23 พฤษภาคม 2562

ไขมัน อาหารมัน

วันนี้อ่านสื่อสังคมออนไลน์หลายที่เกี่ยวกับไขมัน อาหารมัน ขอมาบอกเล่าดังนี้
1. ปริมาณการบริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าไขมันชนิดนั้นจะดีงามแค่ไหน บริโภคมากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน
2. ไขมันบางชนิดมีผลบอกว่าดีสำหรับอวัยวะนั้น ดีสำหรับโรคนี้ ไม่ดีสำหรับภาวะนั้นนี้ แต่อย่าลืมว่าคนเราแยกอวัยวะ แยกระบบไม่ได้ จะต้องดูผลโดยรวม ดีอย่างหนึ่งอาจจะไปแย่อีกอย่างหนึ่งก็ได้
3. คำแนะนำการรับประทานไขมัน ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัว จากสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ มาจากงานวิจัยทางคลินิกที่ดีทั้งสิ้น โดยหวังผลลดการเกิดโรคโดยรวม ลดอัตราการตาย และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม
4. ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น และอาหารที่กินประจำมีไขมันมากเกินพออยู่แล้ว อย่าไปเพิ่มปริมาณโดยไม่เจตนา และไขมันก็ไม่ใช่แค่น้ำมัน อาหารไขมันยังมีอีกมาก เช่นของทอด กะทิในอาหาร เนยและชีส
5. ไขมันที่กิน ไขมันที่ดูดซึม ไขมันที่สร้างเอง ไขมันที่ผ่านการเปลี่ยนในร่างกาย ไขมันก่อโรค มันเป็นไขมันคนละชนิดกัน อย่าไปอ้างอิงผิดประเภท ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกันบ้าง แต่เมื่อไม่ใช่แฟน ก็ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้
เพื่อเป็นการเตือนสติ ผมจึงคัดรูปสวย ๆ มาช่วยเตือนก่อนนอน
ขอให้นอนหลับชิว ๆ และหิว ๆ ตลอดคืน

อาการเตือนในโรคจุกแน่น

ภาพถ่ายเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ของสุภาพสตรีวัย 70 ปีรายหนึ่ง
สุภาพสตรีท่านนี้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง รักษาสม่ำเสมอดี ปฏิบัติตัวถูกต้อง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีคนใกล้ชิดสูบบุหรี่ ไม่ใช้ยาชุดสเตียรอยด์ ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องจุกแน่นกลางท้อง เป็น ๆ หาย ๆ มาห้าเดือน โดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตรวจร่างกายพบว่า ซีด ไม่มีตับโตม้ามโต คลำต่อมน้ำเหลืองทั้งตัวก็ไม่พบ
ผู้ป่วยได้รับยาลดกรดและปรับการทำงานของลำไส้ อาการไม่ดีขึ้น ยังแน่น ๆ ปวด ๆ กินอาหารไม่ค่อยลง กินเร็ว ๆ แล้วแน่นท้อง สองเดือนมานี้น้ำหนักลดลง และยังซีดเหมือนเดิม
ผู้ป่วยได้รับยาลดกรดต่อเนื่อง และธาตุเหล็กเสริม หลังจากได้รับการวินิจฉัย โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ระดับความเข้มข้นเลือดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ไม่พบเบาหวาน ไทรอยด์เป็นพิษ
...
...
อาการปวดจุกแน่น หรือ dyspepsia หากไม่มีอาการเตือนหรือความเสี่ยงใด ๆ แนะนำให้รักษาด้วยยาลดกรดก่อนครับ แต่หากมีอาการเตือน
- ปวดครั้งแรกในอายุมากกว่า 50 ปี
- มีอาการกลืนติด
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ได้เจตนาและไม่มีสาเหตุอื่นอธิบาย
- มีหลักฐานของเลือดออกในทางเดินอาหารเช่น ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด
- อาเจียนไม่หยุด มากกว่า 10 ครั้งต่อวัน
- อิ่มเร็วมาก ๆ
- ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
- ญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
ควรรับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนนะครับ ในรายนี้มีอาการน้ำหนักลดที่สืบค้นแล้วไม่มีเหตุอธิบาย, อายุ 73, อิ่มเร็ว, โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (มาตรวจภายหลังพบหลักฐานเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบน), และไม่ตอบสนองต่อยาลดกรด
ส่องกล้องพบแผลขอบไม่เรียบ มีอาหารคงค้าง ตัดชิ้นเนื้อบางส่วนพบเป็น moderately differentiated adenocarcinoma หรือมะเร็งนั่นเอง ถ่ายภาพพบก้อนเนื้อที่ส่วนปลายกระเพาะและกีดขวางทางเดินอาหาร
** ไม่ได้บอกว่าปวดท้องต้องส่องกล้องทุกราย แต่เมื่อปวดท้องและรักษาแล้วไม่ดีขึ้นจะต้องติดตามอาการต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากมีอาการเตือนอย่างที่บอกครับ ***
ในคนไทยอาการปวดท้องมักจะส่องกล้องแล้วปกติได้ 60% - 90% ในแนวทางการรักษาจึงให้รักษาด้วยยาลดกรด proton pump inhibitor 4-8 สัปดาห์ดูก่อน และทดสอบการติดเชื้อ Helicobactor pylori เชื้อสำคัญในการเกิดแผลกระเพาะ โดยการตรวจลมหายใจ ตรวจอุจจาระ หรือจากการส่องกล้อง (เพราะส่องกล้องไม่ได้มีทุกที่ และมีไม่พอปริมาณคนไข้ปวดท้อง และเกือบ 90% ส่องกล้องแล้วปรกติ)
หากไม่ดีขึ้นหรือมีอาการเตือน จึงสืบค้นต่อ น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์โรคและสภาพสังคมเศรษฐกิจบ้านเราครับ
ปล. arrow sign คือ สัญลักษณ์ที่รังสีแพทย์จะชี้ความผิดปกติจากภาพมาให้ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยครับ สำหรับผมแล้ว sensitivity และ specificity สูงมาก ๆ

22 พฤษภาคม 2562

ออกกฎต่างๆ มาควบคุมยาสูบ ใช้ได้ผลแค่ไหน

ออกกฎต่างๆ มาควบคุมยาสูบ ใช้ได้ผลแค่ไหน
หนึ่งในมาตรการการลดอันตรายจากยาสูบคือมาตรการการบังคับทางกฎหมาย ไม่ว่าการขึ้นภาษี การควบคุมหีบห่อบรรจุภัณฑ์ การกำหนดบริเวณห้ามสูบบุหรี่ การกำหนดอายุ การกำหนดต่าง ๆ มันมีต่อการสูบบุหรี่และโรคภัยจากยาสูบหรือไม่
ข้อมูลการศึกษาจากออสเตรเลียลงตีพิมพ์ใน Lung Cancer. 130 (2019): 208-215 เปรียบเทียบคนสูบบุหรี่กับอัตราการป่วยและตายจากมะเร็งปอด โดยใช้ฐานข้อมูลสุขภาพของออสเตรเลีย (ประเทศที่มีการใช้ฐานข้อมูลดี ๆ สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย)
โดยเขาศึกษาแบบนี้ครับ ดูว่าก่อนการมีมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายที่ใช้ควบคุมยาสูบนั้น คนสูบมากเท่าไรและอัตราการป่วยและตายจากมะเร็งปอดเป็นเท่าไร แล้วเมื่อมีการใช้มาตรการอย่างต่อเนื่องคนสูบบุหรี่ลดลงไหม อัตราการป่วยและตายจากโรคมะเร็งปอดลดลงแค่ไหน เรียกว่าเป็นอดีตและปัจจุบัน
ที่สำคัญคือมีการใช้โมเดลทางสถิติด้วยว่าในอนาคตหากมีการควบคุมเคร่งครัดมากจนอัตราการสูบบุหรี่ลดลง จะสามารถช่วยชีวิตจากการป่วยและตายจากมะเร็งปอดได้มากแค่ไหน การคิดแบบนี้ดูว่าเป็นการทำนายแต่เป็นการทำนายภายใต้หลักกการทางคณิตศาสตร์ที่ยอมรับกัน เพื่อที่จะบอกว่ามาตรการต่าง ๆ มีผลมากน้อยและคุ้มค่าคุ้มทุนในการจัดการหรือไม่ ไม่ได้มองปัญหาแค่ตัวบุคคลแต่มองในภาพรวมของประเทศ นโยบายของประเทศ
ผลออกมาแบบนี้ ก่อนจะมีการควบคุมด้วยมาตรการทางกฎหมาย จำนวนผู้สูบและผู้เสียชีวิตจากบุหรี่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 1956-2005 อัตราการป่วยและตายจากยาสูบสูงสุดที่ 22.5% ในผู้ชายและ 18.6% ในผู้หญิง
หลังจากนั้นเริ่มมีมาตรการการควบคุมที่ "เคร่งครัด ต่อเนื่อง เอาจริงเอาจัง" จากปี 2005-2016 อัตราดังกล่าวลดลงจาก 22.5% ในผู้ชายลดเหลือ 17.5% และอัตราจาก 18.6% ในผู้หญิงลดลงเหลือ 13.0% คิดตัวเลขทางสถิติบอกว่าช่วยรักษาชีวิตไปได้ 20.1%
แล้วถ้าคาดการณ์ว่าเมื่อทำต่อไปจนถึงปี 2025 อัตราการป่วยและตายจากมะเร็งปอดจะลดลงเหลือ 12.3% หากมีมาตรการอื่นมาช่วยให้การสูบบุหรี่ลดลงไปอีก อัตราการป่วยและตายจากบุหรี่จะน้อยลงไปอีก หากเราทำมาตรการนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะสามารถลดอัตราการป่วยและตายลงถึงแค่ 5% ในปี 2050 สำหรับหญิงและในปี 2080 สำหรับชาย
และหากกฎหมายทำได้ดีจนอัตราการสูบบุหรี่ลดลง ยิ่งอัตราการสูบบุหรี่ลดลงมากเท่าไร อัตราการเสียชีวิตและป่วยจากมะเร็งปอดจะลดลงมากขึ้น (ตรงนี้เป็นตัวบอกว่าบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอดและการลดบุหรี่ทำให้มะเร็งปอดลดลง เป็นระดับสาเหตุ ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์)
จากกราฟที่ทำถึงปี 2040 ถ้าลดลงจนมีผู้สูบไม่เกิน 5% ของประชากรภายใต้มาตรการนี้ จะช่วยรักษาชีวิตได้ถึง 67.3% นับว่ามากมายมหาศาลเลยครับ
การลดปริมาณอันตรายจากบุหรี่ (tobacco-related disease) ต้องใช้มาตรการหลายอย่าง การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายและภาษีที่ออกมาส่งผลมากเช่นกันครับ ก็จะเห็นนโยบายแบบนี้ออกมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ประเทศไทยเริ่มใช้ภาษีสูงขึ้น การจำกัดบริเวณสูบบุหรี่ การสกัดกั้นบุหรี่เถื่อน การใช้ซองแบบเรียบ เพื่อลดการป่วยและการตายจากบุหรี่ เพิ่มเติมจากการรณรงค์ การเลิกบุหรี่และการป้องกันเยาวชนไม่ให้สูบบุหรี่ครับ

การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (ฟรี)

ประกาศออกมาแล้ว สำหรับการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (ฟรี) ในทุกสิทธิ์การรักษา เป็นวัคซีนชนิดสามสายพันธุ์ สำหรับกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม เริ่มเดือนมิถุนายนนี้ จำนวนวัคซีน 4 ล้านโดส
แล้วถ้าฉันไม่อยู่ใน 7 กลุ่มนี้ ถ้าฉันไปรับวัคซีนไม่ทัน ฉันจะทำอย่างไร
1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่แนะนำให้คนไทยทุกคนควรฉีดครับ แต่เรามีสี่ล้านโดส ไม่ใช่ 70 ล้านโดส ดังนั้นภาครัฐจึงให้กลุ่มเสี่ยงก่อน คือหากเกิดโรคจะอันตรายรุนแรงหรือมีผลข้างเคียงรุนแรงก่อนครับ
2. ถึงแม้ท่านอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แต่กลุ่มเสี่ยงก็ยังมีปริมาณมากกว่าวัคซีนที่มีฟรีอยู่ดี โอกาสจะไม่ได้ฟรีสูงมาก
3. ในกรณีที่ท่านไม่ได้ฟรีด้วยกรณีใด ๆ แนะนำให้ไปซื้อฉีดเองครับ โดยเฉลี่ยเข็มละ 500 -1000 บาทแล้วแต่สถานพยาบาล และหากจะซื้อเองแนะนำซื้อแบบสี่สายพันธุ์ครับ ราคาไม่ต่างจากสามสายพันธุ์เท่าไร
4. แบบสี่สายพันธุ์จะมีสายพันธุ์บี เพิ่มจากชนิดสามสายพันธุ์อีกหนึ่งตัว จะมีประโยชน์เพิ่มเล็กน้อยหากสายพันธุ์ที่ระบาด เกิดเป็นสายพันธุ์ในวัคซีนสี่สายพันธุ์ที่เราฉีดคลุมไว้ สรุปว่า สามก็ดี สี่ก็ได้
5. แม้วัคซีนตอนนี้จะเป็นวัคซีนซีกโลกใต้ ของเราเป็นซีกโลกเหนือ เอาเข้าจริงไม่ได้ต่างกันนัก ของซีกเหนือจะออกมาประมาณเดือน ตค. พย. แต่ไข้หวัดใหญ่บ้านเราระบาดฤดูฝนคือตั้งแต่ตอนนี้ การฉีดวัคซีนตอนนี้ (ก่อนระบาด) จึงดูมีประโยชน์กว่า
6. ฉีดแล้วลดการติดประมาณครึ่งนึง คิดคร่าว ๆ นะ แต่ลดความรุนแรงของโรคหากเกิดโรคได้มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงไง และที่สำคัญลดการกระจายได้ เพราะเราอาจติดเชื้อแต่ไม่เป็นโรค การที่เรามีภูมิจะลดเชื้อในตัวเรา ไม่แพร่ไปหาคนอื่น โดยเฉพาะคนที่มีเด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงวัยในบ้าน
7. อย่าคิดว่าแข็งแรงดี ไม่ฉีดก็ได้ ..มันก็จริงนะที่ส่วนมากคนที่มีปัญหาคือคนที่ไม่แข็งแรง แต่หากโรคมันระบาดรุนแรง วงกว้าง เราก็ไม่พ้น..แล้วใครจะรู้
8. สิ่งที่ทุกคนคิดคือ ต้องฉีดทุกปีเลยหรือฟระ ..ก็แบบนั้น เชื้อเปลี่ยนทุกปี เชื้อไม่มีภาวะคงค้างในลำคอ (carier or colonizer) ติดคือติด ติดใหม่คือติดครั้งใหม่ เมื่อเชื้อเปลี่ยนทุกปี เราก็ฉีดทุกปี สะสมเงินวันละ 2 บาท 50 สตางค์ครับ ปีนึงได้หนึ่งเข็ม อนาคตหากเราผลิตเองได้ (อีกไม่นาน) จะถูกลง
9. ควรฉีดก่อนระบาด คือช่วงต้นฝน ตอนนี้เข้าหน้าฝนแล้วนะครับ
10. ผมไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับบริษัทผลิตจำหน่ายวัคซีน หรือโรงพยาบาล คลินิกต่าง ๆ และเป็นห่วงเงินในกระเป๋าคุณเช่นกัน แต่ขอบอกว่าการลงทุนวัคซีน คุ้มค่าอย่างแน่นอน ต้นทุนต่ำ กำไรมหาศาลครับ

21 พฤษภาคม 2562

การดื่มน้ำผลไม้มากเกินไปจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิต เอาละสิ มันเป็นจริงอย่างไร

ไม่กี่วันมานี้หลายคนได้ยินข่าวทั้งจากข่าวกระแสหลักและทางโซเชียลมีเดียว่า การดื่มน้ำผลไม้มากเกินไปจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิต เอาละสิ มันเป็นจริงอย่างไร (ยาวนิดนึงนะครับ แต่อยากชี้ให้เห็นประเด็นว่าเรื่องจริงคืออะไร)
เรื่องการบริโภคพลังงานมากเกินใช้ บริโภคน้ำตาลมากเกินไปแล้วมีผลเสีย อันนี้เป็นที่รู้กัน หลาย ๆ ประเทศ (ไม่ใช่แถวนี้) ออกกฎหมายควบคุมปริมาณน้ำตาลส่วนเกินเรียบร้อย แม้ผลการบังคับในเรื่องการลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิตจะยังไม่เห็นผลเพราะมันเร็วเกินไปแต่เป็นที่พิสูจน์ชัดเจนว่าต้องทำ แล้วเรื่องเคริ่องดื่มหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ล่ะมีผลไหม
น้ำผลไม้มีความหวานของน้ำตาลฟรุกโตส มีสารอาหาร มีวิตามินและเกลือแร่มากกว่าน้ำหวานน้ำอัดลมอย่างแน่นอน แล้ว "ความหวาน" ของมันมีโทษไหม ในการศึกษานี้ใช้น้ำผลไม้ 100% คือคั้นสดนะครับ ไม่ใช่น้ำผลไม้ผสมน้ำหวานอันนั้นเขาจะรวมเป็นน้ำหวาน และไม่ได้คิดรวมกาแฟเย็น ชานมไข่มุก แต่อย่างใด
ผู้วิจัยใช้ฐานข้อมูลที่เก็บในงานวิจัย RECORDS เพื่อหาความเสี่ยงและลดอันตรายจากความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่เก็บต่อเนื่องจากปี 2003-2017 โดยเลือกหยิบเอาข้อมูลคนที่ยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง ไม่เป็นเบาหวาน และมีข้อมูลการกินให้วิเคราะห์ครบถ้วน ... จะเห็นว่าผู้วิจัยมีความโน้มเอียงพอสมควรนะครับ เพราะจะวิเคราะห์ข้อมูลได้จะต้องมีข้อมูลการกินครบถ้วนเท่านั้น (ได้ข้อมูลมา 49.5% ของประชากรทั้งหมด)
ข้อมูลการกินมาจากไหน มาจากแบบสอบถามที่ชื่อ Food Frequency Questionnaires ที่จะเก็บข้อมูลตอนเริ่มการศึกษา เป็นแบบสอบถามที่ละเอียดมาก ชนิดอาหารและสารอาหารเกือบ 110 ชนิด แต่นี่คือจุดที่ต้องคิดเช่นกัน ... จำได้หมดหรือ และเวลาเปลี่ยนไปนับห้าปีสิบปี การกินจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือในช่วงที่ไม่ได้เก็บข้อมูลกินแบบนี้จริงหรือไม่
ข้อมูลที่ได้นำมาหาเป้าหมายสำคัญถึงความสัมพันธ์การกินน้ำหวานน้ำผลไม้และอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ .. ด้วยความที่ความสัมพันธ์มันไม่เป็นเหตุและผลกันหนึ่งต่อหนึ่งโดยตรง มีตัวกวนอีกหลายตัวที่อาจมีผล เพราะนี่คือการเฝ้าติดตาม ไม่ใช่การทดลองที่ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เคร่งครัด สิ่งที่ได้คือ ความสัมพันธ์กันเท่านั้น ไม่ใช่เหตุผล ถ้าการศึกษานี้ออกมาว่ามีความสัมพันธ์ก็ต้องแปลแค่นั้น จะแปลกลับกันว่าโรคหัวใจหรืออัตราการตายจะเกิดจากการดื่มน้ำหวานน้ำผลไม้ไม่ได้ และไม่ได้หมายถึงเราไม่ดื่มน้ำหวานน้ำผลไม้แล้วจะไม่เป็นโรคด้วย
สิ่งที่พบคือวิเคราะห์คนกว่า 13,500 ราย แน่นอนเป็นคนผิวขาวเกือบ 70% เพราะทำในอเมริกา (ถ้าไปดูก็คัดเลือกทำในอเมริกาโซนที่มีอัมพาตสูงด้วย ไม่ใช่อเมริกาทั้งหมด และคิดว่าคงไม่ได้รวมอีตาทรัมเป็ตแน่นอน) เป็นคนอ้วนเสีย 70% แม้คนส่วนมากผิวขาวแต่กลับเป็นกลุ่มคนผิวสีที่ดื่มน้ำตาลปริมาณสูง (10% ของพลังงานในแต่ละวัน) ค่าเฉลี่ยการดื่มน้ำหวานน้ำผลไม้คือ 8.4% ของพลังงานที่ควรได้รับ ...ถึงตรงนี้จะเเห็นว่ามีปัจจัยมารบกวนผลมากมาย เพราะคุมไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เลือกมากับมือยังคุมไม่ได้เลย จึงต้องมีการคิดโมเดลทางคณิตศาสตร์ เปรียบเทียบความแตกต่างให้พอเทียบกันได้ เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา ฐานะ พลังงานที่กิน เรียกว่ามีการใช้โมเดลมาปรับถึง 4 รอบ แน่นอนปรับมากเท่าไร ค่ายิ่งมีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น
สิ่งที่พบคือ ถ้าไม่ปรับตัวแปรใด ๆ เลย คนที่กินน้ำหวานน้ำผลไม้มากกว่า 10% ของพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน เมื่อเทียบกับคนที่กินน้อย คือน้อยกว่า 5% ของพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน จะมีอัตราการเสียชีวิตโดยรวมเมื่อติดตามประมาณ 10 ปี มากกว่ากลุ่มที่กินน้อยประมาณ 31% และหากมาคิดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจจะมากกว่ากลุ่มที่กินน้อยถึงเท่าตัวคือ 120% และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งคู่ ... ไหนว่าตัวแปรปรวนเยอะไง ถ้าปรับพวกอายุ เพศ พลังงานที่กิน น้ำหนักตัว แล้วมาเทียบกันจะยังต่างกันอยู่ไหม
ถ้าปรับตัวแปรแล้วพบว่ากลุ่มที่กินมากกว่าก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและจากโรคหัวใจสูงกว่าอยู่ดี 20%-40% **แต่ว่าคราวนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติแล้ว** ยกเว้น การดื่มน้ำผลไม้ 100% ในขนาดที่มากกว่า 12 ออนซ์ต่อวัน (360 ซีซี) พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น 24% และมีนัยสำคัญทางสถิติ
สรุปว่า การดื่มน้ำหวานน้ำอัดลมรวมทั้งน้ำผลไม้ 100% ที่มากกว่าปกติคือมากกว่า 10% ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน พบว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (ผมไม่ใช้คำว่ากินหวานมากจะเพิ่มอัตราตาย หรือ กินหวานเป็นสาเหตุเกิดอัตราตายนะครับ เพราะยังต้องพิสูจน์ต่อไปก่อนจะอ้างแบบนั้นได้) เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่พบ ยังต้องอาศัยข้อมูลอื่นอีกมาก ให้น้ำหนักระดับปานกลางเท่านั้นเพราะมีข้อสังเกตและจุดอ่อนจากการศึกษาอีกพอสมควร
ให้น้ำหนักกับน้ำตาลและความหวานที่ส่งผลต่อพลังงานรวมและความอ้วน ความผิดปกติของอินซูลิน มากกว่าที่มาว่า "หวาน" จากอะไร
แล้วเรื่องนี้สอนเราอย่างไร ... การกินหวานมากเกินไป ไม่ดีแน่ ๆ เราไม่ควรกิน Added Sugar เพราะทำให้อ้วนและเป็นโรคมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงครับ
ที่มาวารสาร (ฟรี)
Collin LJ, Judd S, Safford M, Vaccarino V, Welsh JA. Association of Sugary Beverage Consumption With Mortality Risk in US Adults: A Secondary Analysis of Data From the REGARDS Study. JAMA Netw Open. 2019;2(5):e193121. doi:10.1001/jamanetworkopen.2019.3121

บทความที่ได้รับความนิยม