22 พฤศจิกายน 2564

Fitbit Heart Study

 Fitbit Heart Study

ข่าวจากงานประชุมสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกาปี 2021 กับเทคโนโลยีการตรวจจับหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ atrial fibrillation

เกริ่น … หัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายแบบ ที่พบมาก (คือเหลือรอดมาให้รักษาด้วย) และเกิดปัญหามากสุดคือ AF เพราะ AF แทบไม่มีอาการถ้าไม่เกิดเหตุฉับพลันขึ้นมา หรือไม่บังเอิญไปตรวจพบ และ AF ทำให้เกิดปัญหาสำคัญสองอย่างคือ อัมพาต และ หัวใจล้มเหลวเรื้อรัง

สำคัญอย่างไรอีก … คือเรามีการรักษาเพื่อลดอันตรายจาก AF และลดการเกิดอัมพาต คือ การให้ยาควบคุมจังหวะการเต้น บางทีก็ให้ยาเพื่อเปลี่ยนจังหวะการเต้น และให้ยาต้านการแข็งตัวเลือดเพื่อลดการเกิดอัมพาตได้ อันตรายก็ลดลง

แต่สำคัญคือต้องตรวจจับ AF ให้ได้เสียก่อน

เทคโนโลยี wearable monitoring โดยเฉพาะนาฬิกาอัจฉริยะ (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ใส่อยู่ก็เอ๋อรายวัน) มีการตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก็แปลงจาก photoplatysmography คือแปลงจากแรงดันเลือดส่วนปลาย มาเป็นสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ ถามว่าแม่นไหม มันก็ไม่แม่นเท่าไร เพราะมันแปลงมา แต่มันก็ไวพอที่จะตรวจจับได้ พอตรวจจับได้ มันจะบันทึกสัญญาณ เราต้องไปตรวจยืนยันกับหมออีกรอบ

นาฬิกา apple watch และ huawei watch ได้ทำการศึกษาและพิสูจน์ว่า นาฬิกาของพวกเขาสามารถตรวจจับ AF ได้จริงนะ ทำให้หาผู้ป่วย AF มารักษาได้ดีขึ้นจริง ** ย้ำ ถ้าใส่นาฬิกาของเขา รันแอปโปรแกรมของเขา และเมื่อเครื่องมันเตือนก็ต้องไปตรวจยืนยัน ***

ถ้าเครื่องเตือนแล้วทำเป็นไม่สนสี่สนแปด ใส่นาฬิกาเทวดาก็ไม่ช่วยอะไร

คราวนี้ fitbit อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายชื่อดัง ได้ทำการศึกษาบ้าง มานำเสนอในงาน AHA 2021 ในการศึกษาจาก 455,000 คน นำมาใส่ fitbit เพื่อตรวจจับ AF ด้วยโปรแกรมแอปของเขา พบว่า positive predictive value คือ ถ้าผลการตรวจจาก fitbit เป็น AF แล้วไปยืนยันกับคุณหมอ จะพบว่าเป็น AF จริงถึง 98%

ขออธิบายนิด อันนี้แสดงว่า ถ้าตรวจไม่พบ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เป็น AF หรือ ตรวจพบหัวใจเต้นผิดปกติแบบอื่น ก็อาจจะไม่ใช่ AF การศึกษานี้เน้นว่า ถ้าเครื่องมันบอกว่า คุณประยุทธ คุณเป็น AF ก็น่าจะเป็น AF จริง ถึง 98%

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มาช่วยเราหลังจาก apple และ huawei ประสบความสำเร็จมาแล้ว จริง ๆ นาฬิกามันไกลหัวใจ ถ้าอีกหน่อยมียกทรงตรวจจับ AF ได้ คงตรวจจับได้หลายคนและน่าจะแม่นยำครับ

Lubitz SA, Faranesh AZ, Atlas SJ, McManus DD, Singer DE, Pagoto S, Pantelopoulos A, Foulkes AS. Rationale and design of a large population study to validate software for the assessment of atrial fibrillation from data acquired by a consumer tracker or smartwatch: The Fitbit heart study. Am Heart J. 2021 Aug;238:16-26. doi: 10.1016/j.ahj.2021.04.003. Epub 2021 Apr 15. PMID: 33865810.

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน, นาฬิกาข้อมือ และ กลางแจ้ง

21 พฤศจิกายน 2564

Mary Ann acromegaly

 คือหัตถาครองพิภพ

ความรักของแม่นั้น สุดแสนยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ และเปี่ยมพลัง เราลองมาอ่านเรื่องราวของคุณแม่ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า  ugliest woman

Mary Ann เป็นหญิงสาวชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 1874 ในยุคสมัยที่ยังไม่มีความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิมนุษยชนมากนัก เธอเติบโตมาอย่างสมวัยและจัดว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่งเลยทีเดียว มีเสน่ห์และคนรุมรัก เธอก็ใฝ่ฝันอยากจะมีความสดสวย มีครอบครัวและสามีที่ดี เหมือนอย่างหญิงสาวในยุคนั้นทุกคน

แมรี่ แอนน์ เลือกเรียนพยาบาลและประกอบอาชีพพยาบาล เธอพบรักและแต่งงานกับชายหนุ่มแสนดีตอนที่เธออายุ 28 ปี ชีวิตครอบครัวดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ยากจน เธอมีลูก 4 คน

งานของคุณแม่นั้นแสนลำบาก เธอเริ่มปวดหัวเรื้อรัง สายตาเริ่มมีปัญหา ปวดเมื่อยตามตัวบ่อยมาก แต่หัวอกแม่ ก็อดทนทำงานเพื่อลูกอิ่มท้องและมีความสุข

แต่ไม่นาน ความสุขนั้นก็หายไป

11 ปีหลังจากรักกันและอยู่ด้วยกัน Thomas Bevan สามีที่แสนดีของเธอก็เสียชีวิต ทำให้ภาระอันหนักอึ้งในการรับผิดชอบครอบครัวตกอยู่กับเธอ เธอปากกัดตีนถีบ ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสุขสบาย โดยสุขภาพตัวเองเริ่มทรุดโทรมลง

หลังจากสามีจากไปไม่นาน สภาพร่างกายเธอเริ่มเปลี่ยนไป ใบหน้าเธอเริ่มใหญ่ขึ้น มือเท้าขยายขนาด เสียงเปลี่ยน กล้ามเนื้อโตขึ้น เธอป่วยเป็นโรค acromegaly มีฮอร์โมน growth จากต่อมใต้สมองหลั่งออกมามากเกินไป ฮอร์โมนที่สำคัญในการเติบโตนี้ หากมีมากเกินในช่วงเจริญเติบโต คนนั้นจะสูงผิดปกติ ร่างกายใหญ่ยักษ์เรียกว่า gigantism แต่ถ้ามาเกิดหลังจากที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ร่างกายจะขยายออกไม่สมส่วน เรียกว่า acromegaly

เปลี่ยนจากสาวสวยในวันนั้นกลายเป็นผู้หญิงที่รูปร่างไม่สวย สังคมยุคนั้นใช้คำว่า 'freak' กับเธอ ด้วยสภาพทางกายภาพที่เปลี่ยนไปมาก ทำให้ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน เพียงเพราะสิ่งที่เขามองเห็นด้วยตาเท่านั้น แมรี่ แอนน์ บีแฟ่น ยังสามารถทำงานได้ดี และต้องการเงินไปดูแลครอบครัวของเธอ แน่นอนเธอทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ จากการที่สังคมประนามเธอเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่นั่นไม่สามารถหยุดความพยายามของเธอได้

ทรัพย์สินที่ร่อยหรอลง แมรี่ แอนน์ ตัดสินใจเข้าประกวด 'สุภาพสตรีที่ขี้เหร่ที่สุดในโลก' และได้รับรางวัลชนะ เงินรางวัลนั้นช่วยต่อชีวิตลูก ๆ ของเธอต่อไปได้ระยะหนึ่ง แลกมากับความทุกข์ใจที่ต้องฝืนทน กล้ำกลืนทุกวัน กับสื่อมวลชน กับการนำเสนอข่าว สุภาพสตรีที่ขี้เหร่ที่สุด ของเธอ แถมยังไม่มีงาน ไม่มีนายจ้างรับเธอเข้าทำงานมากขึ้นด้วย

แมรี่ ตัดสินใจต่อสู้เพื่อลูกโดยอาศัยรูปลักษณ์ที่ผิดปกติของตัวเองใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพ โดยเข้าร่วมคณะโชว์ Coney Island Dreamland Show เพื่อให้ผู้คนเข้ามาดูเธอ และเธอต้องออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อแสดงโชว์ อดทนเพื่อแลกกับชีวิตที่ดีกว่าของลูก

จากการทำงานที่ถือว่าเธอต้องทุกข์ตรมอย่างมาก แต่ก็ทำให้เธอสามารถส่งลูกเรียนและมีชีวิตที่ดีตามอัตภาพ ทำให้เธอได้เรียนรู้โลกของคนเช่นเธอ ที่ต้องอดทน ระทมทุกข์ เพราะร่างกายที่ผิดปกติแต่ต้องมาแสดงโชว์ร่างกายตัวเอง ไม่ว่า แฝดสยาม คนตัวเตี้ยผิดปกติ คนตัวใหญ่ คนที่อวัยวะเกิน มันทำให้เธอแกร่งขึ้น และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ เพื่อลูกของเธอ

สิบกว่าปีที่เธอไปโชว์ โลกเริ่มรู้จักโรค acromegaly และวิธีรักษา โลกเริ่มรู้ว่าผู้ป่วยโรคนี้มีความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ จึงเริ่มมีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน ให้เลิกล้อเลียน เลิกเรียกชื่อ ugliest ให้เลิกปฏิบัติแตกต่างเพียงแค่ใครที่รูปร่างผิดปกติไป และ แมรี่ แอนน์ บีแฟ่น ก็ยินดีเป็นกรณีศึกษาและนำรูปของเธอไปรณรงค์เพื่อลดการปฏิบัติอย่างแตกต่างของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มโรค acromegaly

ด้วยการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี หากไม่ได้รับการรักษา แมรี่ แอนน์ บีแฟ่น ได้ล้มป่วยหนักและกลับอังกฤษ เธอจากไปด้วยวัย 59 ปี เธอได้สั่งลูก ๆ ของเธอว่า ขอให้พาเธอกลับมาที่แผ่นดินแม่ หลังจากที่เธอตาย ปัจจุบันหลุมศพเธอตั้งอยู่ที่ Brockley Cemetary ที่อังกฤษ และยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้และความหวังของผู้ป่วย acromegaly ในปัจจุบัน

รวมถึงเป็นตำนานของแม่ผู้เสียสละ แม่ผู้ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา แม่ผู้อดทนยอมให้ลูกสบายบนความทุกข์ทนของร่างกายตัวเอง

Rest In Peace , Mary Ann Bevan , the Great

อาจเป็นรูปภาพของ 2 คน และ ผู้คนกำลังยืน

20 พฤศจิกายน 2564

ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับยารักษาโรคโควิด-19 นะครับ

 ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับยารักษาโรคโควิด-19 นะครับ

หลังจากที่ยาทั้งสองคือ molnupiravir และ Paxlovid ได้นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นและเข้าสู่พื้นที่ข่าวมากมาย หลายคนก็ตั้งความหวังว่านี่อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนเกม (game changer) ที่สำคัญในการจัดการโรคโควิด

ผมเองก็ยังไม่ได้เห็นการศึกษาตัวเต็มนะครับ ไม่สามารถวิจารณ์ได้เต็มที่ แต่ก็มีข้อคิดจากรายงาน interim และรายงานเบื้องต้นครับ

1. การศึกษายาทั้งสอง เลือกผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรงและไม่ต้องรักษาในโรงพยาบาล โดยมีปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรครุนแรงอย่างน้อยหนึ่งข้อ ปัจจัยเสี่ยงนั้นคืออะไร แจกแจงอย่างไร เพราะแต่ละปัจจัยก็ทำให้ความรุนแรงโรคไม่เท่ากัน และอย่างน้อยหนึ่งข้อนั้น ที่เข้ามาในการศึกษาน่ะ ส่วนใหญ่กี่ข้อ

2. อยากเห็นอัลกอริธึมเพื่อคิดคำนวณกลุ่มตัวอย่างมาก เพราะในการศึกษาทั้งสองมีกลุ่มตัวอย่าง 'ไม่กี่ร้อยคน' ทั้งกลุ่มยาหลอกและยาจริง ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์จริง ผู้ติดเชื้ออาการน้อยมันมีจำนวนมาก แถมในกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดก็หายเอง ไม่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่แล้ว

คิดคร่าว ๆ ว่าจำนวนคนที่จะเกิด 'ผล'ในการศึกษาคือ เข้าโรงพยาบาลได้ มันน่าจะต้องเก็บตัวอย่างเยอะมากพอควร อาจจะเป็นพันเป็นหลายพัน

3. กลุ่มคนที่เข้ามาในการศึกษา ได้รับวัคซีนมามากน้อยแค่ไหน เพราะนี่เป็นตัวแปรปรวนสำคัญ ที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

4. สำหรับยา molnupiravir การศึกษาที่ผมเห็น คือ การวัดปริมาณไวรัสหลังได้รับยา พบว่าลดลง ตัวชี้วัดแบบนี้เรียกว่า surrogate คือยังไม่สามารถแปลผลว่า เชื้อที่ลดลง จะป่วยน้อยลง จะเข้ารพ.น้อยลง หรือจะแพร่เชื้อน้อยลง

อาจจะต้องดูการศึกษาที่ตั้งเป้าดูผลที่เป็น hard outcome มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลดการป่วยหนัก ลดไอซียู หรือลดอัตราตาย

5. สำหรับยา paxlovid วัดผลการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ด้วย relative risk reduction ที่มีนัยสำคัญทางสถิติแน่ล่ะ แต่ถ้าเราเอาตัวเลขที่นำเสนอมาคิด absolute risk reduction จะได้ 6.2% หรือคือเป็น number needed to treat ต้องรักษา 16 คนจึงเห็นประโยชน์หนึ่งคน ก็ถือว่าน่าสนนะครับ

แต่อย่าลืมว่า เรารักษาคนไข้ที่อาการไม่รุนแรงนะ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าโรงพยาบาล ไม่ได้ลดตาย ลดพิการ 16 ต่อหนึ่ง ก็ดูจางไปเล็กน้อย

เหมือนเลือกหวย 16 ครั้งด้วยมือขวาจะถูกเลขท้ายสองตัวหนึ่งครั้ง กับเลือกหวย 16 ครั้งด้วยมือซ้าย จะถูกรางวัลที่สองหนึ่งครั้ง โอกาสเท่ากัน แต่ความสำคัญไม่เท่ากัน

6. เรื่องวัคซีน เราลดผู้ป่วยที่มีอาการ ลดผู้ป่วยรุนแรง อันนี้เปลี่ยนเกม เพราะเรารู้ว่าหากมีอาการหรือรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาที่ราคาแพง ทรัพยากรสูง แต่กับยาที่ลดปริมาณไวรัส เราไม่รู้ว่าจะลดทรัพยากรเหล่านี้หรือไม่

และกับยาที่ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เราก็อยากรู้ว่า ไอ้ที่เข้าโรงพยาบาลน่ะ เข้าไปเพราะอะไร เข้าไปทำไม มันจะลดการใช้ทรัพยากรจริงไหม ถึงขั้นเปลี่ยนเกมหรือไม่

7. สำหรับ paxlovid ที่มีผู้เข้าโรงพยาบาลมากกว่า และเสียชีวิตมากกว่า อยากทราบรายละอียดเหลือเกิน ว่า เข้าโรงพยาบาลเพราะอะไร เข้าวันไหนนับจากติดเชื้อ เพราะจะบอกได้ว่าเกี่ยวกับโควิดหรือเกี่ยวกับยาหรือไม่ และที่เสียชีวิตเพราะอะไร กี่วันหลังจากป่วย หรือกี่วันหลังจากเข้ารักษา จะได้บอกว่า มันเกิดจาก 'การไม่ให้ยา'หรือเปล่า

8. การศึกษาที่ผ่านมาทั้งหมด ยังไม่ได้ peer review, ยังไม่ได้ทำซ้ำ ด้วยขนาดการศึกษาที่ผมว่า 'เล็ก' หากเทียบกับผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงที่มี ก็ต้องบอกว่าขอติดไว้ก่อน ยังไม่ปักใจเชื่อ 100%

โดยรวมแล้ว ผมยังไม่ถือว่าเป็น game changer ครับ แต่เป็นเพียง option ในการจัดการโควิด คงต้องรอดูการศึกษาต่อไปก่อน อยากเห็นการให้ยาในผู้ป่วยอาการรุนแรงมากกว่าครับ ถ้ามันลดอัตราการตายได้จริง หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนโรวพยาบาล ถ้าลดอัตราตาย ลดการเข้าไอซียู หรือลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลได้ อันนี้ผมถือว่าเปลี่ยนเกมครับ

ภาพ : ความเสียหายจากวัน 11.11 สามเกม สามแผ่น สามเครื่ิองเลย

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ

PF-07321332/ritonavir ยารักษาโควิดอีกหนึ่งชนิด

 PF-07321332/ritonavir ยารักษาโควิดอีกหนึ่งชนิด


ก่อนหน้านี้เราได้อ่าน molnupiravir ยารักษาโควิดตัวแรกจากค่าย Merck ไปแล้ว ว่าถ้าให้ยาตั้งแตกป่วยแรก ๆ ในสามวัน ใช้ยากินหนึ่งเม็ดเช้าเย็นเป็นเวลา 5 วัน ในผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง จะลดโอกาสเข้าโรงพยาบาลได้  วันนี้เรามาอ่านสรุปจากค่าย Pfizer กันบ้าง


ต้องบอกว่าข้อมูลที่ผมได้มา หรือแม้แต่ข้อมูลจากสำนักข่าว, เว็บไซต์ข่าวการแพทย์ หรือข่าวใน british medical journal ก็มาจากแหล่งข้อมูลของไฟเซอร์ทั้งสิ้นครับ ตัวการศึกษาจริงยังไม่เสร็จและผมยังไม่เห็น interim paper ที่ลงพิมพ์นะครับ


PF-07321332 เป็นยากลุ่ม protease inhibitor ทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างโปรตีนของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถเข้าไปสร้างตัวในเซลล์คนเราได้ ตัวมันจึงตายและสลายไป และให้คู่กับยา ritonavir ยาต้านไวรัสปัจจุบัน เพื่อหวังผลเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ทำให้ PF-07321332 ออกฤทธิ์นานและทรงพลัง เราเรียกการให้ยาแบบนี้ว่า boosted และเรียกยาคู่นี้ในทางการค้าว่า Paxlovid


บริษัทไฟเซอร์ทำการศึกษายา Paxlovid ในสามกลุ่มพร้อมกัน ขื่อการศึกษา EPIC แบ่งเป็น

  • EPIC - HR ทำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดโควิดรุนแรง (high risk)

  • EPIC - SR ทำในผู้ป่วยปรกติทั่วไป

  • EPIC - PEP ทำในผู้ป่วยหลังสัมผัสเชื้อ SARs-CoV2


งานที่เราจะพูดถึงและเป็นงานที่ยื่นขออนุมัติใช้ยาคือ EPIC-HR โดยจะนำผู้ติดเชื้อโควิดที่ยืนยันแล้ว อาการไม่รุนแรง ไม่ต้องรักษาในโรงพยาบาล และให้เข้าทดลองภายในสามถึงห้าวันหลังทราบว่าติดเชื้อ นำมาแบ่งกลุ่มเท่ากันสองกลุ่ม กลุ่มให้ยา Paxlovid หนึ่งเม็ดเช้าเย็นเป็นเวลาห้าวัน (เท่า molnupiravir) อีกกลุ่มให้ยาหลอกเช้าเย็นห้าวันเช่นกัน  แล้ววัดผลคือ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลภายในเวลา 4 สัปดาห์หลังให้ยา


ในกลุ่มได้ Paxlovid เข้ารักษาในโรงพยาบาล 3 คนจาก 389 คน (0.8%)

กลุ่มยาหลอก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 27 คนจาก 385 คน (7%) และใน 27 คนนี้ เสียชีวิต 7 คน


เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การใช้ยา Paxlovid ลดอัตราการเข้ารับการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หากกินยาในสามวันแรก 


ส่วนอัตราตายไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก และหากมาคิดย่อยว่าหากให้ยาในห้าวันแรกล่ะ ก็พบว่าลดอัตราการเข้ารับการรักษาอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน


ถามถึงผลข้างเคียง พบว่ากลุ่ม Paxlovid พบผลข้างเคียง 19% ส่วนยาหลอกพบ 21% ต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ไม่รู้ว่าผลข้างเคียงอาจเกิดจากโรคโควิดหรือไม่ เพราะกลุ่มยาหลอกพบมากกว่า แต่ก็เป็นผลข้างเคียงเบา ๆ อาเจียน เวียนหัว คลื่นไส้ 


จะเห็นว่า ยาจะลดความรุนแรงของโรค ในกลุ่มโรคไม่รุนแรง เมื่อให้การรักษาเร็ว คล้ายกับยา molnupiravir เลย กำลังยื่นขออนุมัติจดทะเบียน แต่หลายประเทศลงชื่อซื้อฟิวเจอร์แล้ว


แล้วมันเปลี่ยนโลกจริงไหม ตอนหน้าผมจะลงบทวิจารณ์ เป็นความเห็นส่วนตัวแรกในรอบปีครับ




18 พฤศจิกายน 2564

คำแนะนำการสวมหน้ากากอนามัยสองชั้น

 “พี่ ผมใส่สองชั้นดีไหม ???

มันก็ได้ความกระชับ แน่น รู้สึกมั่นใจ แต่ก็ไม่ได้ปกป้องมากขึ้นนะ”

เรากำลังกล่าวถึงหน้ากากอนามัยครับ ที่ทุกวันนี้เราเห็นการใส่สองชั้นกันมากมาย ใส่สองชั้นแล้วได้อะไรบ้าง เรามาดูคำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อสหรัฐอเมริกา (Center of disease Control : CDC) และองค์การอนามัยโลกกันครับ

หน้ากากอนามัยที่เราใส่กันนั้น วัตถุประสงค์หลักเลยคือ ป้องกันเชื้อโรคจากตัวเราออกสู่สิ่งแวดล้อม เพราะเชื้อโรคที่จะใช้หน้ากากอนามัยกันได้ จะเป็นเชื้อที่แพร่กระจายทางละอองน้ำลาย (Air droplet) เป็นหลัก เช่นไข้หวัดใหญ่ โควิดสิบเก้า วัณโรค และกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะจุดที่ไม่แนบชิดกับใบหน้าต่าง ๆ ยังมีอยู่ ส่วนมากเกิดจากวิธีการสวมใส่และถอดที่ไม่ถูกต้อง หรือคุณภาพของหน้ากากที่ลดลง

ส่วนละอองฝอยเล็กมากที่ฟุ้งกระจาย (Air borne) ไม่สามารถป้องกันได้นะครับ ตาข่ายหน้ากากอนามัยมันไม่เล็กพอ ละอองน้ำลายขนาดใหญ่ที่จะพุ่งตรงจากปากคนไข้เข้าจมูกเรานั้น มันน้อยมากครับ ถ้าไม่ได้พูดคุยไอจามใส่กันตรง ๆ

คำแนะนำการสวมหน้ากากอนามัยสองชั้น มาจากพื้นฐานความ “ฟิต” ของการใส่หน้ากาก เพราะจากการศึกษาเราพบว่า ถ้าไม่ได้รับการฝึกและตรวจสอบการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องนั้น เวลาที่เราสวมใส่จะมีช่องว่างมากมาย หากเราใช้อุปกรณ์เพื่อลดช่องว่างนั้นได้ ก็จะลดกระแพร่กระจายละอองน้ำลายได้

อาจจะใช้ตาข่ายซิลิโคน โครงพลาสติก มากดทับหน้ากากอนามัยก็ได้ หรือใช้หน้ากากชนิดอื่นเช่น หน้ากากผ้ามากดทับก็ได้ คำแนะนำให้ใช้หน้ากากชนิดอื่นหรือโครงสร้างอื่น เพราะมันจะได้แตกต่างจากหน้ากากอนามัย มีจุดที่กดที่แนบต่างกัน จะช่วยเพิ่มความแนบสนิทกับใบหน้าได้มากขึ้น

ถ้าเราใช้หน้ากากอนามัยแบบเดียวกันสองอันใส่ซ้อนทับกัน จุดทับจุดแนบมันก็จุดเดียวกัน ถ้าไม่ทำการฟิตให้ดี จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย การใส่หน้ากากสองชั้นก็กรองอนุภาคได้เท่าเดิมนะครับ ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และหายใจลำบากขึ้น พาลจะดึงเข้าดึงออกบ่อยขึ้นอีก

หรือหากเราใส่ถูกวิธี จัดให้แนบในหน้าได้ถูก ก็ไม่จำเป็นต้องใส่สองชั้นแต่อย่างใด สิ้นเปลืองและทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะไม่ติด ไม่แพร่ ที่อาจไม่ถูกต้องนัก ที่สำคัญใส่ให้ถูกถอดให้ถูกครับ อย่าใช้มือจับส่วนที่สัมผัสน้ำลาย ยิ่งดึงขึ้นดึงลงบ่อย ๆ ยิ่งต้องระวัง และล้างมือบ่อย ๆ ทุกครั้งที่สัมผัส

หลักการเดียวกับการสวมถุงยางอนามัยนั่นแหละ ใส่ของดีชั้นเดียวให้ถูกวิธี ดีกว่าใส่ไม่ดีแต่เพิ่มสองชั้น ได้แค่ความกระชับ แต่ไม่ได้ช่วยอะไร อึดอัด แถมขาดง่ายขึ้นอีกด้วย

"49 เป็นตลก.. 56 สิเรื่องจริง"

อาจเป็นรูปภาพของ เบอร์เกอร์

บทความที่ได้รับความนิยม