31 ตุลาคม 2558

เนื้อที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมทำให้เกิดมะเร็ง

เนื้อที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมทำให้เกิดมะเร็ง

ช่วงนี้เป็นข่าวดังมากเนื่องจากเป็นประกาศขององค์การอนามัยโลก ที่มีที่มาจากคณะกรรมการงานวิจัยขององค์การอนามัยโลกเอง ผมเองได้ทราบมานานแล้วว่า การบริโภคเนื้อแดงมากๆ ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ครั้งนี้มาประกาศชัดเจน จึงขอค้นคว้าเจาะลึกแล้วเอามาเล่ากันฟัง
อย่างแรกต้องบอกว่า "เนื้อ" ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตต่างหากที่ทำให้เกิด เมื่อมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ก็จะมีการใส่สารต่างๆลงไป ที่ต้องสงสัยเกิดมะเร็งมีดังนี้

1.ไนโตรซามีน -- โดยทั่วไปเนื้อพวกนี้จะได้รับการผสมสารไนไตรท์ เพื่อให้เนื้อมีสีแดงๆ ดูสด เพื่อลดการติดเชื้อ เพื่อเพิ่มรสชาติ เวลาเราเอาเนื้อพวกนี้ไปประกอบอาหารที่ความร้อนสูงๆ โดนเฉพาะการปิ้งย่าง สารไนไตรท์จะเปลี่ยนไปเป็นไนโตรซามีนได้ สารไนโตรซามีนทดลองพิสูจน์แล้วว่าก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง

2.ไฮโดรคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbon) PAH สารนี้จะเกิดจากการเผาไหม้ โดยเฉพาะเวลาเราย่างเนื้อแล้วไขมันหยดติ๋งๆ ลงไปที่ถ่านไม้แล้วฟู่เป็นควัน แบบเสือร้องไห้ จะทำให้สาร PAH มาอยู่ที่ตัวเนื้อ และก่อเกิดปฏิกิริยาที่น่าจะก่อมะเร็งได้ เช่นกัน มีการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า PAH ก่อมะเร็ง

3. heterocyclic amines เป็นสารประกอบโปรตีนที่เปลี่ยนรูปเวลาเราปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงๆ เช่นทอดนานๆ ##ไฟแรงๆ หรือปิ้งย่าง ทั้งเนื้อสดและเนื้อผ่านกระบวนการแล้ว เคยมีการทดลองในสัตว์(อีกแล้ว) ว่าถ้าให้เนื้อที่มีสาร HCA สูงๆก็จะเกิดมะเร็ง แต่ก็เป็นการทดลองในสัตว์ทดลอง และปริมาณเนื้อที่เขาทดลองนั้น มากมายกว่าที่เรากินต่อวัน มากมายนัก

จะสังเกตว่าข้อมูลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์จริงๆนั้น มาจากสัตว์ทดลอง (คงไม่มีใครยอมให้ทำในคนแน่ๆครับ) ส่วนข้อมูลในคนก็จะได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ ย้ำๆนะครับข้อมูลในคนไม่ได้มาจากการศึกษาทดลองเปรียบเทียบ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าสารต่างๆเหล่านี้เกิดมะเร็งในคน และจากเอกสารขององค์การอนามัยโลกเอง ได้กล่าวว่า อุบัติการณ์ของอาหารที่ทำให้เกิดมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่ที่เขาเคลมว่าจริงคือ ยิ่งกินปริมาณมากโอกาสเกิดมะเร็งยิ่งสูงต่างหาก

คำแนะนำ คือ กินได้ แต่อย่ากินทุกวัน ลดปริมาณลง ไปกินเนื้อสดๆดีกว่า และเวลาประกอบอาหารก็อย่าฮาร์ดคอร์นัก อย่าย่างจนดำกรอบ หรือ ควันตลบเป็นอาหารรมควันทุกมื้อ ก็น่าจะปลอดภัย และที่สำคัญโปรตีนจากสัตว์ยังเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

อีกอย่างอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมนั้น ปริมาณเกลือจะมากมายมหาศาลครับ อันตรายต่อโรคไตและ ความดันโลหิตสูง อย่างรุนแรง

30 ตุลาคม 2558

โรคทางอายุรกรรมที่อาจเป็นปัญหาในผู้หญิงตั้งครรภ์

โรคทางอายุรกรรมที่อาจเป็นปัญหาในผู้หญิงตั้งครรภ์

โรคทางอายุรกรรมที่อาจเป็นปัญหาในผู้หญิงตั้งครรภ์มีหลายโรคนะครับ ผมได้รวบรวมเป็นหัวข้อคร่าวๆจากตำราต่างๆ โดยใช้รูปแบบการนำเสนอตาม Harrison Principles of internal medicine ถ้าท่านใดสนใจรายละเอียดปลีกย่อยต้องค้นเพิ่มนะครับ

1. ความดันโลหิตสูง ต้องระวังภาวะครรภ์เป็นพิษที่จะมีความดันขึ้นเป็นอันตรายต่อแม่และลูก อีกทั้งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก็ต้องปรับยา ไม่ให้เกิดพิษต่อเด็กโดยเฉพาะยากลุ่ม ACEi และ ARBs

2. โรคหัวใจ ต้องประเมินหัวใจนะครับ ลิ้นหัวใจตีบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปเราไม่แนะนำตั้งครรภ์ แต่ถ้าตั้งครรภ์แล้วก็ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเคร่งครัด อีกโรคที่อันตรายและไม่แนะนำตั้งครรภ์คือ ความดันโลหิตในปอดสูง ภาวะที่พบได้ขณะหรือหลังตั้งครรภ์คือ กล้ามเนื้อหัวใจบกพร่องจากการตั้งครรภ์ แต่ก็จะดีขึ้นได้ครับ

3. โรคระบบต่อมไร้ท่อ ก็สองอันนี้เลย เบาหวาน และไทรอยด์ ทั้งคนที่เป็นเบาหวานมาก่อนตั้งครรภ์ หรือเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ก็ต้องเข้ารับการสอนการกินที่เป๊ะๆ กินเกินเบาหวานแย่ กินน้อยทารกไม่โต และควรเปลี่ยนมาใช้ยาฉีดอินซูลิน ในช่วงตั้งครรภ์ ส่วนไทรอยด์นั้น ต้องปรับยาหมดทั้งไทรอยด์เกินหรือขาด และปรับยาตามไตรมาสการตั้งครรภ์ ไม่งั้นเด็กจะขาดไทรอยด์..เอ๋อ นะครับ

4. โรคระบบเลือด พบแน่ๆคือซีด เพราะทารกเอาธาตุเหล็กไป แม่ต้องเสริมให้พอ คนที่เป็นเลือดจางทาลัสซีเมียก็ต้องเข้ากระบวนการประเมินความเสี่ยงของลูก และอาจพบเกล็ดเลือดต่ำชั่วคราวตอนท้อง ซึ่งไม่มีอันตราย แต่ที่ต้องระวังคือ ลิ่มเลือดดำอุดตันที่อาจเกิดได้จากภาวะตั้งครรภ์แล้วลิ่มเลือดลอยไปอุดที่ปอด ดังนั้นควรระวังถ้าขาบวมข้างเดียว

5. โรคระบบทางเดินอาหาร อาจมีภาวะตับอักเสบเล็กน้อยได้ตามปกติ ในช่วงไตรมาสสามอาจมีไขมันเกาะตับทำให้เหลืองได้ จากฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ และมักหายไปเมื่อคลอด ถ้าตับอักเสบรุนแรงและเหลืองอาจต้องระวังครรภ์เป็นพิษ preeclampsiaด้วย และคนท้องควรรับการตรวจไวรัสตับอักเสบบีทุกราย เพราะถ้าติดเชื้อก็จะต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อไปสู่ลูก

6. โรคไต มักไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงโรค ยกเว้นยาบางอย่างต้องปรับ เช่นยากดภูมิในการรักษาโรตไต ยาลดความดันกลุ่ม -ipril และ -sartan ที่อาจมีผลต่อเด็ก โรคไตส่วนมากเราแนะนำให้ควบคุมโรคให้สงบก่อนท้องครับ

7. โรคติดเชื้อ อันนี้ตัวแม่เลย โรคที่ต้องระวังและต้องเข้ารับการรักษา มีมาตรการชัดเจนเลย เช่น เริมที่อวัยวะเพศ, หัดเยอรมัน เอดส์ รวมถึงการติดเชื้อทั่วไป เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ไข้หวัดใหญ่ โรคพวกนี้ห้ามซื้อยากินเองครับเพราะยาบางอย่างมีผลกับเด็ก รักษาไม่ดีโรคก็จะไปที่เด็กด้วย และต้องระมัดระวังถ้าน้ำเดินก่อนกำหนดก็เพิ่มโอกาสการติดเชื้อทั้งแม่และลูก หลังคลอดก็มีโอกาสติดเชื้อในโพรงมดลูกได้บ่อยๆ

8. โรคระบบประสาท ที่สำคัญคือ ลมชักที่ต้องควบคุมให้ดีก่อน เลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับคนท้อง อาจต้องวัดระดับยากันชัก ให้สารโฟลิกเสริม ซึ่งต้องควบคุมต่อถึงตอนให้นมลูกด้วย

การตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยไม่ใช่เรื่องยากครับ ขอแค่ใส่ใจและปรึกษาแพทย์ตลอด จะได้ไม่เครียดทั้งแม่และเด็กครับ

29 ตุลาคม 2558

ภาวะฉุกเฉินของผู้ป่วยเบาหวาน

ภาวะฉุกเฉินของผู้ป่วยเบาหวาน

โดยปกติโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังครับ แต่ก็มีบางภาวะที่เป็นภาวะฉุกเฉินเช่นกับ ที่จำเป็นต้องรักษาเร่งด่วนเพราะมีอันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้ผมจะมาพูดถึงภาวะ เลือดข้นจนอันตราย (hyperosmolar hyperglycemic state) ส่วนอีกภาวะคือเลือดเป็นกรดจากเบาหวานนั้นพบน้อยมาก จึงเอาไว้เขียนตอนว่างๆครับ

ภาวะนี้เกิดจากร่างกายมีน้ำตาลสูงมากจากเหตุกระตุ้นใดๆก็ตาม โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานก็ติดง่ายอยู่แล้ว เมื่อน้ำตาลสูงแต่ร่างกายจัดการน้ำตาลไม่ได้ ฮอร์โมนในการจัดการน้ำตาลมันรวนไปหมด โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลินที่เป็นประเด็นหลักในการจัดการน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานซึ่งบกพร่องอยู่แล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะขาดอย่างรุนแรง
สิ่งที่เกิดคือ ระดับน้ำตาลพุ่งขึ้น 600-1000 เหมือนเลือดกลายเป็นน้ำเชื่อมข้นๆ เลือดหนืดมากๆๆ ความข้นอยู่ที่ 320 ปกติในเลือดอยู่ที่ 285-290 เองครับ น้ำจากอวัยวะต่างๆถูกดูดมาอยู่ในเลือดหมด เซลอวัยวะต่างๆก็เหี่ยวและหน้าที่ผิดปกติไป โดยเฉพาะสมอง ทำให้เบลอๆ ซึมๆ บางคนเอะอะโวยวาย หรือโคม่าไปเลย เกลือแร่ในเลือดก็ผิดปกติไปหมด ปัสสาวะออกเยอะมากจนขาดน้ำ จนช็อกเลยก็มีครับ อวัยวะอื่นๆก็จะบกพร่องตามไป ไต ตับ ปอด สูญเสียหน้าที่ สุดท้ายหัวใจก็จะเต้นผิดจังหวะจนอันตรายได้
มันเกิดกับทุกคนไหม--- ไม่หรอกครับ ส่วนมากเกิดกับคนที่คุมเบาหวานได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็อย่าประมาทนะครับ เกิดกับผู้ป่วยได้ทุกคน เมื่อเกิดแล้วก็ต้องรักษาอย่างรวดเร็วครับ

เวลาแก้ไข หมออายุกรรมจะให้น้ำเกลือปริมาณมาก 6000-8000 ซีซี โดยให้เร็วมากๆในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก 1000-2000 ซีซี ซึ่งอาจต้องระวังถ้าผู้ป่วยเบาหวานนั้น มีโรคหัวใจอยู่ด้วย และ ให้ฮอร์โมนอินซูลิน หยดเข้าทางหลอดเลือด แก้ไขเกลือแร่ต่างๆให้ดี และรักษาสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อให้ดีด้วย และการแก้ไขเหล่านี้ต้องรีบทำเร็ว ซึ่งถ้าแก้ไขถูกต้องก็มักจะดีขึ้นใน 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้ารักษาไม่ทันก็มีอัตราการเสียชีวิตถึง 15% ได้ครับ
และต้องตรวจน้ำตาลโดยเจาะปลายนิ้วและปรับอินซูลิน และปรับน้ำเกลือกันรายชั่วโมงเลยครับ ส่วนมากก็จะต้องอยู่ในไอซียู ไอซียูของผมก็มีแขกรับเชิญโรคนี้อยู่บ่อยๆ

ข้อมูลจาก ADA 2015 และ Canadian Diabetes Association Clinical Practice Guidelines

28 ตุลาคม 2558

ยาcolchicine ยาแก้ปวดเก๊าต์

ยาcolchicine ยาแก้ปวดเก๊าต์

ยา colchicine เป็นยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาและป้องกันโรคเก๊าต์ ใช้กันมาก ราคาถูก แต่.. แต่.. อยากให้ท่านได้ทราบข้อจำกัดอันหนึ่งของยาตัวนี้ครับ
ยา colchicine เป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ นั่นคือ กินน้อยไปก็ไม่มีผลการรักษา แต่พอขยับกินมากขึ้นอีกนิดเดียว ก็เกิดพิษได้ ขนาดที่อาจเกิดพิษไม่เท่ากันในแต่ละคน ขนาดที่บอกว่าน่าระวังแล้วคือ 0.8 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เอาว่าประมาณ 50 กิโลกรัม ก็จะได้ขนาดไม่เกิน 4 มิลลิกรัมต่อวัน เม็ดหนึ่งมี 0.6 มิลลิกรัม ก็คงไม่น่าเกิน 6 เม็ดต่อวันครับ

ปกติเราก็จะกินยานี้แก้ปวดในทุกๆ3-4 ชั่วโมง ซ้ำได้จนหายปวด จังหวะนี้แหละครับที่มักจะเกิดพิษจากยานี้มากที่สุด เพราะปวดมากก็อยากหาย จะเกิดการกินยาเกินขึ้น อาหารพิษอันแรกที่มักพบคือ คลื่นไส้อาเจียน เราจึงมักเตือนผู้ป่วยเสมอว่า ถ้ากินยาจนมิอาการคลื่นไส้ ให้หยุดยา ก็เพราะว่ามันเริ่มเป็นพิษนั่นเองครับ และถ้าเราหยุดทัน พิษก็จะไม่ลุกลามต่อไป

แต่ถ้าเราหยุดไม่ทันก็จะเริ่มมีอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ เริ่มมีใจสั่น ปากแห้ง ถ่ายเหลว ปัสสาวะออกน้อย หายใจไม่ออก ผมร่วง ระบบอวัยวะล้มเหลว วัดระดับยาในเลือดก็จะสูงกว่า 3 ng/dL ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาพยุงอวัยวะต่างๆในห้องไอซียู รอจนพิษสลายไป ประมาณ 7-10 วัน และ ผมที่ร่วงก็จะเริ่มขึ้น และพิษยานี้ ไม่สามารถใช้การฟอกเลือดออกได้

ดังนั้นผู้ที่ใช้ยานี้ต้องระมัดระวังอย่างดี จะต้องไม่ใช้จนเกินขนาด และตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยาให้ดีครับ

27 ตุลาคม 2558

พาหะนำโรคที่ทรงพลังที่สุด

พาหะนำโรคที่ทรงพลังที่สุด

คุณรู้หรือไม่ว่า พาหะนำโรคที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน คือ โซเชียลมีเดีย และ messengers

อุบัติการณ์ของโรคเอดส์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกๆในกลุ่มอาชีพบริการทางเพศ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มชายรักชาย และกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น เนื่องจากการจูงใจ การเข้าถึงสื่อได้ง่าย สารในโลกโซเชียลที่ตรวจสอบได้ยากว่า จริงหรือปลอม ทำให้โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น

การหลั่งไหลของข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ส่วนมากจะเชื่อไม่ได้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หลงทาง เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพ หรือ การติดต่อแล้วนำพาไปสู่บริการทางเพศมากขึ้น เกิดการเป็นโรคมากขึ้น
และกำลังเข้าสู่กลุ่มเยาวชน วัยรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ

อนาคตประเทศเราอาจมีผู้ติดเชื้อเอดส์มากมายถ้าหากยังไม่สามารถแก้ไข "พาหะ" อันนี้ได้ เคยมีผู้ทำการศึกษาว่าวัยรุ่นนั้น ระหว่างมีเพศสัมพันธ์หลายคน กับ มีเพศสัมพันธ์แค่คนเดียวแบบซื่อสัตย์นั้น อัตราการเกิดโรคจะแตกต่างกันไหม สรุปว่าทำการทดลองเก็บข้อมูลไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถหากลุ่มควบคุมอ้างอิง คือมีคู่นอนคนเดียว ได้เลย !!!?!%!&

โรคร้ายต่างๆมารอท่านอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ของท่าน ของลูกหลานท่าน ของลูกศิษย์ท่าน และบางที...มันอาจแฝงลึกอยู่หลังจอสมาร์ทโฟนของท่านแล้ว

ด้วยความหวังดีจาก...อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว...

ข้อมูลจากปาฐกา "สมพนธ์ บุณยคุปต์" ประจำปี 2558 โดย อ.นรินทร หิรัญสุทธิกุล

บทความที่ได้รับความนิยม