21 พฤศจิกายน 2560

เหล้า กับ มะเร็ง ตอนที่ 2

จากบทความตอนแรก เราได้รู้แล้วว่าเหล้าทำให้เกิดมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบน และการดื่มมากดื่มนานก็จะมีผล ตอนที่สองนี้เราจะมาดูต่อว่า มากน้อย มีผลอย่างไร
เริ่มด้วยคำจำกัดความก่อน กลุ่มที่ดื่มเหล้าส่วนมากจะเป็นการดื่มแบบนี้ ที่เรียกว่า binge drinker หรือ excessive drinker นับว่าดื่มอย่างน้อย 4 ดื่มมาตรฐานต่อครั้งสำหรับผู้หญิงและ 5 ดื่มมาตรฐานสำหรับผู้ชาย นี่คือนับรายครั้ง เนื่องจากส่วนมากดื่มกันแบบนี้จึงพบอันตรายในแบบนี้มากมาย ก็แสดงว่าแม้นานๆดื่มทีแต่ดื่มหนัก...มันก็เสี่ยงนะครับ
คราวนี้มาดูดื่มจัด คนละอย่างกับติดเหล้านะครับ เพียงแต่ส่วนมากคนที่ดื่มจัดก็คือคนติดเหล้านั่นเอง ดื่มจัดคือหญิงอย่างน้อย 8 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ หรือชายอย่างน้อย 15 ดื่มมาตรฐานต่อสัปดาห์ คุณลองคำนวนดูนะครับ สูตรง่ายๆคือ 0.789 x ปริมาณเป็นลิตร x เปอร์เซนต์แอลกอฮอล์ ได้ออกมาเป็นดื่มมาตรฐานโดยประมาณ
ส่วน light drinker หรือที่เราคุ้นๆว่าดื่มไม่เกินนี้เพื่อสุขภาพ (เดี๋ยวจะมาดูอีกครั้งว่าความเห็นที่แตกต่างกันเรื่องนี้ก็มี) คือชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และหญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวัน และเน้นที่ไวน์แดงนะครับ นั่นคือได้ประมาณไวน์แดงวันละหนึ่งแก้วไวน์นั่นเอง มีผลออกมาว่าน่าจะดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งข้อตรงนี้ คนที่ไม่ยอมเลิกมักจะใช้เป็นข้ออ้างว่า มันยังมีประโยชน์นะ เรียกว่า abstainer bias
แต่ว่าการติดเหล้าจะต้องดื่มมากขึ้น หยุดแล้วลงแดง ต้องหาเหล้ามา "หล่อเลี้ยง" ร่างกายตลอดจะต่างจากดื่มจัดนะครับ
การศึกษาพบว่าสำหรับมะเร็งชนิด upper aerodigestive cancer นั้นการดื่มขนาดดื่มจัดและดื่มปานกลาง เพิ่มอัตราความเสี่ยงการเกิดมะเร็งอย่า่งชัดเจนและมีนัยสำคัญหากเทียบกับคนไม่ดื่มหรือดื่มเพื่อสุขภาพดังที่กล่าว (1.79 เท่าและ 3.63 เท่าตามลำดับ) ส่วนถ้านับมะเร็งโดยรวมการดื่มปานกลางก็มีแนวโน้มเพิ่มความเสี่ยง (คือเพิ่มแหละ แต่ในทางสถิติมันยังไม่ชัดแจ้ง) ส่วนการดื่มหนักเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งที่ชัดมากในทุกชนิดของมะเร็ง..ที่เรารู้ตอนนี้
แสดงว่าดื่มมากเสี่ยงมากจริง และการดื่มนอกจากเสี่ยงจะเกิดโรคแล้ว ยังทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าทั้งจากตัวมะเร็งเองและโรคร่วมจากเหล้าอื่นๆ มีการคำนวนอัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในหญิงวัยมีประจำเดือนอยู่ว่า เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งขึ้น 5% ทุกๆหนึ่งดื่มมาตรฐานที่เพิ่มขึ้น ...เอาแล้วสาวๆๆ
แล้วถามว่าดื่มน้อยๆมันไม่เสี่ยงหรือ คืออัตราความเสี่ยงมันเพิ่มกว่าไม่ดื่มเลยเพียงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น ...ในแง่โรคมะเร็งนะครับ
สำหรับการเกิดโรคมะเร็งแล้วถือว่า การไม่ดื่มเลย คือการลดความเสี่ยงที่ดีที่สุดและไม่ควรให้คนที่ไม่เคยดื่มเข้าสู่โลกแห่งการดื่มด้วย หลักการเหมือนบุหรี่ แบบเดียวกันนะครับ ผมจึงพูดเรื่องเหล้าและบุหรี่พร้อมๆกัน ปัญหาที่ว่าเคยมีคำบอกว่าดื่มไวน์แดงไม่เกินที่กำหนดจะมีผลดี มันก็ใช่นะครับ แต่ว่าผลดีนั้นเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น อัตราการเสียชีวิตโดยรวมไม่ลดลงก็คงเพราะไปเพิ่มความเสี่ยงอันอื่นด้วย
และกำแพงที่สำคัญอันหนึ่งคือ การดื่มแบบ light drinker ก็เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่น้อยๆ คืออาจนำพาไปสู่การดื่มมากๆได้ครับ เป็นข้อที่เรากังวลมาก เพราะการศึกษาที่ใช้การดื่มน้อยๆนั้นเขาน้อยจริงๆนะ และทำในเวลาที่สนใจ แต่ในชีวิตจริงมันอีกเรื่อง อยากได้ประโยชน์ตามการศึกษาก็ต้องทำให้ได้เหมือนการศึกษาด้วยเช่นกัน
และตัวแปรอันหนึ่งที่ต้องสนใจในโลกแห่งความจริงด้วยคือการสูบบุหรี่ ในชีวิตจริงจะมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วย ซึ่งการใช้ทั้งบุหรี่และเหล้านั้นเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าใช้อย่างใดอย่างหนึ่งและมีผลมากกับมะเร็ง aerodigetive อีกตามเคย
และตัวก่อโรคคือ แอลกอฮอล์หรือ เอธิลแอลกอฮอล์จริงหรือ จริงๆแล้วตัวก่อโรคไม่ใช่เอธานอลโดยตรง แต่เป็นสารที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงและเผาผลาญเอธานอล สารนั้นคือ acetaldehyde ที่หากร่างกายกำจัดไม่หมดจะมีแนวโน้มเกิดและก่อมะเร็ง การศึกษาปัจจุบันได้ลงลึกไปถึงว่า ทำไมคนกินเหล้าหนักเหมือนกันบางคนก็ไม่เกิดมะเร็ง ก็เริ่มค้นพบว่า แต่ละคนจะมีการจัดการเอธานอลและอะเซตัลดีไฮด์ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างตรงนี้ลงลึกถึงระดับยีนซึ่งคนเกิดมะเร็งอาจมีพันธุกรรมที่แตกต่างที่เรียกว่า genetic polymorphisms เช่นการที่ยีน ALDH2 ไม่ทำงานจะเกิดการคั่งของสารอัลดีไฮด์ เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งจากแอลกอฮอล์
เชื้อชาติก็สำคัญ คนเอเชียเรามักจะเกิดพันธุกรรมแบบเสี่ยงบ่อยๆ แต่ว่าในคนผิวขาวจะเกิดมะเร็งมากกว่า
เรื่องความเสี่ยง เรื่องการชี้ชัด เรื่องพันธุกรรม คงต้องรอการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก
อ้าว แล้วเราจะปล่อยให้ดื่มเหล้าหนัก เสี่ยงกันต่อไปอย่างนี้หรือ ต่อไปเรามาดูมาตรการลดความเสี่ยงที่องค์การอนามัยโลก และ NIAAA ได้แนะนำมากันนะครับ ..ตอนต่อไปตอนจบ
ลิงก์เดิมเรื่องเหล้าๆ
การวินิจฉัย ติดเหล้า
http://medicine4layman.blogspot.com/2017/07/blog-post_8.html
ดื่มเหล้ากับการตั้งครรภ์
http://medicine4layman.blogspot.com/2017/06/blog-post_7.html

20 พฤศจิกายน 2560

เหล้ากับ...มะเร็ง ตอนที่ 1

เหล้า..เครื่องดื่มต้องห้ามในศีลข้อที่ห้า ทำให้ขาดสติเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปีมากมาย แต่เหล้ายังมีอันตรายมากกว่านั้น
สมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกของอเมริกา (ASCO) ได้ประกาศถึงอันตรายของเหล้าเกี่ยวกับมะเร็งที่สำคัญในวารสาร Journal of Clinical Oncology เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมาถึงการสรุปผลการศึกษาเรื่องเหล้ากับ...มะเร็ง
ตัวเลขผู้บริโภคแอลกอฮอล์ทั้งในอเมริกาและทั้งโลกเพิ่มขึ้น โรคอันเกิดจากการดื่มเหล้าก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในฐานะชาวบ้านร้านตลาดเราก็น่าจะรู้จักตับแข็งจากเหล้า สมองเสื่อมจากเหล้าและอาการถอนเหล้า (จังซี่มันต้องถอน) แต่ว่าเหล้าก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดมะเร็ง
มะเร็งที่มีข้อมูลชัดเจนว่าสัมพันธ์กับการดื่มเหล้า มะเร็งช่องปาก มะเร็งคอหอย มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านมในสตรีและมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งชนิดอื่นก็มีข้อมูลว่าการดื่มแอลกอฮอล์นั้นมีความสัมพันธ์แต่ไม่ชัดเจนเท่า 7 ชนิดนี้
โดยหน่วยงาน IARC เป็นหน่วยงานย่อยขององค์การอนามัยโลกที่เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาว่าสารก่อมะเร็งนั้นมีอะไรบ้าง ระดับความรุนแรงของการก่อมะเร็งเป็นระดับใด ได้ประกาศชัดเจนว่าแอลกอฮอล์ในเหล้านั้นเป็นสารก่อมะเร็ง Grade 1 คือมีหลักฐานชัดเจนว่าก่อมะเร็งในคน และ ความชัดเจนที่สุดจะเกิดขึ้นกับมะเร็งบริเวณทางเดินหายใจและทางเดินอาหารส่วนบน เรียกว่า upper aerodigestive cancer
เจ้ามะเร็งชนิดนี้น่ากลัวและทรมานมากครับ ส่วนมากต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การจัดโครงสร้างปากและใบหน้าใหม่ที่เรียกว่า reconstruction โยกเนื้อตรงนั้นมา เอากระดูกตรงนี้มา ... ต้องมีการฉายแสง มีปัญหากับการกิน การใช้ชีวิต การหายใจ ใส่สายยางให้อาหาร เรียกว่าแม้ไม่ใช่มะเร็งที่จัดว่าเป็นเพชรฆาตอันดับต้น แต่ทำให้ทรมานและคุณภาพชีวิตแทบไม่เหลือ
การดื่มเหล้าปริมาณมากและยาวนาน สัมพันธ์ชัดเจนที่สุดกับมะเร็งชนิดนี้ และการศึกษาที่ศึกษาคนที่เลิกเหล้าในระยะยาวก็พบว่าความเสี่ยงของมะเร็งชนิดนี้ลดลง
ส่วนมะเร็งชนิดอื่นๆ มีข้อมูลชัดเจนว่าการดื่มเหล้าสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่ดื่ม ปริมาณมากเสี่ยงมาก ดื่มนานๆเสี่ยงมาก แต่ตัวเลขมันยังหาข้อสรุปยากเพราะปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป มันแปรปรวนมาก การคิดคำนวนก็ไม่เท่ากัน กฎหมายกำกับแอลกอฮอล์แต่ละชาติก็ไม่เหมือนกัน ชัดเจนที่สุดและแน่นอนคือ upper aerodigestive cancer ที่ว่ามาข้างบนครับ
และการลดเหล้านั้น ก็ยังไม่พบความสัมพันธ์ว่าความเสี่ยงจะลดลงอย่างชัดเจน ไม่เหมือนอย่างกรณี Upper aerodigestive cancer ที่ชัดเจน และที่ชัดเจนอีกอย่างคือ พวกที่เป็นมะเร็ง 7 อย่างที่ว่าแล้ว รักษาแล้ว ดีขึ้นแล้ว แต่...แต่ ยังไม่หยุดเหล้า (เยอะนะครับกลุ่มนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเกิดจากเหล้า หมอเองบางทีก็ไม่รู้) พบว่าอัตราการเกิดซ้ำเพิ่มสูงกว่าคนที่เลิกเหล้า สองเท่าครึ่งถึงสามเท่า !!
ผมขอแปลประโยคที่ผ่านมาก่อน ก็จะแปลว่าเมื่อคุณเริ่มดื่มเหล้า ความเสี่ยงมะเร็งจะเริ่มต้นและแม้หยุดดื่มแล้วความเสี่ยงนั้นก็ไม่ได้หายไป ดังนั้นคนที่ไม่เคยดื่มเหล้า กรุณาอย่าดื่ม เพราะยิ่งคุณเริ่มเร็ว ดื่มนาน ความเสี่ยงยิ่งสะสมยิ่งสูง
ไม่ได้หมายความว่า คนที่ดื่มอยู่แล้วจะได้ใจ ..โหหห ลดไปก็เสี่ยงเท่าเดิม ดื่มต่อดีกว่า ..โน้ว โนว ไม่ได้ คิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะนี่คือความเสี่ยงมะเร็งเท่านั้น ถ้าคุณดื่มต่อความเสี่ยงอื่นๆก็จะยังต่อไป ไม่ว่าตับแข็ง สมองเสื่อม เบาหวาน อุบัติเหตุ ฐานะการเงิน ทุกอย่างแย่หมด
และถ้าสังเกตดีๆ คำพูดในบทนี้ว่า ดื่มมาก ดื่มนาน มันสัมพันธ์กับการเกิดโรคที่ไม่เท่ากัน ใครจะเกิด ใครเกิดมากกว่า อย่างไรเรียกมาก อย่างไรเรียกนาน
ต้องเข้าใจหน่วยวัดแอลกอฮอล์มาตรฐานก่อน เรียกว่า ดื่มมาตรฐาน (standard drink) เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีหลากหลายมาก หนึ่งดื่มมาตรฐาน คือ ปริมาณแอลกอฮอล์ 14 กรัม (ตามคำนิยามของ NIAAA หน่วยงานแอลกอฮอล์ที่ได้รับการรับรองเป็นมาตรฐาน)
ประมาณ วิสกี้ เหล้าสี เหล้าขาว 40 ดีกรี ... 45 ซีซี ..สามช้อนโต๊ะ
ประมาณ ไวน์แดง ไวน์ขาว 12 ดีกรี ... 150 ซีซี ..ประมาณครึ่งกระป๋องน้ำอัดลม
ประมาณ เบียร์ 5 ดีกรี ...360 ซีซี...ประมาณหนึ่งกระป๋องน้ำอัดลม
วันนี้แอบไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตหาข้อมูลมาให้ท่าน หลายๆยี่ห้อเริ่มติดป้ายแจ้งว่าเครื่องดื่มตัวเอง คิดเป็นกี่ดื่มมาตรฐาน ด้วยปริมาณเท่าไร ก็ดีนะครับ
มีทั้งหมดสามตอน เขียนตอนเดียว รวบเกินไปจะไม่เข้าใจครับ
ปล. ถ้าอยากอ่านต่อ พ่อจ๋าแม่จ๋า โปรดเมตตา ยิ้มหวานๆมาพร้อมหัวใจสักครั้ง เพิ่มพลังนักเขียนอาภัพ ตกอับแทงหวย ด้วยนะจ๊ะพ่อจ๋าแม่จ๋า

19 พฤศจิกายน 2560

แรงจูงใจในการเลิกบุหรี่สูงสุด

คุณคิดว่าคนกลุ่มไหนมีแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่สูงสุด ก็น่าจะเป็นคนที่เกิดโรคจากบุหรี่แล้วนั่นเอง เรียกว่าหลังชนฝาแล้ว ถ้าไม่เลิกจะเกิดผลเสียที่แย่ลงแน่ๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบแล้ว ขยายมาแล้ว หรือถุงลมโป่งพองกำเริบ เพิ่งถอดท่อช่วยหายใจ
อันนี้คือกล่าวถึง ยังไม่มีแรงจูงใจแต่ต้นนะครับ เพราะกลุ่มที่มีแรงจูงใจแต่ต้นนั้น โอกาสเลิกจะสูงกว่ากลุ่มไม่มีแรงจูงใจอยู่แล้ว เช่น พ่อแม่พามาเลิก เมียบังคับ กลุ่มนี้ถือว่าแรงจูงใจจากตัวเองน้อย
นั่นคือ การจูงใจคนที่เกิดโรคแล้วที๋โรงพยาบาล ที่คลินิก ในขณะที่เพิ่งเกิดโรคน่าจะมีประโยชน์สูง ส่งทีมเข้าไปเลย เสริมการรักษา ... ประเด็นคือเสริมการรักษาโดยครอบครัวต้องพร้อมจะช่วย ถ้าเข้าไปแล้วครอบครัวซ้ำเติม เช่น พูดว่า บอกแล้วใช่ไม๊ เตือนแล้วใช่ไม๊ ...อย่างนี้ยากนะครับ
การประเมินการติด การประเมินความเสี่ยงโรค การประเมินการใช้ยาก็จะทำได้ต่อเนื่อง
***ดูดี น่าประสบความสำเร็จนะ**
แต่เราลองมาดูผลของการศึกษาบ้าง การศึกษานี้ทำเป็น network registry คือรวบรวมข้อมูลที่เกิดอย่างเป็นระบบ เก็บครบและวิเคราะห์ได้ โดยคณะผู้วิจัยจากอริโซนา สหรัฐอเมริกา ลงพิมพ์ใน reserch letter ของวารสาร JAMAcardiology กรกฎาคม 2017 ประเทศอเมริกาเป็นผู้บริโภคยาสูบอันดับหนึ่งและอัตราการเสียชีวิตจากบุหรี่สูงมาก ประเทศเขาจึงจำเป็นต้องมีมาตรการมาเพื่อแก้ไขจุดนี้ ถ้าเราได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้ น่าจะเป็นเรื่องดี
จากคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 183,783 รายที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2013 ในจำนวนนี้มี 15% ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ และนับเฉพาะคนที่ยังมีชีวิตอยู่และติดตามผลมาทำการคำนวน ตัดตัวแปรปรวนทางสถิติต่างๆ ได้ผลดังนี้
ในบรรดาคนที่สูบบุหรี่ในขณะเกิดโรคนั้น 97% ได้รับคำปรึกษาเรื่องการเลิกบุหรี่ แต่มีคนที่ได้รับยาเลิกบุหรี่ตั้งแต่ต้นแค่ 7% และถ้าดูในหนึ่งปี มีคนที่ได้รับยาเลิกบุหรี่แค่ 9.7% นั่นหมายความว่าอัตราการใช้ยาเลิกบุหรี่ถือว่าน้อยมากทั้งๆที่อยู่ในโรงพยาบาล
เขากลัวอะไรหรือ ... จากข้อมูลนั้นยาที่ใช้น้อยลงมากคือ varenicline ยาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการเลิกบุหรี่ ..อ้าว ทำไมล่ะ .. เพราะก่อนหน้านี้มีความกังวลเรื่องอัตราการเกิดโรคหัวใจและการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นจากยา varenicline
แต่ก็มีการศึกษาออกมาแล้วว่ายา varenicline ไม่ได้ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายสูงขึ้นในคนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าอยู่เดิม (EAGLES study) และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในคนไข้ที่เพิ่งหัวใจขาดเลือดมาใหม่ๆ (EVITA study) อ่านได้จากลิงก์ของผมเอง
งั้นก็แสดงว่า ที่อเมริกาเขากลัวการใช้ยา หรือสามารถเลิกบุหรี่ได้ดีโดยไม่ใช้ยาหรือ ... ผลการศึกษาออกมาว่า ในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดและยังสูบบุหรี่อยู่ ที่ว่าได้รับคำแนะนำ 97% ได้ยา 9.7%นั้น เลิกได้แค่ 52.8% (ทั้งๆที่เป็นการรักษาที่ต้องทำ ได้ประโยชน์ไม่มีโทษ) มันควรจะเป็น 99-100% ไม่ใช่แค่ 52.8%
จะเห็นว่าไม่ง่ายเลยนะ ขนาดว่าป่วยปางตายจากบุหรี่มาแล้วยังเลิกได้แค่ครึ่งเดียว แถมอัตราการใช้ยาซึ่งเป็นที่แนะนำและปลอดภัย ก็ยังน้อยมากด้วย (แต่ตอนนั้นการศึกษา EAGLES และ EVITA ยังไม่เสร็จ) ยังไม่ต้องพูดถึงว่าถ้ามองในภาพรวมทั้งป่วยและไม่ป่วย อัตราการเลิกบุหรี่จึงไม่มากเลยทั่งๆที่โทษมันก็ชัดๆ
ตัวเลขที่เลิกได้เองแล้วไม่กลับไปสูบอีกที่ประมาณไม่เกิน 20% การเข้าคลินิกเลิกบุหรี่เพิ่มความสำเร็จเป็น 30-35% และถ้าใช้ยาร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น bupropion หรือ varenicline อัตราการเลิกเพิ่มเป็น 40-50% ..ทำแทบแย่เลิกได้..ตั้งครึ่งหนึ่ง ไม่อยากให้คิดว่าแค่ครึ่งเดียวเพราะอย่าลืมคนสูบบุหรี่มีมากมายมหาศาล ฆาตกรอันดับสาม ลดได้40% ก็มากโขทีเดียว
ดังนั้น เลิกเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะครับ คลินิกให้บริการเลิกบุหรี่มีรอบตัวท่าน ถ้าไม่ทราบกดไปที่ 1600 quitlines อย่าให้รอป่วยก่อนจึงจะเลิก เพื่อท่านและคนที่ท่านรัก และคนที่จะต้องมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมการเลิกเสมอ คือ ครอบครัวและคนที่ท่านรักนั่นเอง
เลิกบุหรี่ การรักษาของท่าน โดยตัวท่าน และเพื่อ ตัวท่านและคนที่ท่านรัก
ว่าจะเขียนต่อเรื่อง การแนะนำอย่างเดียวพอไหม หรือต้องใช้กลยุทธ์ในการแนะนำด้วย
ก็เหมือนเดิม ไปปิดไฟที่ไม่ใช้คนละดวง ดึงปลั๊กที่ไม่ใช้ออกครับ แล้วเลื่อนนิ้วไปกดเลิฟสักครั้ง ให้รู้ว่ามีคนอยากอ่านอยู่ รักนะจ๊ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า

นอนโรงพยาบาล ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด

นอนโรงพยาบาล ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด
หลายคนที่คิดว่าการรักษาในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่น่ากลัว โดยเฉพาะการรักษาในห้องไอซียู หรือบางคนก็คิดว่าอยู่ใกล้หมอพยาบาล ปลอดภัย (ลองไปอยู่ใกล้หมอแล็บแพนด้าดูสิ) ว่างๆวันนี้เราลองมาดูว่า นอนโรงพยาบาลได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด
1. ฝึกสมาธิ คุณต้องใจจดจ่อกับการพักผ่อนและคิดเรื่องใด เพราะมันมีสิ่งรบกวนมากมาย หมอมาตรวจ เตียงข้างๆชักเกร็ง เลื่อนเตียง ญาติมา นักเรียนแพทย์มาตรวจ ได้พักไหม..หึหึ ต้องมีสมาธิแรงกล้าพอควรในการพักผ่อน
2. ได้ปล่อยวาง ฝึกการรับรู้สติและปล่อยวาง เพราะถ้าไม่ปล่อยมันจะรุมเร้ามาก กลิ่นปัสสาวะ กลิ่นแผล เลือดหยดข้างเตียง หรือเกิดชำเลืองไปเห็นแผลกดทับเตียงตรงข้าม สีแดงๆ คุณหมอกำลังล้วงทะลวง ครับ..ได้ฝึกการไม่ยินดียินร้ายในอายตนะทั้งห้าครับ
3. เรียนรู้เสียงดนตรี ยิ่งในไอซียูจะมีสารพัดเสียงประสานกันเลยครับ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องติดตามหัวใจ เครื่องบอลลูนช่วยแรงบีบเลือด ..ปี๊บ ปี่บ ตู๊ด ตู๊ด ฟืด..ฟืด ปี๊ป่อปี๊ป่อ...ยังกะออเคสตร้า แถมบรรเลงทั้งวันทั้งคืน วันไหนไม่มีเสียงคิดไว้ก่อน ไฟดับ
4. ทักษะการฟังพูด พัฒนาการจับใจความ การเล่าเรื่อง เพราะจะมีคนมาซักประวัติมากมาย นักเรียนแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน เจ้าของไข้ แพทย์ที่ปรึกษา พยาบาล เภสัช นักกายภาพ มาไม่พร้อมกันเสียด้วย และบางที่บทสนทนาก็คนละอย่าง จนถ้าไปอ่านบันทึกของแต่ละคน อาจงงว่านี่ถามประวัติคนเดียวกันไหม
5. เพื่อนใหม่. ครับ เตียงข้างกัน เธอเป็นอะไร..อ๋อเหรอ..ชั้นก็เคย ..นี่มานอนนานหรือยัง นอนรักษาติดเชื้อในกระแสเลือดเจ็ดแปดวัน เหมือนอยู่กันมาเป็นปี หรือบางทีได้แนวทางการทำธุรกิจ ได้ขยายกิจการเพราะญาติเตียงข้างๆให้โอกาส
6. สัตว์เลี้ยงแสนรัก เชื้อแบคทีเรียในโรงพยาบาล เชื้อรา พวกนี้ไม่ต้องเสียตังซื้อ มาเองเลย ..แพทย์พยาบาลชอบจัดหามาให้ ล้างมือไม่ครบถ้วน หรือคนไข้ไปสัมผัสเตียงนั้นนี้ สัตว์เลี้ยงบางตัวแค่เกาะติดตัวเราไม่ทำร้าย แต่สัตว์เลี้ยงบางอย่างทรยศ แว้งกัด กลายเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงในโรงพยาบาล
7. ได้รู้ว่า หมอพยาบาล เขาวิ่งสุดใจ เพื่อดูแลคุณ อย่างที่พี่ตูนบอกไว้ คุณจะได้เห็นความสามารถของคุณหมอ คุณพยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ข้ามขีดสุดของความสามารถของตัวเองเพื่อดูแลคุณๆ แม้บางครั้งอาจจะไม่ได้ประทับใจกับทุกครั้ง ไม่ได้ประทับใจกับทุกคน แค่อยากให้คุณๆรู้ไว้ ว่าพวกเรา "ทำด้วยหัวใจ"
แนวโน้มยุคต่อไปการรักษาแบบผู้ป่วยในจะลดลง การศึกษายุคใหม่ๆออกมาแล้วว่าการรักษาแบบไปกลับสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ การผ่าตัด การตรวจต่างๆใช้เวลาน้อยลง แม้จะแพงขึ้นแต่หากเทียบกับเวลาที่ต้องเสียไปในโรงพยาบาล ก็อาจคุ้มค่ากว่า
ในอนาคตจะมีแต่การรักษาตรงจุดมากขึ้น เป็นแบบไปกลับ ยาและการรักษาจะพัฒนาให้ใช้ที่บ้านได้ ลดการเสียเวลาในโรงพยาบาล หรือส่งข้อมูลทาง telecommunications และใช้ big data มากขึ้น ส่วนอีกแบบคือผู้ป่วยหนักเลย เข้าสู่ระบบ intensive care ที่ รุกเร็ว รุกแรง และรีบถอยออก เช่นกัน ก็จะแพงมากขึ้น
การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เคลียร์ คุ้มค่าและรีบออกครับ เพราะเวลาที่เสียไปและสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ได้กลับมา อาจไม่น่าอภิรมย์นัก
ดังนั้นเริ่มตั้งแต่วันนี้ ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ประโยคนี้ยังอมตะ "สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ให้อ่านเพจเรา"

ลิเจียนแนร์

ข่าวดิสนีย์แลนด์ที่อเมริกาปิดบริการ (บางส่วน) เพราะตรวจพบการระบาดของเชื้อ ลิเจียนแนร์ มันคืออะไร ก่อโรคอะไร ทำไมต้องปิด จะมาถึงไทยไหม ทรัมป์จะอยู่อีกนานไหม ??? ไปชงกาแฟอุ่นๆ โดนัทชิ้นโตแล้วมานั่งฟัง
เชื้อลีเจียนแนร์ ชื่อทางการเขาคือแบคทีเรีย Legionella เป็นเชื้อแบคทีเรียกรัมลบ ..อะฮ้ากรัมลบ จำได้ไหม ติดสีแดงในการย้อมสีกรัมออกเป็นรูปแท่ง เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้มีหลากหลายสปีชี่ส์ แต่ชนิดที่ก่อโรคมากในคนจะเป็นสปีชี่ส์ Legionella pneumophilla (โดยเฉพาะ serotype 1) เรื่องราวที่เราจะอ่านต่อไปนี้จะทำให้คุณรู้จักลีเจียนแนร์ไปอีกนานแสนนาน
ย้อนกลับไปยุดเอทตี้ ในปี 1976 ที่เมือง Philladephia มีการจัดการประชุมเหล่าทหารเกี่ยวกับกองพลและการใช้อาวุธ เป็นงานประชุมใหญ่มากของอเมริกาเพราะตอนนั้นอยู่ในยุคสงครามเย็น จัดที่โรงแรม Bellevue-Stratford จัดมาหลายปีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนปีนี้ บางสิ่งก่อตัวขึ้นเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครทราบ มันคืบคลานเข้ามาในงานประชุม ซ่อนอยู่เป็นเงามัจจุราช รอเวลาที่จะประกาศชัยชนะ
หลังจากงานนั้นจบลงประมาณ ห้าวันก็เริ่มมีผู้ป่วยไข้สูง ปอดอักเสบ หัวใจอักเสบ หัวใจวาย และมีผู้เสียชีวิตจากอาการนี้สามราย ทั้งสามรายมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งที่น่าพิศวง คือ มาจากงานประชุมนี้ทั้งสิ้น
**ปริศนามรณะนี้ จะทำอย่างไร**
อาการของคนเป็นโรคนี้เราจะแบ่งได้เป็นสองประการ ประการแรกเป็นแบบรุนแรง เรียกว่า legionaire's pneumonia คือเป็นรูปแบบหนึ่งของปอดอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันนั่นเอง ไข้สูง ไอแห้งๆ ไม่ค่อยมีเสมหะ เหนื่อยหอบ หายใจเจ็บหน้าอก อาการเฉียบพลัน ยิ่งในคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น อัตรการเสียชีวิตในกลุ่มคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีสูงถึง 80% อันตรายไม่ใช่เล่นนะ ส่วนคนที่ภูมิคุ้มกันปกติอาการรุนแรง อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ไม่เกิน 10%
ตรวจร่างกายก็พบเสียงผิดปกติ อาจมีน้ำในเยื่อหุ้มปอดได้
*** อ้าว...ก็เหมือนปอดอักเสบทั่วไปน่ะสิ***
มันก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะส่วนมากในปอดอักเสบเราทำฟิล์มเอกซเรย์ปอดก็มักจะพบฝ้าขาวที่เรียกว่า infiltration แต่ในกรณีนี้ ฟิล์มมักพบมีรอยฝ้าจางๆเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้ากับอาการที่รุนแรง เราเรียกลักษณะแบบนี้ว่า atypical pneumonia แต่ว่าจริงๆแล้วอาจพบความผิดปกติของฟิล์มได้ทุกรูปแบบตั้งแต่มีฝ้าเป็นปื้น เป็นโพรงหนอง มีน้ำในเยื่อหุ้มปอด ไอ้เจ้าลักษณะหลังๆนี้พบไม่มากนะ
ก็ไม่มีความเฉพาะเจาะจงอีกแหละ เพราะสี่อันดับแรกของปอดอักเสบคือ S.pneumoniae, H.influenza, Chlamydia pneumoniae อันดับสี่คือ Legionella pneumophilla นี่เอง
ย้อนกลับมาที่ผู้เคราะห์ร้ายจากงานประชุม.. นอกเหนือจากอาการแสดงทางปอดแล้ว ยังมีอาการแสดงนอกปอดด้วย หนึ่งในสามเสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อันเป็นหนึ่งในอาการแสดงนอกปอดที่สำคัญ ในการระบาดครั้งแรกนั้นมีผู้ป่วย 182 ราย และเสียชีวิตทั้งสิ้น 29 ราย คุณหมอที่ตั้งข้อสังเกตนี้คือ คุณหมอ Ernest Campbell และได้รายงานเรื่องการระบาดครั้งนี้ แต่ว่าในขณะนั้นเรายังไม่รู้ว่ามหันตภัยร้ายนี้คืออะไร จนเมื่อหนึ่งปีให้หลัง จึงมาพบว่ามันคือเชื้อแบคทีเรียกรัมลบรูปแท่ง จึงตั้งชื่อตามการประชุม American Legions ที่ระบุโรคครั้งแรก ว่า Legionella โดยคุณหมอ Joseph Medade จากหน่วยงานควบคุมโรค CDC ของอเมริกา
กลับมาที่ อาการและอาการแสดงก็แยกยากจากปอดอักเสบทั่วไป ฟิลม์เอกซเรย์ก็ไม่เฉพาะเจาะจง การตรวจระบุเชื้อจึงยากพอดู ถ้าไม่คิดถึงเราก็จะไม่ส่งเลย การส่งตรวจก็มีการเพาะเชื้อ การตรวจหาสารโครงสร้างตัวแบคทีเรียที่เรียกว่า urine antigen test ซึ่งจะเป็นการทดสอบต่อ L.pneumophilla serotype 1 ตัวที่ก่อโรคมากสุด หรือการตรวจทางโมเลกุลและสารพันธุกรรมของเชื้อตัวนี้ การตรวจทั้งหมดความไวไม่มากนัก หมายถึงบางครั้งเป็นแต่ตรวจไม่พบก็มี ที่นิยมในต่างประเทศคือการตรวจปัสสาวะ เร็ว แม่นแต่ไม่ไว
และเนื่องจากมันตรวจยาก แต่พบมาก แนวทางการรักษาโรคปอดอักเสบติดเชื้อในชุมชน จึงแนะนำการใช้ยากลุ่ม macrolide เช่น clarithromycin roxithromycin azithromycin ร่วมกับยาหลัก(beta lactam) เพื่อครอบคลุมเชื้อกลุ่มนี้ครับ โดยเฉพาะ azithromycin ไวมาก ยาอื่นๆที่อาจใช้ได้คือ fluoroquinolones
หลังจากเหตุการณ์การระบาดครั้งแรกที่ฟิลาเดลเฟียแล้ว หลังจากนั้นก็มีการระบาดแบบนี้อีกเป็นจำนวนหลายครั้ง ในงานจัดแสดงดอกไม้ที่ฮอลแลนด์ในปี 1999ครั้งนั้นเสียชีวิต 32 ราย และครั้งใหญ่ที่สุดที่มูร์เซีย สเปน ในปี 2001 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 449 รายจากที่สงสัย 800 รายแต่เสียชีวิตแค่ 6 ราย เพราะเรารักษาดีขึ้น
ยังความสงสัยกับกลุ่มผู้ศึกษามากว่า อะไรคือเหตุปัจจัยในการระบาด เชื้อที่อยู่ในดินในสิ่งแวดล้อมชื้นๆ สามารถสร้าง biofilm เหมือนเกราะป้องกันตัวและที่อยู่ให้ตัวเอง อยู่ได้ทนในสิ่งแวดล้อม
**แล้วมันเข้ามาอยู่ในโรงแรมและในเมืองใหญ่ได้อย่างไรกัน**
การค้นพบหลังจากปี 1977 พบว่าเชื้อโรคจะไปอยู่ตามระบบท่อส่งน้ำของอาคาร ระบบน้ำหล่อเย็น ระบบน้ำร้อนของต่างประเทศ ท่อแอร์ที่เปียกหรือแม้กระทั่งระบบส่งน้ำในโรงพยาบาล !! ค้นพบว่ามันอาจติดได้จากการดื่ม การโดนละอองน้ำ หรือการสำลักเชื้อที่สะสมที่คอหอยลงไปในปอด นำพาไปสู่หนึ่งในข้อสงสัยโรคนี้ หมายถึงจะสงสัยโรคนี้เมื่อมีข้อต่างๆดังนี้ ไข้สูงเฉียบพลัน ถ่ายเหลว ตรวจเสมหะมีเม็ดเลือดขาวมากแต่ย้อมเชื้อไม่พบ เกิดหลังจากออกจากโรงพยาบาล ได้ยามาตรฐานกลุ่ม beta lactam แล้วไม่ตอบสนองหรือ #จำอันนี้ไว้นะ# และ และ...สัมผัสกับระบบน้ำต่างๆเหล่านี้
ดังนั้นปัจจุบันในยุโรปและอเมริกาจึงต้องมีการตรวจหาเชื้อนี้ในระบบน้ำของอาคารและโรงพยาบาล รวมทั้งใช้สารฆ่าเชื้ออาทิเช่น ทำให้น้ำร้อนและไหลออกบ้าง ใส่ chlorine dioxide หรือการใช้ copper silver ionization ที่ไส้กรอง อย่าให้น้ำขังนิ่งๆไว้นานต้องปล่อยไหลบ้างและอุณหภูมิในการเก็บน้ำควรอยู่ที่ 20-50 องศาเซลเซียส
จำข้อสังเกตได้ไหม ไม่ตอบสนองต่อยาหลักที่ใช้ในการรักษาปอดอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรีย คือ ยากลุ่มเบต้าแลคแตม เช่น เพนิซิลลิน ยาที่จะมาสังหารมฤตยูมรณะนี้ได้ต้องเป็นยาที่ฆ่าเชื้อในเซลได้ดี ...เพราะมันชอบอาศัยในเซล เวลาย้อมเชื้อหากเจอ ก็จะเจอมันสิงอยู่ในเซล...คือยากลุ่ม Macrolide ที่กล่าวไปตอนต้น..และยากลุ่มนี้ก็จะให้ร่วมกับยาเบต้าแลคแตมเสมอในการรักษาปอดติดเชื้อจากชุมชน เพราะต้องการมากำจัดเชื้อในกลุ่ม atypical นี่เองครับ
ก็ปรากฏว่ามนุษย์เราได้เข้าใจเจ้า ลีเจียนแนร์แล้ว แต่ยังไม่จบ จำตอนแรกได้ไหมที่ผมบอกว่าโรคนี้จะมาในสองลักษณะ ลักษณะปอดติดเชื้อรุนแรงนั้นเรากล่าวไปแล้ว แต่อีกลักษณะนั้นจะเป็นแบบไม่รุนแรง ไข้ชิลล์ๆ สองสามวันหายเหมือนไข้หวัด เป็นเองหายเองหายแล้วยังไม่รู้เลยว่าเป็นโรคนี้ เราเรียกภาวะนี้ว่า Pontiac Fever ตามชื่อของเมือง Pontiac รัฐมิชิแกน สถานที่รายงานไข้ปอนเทียกครั้งแรก ที่รายงายในปี 1968 อันนี้ผมค้นไม่เจอจริงๆว่ามันโยงไปลีเจียนแนร์ได้ไง เพราะจะทราบโรคนี้ภาวะปอนเทียกนี้ได้ คงต้องเจาะเลือดดูการตอบสนองของร่างกายที่เรียกว่า วัดระดับ antibody ต่อ L. pneumophilla เท่านั้น
เราก็ยังมีปริศนากับเจ้า Pontiac Fever ต่อไป...สงสัยต้องเชิญ ชะล้อ ฮวง มาไขปริศนานี้

บทความที่ได้รับความนิยม