10 กุมภาพันธ์ 2566

HDL ต่ำไม่ค่อยดี แต่ไปเพิ่มให้สูง ก็ไม่ค่อยมีอะไร

 HDL ต่ำไม่ค่อยดี แต่ไปเพิ่มให้สูง ก็ไม่ค่อยมีอะไร

สรุปการศึกษาแบบเก็บข้อมูลติดตามไปข้างหน้าในคนอเมริกัน 23,000 คนเศษ ติดตามไปสิบปี พบแบบนี้
1.คนที่ HDL ต่ำ เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจ เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น
2.แต่ในคนที่ HDL สูง ก็ไม่ได้ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ ไม่ว่าผิวขาวผิวดำ
3.ระดับ LDL และ triglyceride ที่สูง อันนี้สัมพันธ์กับโอกาสการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
ตรงกับการศึกษาก่อนหน้า การเพิ่ม HDL ไม่เห็นประโยชน์ชัดเท่าการลด LDL
ความเห็นส่วนตัว : ไม่มีไขมัน "ดี" และไขมัน "เลว" ที่แท้จริง แต่ละตัวมีดีมีเสียอยู่ในสมดุล เมื่อเสียสมดุล (dyslipidemia) มันก็ก่อโรคพอ ๆ กัน ให้คิดถึง "risk factors" โดยรวมดีกว่า
Zakai N, Minnier J, Safford M, et al. Race-Dependent Association of High-Density Lipoprotein Cholesterol Levels With Incident Coronary Artery Disease. J Am Coll Cardiol. 2022 Nov, 80 (22) 2104–2115.

08 กุมภาพันธ์ 2566

คนไข้โรคตับต้องกินน้ำหวาน ??

 คนไข้โรคตับต้องกินน้ำหวาน ??

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยเจอ เป็นโรคตับต้องดื่มน้ำหวานตลอด (ต้องยี่ห้อนั้นด้วยนะ)
การดื่มน้ำหวาน จะใช้ในกรณีคุณเป็นโรคตับรุนแรงมาก ๆ และหากเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ตับจะแก้ไขภาวะนี้ได้ยาก
ภาวะน้ำตาลต่ำ ก็จะต้องมีอาการทางระบบประสาทเหงื่อแตก ใจสั่น เบลอ ตรวจน้ำตาลได้ต่ำจริง และชดเชยน้ำตาลแล้วดีขึ้น
ก็ดื่มน้ำหวานแก้วเดียวพอ จบเหตุการณ์นั้นก็เลิก ไม่ต้องดื่มตลอดไป หลังจากนั้นไปจัดสรรการกินอาหารให้เหมาะสม ถ้ามียาเบาหวานก็ปรับลดเสีย จะได้ไม่เกิดซ้ำ ไม่ต้องดื่มตลอดเพียงเพราะกลัวน้ำตาลต่ำ
ดื่มน้ำหวานจนอ้วนพี ตับก็ไม่ได้ดีขึ้นนะครับ
แล้วก็อย่าลืมรักษาสาเหตุโรคตับอันพึงรักษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นโรคตับจากแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำหวานทุกวัน แล้วซดเหล้าทุกวัน มันก็ไม่ช่วยอะไรนะครับ

ยาขับปัสสาวะยอดนิยมที่มักจะใช้ลดบวม : furosemide

 ไม่ใช่ว่าอาการบวมทุกอย่างจะแก้ได้ด้วยยาขับปัสสาวะยอดนิยมที่มักจะใช้ลดบวม : furosemide

ผมเคยเจอผู้ป่วยหลอดเลือดดำอุดตันจนขาบวม แล้วได้ยาขับปัสสาวะตัวนี้มา ผู้ป่วยบอกว่าเป็นยาลดบวม เคยเจอผู้ป่วยเป็นผิวหนังอักเสบ cellulitis และมีอาการบวม ผู้ป่วยไปซื้อยาขับปัสสาวะมากิน รายแรกโชคดีที่ไม่เกิดผลแทรกซ้อน แต่รายที่สองพบเกลือแร่ในเลือดต่ำรุนแรง
อาการบวมเกิดจากน้ำนอกเซลล์มีมากเกินกักเก็บ ที่เราเห็นบวมจะเป็นการบวมที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เรียกว่า interstitial edema ที่อาจจะเกิดจากสารน้ำใน interstitial space ช่องว่างระหว่างเซลล์มีมากเกิน เช่น เกิดผนังหลอดเลือดรั่ว เกิดท่อน้ำเหลืองอุดตัน หรืออาจเกิดสารน้ำในหลอดเลือดมีมากเกินจะดันออกมา เช่น บวมจากหัวใจวาย บวมจากไตวาย
จริงอยู่ว่า สารน้ำทั้งนอกและในหลอดเลือดมันไหลถึงกันได้ แต่เราจะรักษาอาการ "บวม" ด้วยยาขับปัสสาวะในกรณีที่อาการบวมนั้นมีปฐมเหตุจากน้ำในหลอดเลือดปริมาณมาก แรงดันมันสูงมากเป็นหลัก ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนคือ บวมจากหัวใจล้มเหลว บวมจากไตเสื่อมเรื้อรังและโรคไตเนโฟรติก บวมจากตับแข็งบางชนิด (โดยเฉพาะที่มีขาบวมร่วมด้วย) ภาวะ SIADH
ส่วนอีกข้อที่ไม่ได้บวม แต่มีที่ใช้คือ การรักษาโรคความดันโลหิตสูง (แต่อันนี้ใช้ furosemide น้อยนะครับ ส่วนมากเป็นยากลุ่ม thiazide)
ถ้าบวมจากเหตุอื่นเช่น ติดเชื้อแล้วบวม หลอดเลือดหลอดน้ำเหลืองตัน ปฏิกิริยาภูมิแพ้ โปรตีนในเลือดต่ำ เราก็ไม่ใช้ยาขับปัสสาวะมาลดบวม บางรายอาจยุบลงบ้าง แต่ที่อันตรายคือ อาจทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำมาก (ยาไปหยุดยั้งการดูดกลับที่ท่อไต) ทำให้น้ำในหลอดเลือดลดลงจนความดันโลหิตต่ำได้ และอาจทำให้ค่าการทำงานของไตแย่ลงได้ด้วย เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะบวมอาจไม่มีอันตรายเท่าไร แต่ยาลดบวมมันเกิดอันตรายสูง (หากใช้ในกรณีไม่จำเป็น)

06 กุมภาพันธ์ 2566

refeeding syndrome

 refeeding syndrome ...ไม่รู้จะแปลไทยอย่างไรให้เข้าใจกันดี เอาว่าอธิบายเลยแล้วกัน

ในกรณีที่คนไข้ขาดสารอาหารมานานๆ ร่างกายจะมีการปรับตัวให้ฮอร์โมนที่ใช้ในการ "สร้าง" ลดลง เพราะวัตถุดิบมันขาด เกลือแร่ต่างๆอยู่ในภาวะที่ขาดดุล แต่คงที่ เมื่อมีการให้อาหารเข้าไป โดยเฉพาะอาหารทางหลอดเลือดดำ ร่างกายได้รับวัตถุดิบมหาศาลในทันที !!!
ร่างกายเลยต้องหลั่งฮอร์โมนออกมาจัดการพลังงานเหล่านั้นทันที โดยเฉพาะ อินซูลิน เพื่อนำพลังงานเข้าเซลล์ มันไม่ได้นำพลังงานอย่างเดียว มันพาเกลือแร่ต่างๆเข้าเซลล์ด้วย โดยใช้วิตามินต่างๆเป็นตัวช่วยควบคุม เกลือแร่ที่น้อยๆแต่สมดุลก็กลายเป็นน้อยและไม่สมดุลไปในทันใด ก็จะเกิดอาการล่ะคราวนี้
ไม่ว่าจะเป็นอาการจาก แมกนีเซียมต่ำ แคลเซียมต่ำ ฟอสเฟตต่ำ โปตัสเซียมต่ำ
ที่สำคัญคือตัวที่ใช้ควบคุมการเอาพลังงานเข้าเซลล์อย่าง วิตามินต่างๆ ตอนที่ขาดอาหารก็ไม่พออยู่แล้ว พอเราใส่พลังงานแต่ลืมใส่วิตามินพวกนี้ มันก็มีไม่พอ มันก็คุมปฏิกิริยาพวกนี้ไม่อยู่
ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยรายใดขาดอาหารมานาน และโทรม เกลือแร่ต่างๆในเลือดต่ำ ต้องระวังแล้วว่าพอเราให้การรักษาทางโภชนาการแล้ว จะเกิด refeeding syndrome เราจึงควรให้เกลือแร่และวิตามิน โดยเฉพาะวิตามิน B1 ก่อนการเริ่มอาหาร แก้ไขเกลือแร่ในเลือดให้สมดุลก่อน แล้วจึงให้สารอาหาร
โดนเริ่มให้ทีละน้อย อาจเริ่มที่ 50% ขอบปริมาณพลังงานรวมทั้งหมดแล้วค่อยๆขยับเพิ่มวันละ 10-15% โดยตรวจสอบค่าเกลือแร่ในเลือดเป็นระยะ ๆ ถ้าเกลือแร่ต่ำก็ต้องชะลอการให้สารอาหารลง แก้ไขให้ดีแล้วค่อยให้ใหม่
ภาวะ refeeding จะทำให้ผู้ป่วยแย่ลง และอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ จากการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของเกลือแร่ในเลือด ในแนวทางของอเมริกา 2016 ได้เน้นเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างชัดเจน พวกเราเองก็ต้องระวัง การให้อาหารทางปากก็เกิดได้นะครับ เพียงแต่โอกาสเกิดมันน้อยมาก

04 กุมภาพันธ์ 2566

ยาใหม่กระตุ้นเม็ดเลือดแดง daprodustat

 ยาใหม่กระตุ้นเม็ดเลือดแดง

1. เม็ดเลือดแดง เป็นเซลล์ที่เมื่อโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส เซลล์จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีการปรับเปลี่ยนสภาพต่าง ๆ ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน วนเวียนไปสี่เดือนและตายไป แต่นี่คือหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ทำให้เรากลายเป็นสัตว์หลายเซลล์และอยู่บนบกได้ ขอปรบมือให้เม็ดเลือดแดงด้วย
2. เม็ดเลือดแดงในผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด สร้างที่โรงงานจากไขกระดูก มีระบบการควบคุมการผลิตซับซ้อน ต้องการวัตถุดิบปริมาณมากโดยเฉพาะธาตุเหล็ก (โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็กจึงพบบ่อยมาก) โดยฮอร์โมนสำคัญมากตัวหนึ่งที่ใช้ควบคุมเรียกว่า อีริธโทรปอยอิทีน (erythropoietin)
3. Erythropoietin สร้างมากสุดที่ไต หน้าที่การสร้างฮอร์โมนเป็นหน้าที่ที่สำคัญมากของไต การจะบอกไตเสื่อมนั้น จึงไม่ได้วัดแค่ครีอะตีนิน คือการกรองของเสียเท่านั้น ต้องมาดูหน้าที่การสังเคราะห์ฮอร์โมนของไตด้วย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะท้าย ๆ ไตจะผลิตฮอร์โมนนี้ไม่ได้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง anemia in chronic kidney disease
4. การรักษาโลหิตจางจากโรคไต หลักการคือ ให้ erythropoietin แบบนำเข้าสำเร็จแทนที่สร้างไม่ได้ ส่วนการให้ธาตุเหล็กหรือโฟลิก จะให้เมื่อผู้ป่วยขาดสารต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้ทุกราย และโชคดีที่เราสามารถสังเคราะห์ erythropoietin ได้แล้ว เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
5. ชื่อสามัญคือ epoetin แต่ละบริษัทจะปรับแต่งโมเลกุลให้มีแบบเฉพาะของตัวเอง เข่นการทำไกลโคซีเลชั่น ตามตำแหน่งต่าง ๆ ก็จะออกมาเป็นชื่อตำแหน่ง เช่น epetin อัลฟ่าหรือเบต้า หรือเติมกรดอะมิโน ก็จะมีชื่อนำหน้าเป็น —poetin แต่ถ้าถามถึงการทำงานหลัก ก็เหมือนกัน คือไปจับกับตัวรับบนผิวเม็ดเลือดแล้วกระตุ้นการสร้างและแบ่งตัว
6. แต่ถ้าเราจำข้อหนึ่งได้ เม็ดเลือดแดงที่จะถูกกระตุ้นและปรับเปลี่ยนการทำงานได้ จะต้องยังมีนิวเคลียสอยู่ นั่นคือต้องเป็นเม็ดเลือดแดงหนุ่มแน่น เหมือนชายชราหน้าหนุ่ม ในไขกระดูก
ใช่แล้วเราไปกระตุ้นโรงงาน นั่นคือไขกระดูกคนไข้ต้องทำงานได้ดีถึงกระตุ้นด้วย epoetin ได้
7. อันนี้แถม เวลากระตุ้น เมื่อ epoetin จับตัวรับแล้ว จะไปกระตุ้นการทำงานของยีนตำแหน่ง Janus Kinase หรือ JAK ดังนั้นคนที่มีการกลายพันธุ์ของ JAK จึงเกิดเป็นโรคเม็ดเลือดแดงเกิน (polycythemia vera) เนื่องจากคุมการสร้างไม่ได้ และถ้าเราใช้ epoetin ไปนาน ๆ อาจจะเกิดแอนติบอดีต่อ epoetin ไปจับทำลายเซลล์สร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรค pure red cell aplasia ได้
8. กลับมาและอ้างอิงข้อ 5 เรามี epoetin ใช้มากมายแล้ว แต่เราต้องฉีดอยู่ดี และต้องนำเข้า epoetin สังเคราะห์ที่อาจเกิดแอนติบอดีได้ จึงมีความพยายามจะให้เซลล์ในร่างกายที่สามารถสร้าง erythropoietin อื่น ๆ ที่เหลืออยู่ มาช่วยสร้าง erythropoietin ของเราเองให้มากกว่านี้ (ย่อมไม่มีพิษเนอะ) หรือไตส่วนที่ยังทำงานไหว ก็กระตุ้นให้สร้าง erythropoietin มากขึ้น
9. แนวคิดข้อ 8 ก็กลับไปขั้นตอนการสร้าง erythropoietin และพบว่าตัวกระตุ้นที่สำคัญคือ การขาดออกซิเจน .. ก็เมื่อเราขาดออกซิเจน เราก็กระตุ้นการสร้างตัวขนส่งออกซิเจน คือ ผลิต erythropoietin มากขึ้น เหมือนโรคถุงลมโป่งพอง ที่เราจะพบว่าเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น และถ้าเพิ่มมากก็เป็นเกณฑ์การให้ออกซิเจนที่บ้าน .. ขาดออกซิเจนจะไปเพิ่ม hypoxia-inducible transcription factors (HIFs) ในเซลล์ที่สามารถสร้าง erythropoietin ในสร้างมากขึ้นในระดับนิวเคลียสในเซลล์
10. ถ้าอย่างนั้นเราผลิตยาที่ไปเพิ่ม HIF ก็ดีสิ ทำให้ร่างกายเราเองสร้าง erythropoietin ของเราเองมาใช้ เราทำเราใช้เราเจริญ หนึ่งเซลล์หนึ่ง epo และแล้วเราก็ทำได้ สร้างยาที่ไปทำให้ HIF มันคงที่ไม่ถูกสลายง่าย ๆ อย่างรวดเร็ว เรียกว่ายา HIF-PF inhibitor หรือ daprodustat และเป็นยากินเสียด้วย
11. ยานี้ได้รับการศึกษาวิจัยชื่อ ASCEND-D ในวารสาร NEJM ธันวาคม 2021 ศึกษาผู้ป่วยไตวายที่ต้องทำการฟอกเลือดจำนวน 2954 ราย มาให้ epoetin เทียบกับตัว daprodustat กินวันละครั้ง ติดตามไปสองปีครึ่ง พบว่าระดับเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นมากกว่า epoetin เล็กน้อย ได้เป้าวัตถุประสงค์ว่า darpodustat สามารถเพิ่มเม็ดเลือดได้ดี "ไม่ด้อยไปกว่า" epoetin
12. อีกหนึ่งปีให้หลัง มีการศึกษา ASCEND-TD ที่ศึกษาใช้ยา daprodustat กินแค่สามครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพิ่มเม็ดเลือดและอยู่ได้นานไม่แพ้การใช้ epoetin เช่นกัน ลงในวารสารสมาคมโรคไตสหรัฐเมื่อกันยายน 2022
13. ด้วยการศึกษา ASCEND-D ทำให้องค์การอาหารและยาสหรัฐ ได้อนุมัติรับรองการใช้ยากิน darpodustat ในชื่อการค้า jesduvroq ในการรักษาโรคโลหิตจางจากไตเสื่อมเฉพาะรายที่รักษาทดแทนด้วยการฟอกเลือดเท่านั้น (จะทางหลอดเลือดหรือหน้าท้องก็ได้) เป็นอีกทางเลือกของการรักษา
14. โดยใช้ยาวันละครั้ง ขนาดยาหลากหลายตั้งแต่ 1-12 มิลลิกรัมต่อวัน ขึ้นกับระดับฮีโมโกลบินและเคยได้รับ epoetin ขนาดเท่าใดมาก่อน และควรระวังการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงเลือดดำอุดตัน และระวังความดันโลหิตขึ้นสูง
15 . ยายังไม่เข้าไทย อ่านมา 14 ข้อเพื่อประดับความรู้ครับ ผมเห็นข่าวการอนุมัติ ก็เขียนจากความจำและความเข้าใจ ตกหล่นจุดใดก็มาช่วยเสริมกันได้ เปิดดู approval study คือ ASCEND เพื่อดูข้อมูลมาเล่าให้ท่านฟังกันสบาย ๆ วันเสาร์ต้นเดือนครับ

บทความที่ได้รับความนิยม