กระชับ ได้ใจความ ตรงความรู้สึก คือจุดเด่นมากของทวิตเตอร์ การสื่อสารที่ตรงจุดและสั้น ทำให้มีความเร็วและความคล่องตัวสูงมาก เนื้อหาทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นวารสารรายสัปดาห์ หรือ รายงานการประชุมชั่วโมงต่อชั่วโมง มักนิยมใช้ทวิตเตอร์ในการส่งข่าว ในยุคที่ความเร็วเป็นปัจจัยข้อมูลที่สำคัญ ทวิตเตอร์จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ในต่างประเทศจะมีฐานผู้ใช้สูงมาก โดยเฉพาะใช้ติดตามข่าวจากแหล่งข้อมูลการแพทย์ต่าง ๆ ที่มักจะสรุปสั้น ๆ และให้ลิ้งก์เพื่อค้นต่อ
ปัจจุบันทวิตเตอร์พัฒนาที่สามารถส่งข้อความ คลิปสั้น หรือถ่ายทอดสดสั้น ๆ เพื่อดึงความสนใจได้ดี แต่ว่าผู้ที่อ่านทวิตเตอร์จะต้องอ่านต่อเนื่องเพื่อเก็บข้อมูลให้ครบ สิ่งที่ได้จากทวิตเตอร์จะผ่านการปรุงแต่งหรือตัดทอนรวบยอดให้น่าสนใจ ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริง หากเราเร็วเกินและละเลยเนื้อหา ทวิตเตอร์จะสื่อสารผิดพลาดได้ ข้อเสียอีกประการคือ ทวิตเตอร์เป็นที่นิยมในการส่งข้อมูล ผู้ส่งข้อมูลต้องมีความสามารถในการย่อความและทำให้น่าสนใจ เป็นทักษะที่หาได้ยาก ส่วนผู้อ่านก็มักจะเป็นฝ่ายรับข้อมูลอย่างเดียว การแลกเปลี่ยนหรือถกเถียงทำได้ยากและไม่ได้เป็นจุดเด่นของโปรแกรมนี้
3. YOUTUBE สื่อภาพและเสียงเคลื่อนไหวที่ได้รับความนิยมสูงมาก เพราะมีอิสระในการเผยแพร่ ปริมาณข้อมูลมหาศาล เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีมาก ในอนาคตความก้าวหน้าของระบบข้อมูลจะทำให้การส่งภาพและเสียงทำได้ไม่จำกัด ทำให้การสื่อสารแบบนี้อาจจะเป็นการเรียนแบบใหม่ของแพทย์ ในรูปแบบทางไกล (telecommunication) มีแหล่งข้อมูลมากมายและองค์กรมากมายที่ทำสื่อวิดีโอออกมาเผยแพร่ในสังคมยูทูป ไม่ว่าจะเป็นการสอน คลิปอธิบายสั้น ๆ ถือว่าน่าสนใจ
แต่สิ่งที่ท้าทายผู้ทำวิดีโอและใช้ยูทูปในการสื่อสารคือ ผู้ฟังผู้ดูสามารถเลือกดูอะไรก็ได้ด้วยการตัดสินใจของเขาเอง ผู้ทำต้องมีความสามารถสูงมากทั้งการสื่อสารตรงใจที่ต้องใช้ทักษะมากที่สุด มากกว่าข้อความ ภาพ หรืออินโฟกราฟิกใด ๆ และต้องใช้ความสามารถเชิงการทำวิดีโอ เงินทุนสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้รายละเอียดออกมาดีและดึงดูดใจ นอกเหนือจากเนื้อหาที่ต้องถูกต้องและน่าสนใจเช่นกัน
4. INSTAGRAM สื่อที่เน้นภาพนี้ ออกแบบมาเพื่อสื่อสารด้วยภาพ โดยเฉพาะกับผู้มีชื่อเสียงในสังคม นักกีฬา นักแสดง ไม่ได้เน้นส่วนของเนื้อหาหรือการสื่อสารสองทางมากนัก ด้วยความที่เนื้อหาทางการแพทย์ ไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยภาพเท่านั้น ทำให้การใช้อินสตาแกรมสื่อสารจะต้องใช้ภาพที่ดึงดูดความสนใจ ให้คลิ้กไปอ่านต่อหรือศึกษาต่อได้ ปัจจุบันเริ่มมีวารสารและองค์การ ใช้อินสตาแกรมสื่อสารข้อมูลทางการแพทย์ ด้วยหวังจำนวนผู้เข้าใช้ ผู้สมัครใช้อินสตาแกรมมากมายนี้ เพื่อเผยแพร่ช่องทางสื่อสารทางการแพทย์ แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก
5. Pinterest ส่วนมากสื่อทางการแพทย์ที่ใช้ช่องทางนี้จะเป็นสื่อภาพ infographic สื่อสารด้วยภาพที่เข้าใจง่าย สรุปข้อมูลด้วยความกระชับและสีสันน่าดึงดูดใจ องค์กรที่ใช้ (เป็นองค์กรเพราะส่วนมากบุคคลทั่วไปจะมีข้อจำกัดด้านการทำกราฟฟิกบ่อย ๆ) จะเป็นองค์กรที่สื่อสารวงกว้างเช่น องค์การอนามัยโลก สื่อ Pinterest มักจะใช้เพื่อสร้างความคิดแรงบันดาลใจ มากกว่าใช้สื่อสารความรู้ แต่หากสามารถทำเป็นอินโฟกราฟฟิกง่าย ๆ น่าจะตรงใจและเข้าถึง เพียงแต่สื่อนี้ยังไม่เป็นที่นิยมทั้งการเผยแพร่และการสืบหาข้อมูลทางการแพทย์
6. Direct Instant Messengers เช่น Line, Whatapps, Facebook Messengers เป็นช่องทางการสื่อสารเฉพาะคนหรือเฉพาะกลุ่มที่ดี สามารถเจาะกลุ่มคนที่สนใจ และสื่อสารโต้ตอบได้ง่าย นิยมใช้ในการติดต่อปรึกษาระหว่างกลุ่ม จะขาดประสิทธิภาพการสื่อสารในวงกว้าง และขาดความแพร่หลาย แต่จะรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดีกว่า social media เล็กน้อย
ข้อมูลที่ผมเคยสำรวจจากพวกท่านว่าสื่อสังคมออนไลน์อย่างเพจนี้ พวกท่านได้อะไรจากเพจหรือต้องการอะไรจากเพจบ้าง
อันดับแรกคือ เพื่อเนื้อหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาใหม่ หรือเนื้อหาเดิมที่มาทบทวน ด้วยสภาพงานและภาระที่ไม่สามารถใช้เวลามากเพื่อศึกษาข้อมูลได้หมด การมีสื่อสังคมออนไลน์จะช่วยส่งเนื้อหาได้ดี หรือบางครั้งไม่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ โดยเฉพาะวารสารและตำราทางการแพทย์ที่ราคาสูง การมีสื่อสังคมจะช่วยส่งข้อมูลบางส่วนมาถึงได้
อันดับสองคือ ความง่าย ผู้คนที่นิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อข้อมูลทางการแพทย์ จะชอบข้อมูลที่เข้าใจง่าย เพราะมีเวลาในชีวิตน้อยลง หากมีสื่อที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ใข้เวลามากนัก จะเป็นที่นิยมมากกว่า อีกอย่างคือเมื่อความรู้ในสังคมเปิดกว้าง ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ภาษาสื่อสารที่ง่ายต่อความเข้าใจจึงเป็นอีกประเด็นที่ผู้ทำสื่อต้องเข้าใจ
อันดับสามคือการสร้างแรงบันดาลใจ สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง และถ้าผู้ทำสื่อวางเนื้อหาได้น่าค้นหาและกระตุ้นได้ดี คนที่ใช้สื่อจะเรียนต่อเนื่องเช่น มีลิ้งก์ให้ศึกษาต่อเมื่อสรุปเรียบร้อย เขียนความเห็นโต้ตอบและสืบค้นมาเพื่อโต้ตอบประเด็นนี้ ได้ความรู้เพิ่มและได้ทักษะการสืบค้นเพิ่มด้วย
ต้องยอมรับว่าวิธีการสืบหาข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล เมื่ออำนาจมาอยู่ที่ตัวผู้ใช้งาน อินเตอร์เน็ตอยู่ในมือและควบคุมด้วยนิ้ว ผู้ทำสื่อ ผู้ทำเนื้อหาต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
แต่ประเด็นที่ต้องคิดถึง เรื่องราวที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีและคลื่นความรู้ที่แผ่เข้ามาอย่างรวดเร็วก็มีไม่น้อยเช่นกัน
1. ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เนื่องจากมีแหล่งข้อมูลมากมาย ทั้งแหล่งปฐมภูมิจากต้นกำเนิดข้อมูล จนถึงแหล่งจากสังคมออนไลน์ที่เป็นแหล่งทุติยภูมิหรือไปจนถึงตติยภูมิ เนื้อความในสังคมออนไลน์ที่ผ่านการเรียบเรียง ย่อความหรือแปลงเป็นอินโฟกราฟฟิกแล้ว จะไม่ได้มาจากต้นกำเนิด ดังนั้นต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือ เช่น เพจอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว ที่เรียบเรียงข้อมูลจาก หนังสือตำรา วารสาร และรวบรวบสรุป (เป็นแหล่งทุติยภูมิ) จะต้องดูว่าเพจนี้น่าเชื่อถือไหม ถึงแม้น่าเชื่อถือ ก็จะมาในรูปสรุปและเรียบเรียง หากต้องการข้อความแบบเต็ม ต้องไปค้นต่อ แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์ของหน่วยงานราชการ คณะแพทย์ สมาคมวิชาชีพ ทั้งไทยและต่างประเทศ
2. ลิขสิทธิ์ เนื่องจากผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น มีลิขสิทธิ์ตั้งแต่ทำเสร็จโดยอัตโนมัติ การจะเผยแพร่ ทำซ้ำ จะต้องดูเงื่อนไขของแหล่งที่มาด้วย การคัดลอกหรือที่เรียกว่า ก็อปปี้และเพสต์ เกือบทั้งหมดละเมิดลิขสิทธิ์ การดาวน์โหลดเนื้อหาที่ไม่ได้รับอนุญาต ก็ผิดกฎหมาแล้วและหากมาเผยแพร่จะยิ่งผิดกฎหมายมากขึ้นไปอีก ผู้ผลิตสื่อ หรือคนที่จะแชร์ข้อมูล จะต้องระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
3. ความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องใบหน้า ชื่อ สิ่งแสดงเอกลักษณ์บุคคล ตามกฎหมายหากไม่ได้รับอนุญาตแล้วนำมาเผยแพร่ก็ผิดได้ และหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจะยิ่งผิดมากขึ้น บางครั้งข้อมูลที่เผยแพร่เพื่อสอน เพื่อใช้ นำมาจากข้อมูลจริง จำเป็นต้องขออนุญาต และปกปิดหรือดัดแปลง อย่าให้แหล่งข้อมูลได้รับความอับอายเสียหาย
4. ประโยชน์ทับซ้อน เพื่อความโปร่งใส ควรประกาศเลยว่ามีหรือไม่มี ตามมาตรฐานวารสารหรือการศึกษาจะต้องมีการประกาศเสมอ ปกติก็ไม่ใช่ข้อห้ามหากไม่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือทำให้เสื่อมเสีย สำหรับผลประโยชน์ที่อาจจะได้รับจากการโฆษณา การเผยแพร่ซ้ำ บางครั้งผู้เสพสื่ออาจจะสับสนและเป็นการชี้นำ ผู้ผลิตสื่อควรใช้ความระมัดระวังและประกาศให้ชัดเจน
5. bully การเปิดสาธารณะเพื่อสื่อสารในวงกว้าง บางครั้งอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบที่เป็นอันอับอายกับเนื้อหาหรือบุคคลได้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ที่เรียกกันในวงออนไลน์ว่า "ดราม่า" คนที่อ่านหรือคอมเม้นต์ต้องระวัง คนที่ผลิตหรือแอดมิน ต้องควบคุมอย่าให้เป็นประเด็นสังคม ประเด็นวิจารณ์เพราะผู้ที่ถูกวิจารณ์ย่อมไม่สนุก
สำหรับคนที่จะก้าวเข้ามาทำสื่อสังคมออนไลน์ทางการแพทย์ ผมแนะนำให้ใช้ data analysis วิเคราะห์กลุ่มคนที่อ่าน กลุ่มคนที่สื่อสาร ว่าเราจะผลิตเนื้อหาเพื่อกลุ่มใด แบ่งสัดส่วนเนื้อหาให้เหมาะสมกับคนฟัง ไม่ได้หมายความว่าจะทำเพื่อคนส่วนมากแล้วละเลยคนส่วนน้อย เพราะเมื่อเราใช้เนื้อหาเหมาะสมและเพิ่มจำนวนคนอ่านคนดู พลังแห่งการส่งต่อจะเพิ่มผู้เข้ามาอ่านมากขึ้น ๆ
เวลาที่เหมาะสมในการเผยแพร่ ชนิดของเนื้อหาที่ได้รับความสนใจ เพื่อได้ประสิทธิภาพการผลิตเต็มที่ จะได้ไม่เหนื่อยและมีกำลังใจทำต่อไป สามารถใช้เครื่องมือของ facebook, google analytics, twitter ในการวิเคราะห์หรือใช้ความสามารถส่วนตัวในการวิเคราะห์ จ้างนักวิจัยข้อมูล .... แต่ผมไม่ได้ทำนะครับ เพราะไม่ได้หวังยอดทางการค้าหรือยอดติดตามเผยแพร่ ทำตามใจคนเขียน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะครับ หากตั้งใจจะสื่อสารการแพทย์อย่างจริงจัง เรื่องนี้จำเป็น
นอกเหนือจาก ใจสู้ ความรู้ดี มีทีมงาน เชี่ยวชาญทำสื่อ ยังจะต้องรู้จักกฎหมายเบื้องต้นด้วย พรบ.คอมฯ กฎหมายแพ่งว่าด้วยการละเมิด กฎหมายลิขสิทธิ์ และข้อกำหนดพื้นฐานของแต่ละสื่อ เพราะเราเล่นเกมของเขา ต้องทำตามกติกาของเขา ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ ยูทูป
บริษัทสื่อเหล่านี้ตั้งขึ้นมาเพื่อหาผลกำไร จะพยายามผลักดันเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อยอดกำไรตัวเอง เนื้อหาทางการแพทย์จะได้รับความสนใจน้อยกว่า การเมือง ความขัดแย้ง ดราม่า หรือแบล็คพิ้งค์แน่นอน ความสำคัญที่สุดที่จะสามารถสื่อสารโดนใจ และอยู่ในระยะยาวได้คือ เนื้อหาที่ต้องโดนใจอย่างที่กล่าวไว้ 3c
"Correct, Concise, Cool"
เนื้อหาจากงานประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาครั้งที่ 20

28 ธันวาคม 2562

Masturbation การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันมีโทษจริงหรือ

Masturbation การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันมีโทษจริงหรือ ??
เป็นคำถามที่เคยมีการถกเถียงกันมานาน และมีความเชื่อที่เปลี่ยนไปตลอด ประวัติศาสตร์ของการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมีมาอย่างยาวนาน แต่จะด้วยวิธีใดนั้นผมไม่อาจทราบได้ ลองมาทบทวนเรื่องราวของการช่วยตัวเองกัน
ก่อนอื่นคำอธิบายว่าการสำเร็จความใคร่ ไม่น่าจะตรงกับ masturbation มากนักเพราะ masturbation ไม่จำเป็นต้องสำเร็จ การศึกษาและผู้เชี่ยวชาญหลายคนยืนยันว่าแค่ "มีความรู้สึกดี" ก็เพียงพอไม่จำเป็นต้อง "เสร็จ" เพราะมีการศึกษาว่าแค่รู้สึกดีก็มีผลเกือบเท่าเสร็จเลยทีเดียว ... ส่วนตัวคิดว่าคงไม่เหมือนซะทีเดียว เพราะ "เสร็จ" หรือ orgasm จะมีสารโดปามีนจำนวนมหาศาลออกมาทำให้สมองมีความสุขและติด ถึงกับมีคำเหมือนคำว่า masturbation คือ onanism แต่คำหลังนี้แปลว่าการหลั่งน้ำของผู้ชายนอกสถานที่..คือนอกช่องคลอด ซึ่งหมายถึงการช่วยตัวเอง หรือ การหลั่งภายนอกก็ได้
ในตำนานอียิปต์ เทพ Atum สร้างจักรวาลด้วยการช่วยตัวเอง อืม...เห็นภาพทางช้างเผือกไหมครับ..หรือมีประเพณีที่ฟาโรห์ต้องช่วยตัวเองเพื่อให้น้ำอสุจิไปเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์ของลำน้ำและชีวิต หลายพื้นที่การช่วยตัวเองแสดงถึงความสมบูรณ์ของผู้ชาย คือ ตรูพร้อมแล้วนะคร้าบประมาณนี้ ในขณะที่อีกหลายพื้นที่โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาที่การอยู่รอดของทารกไม่ได้ดีมากนัก เขาจะถือว่าการช่วยตัวเองนั้น ...เสียของ
ในบางความเชื่อศาสนาจะถือว่าการช่วยตัวเองถือเป็นการกระทำต้องห้าม ในยุคสมัยล่าอาณานิคมของพระนางเจ้าวิคทอเรียได้ปรามว่าการช่วยตัวเองจะทำให้เสียสติ โดยเฉพาะในยุคมืดของยุโรป ทำให้เรื่องราวเหล่านี้เร้นลับลี้ลับ การศึกษาเรื่องนี้มีไม่มากนัก จนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การศึกษาเรื่องจิตวิทยา เรื่องเพศ ได้รับการยอมรับมากขึ้น และได้มีความเชื่อว่าเป็นเรื่องตามธรรมชาติ ไม่ได้มีข้อเสียใด ๆ ทำให้มีการยอมรับและข้อมูลมากขึ้น
สังเกตไหมครับที่ผ่านมา เราเทียบ masturbation กับ onanism คือการปล่อยน้ำอสุจิผิดที่ มันเป็นความเชื่อของชาย จากอิทธิพลในยุคศตวรรษที่ 16-19 ที่ผู้ชายคิดว่าตัวเองครองโลก ข้อมูลออกมาแบบชายทั้งสิ้น สุภาพสตรีก็มีเรื่องราวเช่นกัน
จากการศึกษาในอเมริกาหลายกลุ่มตัวอย่าง หนึ่งในการศึกษาที่สอบถามวัยรุ่น 14-17 ปี ในยุคที่วัยรุ่นกล้าเปิดเผย พบข้อมูลที่ว่าหญิง 48.1% เคยช่วยตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และข้อมูลนี้จะยิ่งมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับชายคือ 78.8% และผู้หญิงจะมีความถี่การช่วยตัวเองน้อยกว่าชาย โดยเฉลี่ยจากการศึกษาในชายจะอยู่ที่สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง มีเพียง 5% ที่ทำทุกวัน (โอ้..มายก็อด) ส่วนในยุโรปข้อมูลตัวเลขจะสูงกว่าอเมริกาเล็กน้อยทั้งชายและหญิง เรียกว่าสาว ๆ ยุคใหม่ก็ใช้ประโยชน์จาก masterbation เช่นกัน
สำหรับข้อมูลการสำรวจที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ แม้ว่าจะเป็นคนที่มีคู่นอน จะเพศเดียวกันหรือต่างเพศ หรือแต่งงานแล้ว หรือหย่าร้าง ก็ยังมีสถิติการช่วยตัวเองเฉลี่ยที่ประมาณ 40% ของคนที่มี "คนช่วย" นั่นคือการช่วยตัวเองอาจจะตอบสนองความต้องการบางอย่างที่สำคัญไปกว่า orgasm หรือจากคู่ของตัว ช่วยลดความตึงเครียดในคู่และเสริมสร้างความคิดทางบวกในชีวิตคู่ได้ ที่ไม่ใช่แค่เพศสัมพันธ์อย่างเดียว
แล้วความสำคัญหรือประโยชน์ของ masturbation มีอะไรบ้าง อ่านจากข้อเขียนของผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาที่ลงในวารสารต่าง ๆ มารวบรวมสรุปได้ดังนี้
1. ข้อนี้ตรงกันในหลายที่หลายบทความ คือ ช่วยปลดปล่อยแรงกดดันทางเพศ ไม่ว่าจะไม่ "เสร็จ" หรือไม่ "สุข" จากคู่ของตน หรือความต้องการอันล้นเหลือเมื่อไม่มีใคร เป็นการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์และความรู้สึกผ่านสารโดปามีนในตัว
2. ช่วยให้ชีวิตคู่ดีขึ้น จะอธิบายต่อเนื่องจากข้อแรก เมื่อความคาดหวังและแรงกดดันลดลง มีสุขภาพเพศที่ดี จะเข้าใจคู่ของตัวได้ดี เพิ่มแรงขับดันและความต้องการทางเพศต่อคู่ของตัวเองมากขึ้น ความคิดที่ว่า พอช่วยตัวเองแล้วจะทำให้สนใจคู่ของตัวน้อยลงนั้น ปัจจุบันได้รับการยอมรับแล้วว่าไม่จริง แถมยังส่งผลให้การร่วมรักในชีวิตคู่มีสีสัน ปลดปล่อยจินตนาการเต็มที่ได้
3. สุขภาพระบบสืบพันธุ์ดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อเชิงกราน ชายจะยืนนาน หญิงจะรัดรึง เพิ่มความสามารถในการมีบุตรจากการปรับสภาพช่องคลอดของสตรี การขับเยื่อเมือกต่าง ๆ ส่วนในชายนั้น การล้างท่อมีข้อมูลว่าลดการเกิดมะเร็งลูกหมาก และสามารถใช้การช่วยตัวเองบางวิธีจำกัดนกกระจอกที่ไม่เคยกินน้ำ ให้กลายเป็นพญาแร้งที่ทนทานได้ ความเชื่อที่ว่าทำบ่อย ๆ แล้วอวัยวะนั้นจะชินชาไม่รู้สึก เสื่อมลง เล็กลง หรือใหญ่ขึ้น ไม่เป็นความจริง
4. เติมเต็มความสุขทางจิตวิทยา ความเชื่อมั่นในตัวเอง โดยเฉพาะคนที่คิดว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเป็นอุปสรรค เติมเต็มจินตนาการและคลายความเครียด ทำให้มีจินตนาการที่ดีผ่านสารสื่อประสาทในสมอง นอกเหนือจากนี้เชื่อว่าช่วยให้นอนหลับได้ดีและหลับสนิท หากได้ช่วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อ "เสร็จ" (อาจให้คนอื่นช่วยก็ได้)
5. ไม่ตั้งครรภ์ ส่วนกรณีไม่ติดโรคจะมีข้อยกเว้นเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ "ของเล่น" ต่าง ๆ ด้วย และอย่าใช้ของเล่นร่วมกัน สั่นใครก็สั่นมัน อันตรายจากการช่วยตัวเองพบน้อยมาก หากไม่พิสดารจนเกินไป
6. ช่วยลดการปวดประจำเดือนในสตรี อันนี้เป็นเพียงแค่การสอบถามและข้อมูล ยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
ผลเสียของการช่วยตัวเอง มีเพียงหากหมกหมุ่นจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ก็จะเสียงานหรือหมดเวลาทำกิจกรรมอื่น หรือถ้าพิสดารมากอาจอันตรายได้ เช่นพิสดารใช้เชือกรัดตัวรัดคอ พิสดารเอาเจ้าหนูไปใส่บางอย่างแล้วดึงไม่ออก ใส่วัตถุแปลกปลอมสุดขั้วเข้าไปช่องจอดรถร้อนถึงโรงพยาบาลต้องเอาออกให้
หยุดยาวนี้ ถ้าไม่มีอะไรทำล่ะก็..........
อ่านหนังสือได้นะครับ

27 ธันวาคม 2562

endometriosis

ภาพน่าสนใจ จาก วารสาร New England Journal of Medicine : bladder endometriosis
บอกเล่าเรื่องราวก่อน เรื่องราวของหญิงอายุ 38 ปี เคยผ่าตัดคลอดบุตร 6 ปีก่อนหลังจากนั้นเคยผ่าตัดมดลูกออกเพราะเนื้องอกมดลูก เมื่อ 1 ปีก่อน
ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะปนเลือด ปวดท้องน้อย ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ มีอาการเรื้อรังมา 6 เดือน ตรวจร่างกายปรกติดี ภาพอัลตร้าซาวนด์และเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์พบก้อนที่ยอดกระเพาะปัสสาวะ เมื่อส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะพบ ก้อนขยุกขยุย หลาย ๆ เม็ดดันเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะออกมาดังรูป คุณหมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจพบเป็น endometriosis เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ endometriosis เชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับออกไปทางท่อนำไข่ หลุดไปอยู่ในช่องท้อง เลือดประจำเดือนของสุภาพสตรีนั้นนอกจากเลือดแล้วยังมีเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกตัวออกมาด้วย เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมา บางครั้งสามารถไปเจริญเติบโต (seeding) ในตำแหน่งต่าง ๆ ของช่องท้องได้ จึงเป็นการวินิจฉัยแยกโรคอันหนึ่งของอาการปวดท้องเรื้อรังในสตรี หาสาเหตุใด ๆ ทางอายุรกรรมแล้วไม่พบ
เช่นกัน เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ยังตอบสนองต่อรอบฮอร์โมนของสตรี ผู้ป่วยจึงยังมีอาการปวดท้องได้ตามรอบเดือน และหากมันหลุดฝ่อก็จะเป็นเลือดอยู่ในช่องท้อง ในอุ้งเชิงกราน เลือดที่รวมตัวกัน เก่าบ้างใหม่บ้าง สีจะออกน้ำตาลคล้ำ ๆ เหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกถุงเลือดจากเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ว่า ช็อกโกแลตซีสต์ นั่นเอง
อาการของ endometriosis มีหลายหลายมาก ปวดได้ทุกที่ที่มันไปอยู่ ตั้งแต่เชิงกรานไปจนถึงกระบังลม แต่อาการที่พบบ่อย ๆ คือ ปวดท้องตามรอบประจำเดือน รวมถึงปวดประจำเดือนรุนแรง มีอาการเจ็บลึก ๆ ในช่องท้องเวลามีเพศสัมพันธ์ และมีบุตรยากจากพังผืดในระบบสืบพันธุ์สตรี การวินิจฉัยใช้อาการเป็นหลัก ประกอบกับการส่องกล้อง แต่จะยืนยันคงต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ
การรักษาจะต้องควบคุมฮอร์โมน ต้านการทำงานฮอร์โมน เพื่อให้ร่างกายไม่มีการตกไข่ประมาณ 6-9 เดือน ส่วนมากผมจะส่งให้สูตินรีแพทย์จัดการต่อ เราจะต้องดูผลข้างเคียงของการให้ฮอร์โมน ไม่ว่าฮอร์โมนรวมหรือฮอร์โมนแยก หรือ GnRH analogues, androgen hormone, aromatase inhibitor และถ้าอาการจากก้อนมีผลเสียรุนแรงก็ต้องผ่าตัดเอาก้อนออก สิ่งที่จะต้องคิดเสมอในการรักษาคือ ป้องกันการมีลูกยากในอนาคต
สำหรับผู้ป่วยรายนี้ (จากเกาชิง ไต้หวัน) ได้รับการผ่าตัดรักษาและไม่กลับมากำเริบอีก ส่วนตัวก็ไม่เคยเจอครับ ที่เคยวินิจฉัยได้คือปวดท้องเรื้อรัง และซักประวัติได้ว่าสัมพันธ์กับรอบประจำเดือน แต่ที่ผมเคยพบก็ไม่ได้มีบุตรยาก และถามเรื่องเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่มีอาการนี้
แต่สำหรับสาว ๆ ในนี้ สาเหตุของการมีบุตรยากไม่ใช่จาก endometriosis นะครับ น่าจะเกิดจากการขาดพ่อพันธุ์เสียเป็นส่วนใหญ่
N Engl J Med 2019; 381:e43 วารสารแจกฟรี สามารถนำภาพมาใช้ได้นะครับ

26 ธันวาคม 2562

Frenzy Goggles

นี่คืออะไร ??
1. VR รุ่นใหม่ล่าสุด
2. กล้องส่องพระชนิดสองตา
3. แว่นส่องลูกตา
4. อุปกรณ์สปาลูกตา
ให้เวลาคิด สิบวินาที
ติ๊ก ต่อก, ติ๊ก เจษ, ติ๊ก กลิ่นสี, ติ๊ก ชีโร่
นี่คือ Frenzy Goggles แว่นตาที่ทำจากเลนส์นูนมาก เพื่อให้ตรวจการเคลื่อนที่แบบกระตุกของลูกตา (nystagmus) ว่าเกิดแบบใด จังหวะช้าไปทางใด จังหวะกระตุกไปทางใด กระตุกไปทางซ้ายขวา หรือบนล่าง หรือหมุน
ผู้ป่วยจะแทบมองไม่เห็นด้านหน้า ไม่สามารถเพ่งจุดวัตถุได้ การเพ่งจุดวัตถุจะทำให้การตรวจทำได้ยาก ส่วนหมอคนตรวจจะเห็นชัดขึ้น
"ผู้ชายใส่แว่นมักจะเป็นคนอบอุ่น น่าค้นหา มีเสน่ห์" ชายชราหน้าหนุ่ม ฉายา ซาเอบะเรียวแห่งเมืองไทย ได้กล่าวไว้

skeleton in the closet ธุรกิจการหากระดูกมนุษย์

skeleton in the closet เป็นสำนวนแปลว่าความลับที่ซ่อนเร้นเอาไว้ในตระกูล ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงรู้ และวารสาร british medical journal ได้ลงบทความเรื่องนี้ที่ตลกร้ายอย่างยิ่งในวงการแพทย์
การเรียนวิชาแพทย์โดยเฉพาะวิชากายวิภาคศาสตร์ วิธีการศึกษาที่ดีที่สุดคือการชำแหละมนุษย์ โดยใช้ร่างกายของอาจารย์ใหญ่ ผู้ที่อุทิศชีวิตเมื่อสิ้นลมให้กับการศึกษา ส่วนหนึ่งของการศึกษากายวิภาค คือการศึกษาลักษณะกระดูก ในห้องเรียนกายวิภาคสมัยที่ผมเรียนนั้น จะมีโครงกระดูกสมบูรณ์ร้อยไว้ตามข้อต่อที่ถูกต้องหลายโครงห้อยเรียงรายให้ศึกษา และมีโครงกระดูกแยกชิ้นเก็บในหีบไม้เพื่อให้นักเรียนได้เรียนประกอบการชำแหละ
การเรียนการสอนวิชากายวิภาคจำเป็นต้องอาศัยร่างผู้อุทิศและกระดูกจำนวนมาก ไม่ใช่แค่นักเรียนแพทย์ นักเรียนสาขาวิทยาศาสตร์สาธารณสุขทุกคน จะต้องเรียนวิชานี้ นั่นคือจำนวนกระดูกจะต้องมีปริมาณเพียงพอ ในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น
ในหลาย ๆ ประเทศ จีน อินเดีย ยุโรปตะวันออก ธุรกิจการหากระดูกมนุษย์เพื่อส่งไปยังสถาบันการศึกษาในโลกตะวันตก เป็นธุรกิจที่ทำเงินได้ โครงกระดูกในสถาบันการศึกษาชื่อดังหลายแห่งในอเมริกามาจากแหล่งจัดหาในตลาดมืด หรือแม้แต่โครงกระดูกที่ตั้งโชว์ที่ไม่ใช่เพื่อการศึกษา สามารถหาซื้อหาสั่งได้จากตลาดมืดเช่นกัน เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด การลักขโมยศพ หรือแม้แต่ฆาตกรรม นำศพไปศึกษาเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกลางที่การผ่าศพเป็นสิ่งต้องห้าม อุปสงค์ในตลาดสูงมากเพราะการศึกษากำลังรุดหน้า ต้องการความรู้ใหม่ ๆ แต่อุปทานกลับลดลงมาก ๆ ทำให้เกิดตลาดมืด การลักขโมยหรือฆาตกรรม ผมเคยเขียนเรื่องนี้แล้วในซีรี่ส์สามตอน deadly anatomy ติดตามได้จากลิ้งก์
ผ่านไปกว่าสี่ร้อยปี ความดำมืดนี้ยังไม่เลือนหาย แม้ปัจจุบันการระบุตัวผู้บริจาค การบริจาค จะก้าวหน้าและมีคนเข้าใจมากขึ้น มีกฎหมายมาควบคุม มีกฎระเบียบมาบังคับ ไม่ให้เกิดการซื้อขาย มีการขึ้นทะเบียนผู้ที่จะจัดการศพและสถานที่จัดการ เพื่อป้องกันการลักขโมยศพไปหาประโยชน์อื่นใด
ในประเทศที่พัฒนาแล้วรวมถึงประเทศไทย มีหน่วยงานมีกฎหมายเรื่องนี้ที่เด่นชัด แต่ในอินเดีย ยุโรปตะวันออก หรือจีน ไม่มีกฎหมายตรงนี้ ทำให้มีการลักศพเพื่อไปทำเป็นโครงกระดูกป้อนตลาดทั่วโลก แม้ประเทศอินเดียจะมีกฎหมายห้าม แต่กำไรที่ดียังดึงดูดขบวนการลักศพทำกระดูกอยู่อีกมากมาย
รายงานการจับกุมการขนส่งกระดูกมนุษย์ยังคงพบได้เรื่อย ๆ สกู๊ปพิเศษของนักข่าวจากสำนักข่าว wired.com ที่ได้ลงพื้นที่ในย่าน west bengal ของอินเดีย ตามคนในพื้นที่ไปแฉขบวนการลักลอบทำกระดูกที่ Village of Parbasthali พบกระท่อมไม้ไผ่หลายหลัง ที่มีกระดูกมนุษย์ทุกชิ้น ตากแดด แขวนเอาไว้รอการจำหน่าย คนที่ลักลอบทำส่วนมากคือสัปเหร่อที่ได้รับมอบหมายให้ฝังหรือเผาศพ ไม่ว่าจะขุดมาหรือเอาออกจากเตาเผา ทำการขนส่งอย่างโจ๋งครึ่มและแม้ตำรวจจะจับกุมได้ แต่ด้วยอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลัง ก็ต้องปล่อยตัว คนพวกนี้ทำเป็นขบวนการ
หน้างานจะจ้างชาวบ้านมาขนศพ เอาไปใส่ตาข่ายแล้วแช่น้ำให้ปลากินและจุลินทรีย์ย่อยสลาย หลังจากนั้นก็เอาขึ้นมาแล่ชิ้นส่วน เอากระดูกไปขัดและต้ม หลังจากนั้นผึ่งแห้งและแช่ในกรดเกลือ ค่าจ้างชาวบ้านต่อคนต่อวันอยู่ที่ประมาณ 45 บาท และกระดูกสมบูรณ์หนึ่งโครงราคา 45 ดอลล่าร์สหรัฐ
กระดูกเหล่านี้จะถูกส่งออกไปตามหน่วยงานการศึกษาและโรงเรียนแพทย์ ที่บางครั้งจ่ายสูงถึง 1000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อหนึ่งโครงกระดูกสมบูรณ์ ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ยังคงอยู่ ตามรายงานข่าวส่งไปหลายประเทศ และหน่วยงานในประเทศเหล่านั้น ก็ยอมรับว่าซื้อมาจากอินเดีย
หน่วยงานและสถาบันการศึกษาในประเทศตะวันตก ได้ให้ข้อมูลว่า กระดูกที่ทำจากโมเดลพลาสติก ไม่สามารถมาทดแทนได้เลย โดยเฉพาะส่วนกระโหลกที่ซับซ้อนมาก ยังจำเป็นต้องใช้โครงกระดูกจริงในการเรียน และเมื่อกระดูกที่ได้จากการบริจาคไม่พอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องซื้อจากตลาดมืดในจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก
ปัญหาของการหากระดูกมาเรียนยังเป็นปัญหาเชิงระบบที่แก้ไม่ได้มานาน บทบรรณาธิการวารสาร BMJ แนะนำให้ต้องมาปรับแก้กฎหมายการบริจาค หรือการนำชิ้นส่วนอวัยวะไปใช้เพื่อการศึกษา ให้ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการมากกว่านี้ ระบุที่มาของกระดูกให้ชัดเจน พัฒนาระบบพิมพ์สามมิติ จึงจะยุติธุรกิจมืดนี้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเศร้าแบบในอดีต ที่ปี 1985 ปีที่อินเดียตัดสินใจออกกฎหมายควบคุมการค้าและจัดกหากระดูกมนุษย์ เพราะพบโครงกระดูกเด็กกว่า 1500 โครงเพื่อนำไปศึกษาการพัฒนาการของกระดูกในช่วงเด็กและวัยรุ่น โดยไม่มีที่มาว่าโครงกระดูกนี้มาจากที่ใด และเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวเด็กที่เกิดขึ้นหลายคดีหรือไม่
... หรือบางครั้ง อาจนำไปสู่การ...ฆาตกรรม
ที่มา
1. Halling, C.L. and Seidemann, R.M. (2016), They Sell Skulls Online?! A Review of Internet Sales of Human Skulls on eBay and the Laws in Place to Restrict Sales. J Forensic Sci, 61: 1322-1326. doi:10.1111/1556-4029.13147
3. Magee, R. (2001), Art macabre: Resurrectionists and anatomists. ANZ Journal of Surgery, 71: 377-380. doi:10.1046/j.1440-1622.2001.02127.x
4.Coman Jonathan, Kelly Anne-Maree, Savulescu Julian, Craig Simon. Skeletons in the closet: towards the dignified disposal of all human bones acquired for medical education BMJ 2019; 367 :l6705

บทความที่ได้รับความนิยม