17 ตุลาคม 2560

chronic traumatic encephalopathy

โรค chronic traumatic encephalopathy หรือ CTE โรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองจากการถูกกระทบกระเทือนเป็นระยะเวลานานๆ ต่อเนื่อง จนเซลสมองเสื่อม และมีการสะสมและผิดปกติของ tau protein และ beta amyloid protein ทำให้เกิดอาการ สมองเสื่อม สับสน หลงลืม ก้าวร้าว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึมเศร้าและสุดท้าย ฆ่าตัวตาย
โรคนี้เริ่มมีการพูดถึงตั้งแต่ปี 1920 ในชื่อ demantia pugislistica ที่พบในนักมวย แต่มารู้จักจริงๆและโด่งดังมากในปี 2000 โดย คุณหมอ Bennet Omalu แพทย์นิติเวชชาวไนจีเรีย ได้ทำการศึกษาโดยผ่าพิสูจน์สมองของอดีตนักอเมริกันฟุตบอลที่มีปัญหาพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ และพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงโรคแบบนี้จริงๆ
ปัจจุบันมีการใช้เครื่อง PET-CT scan ที่สามารถตรวจพบก่อนเพื่อป้องกันและรักษาก่อนเกิดปัญหา สมัยก่อนต้องผ่าสมองพิสูจน์หลังเสียชีวิตเท่านั้น
NFL อเมริกาถึงกับตกใจ และมีการถกเถียง มีการดีเบตหลายครั้งกว่าจะยอมรับว่าเรื่องต่างๆเกิดขึ้นจริง เกิดจากการกระแทกอย่างต่อเนื่องในกีฬาชนิดนี้ กีฬาชนิดอื่นๆก็มีนะครับแต่ไม่ดังเท่า มีการติดตามผ่าพิสูจน์นักฟุตบอลที่มีปัญหาเหล่านี้มากมาย ก็พบว่าเป็นจริงเช่นนั้น
จนฮอลลีวูดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Concussion ออกฉายในปี 2015 นำแสดงโดย วิล สมิธ รับบทคุณหมอโอมาลู ซึ่งถ่ายทอดได้ดีมาก ระหว่างบทบาทของความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ในการตีแผ่ความจริงทางการแพทย์ กับ ธุรกิจแสนล้านของอเมริกันฟุตบอล ไปหามาดูกันได้ครับ
ปล. กรุณาโฟกัสที่บอล และ เนื้อหา
ราตรีสวัสดิ์

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และ อวิชชา

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และ อวิชชา
ชายคนหนึ่งอายุ 40 ปี ร่างกายแข็งแรงดี อาชีพมั่นคงสุจริต พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ แต่ชอบดื่มเหล้าและสังสรรค์ ก่อนเข้าพรรษาชายคนนี้ขอทิ้งทวน ดื่มเหล้าจัด มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวเหลืองเล็กน้อย ภรรยาผู้แสนดีพาไปตรวจ ได้รับคำแนะนำว่าให้เลิกเหล้า
โอกาสอันดี เข้าพรรษา 3 เดือน พักตับ กายสะอาด ใจสะอาด
หลังจากออกพรรษา .. ไปดื่มฉลองกับเพื่อนๆ ด้วยเหตุผล "ดื่มฉลองออกพรรษา" ดื่มเกือบทุกวัน เริ่มนึกได้ หมอห้ามนี่หว่า เมียดุนะเนี่ย ถ้าป่วยอีกคงซวย ปรึกษาเพื่อนๆทำอย่างไรดี (เพื่อนๆในวงเหล้า) ได้คำแนะนำมาแบบนี้
มียาล้างพิษเหล้าออกจากตับ วางขายตามหน้าเฟสบุ๊ค (ไม่ใช่เพจนี้แน่ๆ) ให้ไปซื้อมากินเหล้าจะได้ถูกล้างออกไป ราคาแพงหน่อย..หลายพัน ชายคนนี้ก็ เอาก็เอาวะ
*** ทุกคนในวงเหล้าบอกว่า ดื่มยาล้างพิษเหล้าแล้วจะได้ดื่มได้อย่างต่อเนื่อง เหล้าไม่สะสม ***
ชายคนนี้ก็ทั้งกินยาหนัก ทั้งดื่มเหล้าหนัก หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ชายคนนี้ถูกส่งมาปรึกษาเนื่องจากอาการบวม เหลือง ผลเลือดพบ ตับอักเสบรุนแรง เหลืองปานกลาง
ชายคนนี้โทษว่ายาที่เขาซื้อมากินคงจะเป็นพิษ มันจะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะไม่เห็นยา เขาเปิดหน้าเฟสบุ๊กให้ดู เห็นแล้วนึกแค้นใจมาก ถ้ามีอำนาจดังองครักษ์จั่นเจา ป่านนี้คงไปลงโทษแล้ว ปล่อยให้ลอยนวลได้อย่างไร
นี่แค่ส่วนเดียว ไม่รู้ว่ามีแบบนี้อีกเท่าไร
แต่ชายคนนี้ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นจาก ... เหล้า ที่ตัวเองกินเลย และยังคิดจะดื่มเหล้าต่อโดยมีตัวช่วยอีกด้วย นี่คือ อวิชชา ที่พบได้มากมาย
มีข้ออุทธาหรณ์ ก็มาเล่าสู่กันฟัง และเตือนสติ พี่ๆน้องๆที่รักทุกท่าน
ปล. วันนี้เขามาคนเดียว ภรรยาไม่มาด้วย การเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงถือว่าเป็นความผิด และถ้าความจริงถูกเปิดเผยโดยภรรยาเป็นผู้สืบทราบเอง .... สวัสดี ลาก่อยยยย

เชื้อจะดื้อยา

สงครามเชื้อโรค หลายปีที่ผ่านมาทุกคนคงได้ยินคำพูดที่ว่า อย่าใช้ยาพร่ำเพรื่อ เชื้อจะดื้อยา แต่เชื่อไหมครับ สถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เวลาคนไข้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยความสงสัยโรคติดเชื้อ สิ่งที่เราทำคือหาตัวเชื้อโรคมาให้ได้แล้วทำการทดสอบว่ามีความไวต่อยามากน้อยแค่ไหน เช่นนำเลือด ปัสสาวะ เสมหะ หนอง ไปเพาะเชื้อ แล้วมาทำการทดสอบความไวของยาฆ่าเชื้อ
ในอดีตเชื้อที่จะดื้อยา ใช้ยาอะไรก็ไม่ได้ ก็จะเป็นเชื้อในโรงพยาบาล ผ่านยามาเยอะ เจ็บมาเยอะ พัฒนาตัวเองให้ทนต่อยาได้ ส่งไปทดสอบความไวของยาจะตกใจ ไม่มีตอบสนองสักตัว
แต่ในปัจจุบัน เราพบเชื้อดื้อยาที่มาจากบ้าน จากชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เพราะอะไร เชื้อในโรงพยาบาลก็ดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ และจ้องจะเข้าโจมตีทุกคนที่เข้ารักษา
มันเกิดอะไรขึ้น
แน่นอน เชื้อโรคมันก็คือสิ่งมีชีวิต มันอยากอยู่รอด มันก็ต้องพัฒนาตัว ยาที่ไปทำลายผนังเซล มันก็สร้างผนังเซลให้หนาขึ้น ยาต้องไปจับกับตัวรับที่ผิวเซลเหมือนเข้าประตูบ้านที่ต้องขนาดพอเหมาะ มันก็ไปเปลี่ยนประตูให้เล็กลง ยาเข้าไม่ได้ ยาต้องเข้าเซลไปเพื่อทำลาย มันก็ฝึกวิทยายุทธ์ให้ถีบยาออกจากตัวได้ หรือสร้างทหารหน่วยหน้าออกจากตัวแบคทีเรียไปทำลายยาก่อนจะเข้ามาที่เซลก็มี
นี่คือการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต ในอดีตมันไม่ร้ายเท่านี้ เพราะมันไม่รู้จักยามากมาย แต่เมื่อการใช้ยามากขึ้นและไม่สมเหตุสมผล ผลเสียอันหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ เชื้อมันก็รู้จักและปรับตัว ยิ่งโดนกระทำด้วยยารุนแรงมันยิ่งแกร่ง
ไม่พอ...ถ้าเราใช้ยาที่ออกฤทธิ์กว้าง คือ เชื้อโรคอยู่ในกทม. แต่ใช้ระเบิดทำลายรัศมีไปถึงยะลา เชื้อตัวอื่นๆที่ไม่ใช่เป้าหมายมันก็รู้จักยาไปด้วย มันก็เริ่มดื้อนั่นเอง หรือเริ่มใช้ยาในปศุสัตว์ บางส่วนของยาก็ตกมาที่คนและสิ่งแวดล้อม เชื้อก็ดื้อยา
เชื้อโรคอยู่ในโลกนี้มาก่อนเรา อย่าลืมเราเป็นแค่ผู้อาศัย
กลไกการดื้อยาอาจเกิดจากเชื้อโรคใสๆ เกิดมาซื่อๆ ไม่รู้จักยาแต่โดนยาหนักๆก็แกร่ง หรือส่งถ่ายความแข็งแกร่งไปสู่ลูกหลานผ่านสายดีเอ็นเอ หรือสารพันธุกรรมอื่นๆ สอนให้แกร่งตั้งแต่เกิด กำลังมากขึ้นๆ ปัจจุบันเราก้าวไปถึงการตรวจทางพันธุกรรมของแบคทีเรียที่ตรวจเจอการดื้อยา
เชื้อรู้จักยามากขึ้น แต่ว่าการพัฒนายาของเรากลับลดลง เราไม่มีลู่ทางการกำจัดเชื้อเพิ่มขึ้น โรคต่างๆรุนแรงขึ้น แล้วเราทำอะไร
เราจะทำอย่างไร
เราพัฒนากลเม็ด ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ใช่วิธีใหม่ๆคือยาก็ยาเดิมๆ แต่ทำอย่างไรให้มันออกฤทธิ์หรือฆ่าได้ดีขึ้น อาทิเช่น เพิ่มระยะเวลาการให้ยาไม่ใช่ฉีดพรวดเข้าไป แต่ค่อยๆหยดยาให้เวลาที่ยาไปฆ่าเชื้อนานๆ หรือการให้ยาแบบ loading คือเพิ่มยาให้สูงในขนาดรักษาตอนเริ่มโดยเร็ว หรือการใช้ยาสองตัวสามตัวร่วมกันที่ออกฤทธิ์เสริมกัน
หรือไปหลอกล่อเชื้อ เช่น ส่งสารไปจับกับตัวรับ(ประตู) เมื่อรับแล้วจะปรับให้ยาเข้าเซลได้ง่าย ใช้โมเลกุลที่แบคทีเรียรู้จักยอมให้เข้าเซล พอเข้าไปก็แตกตัวออกเป็นยา ...อั๊ยยะ เราทำม้าโทรจันไปทำลายแบคทีเรีย หรือสร้างสารที่ไปทำลายทหารกำจัดยาของแบคทีเรีย ยาของเราจะได้ไปทำลายได้ง่าย
แต่นี่คือปลายทาง.....
ที่เราควรทำคือ การใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช้ยาที่ออกฤทธิ์กว้างสารพัดประโยชน์ เราควรใข้ยาที่ออกฤทธิ์แคบที่สุดตรงเชื้อที่สุด ในกรณีให้ยาช่วงเร่งด่วนอาจให้ยาออกฤทธิ์กว้างได้แต่เมื่อทราบเชื้อโรคแล้วต้องรีบปรับลดลงมา (การปรับลดนี่ลดอัตราการเสียชีวิตนะครับ)
ใช้ยาให้ถูกขนาด ถูกเวลา ไม่ใช้เกิน ไม่ใช้ขาด นอกจากไม่หายอาจทำให้เชื้อเรียนรู้ตัวยาและดื้อยาด้วย
โรคไหนที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ก็ไม่ควรใช้ เช่นไอเจ็บคอจากไวรัส ก็ไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำคอ หรือถ้าเป็นจริงก็ควรใช้ยาที่เหมาะสมเช่น penicillin amoxicillin ไม่ใช่กระโดดไป moxifloxacin, amplicillin/sulbactam การให้ยาแรงๆไม่ได้ทำให้หายมากขึ้นนะครับ
ระวังการใช้ยาในปศุสัตว์ ข้อมูลออกมาว่าที่ใช้เพราะเชื่อว่าจะทำให้โตเร็ว แข็งแรง ทางหน่วยงานปศุสัตว์ก็ออกมาบอกแล้วว่าไม่จริงนะครับ ยังจะทำให้เชื้อในสิ่งแวดล้อมดื้อยาด้วย
สร้างการควบคุมการใช้ยา ทั้งกฏ ข้อห้าม การจำกัดการใช้ยา ในระดับร้านยา สถานพยาบาล ระดับประเทศ เผยแพร่ความเข้าใจตรงนี้เรื่อง antibiotic smart use, rational drug use และที่สำคัญที่สุดคือ ให้ความเข้าใจที่ถูกเพื่อให้มีทัศนคติที่ถูกต้องในการใช้ยาฆ่าเชื้อครับ

16 ตุลาคม 2560

การวินิจฉัยโดยใช้ผลเลือด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพจเราเขียนมาช้านาน เรื่องการวินิจฉัยโดยใช้ผลเลือด
เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (คิดว่าขอบตาคงไม่คล้ำทุกคน) ได้ช่วยเหลือการวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางคลินิกอย่างมากมายด้วยการตรวจปฏิกิริยาของร่างกายต่อเชื้อหรือตรวจหาชีวโมเลกุลของตัวเชื้อ ที่เรียกว่า serologic test โดยเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการหรือคุณหมอด้านพยาธิวิทยาคลินิกจะบอกเสมอว่า "please clinical correlation" กรุณาแปลผลโดยใช้อาการทางคลินิกร่วมด้วย
ปัญหาหลักของการส่งไว...ผลด่วน..แปลเร็ว คือ มันอาจผิดพลาดได้นะครับ ถ้าใช้ไม่เป็น กระบี่อันแหลมคม ถ้าหากไปอยู่ในมือ(เท่าแง่งขิง)ของอีเจี๊ยบ ก็เหมือนถือไม้ตีพริก
ตัวอย่างที่ผมได้ฟังมาและอยากจะบอกทุกคนคือ การตรวจทุกชนิดมันมีข้อจำกัด มีผลบวกจริงบวกปลอม ลบจริงลบปลอม มีการข้ามปฏิกิริยาได้ ผลบวกหรือลบไม่ได้แปลตรงตัวเสมอไป จะต้องแปลด้วยสติเสมอ
เช่น ผู้ป่วยมีไข้สูงสองวัน ปวดเมื่อยปวดตามตัว มีผื่นขึ้นจางๆ ไม่มีอาการใดๆเฉพาะเจาะจง เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงฤดูฝน ไข้เลือดออกกำลังระบาด ตรวจหาแอนติบอดีของไข้เดงกี่ที่เรียกว่า RAPID DENGUE TEST ผลเป็นบวก ถ้าเราไม่เผื่อใจว่าอาจจะเป็นโรคอื่นหรือไม่ทราบข้อจำกัดของการทดสอบ ผู้ป่วยก็จะได้รับการวินิจฉัย ไข้เลือดออก
ทั้งๆที่ antibody คือ ภูมิคุ้มกันของเราเองต่อเชื้อไวรัส ที่อาจจะได้ผลบวกในไวรัสตระกูลเดียวกับไข้เลือดออกได้ เช่นไวรัสซิก้า หรือ ไวรัสชิคุนกุนย่า เรียกว่าถ้าบวกล่ะก็เป็นเดงกี่ได้ โรคอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็นลบ โอกาสเป็นเดงกี่ก็น้อยมาก
เรียกว่ามีปฏิกิริยาข้ามไปกับไวรัสตระกูลเดียวกัน สายพันธุ์อื่นที่เรียกว่า cross reactivity ได้
แต่เราไม่คุ้นเคยกับโรคซิกาและชิคุนกุนย่า เราก็ไม่คิดถึง ไม่ตรวจ ... หรือไม่ได้ติดตามต่อว่าอาการของโรคจะไปทางไข้เลือดออกหรือไข้อื่นๆ เราก็จะพลาดโรคอื่นๆไปได้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราไม่ค่อยพบไข้ซิกาในเมืองไทย ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ว่า ไม่ได้ค้นหาต่างหากครับ
การตรวจวินิจฉัยโรคเราจะต้องคิดไว้ก่อนว่าเป็นอะไร และติดตามอาการ คิดเสมอว่าส่งตรวจแล้ว ถ้าบวกจะแปลอย่างไร ผิดพลาดได้จากอะไร ถ้าลบเชื่อได้แค่ไหน และจะต้องทำการทดสอบก่อนหรือไม่ ก่อนจะไปบอกว่าห้องแล็บไม่แม่น เทสต์ผิด เราต้องมาดูการแปลผลก่อนว่าเรา "ใช้เป็น" หรือไม่
อย่างในกรณีนี้ การส่งตรวจหาสารพันธุกรรมคือ RNA จะบอกได้ว่าเป็นเชื้อไวรัสกลุ่ม Flavivirus ตัวใดกันแน่ แต่ถามจริงๆ ทำได้ทุกที่หรือไม่ หรือทำแล้วเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยแค่ไหน แต่ถ้ามีผลมากๆก็ควรทำนะครับ ตัวอย่างที่อยู่ในการบรรยาย คือ หญิงตั้งครรภ์ ไข้สูงสี่วัน ผื่นจางๆ ผลเลือดออกมาว่า NS1 antigen (ตรวจหาชิ้นส่วนของไวรัสเดงกี่) ผลไม่พบ แต่กลับตรวจพบแอนติบอดีของเดงกี่ ...อ้าว ไม่ตรงไปตรงมาล่ะ แถมถ้าคนท้องเป็นไวรัสซิก้าที่เกิดปฏิกิริยาข้ามได้ จะเกิดอันตรายต่อเด็กได้ (มีโอกาสนะ ไม่ใช่ว่าต้องเกิดทุกคน)
ถ้าเราไม่คิดไว้ก่อน เจอแอนติบอดีของเดงกี่ผลบวก เอาละอย่างไรก็ไข้เลือดออกเดงกี่ ก็เรียกว่าตกหลุมพรางความรู้และความเชื่อมั่นของตัวเองได้ การวินิจฉัยโดยใช้เทสต์ทางอ้อม อาจจะสะดวกประหยัดเวลา แต่ต้องรู้ข้อจำกัดการแปลผลด้วย
ส่วนการตรวจหาเชื้อตรงๆ ไม่ว่าเพาะเชื้อ ตรวจจับชิ้นส่วนของเชื้อ หาสารพันธุกรรม (แยกไม่ได้นะครับว่าเป็นซากเชื้อตายแล้ว หรือเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่) มีความจำเพาะสูงมาก แต่ว่าไม่พบไม่ได้หมายความว่าไม่เป็น
แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสีย ที่คิดมาด้วยศาสตร์ แต่จะเลือกใช้วิธีใดมันคือศิลปะการเลือกเช่นกัน และก่อนจะบอกคนไข้ ก็ต้องไตร่ตรองเหตุผลก่อน แม้แต่คนไข้เอง ห้ามใช้ผลนั่นบวกนี่ลบ เอาไปแปลผลตรงๆตัวเด็ดขาด ย้ำครั้งที่สี่สิบสี่ (ต้องย้ำสี่สิบสี่จึงจะมีอำนาจพอ) ว่าใช้ประกอบกับการวินิจฉัยทางคลินิกเท่านั้น
และขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ นักเทคนิคการแพทย์ทุกท่าน ที่ช่วยพวกเราในการวินิจฉัยตลอดมา อยากจะบอกว่าพวกเราเข้าใจพวกคุณดี และพยายามทำให้ช่องว่างตรงนี้มันหายไปครับ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้น

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้น
ผมคงไม่สามารถถ่ายทอดทุกเรื่องราวของงานประชุมได้ บางเรื่องก็เชิงลึกสำหรับแพทย์ บางเรื่องก็ไม่สามารถแยกร่างเข้าพร้อมกันได้ อยากเป็นทศกัณฐ์จริงๆ จึงคัดเรื่องราวที่อยากส่งต่อให้ประชาชนได้รับทราบ และช่วยกันแก้ไข ป้องกัน
และไม่ได้มาเลคเชอร์ ผมไม่สามารถทำได้ดีเท่าผู้บรรยายแน่นอน แค่บอกเล่าฟังเพลินเท่านั้น
จากสถิติของกรมควบคุมโรค พบความจริงที่น่าตกใจอันหนึ่งคือ บรรดาโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆที่เคยเงียบสงบไปเมื่อสัก 20 ปี (ไม่ได้หายไปนะครับ ยังเท่าๆเดิมอยู่) กลับมาเพิ่มสูงขึ้นในสองสามปีมานี้ ไม่ใช่โรคใหม่แต่ยังเป็นโรคเดิมๆ คือ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส มันเกิดอะไรขึ้น ความเข้าใจตรงนี้ไม่ใช่แค่บุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นที่ต้องเข้าใจ แต่รวมถึงเราๆท่านๆ ประชาชนทั่วไปด้วยครับ
1. กำแพงสำคัญคือ ความเข้าใจและการสื่อสาร คนไข้เองก็อายไม่อยากมาหาหมอส่วนมากก็สืบหาข้อมูลซื้อยากินเอง หรือเมื่อต้องถามเรื่องคู่นอนก็อาจจะอิหลักอิเหลื่อ ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง พอหมอถามซ้ำก็อาจเกิดความไม่พอใจ ทำให้การวินิจฉัยทำได้ยากหรือแทบไม่ได้เลย
หรือแม้แต่หมอเอง ก็ไม่ได้ถามประวัติเพศสัมพันธ์มากพอที่จะช่วยการวินิจฉัยได้ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นประวัติและการตรวจตรงนี้สำคัญมากๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจ น่าเชื่อถือ สำคัญมาก
2. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปัจจุบัน มันไม่ได้อยู่ในรูปแบบพื้นฐานอีกต่อไป เพราะปัจจุบันบ้านเราเมืองเรา "เปิด" มากขึ้น ทั้งความสัมพันธ์เพศเดียวกันและต่างเพศ (LGBT) ช่องทางการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าทางอวัยวะเพศ ทางทวารหนัก ทางปาก มือเท้า ล้วนแต่ทำให้รูปแบบของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากที่เราเคยรู้มา
ยังไม่รวมถึง เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทำให้การจัดหาคู่ การเข้าสู่การมีเพศสัมพันธ์ง่ายขึ้น ข้อมูลความเชื่อที่ผิดที่ส่งต่อกันต่างๆ ที่ทำให้โอกาสติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น
3. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อันดับหนึ่งที่เรากลัวมาตลอดคือ การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เราทำหลายอย่างเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและรักษาเอชไอวี แต่ทว่าความเป็นจริงทุกอย่างของเอชไอวีก็ไม่ได้เป็นจริงกับโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป ตัวอย่างที่สำคัญและเป็นปัญหาคือ "oral sex" สำหรับเอชไอวีถือว่าเสี่ยงต่ำมาก แต่ว่าโรคติดเชื้ออื่นๆมันไม่ได้ลดต่ำด้วยนะครับ
ทำให้การมีเพศสัมพันธ์แบบนี้เป็นทางแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่นหนองใน เริม เป็นต้น เพราะไม่สวมถุงยางหรือไม่ใช้ dental dams
4. กลุ่มอายุที่ติดเชื้อเริ่มน้อยลงๆ ดังนั้นหากใครเป็นผู้ปกครอง สอนลูกหลานของท่านให้รู้จักการป้องกันเถอะครับ ป้องกันทั้งโรคติดเชื้อ โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การสอนไม่ยากเย็นอะไร สามารถใช้สื่อต่างๆ หรือยูทูปประกอบก็ได้
การไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นสิ่งดี แต่เดี๋ยวนี้เด็กเขาไปไกลกว่าที่ท่านคิดมากมาย หรือแม้แต่กลุ่มอายุมากๆ ก็อย่าคิดว่าไม่มีนะครับ ทุกวันนี้เรามีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงการขยายเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่เป็นการตอบสนองความต้องการทางเพศที่ขับดันพฤติกรรมเราด้วย
5. กลุ่มคนที่อันตรายที่สุดคือ การติดเชื้อแบบไม่มีอาการเพราะเขาจะไม่รู้ตัวและแพร่กระจายเชื้อได้มาก การไม่มีอาการนั้นอาจหมายถึงสถาพโรคเองที่ระยะต้นๆจะไม่แสดงอาการเช่น เอชไอวี หรือแสดงอาการแต่ไม่เป็นที่รบกวนจึงไม่ทราบ เช่นแผลริมแข็งที่ไม่เจ็บบริเวณอวัยวะเพศของโรคซิฟิลิส เมื่อไม่มีอาการ ก็ไม่ตระหนักและประมาท ทำให้เกิดการแพร่กระจายได้มาก
ดังนั้นเมื่อไรที่มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้ป้องกัน นั่นคือ "มีความเสี่ยง" และถ้ามีแบบพหูพจน์คือหลายคน ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
6. ตัวอย่างการติดเชื้อแบบไม่มีอาการเช่น การติดเชื้อหนองในของสุภาพสตรี ส่วนมากอาการที่เรารู้ๆกันสำหรับบุรุษคือหนองไหลเป็นภูเขาไฟระเบิด แต่ผู้หญิงไม่ใช่อย่างนั้นเพราะผู้หญิงจะติดเชื้อที่มดลูก ไม่ใช่ช่องคลอดและอาการก็ไม่รุนแรง หรือการติดเชื้อหนองในที่ปากและลำคอที่จะซ่อนเร้นเป็นแหล่งก่อโรคต่อไปได้
ในต่างประเทศถ้าหากเป็นกลุ่มเสี่ยงจะทำการคัดกรองหมด แต่ในเมืองไทยก็ยังทำได้น้อยด้วยหลายสาเหตุ
7. อาการที่ไม่ตรงไปตรงมา ก็ทำให้แพทย์วินิจฉัยพลาดได้ ตัวอย่างก็หนองในอีกเช่นกันหากพบมีไข้คอเจ็บ อ้าปากตรวจที่หนองที่คอหอย .... ผมคิดว่าคงไม่มีหมอท่านใดที่จะไปคิดถึงหนองใน หากไม่ได้นั่งตรวจที่คลินิกกามโรค หรือคนไข้สงสัยว่าหนองอาจจะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก ยากมากนะครับหากไม่สงสัยก็จะไม่ถามและรักษาไม่ตรงจุดด้วย
ดังนั้นหากพบการติดเชื้อแปลกๆที่ผิดจากที่พบทั่วไป รัักษาไม่หาย อาจต้องคิดถึงเชื้ออื่นๆที่อื่นๆ แต่มาด้วยทางแปลกๆด้วยนะครับ
8. ปัญหาที่สำคัญไม่แพ้การวินิจฉัยคือ เรื่องของการรักษา เพราะปัจจุบันเชื้อโรคที่ก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ดื้อยาไปเกือบหมดแล้ว ทางองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคอเมริกา ได้ประกาศโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเชื้อดื้อยาที่เป็นปัญหา เราลืมไปว่านี่ก็เป็นปัญหา เวลาคิดถึงเชื้อดื้อยาก็ไปคิดถึงแต่เชื้อดุๆในโรงพยาบาล ลืมนึกถึงเชื้อบ้านๆที่ก่อปัญหาโดยเราไม่รู้
สาเหตุหลักคือการใช้ยาต้านจุลชีพไม่สมเหตุผล ซื้อกินเอง ฟังเขามา หรือแม้แต่แพทย์เองจ่ายยาผิดตัว ผิดขนาด ไม่ได้เพาะเชื้อหรือนัดมาติดตามว่า "หาย" จริงไหม อย่าลืมถ้าเขาไม่หายแล้วไปแพร่เชื้อต่อ ก็อาจแพร่เชื้อดื้อยาด้วย
9. อย่าลืมว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนมาก เกือบทั้งหมดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ จริงอยู่ว่าบางโรคอาจเกิดจากการสัมผัสได้แต่ก็โอกาสน้อยมาก ดังนั้นโรคมันจะแพร่กระจายเป็นเลขคู่ คือต้องพาคู่ติดเชื้อมารักษาด้วย ไม่อย่างนั้นก็ติดกันไปติดกันมา ไม่หายสักที
คู่ติดเชื้อมักจะไม่มา มาก็ไม่ตรวจหรือไม่ยอมกินยา ก็เป็นปัจจัยที่ไม่หาย แค่คู่สองยังพอควบคุมได้ แต่ถ้าเป็นคู่สามคู่สี่ หรือบางทีเป็นตอง ก็ต้องตรวจรักษาให้หมดเช่นกัน
10. ข้อสุดท้ายอยากฝากบอกทีมผู้รักษาและคนไข้ สำหรับทีมผู้รักษาการซักถามประวัติทางเพศสัมพันธ์เป็นสิ่งพึงถามหากสงสัย อย่าคิดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ก็ต้องอาศัยวาทศิลป์ ความเป็นส่วนตัว การรักษาความลับและความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่วนสำหรับคนไข้ การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันสามารถติดโรคได้อีกมากมาย และประวัติตรงนี้จะช่วยการวินิจฉัยได้ดีครับ อย่าเพิ่งรำคาญและโกรธถ้าคุณหมอเขาจะถาม "ลึก" สักหน่อย
มาประชุมครั้งนี้ อ่านหัวข้อและทบทวนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน เพราะตั้งใจจะมาบอกเล่าเรื่องนี้ ปล่อยบทนำเรื่องออรัลเซ็กซ์ไป ก็พบว่ามีคนสนใจมาก ต้องขอขอบพระคุณต้นเรื่องผู้บรรยาย อ.โอภาส พุทธเจริญ และ อ.รสพร กิตติเยาวมาลย์ ในงานประชุมใหญ่สมาคมโรคติดเชื้อประจำปี 2560 ครับ
มีอีกสักสองเรื่องเกี่ยวกับโรคติดเชื้อที่อยากทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป ขอคิด ขอย่อยก่อนนะครับ ลิเวอร์พูลเสมอ สมองไม่ค่อยแล่น

บทความที่ได้รับความนิยม