05 กรกฎาคม 2558

my idea idol

บ่ายวันอาทิตย์ครับ ถึงเวลาที่หมอเมดจะมาปลดปล่อยครับ ภาษาสแลงของเราๆ เรียก ventilate ที่มาจาก "ระบาย" นั่นแหละครับ ผมจะพูดถึงความอึดอัดที่ทนมา10ปี คุกรุ่นไว้ จนความรู้ประสบการณ์มันตกผลึก นั่นคือเรื่องความง่ายครับ

เมื่อ 3 เดือนก่อนผมมีโอกาสได้ฟัง ดร.เดวิด เฟลมมิ่ง ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา พูดว่าความสำคัญสูงสุดของวิชาแพทย์ คือ คนไข้เข้าใจว่าคุณคิดอะไร บางทีพูดเต็มที่แต่คนไข้ไม่เข้าใจอะไรเลย ตั้งแต่นั้นมาผมตั้งใจทำตัวเองเป็น โน้ส อุดมครับ คือ พูดภาษาแพทย์ด้วยภาษาไทยครับ วาดภาพอธิบายง่ายๆ ตอนอธิบายคนไข้ ใส่กระดาษ A4 รีไซเคิล จนคนไข้เข้าใจ แบ่งเป็นหัวข้อสั้นๆ ใช้ภาพง่ายๆ.อธิบายเสร็จ เอากระดาษให้คนไข้ไปเลย บอกว่านี่คือคำอธิบายโรคทั้งหมด ##‪#‎ที่คุณเข้าใจ‬### แล้วเอาไปอธิบายต่อให้คนที่บ้านฟัง ทำอยู่สามเดือน คนไข้บอกว่า หมอ..ไปเล่านิทานได้เลยนะ. ผมเลยคิดว่านี่ น่าจะเป็นการปฏิวัติ การรักษาอันหนึ่งครับ และก็ขยับขยายมาเขียนเพจ‬

คนเราทั่วไปฟังภาษาแพทย์ไม่รู้เรื่องหรอกครับ ขนาดหมอด้วยกันยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย แพทย์ที่ดีควรจะเป็นครูที่ดี คือพูดให้เข้าใจด้วย ไม่อย่างนั้น ความรู้ความสามารถที่มี ก็ไม่มีค่าใดๆ ถ้าคนที่สำคัญที่สุด คือ คนไข้ ไม่เข้าใจ

Idol ที่สำคัญมากคือคุณพ่อของผมเองครับ ท่านเป็นครูดนตรีไทย ที่เรียกว่าเป็น "ขบถ" ในทางดนตรีคนหนึ่ง คือท่านไม่ยึดติดกับธรรมเนียมโบราณที่จะทำให้คนยุคนี้ เข้าไม่ถึงดนตรีไทย และฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าท่านทำสิ่งที่คนยุคนี้ต้องการผสานกับดนตรีไทย คนก็จะหันมาฟัง เมื่อคนฟังดนตรี ดนตรีจึงจะมีคุณค่า ( คุณพ่อ เรียบเรียง เพลงเมอรรี่คริสต์มาส มาเล่นเป็น มโหรีได้นะครับ อย่างไพเราะ และไม่เสียชาติกำเนิดดนตรีด้วย)

ผมเลยคิดว่าวิธีเดิมๆตามธรรมเนียมแพทย์ อาจไม่เข้าถึงใจคนยุคสมาร์ทโฟนได้มากนัก ผมจึงเปลี่ยนแปลงกรรมวิธีการให้คำอธิบายให้ ##‪#‎เข้าใจเข้าถึงและเข้าร่วมครับ‬###‬

03 กรกฎาคม 2558

เอดส์ SUFFERING

   SUFFERING---เป็นความรู้สึกที่ไม่มีทางเข้าใจ ถ้าไม่เข้าถึง---เริ่มต้นด้วยคำคมคิดเองครับ เลยไม่ค่อยคมเท่าไร แต่ก็อยากบอกเช่นนั้นจริงๆผมเคยเข้าถึงความรู้สึก suffering ของผู้ป่วยหลายราย แต่รายนี้อึ้งไปเลย และ ประทับใจสุดๆด้วย ผมได้รับปรึกษากรณีผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่มาตรวจพบเมื่อมาฝากครรภ์ !! สองสามีภรรยาตั้งใจสร้างครอบครัวมาก ตอนแรกทั้งสองท้อแท้ เศร้า จุกอก เฮ้อ..เกินบรรยายครับ ผมดูแลผู้ป่วยรายนี้อยู่สามปี ก่อนจะย้ายกลับภูมิลำเนา แต่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งครับ ลูกเกิดรอดไม่ติดเชื้อ แม่ปลอดภัยและเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้รับผลที่ดี ส่วนสามีล่ะ..ตอนแรกภรรยา โกรธและโมโหสามีมากที่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อและมีโอกาสติดเชื้อสู่ลูก ทีมงานของเราต้องทำงานหนักมากเพื่อรองรับ suffering ตรงนี้ ##‪#‎ผลปรากฏว่าสามีเธอไม่ได้เป็นโรค‬### คดีพลิกเลยครับ แต่ท่านเชื่อไหมครับ เขารับได้อย่างจริงใจ ดูแลภรรยาและลูกอย่างต่อเนื่องไม่ได้รังเกียจ มาพร้อมหน้ากันทุกนัด ผมมองตาเขาแล้วมันยิ่งใหญ่มากๆครับ ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกยิ่งใหญ่เท่านี้มาก่อน ปัจจุบันเขาทั้งสามคนก็ยังมีความสุขดีครับ

    การรักษาผู้ป่วย HIV ในปัจจุบันนั้นประสิทธิภาพสูงมาก ใกล้เคียงกับคำว่าหายเลยนะครับ โดยที่ผลข้างเคียงจากการรักษาก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน ยาที่ใช้ส่วนมากก็จะเป็นยาเม็ดรวมที่เพิ่มความสะดวกในการกิน สิทธิการรักษาต่างๆก็คลอบคลุมเกือบหมด มีการจัดการคลินิก HIV ที่มีมาตรฐานมากๆใน รพ.ทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน เพียงแต่ผู้ป่วยเปิดใจยอมรับ และรักษาสม่ำเสมอ ปฏิบัติตัวเคร่งครัด เขาเหล่านั้นก็จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีปกติสุข เหมือนคนทั่วไปทุกประการ เกณฑ์การรักษาของประเทศไทย อ้างอิงตาม แนวทางการรักษา HIV ปี 2557 เปิดโอกาสให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่การรักษาเร็วขึ้น โดยให้การรักษาได้ตั้งแต่ค่าเม็ดเลือดขาว CD4+ ตั้งแต่ 350 ลงมา การรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก การให้ยาเพื่อป้องกันกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น เข็มทิ่มตำ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถุงยางอนามัยแตกรั่ว
ปัญหาที่พบมากๆในปัจจุบันคือ

1. คิดว่า HIV ไกลตัว จริงๆตอนนี้มีผู้ติดเชื้อกว่าสองล้านครับ ที่แย่คือพวกเขายังไม่รู้และก็จะแพร่เชื้อออกไปเรื่อยๆครับ ต้องป้องกันตลอดครับ--ยืดอกพกถุง--และ test and treat คือถ้าคิดว่าเสี่ยง ก็เข้ารับการตรวจและรักษาเลย ไม่ต้องรอให้เป็นมากๆ หรือ ไปแพร่เชื้อสู่คนอื่น

2. ไม่เปิดใจ ตอนนี้เรามีทีมงานในระดับ รพ. เขต หรือกระทั่งระดับกระทรวง เพื่อดูแลด้านอื่นๆนอกจากการรักษา เช่น จะบอกญาติอย่างไร จะคุยกับคู่แต่งงานอย่างไร จะถูกให้ออกจากงานไหม ค่าใช้จ่ายในการรักษาเท่าไร เครียดมากอยากตายให้จบๆไป--- อย่าครับ...เรา..อายุรแพทย์มีทางออกให้ท่านเสมอครับ

3.ไม่อดทน การรักษานั้นจะสำเร็จเมื่อท่านกินยาตลอดชีวิตอย่างเคร่งครัด และติดตามนัดตลอดไป ส่วนมากที่ผมและเพื่อนหมอเมดเจอกันคือ" honeymoon period" ภาษาตอนนี้ก็เรียกว่า "ช่วงโปรโมชั่น" ตอนแรกๆรักษาอย่างเป๊ะ ผ่านไป 2-3 ปีเริ่มเกเร ไม่กินยา ไม่มาตามนัด ไปกินบัวหิมะจากเขาเหลียงซาน ขวดละหมื่นก็มี อยากให้ท่านเชื้อมั่นและศรัทธาใน วิชา HIV ของอายุรแพทย์เราที่ตอนนี้ผมคิดว่าถึงขั้นสุดเลยทีเดียว

อยากให้บทความนี้ช่วยกระตุ้นเตือน--ท่านที่ปกติ อย่าประมาทจนติดเชื้อ--ท่านที่ยังเสี่ยง รีบไปตรวจ--ท่านที่ยังลังเลเรื่องการรักษา รีบเข้ารับการรักษา--ท่านที่กินยาแล้วเกเร เลิกเกเรกลับมาเริ่มกันใหม่--ท่านที่รักษาสำเร็จแล้ว ขอให้พบนิพพานแห่งการรักษา อย่ากลับมาในสังสารวัฏ HIV อีกครับ

02 กรกฎาคม 2558

การเลิกบุหรี่

   เมื่อตอนบ่ายผมไปซื้อของในเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาประจำ ก็เหลือบเห็นพนักงานกำลังเติมบุหรี่ในช่องขาย ซึ่งเมื่อคืนผมก็เพิ่งเห็นเขาเติมบุหรี่ไปเอง แสดงว่าบุหรี่ยังขายดีอยู่มาก อนาคตโรคที่เกี่ยวกับบุหรี่ก็จะเพิ่มขึ้น เช่น ถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง และ หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ผมจึงอยากบอกวิธีคร่าวๆที่เราใช้ในคลินิกเลิกบุหรี่ครับ

1. ใจสั่งมา-- สำคัญมากครับ ถ้าตัวเองไม่ได้ตั้งใจเลิก ไม่มีทางครับ ที่ผมพบส่วนมาก แฟนพามา พ่อแม่พามา ครูปกครองพามา จริงๆพามาเลิกก็ดีนะครับ แต่เจ้าตัว ##‪#‎ต้องอยากเลิก‬## จึงจะสำเร็จ ผู้ที่ติดบุหรี่มีส่วนของจิตใจตนเป็นหนึ่งในสามปัจจัยหลัก‬

2. สังคมช่วยกัน-- ต้องบอกคนรอบข้างครับ พ่อ แม่ เมีย ลูก อาม่าปากซอย อาเจ็กขายบุหรี่เจ้าประจำ ไอ้เปี๊ยกที่วานไปซื้อบุหรี่บ่อยๆๆ ... บอกทุกคนให้รู้ให้ช่วยเตือนครับ ช่วยเป็นแรงใจ บางคนอาจเหยียดหยามแต่ เอามาเป็นพลังบวกนะครับ ส่วนนี้สำคัญ ผู้ที่ติดบุหรี่มีส่วนของสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในสามปัจจัยหลัก

3.กำหนดชัดเจน-- ลดลงมากๆครับในช่วง 7 วันแรก แล้วกำหนดวันที่จะหยุดชัดๆเลย พอถึงวันนั้น ให้ประกาศตัวทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์ทุกอย่าง ช่วงนี้ครอบครัวต้องสนับสนุนมากๆครับ

4.ต่อสู้ตัวเอง-- จะมีอาการลงแดงบุหรี่ครับ หงุดหงิด ง่วง กระสับกระส่าย น้ำหนักขึ้น(เพราะบุหรี่มันไปทำให้สมองอิ่มเร็วครับ) ไอมีเสมหะ(เพราะบุหรี่มันไปกดการทำงานของการขนส่งเสมหะในปอดครับ) ต้องอดทนครับและอาจต้องใช้ยาช่วยลดอาการ อย่ากลับไปสูบนะครับ บริษัทบุหรี่ทุ่มเทงบมหาศาลเพื่อให้ได้วิธีที่สูบบุหรี่แล้ว นิโคตินจะไปถึงจุดออกฤทธิ์ที่สมองภายใน 5 วินาทีครับ ยังไม่มียาใดๆในโลกทรงประสิทธิภาพเท่าบุหรี่เลย แค่สูบซี้ดเดียว ที่เพียรทำจะล้มเอานะครับ ผู้ที่ติดบุหรี่ทีส่วนของร่างกายเป็นหนึ่งในสามปัจจัยหลัก และเป็นปัจจัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

5. ให้หมอช่วย-- เพื่อตรวจสมรรถภาพต่างๆ วัดค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ติดตามผล ช่วยแนะนำและจ่ายยา ยามี่ใช้หลักๆ มีสองอย่างครับ อย่างแรกคือชดเชยนิโคตินจากบุหรี่ นิโคตินที่ได้จากยานี้จะไม่มาก ออกฤทธิ์ช้า ไม่ติด ช่วยลดอาการลงแดงบุหรี่ได้ เช่น หมากฝรั่งนิโคติน แผ่นแปะนิโคติน วิธีการใช้มีรูปแบบเฉพาะนะครับ ไม่ได้เอามาพูดตรงนี้ ปรึกษาอายุรแพทย์ของท่านได้ หรือ หลังไมค์กับผมได้ครับ

 ส่วนยาอีกประเภทจะไปออกฤทธิ์ที่สารสื่อประสาทและตัวรับสัญญาณในสมองเลยครับ ( alpha-4,beta-2 dopaminergic receptor) เช่นยา nortriptyline, varenicline ยาvarenicline นี่ประสิทธิภาพดีมากครับ ผลข้างเคียงต่างๆที่กลัวในตอนแรกคือ โรคหัวใจและการฆ่าตัวตาย ตอนนี้ได้พิสูจน์และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนแล้วว่า ‎ไม่พบความเกี่ยวข้องกัน‬ รายละเอียดปลีกย่อยมีมากกว่ายากลุ่มแรกอีกครับ ท่านใดอยากทราบเป็นพิเศษก็หลังไมค์มาครับ ...เอ่อ ผมไม่ได้มีส่วนได้อะไรกับบริษัทผู้จำหน่ายนะครับ...‬

หรือถ้าต้องการปรึกษาทางโทรศัพท์ก็ quit line 1600 ครับ สุดท้ายผมขอเชิญชวนทุกท่าน "เลิกบุหรี่ ณ วันเข้าพรรษาครับ"

01 กรกฎาคม 2558

การออกกำลังกาย : ภาคสอง

  เอาล่ะครับ กลับมาต่อกันอีกนิดในเรื่องการออกกำลังกาย อันนี้เป็นของแถมนะครับ จริงๆแล้วอยากให้ทุกท่านออกกำลังกายตามที่โพสต์ที่แล้วเขียนไว้ก็พอ คำแนะนำของสมาคมแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาแห่งอเมริกานี้ ได้อธิบายข้อสงสัยที่เรามักจะเข้าใจกันผิดๆได้อย่างกระจ่างครับ เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง

  อย่างที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ ส่วนมากเป็นการออกกำลังกายเพื่อหวังผลรักษาหรือฟื้นฟูโรคหัวใจ และหลอดเลือด ท่านๆก็อยากรู้ว่า "เอ ถ้าฉันไม่ได้เป็นโรคล่ะ มันมีผลอย่างไร" ก็จะสรุปว่ามันช่วยลดความเสี่ยงต่างๆลงครับ ไม่ได้ไปแปลผลว่าการออกำลังกายนี้จะทำให้ อัตราตายจากโรคต่างๆของท่านลดลง เพราะมันมีปัจจัยอื่นๆอีกมากที่มีผลต่ออัตรานี้ เช่น อาหารการกิน โรคประจำตัว พันธุกรรม เป็นต้น แต่การออกกำลังกายก็ทำให้ความเสี่ยงลดลง เช่น อ้วน ไขมันในเลือด เบาหวาน ความดันโลหิต สมรรถภาพปอด ในเมื่อความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้ลดลง การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ลดลง หรือถ้าเกิด ก็จะไม่รุนแรงครับ -- แล้วถ้าออกกำลังกายอยู่พักหนึ่ง แล้วหยุดออกล่ะ-- มีการศึกษาบอกว่า ความเสี่ยงที่ลดลงนั้น ก็ไม่ได้เด้งเพิ่มนะครับ เพียงแต่ว่ามันก็หยุดนิ่งกับที่ ต้องออกกำลังกายต่อเนื่อง ความเสี่ยงจึงลดลงอย่างต่อเนื่องครับ

  คราวนี้ก็ยังมีการออกกำลังกายอีกสองแบบที่อยากมาบอกครับ อย่างแรกคือการออกกำลังกายที่มีแรงต้าน (resistance exercise) เช่นการยกเวท เล่นเครื่องเล่นในยิมที่มีน้ำหนักถ่วง อันนี้สำคัญมากในคนที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ เพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ อย่างเช่น กลุ่มที่ทำงานท่าใดท่าหนึ่งนานๆ นั่งนานๆ ยืนนานๆ ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรง ก็จะไม่เมื่อยล้าครับ และในคนที่ต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายแบบนี้จำเป็นมากนะครับ เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อให้เป็นตัวเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน การลดน้ำหนักจะไม่เด้งกลับเร็ว และไม่อ่อนเพลียครับ เราออกกันเป็นเซ็ท คือออกแรงซ้ำเดิม 10-15 ครั้ง พัก 1 นาที ทำแบบนี้ 3 ครั้งเป็น สามเซ็ทครับ จะต้องออกกำลังกับกล้ามเนื้อทุกส่วน และเน้นจุดที่เราต้องการได้ ไม่ต้องทำหมดทุกมัดกล้ามในวันเดียวนะครับ แบ่งๆทำให้ครบ ประมาณ สามครั้งต่อสัปดาห์ ให้กล้ามเนื้อได้พักและฟื้นตัวด้วย

  การออกกำลังกายอีกแบบ คือ แบบยืด (flexibility exercise) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่นท่านที่ต้องพิมพ์งานตลอด หัวไหล่และต้นแขนท่านจะล้าง่าย แข็งตึง ไม่คล่องแคล่ว ท่านออกกำลังแบบนี้ท่านจะใช้งานแขน ไหล่ได้ดี ไม่ตึงมาก การออกกำลังกายแบบนี้ทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเคลื่อนที่ตามแนวของข้อเช่น ท่านจะดึงยืดหัวไหล่ ท่านก็เอื้อมมือไปจับสะบักของไหล่อีกข้าง แล้วใช้อีกมือผลักข้อศอกให้ไหล่ตึงที่สุด จนเริ่มเจ็บนิดๆ ค้างไว้ 20-30 วินาทีแล้วปล่อยครับ ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง สะสมให้ได้ท่าละ 60 นาที ทำสลับกันไปในทุกข้อที่ต้องการครับ อ้อ..ควรวอร์มกล้ามเนื้อก่อนนะครับจะได้ยืดเต็มที่ ส่วนท่านที่จะดึงยืดให้คนแก่ ก็ใช้น้ำอุ่นประคบจุดที่จะดึงยืดก่อนสัก 5 นาทีแทนการวอร์ม กล้ามเนื้อก็ได้ครับ

โพสต์นี้ยาวหน่อย แต่ตั้งใจให้แฟนานุแฟนทุกท่านครับ

30 มิถุนายน 2558

การออกกำลังกาย ภาคหนึ่ง

   วันอังคารแล้วครับ เพจเปิดตัวครบ 3 สัปดาห์ ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามทำให้มีแรงใจผลิตผลงานดีๆต่อไป เหมือนเคยครับวันนี้ผมเจอผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาด้วยการออกกำลังกาย จึงเอาเรื่อง การออกกำลังกายมาเล่าให้ฟังง่ายๆครับ แต่ไม่ได้สอนแบบจริงจังจนเป็นพี่บัวขาว หรือ กัปตันกิฟท์ นะครับ

   การออกกำลังกายนั้นเป็นยาวิเศษที่ทรงพลัง ราคาถูก ผมคิดว่าเทียบต้นทุนต่อกำไรแล้ว น่าจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุดตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและผมก็คาดว่าถึงอนาคตด้วย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกา ได้ให้คำแนะนำการออกกำลังกายเอาไว้ดีทีเดียว เลยอ่านแล้วเอามาย่อยและค้นเพิ่มเติมมาให้กัน ( คำแนะนำของสมาคมนี้แพร่หลายทั่วโลกครับ)
   เขาบอกว่า การออกกำลังกายที่จะเห็นผลนั้น ต้องทำต่อเนื่องครับ และทำยาวนานพอ ก็จะได้ผล โดยทั่วไปเราออกกำลังกายเพื่อสุขภาพปอดและหัวใจที่ดีนั้น เราจะใช้การออกกำลังกายระดับกลางๆ จำนวน 150 นาทีต่อสัปดาห์ครับ ไอ้เจ้าออกกำลังกลางๆนี้คือ เมื่อออกไปแล้ว 10นาทีเริ่มมีเหงื่อซึม หายใจเร็ว พูดคุยได้ แต่ไม่สามารถร้องเพลงตอนนั้นได้ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ เล่นเครื่องเล่นต่างๆ เฉลี่ยๆก็ครั้งละครึ่งชั่วโมง ห้าวันต่อสัปดาห์ หรือถ้าออกมากครั้งละชั่วโมงก็สามครั้งต่อสัปดาห์ครับ ในแต่ละวันนี่ ออกกำลังแบบสะสมแต้มได้นะครับ เช้า 15 นาที ตอนเย็นอีก15นาที แต่ต้องเพิ่มความแรงในการออกกำลังขึ้นครับ ( แหมยังกะสะสมพ้อยต์บัตรเครดิต) สำคัญคือ ความต่อเนื่องในช่วงที่ออกกำลังครับ ไม่ใช่วิ่ง 5 นาที พัก 5 นาทีนะครับ

   ที่จริงเขาวัดการผลิตพลังงานและใช้ออกซิเจน ต่อ น้ำหนัก ต่อ นาที ในการกำหนดความแรงของการออกกำลังกาย ซึ่งอธิบายยาก ไม่เหมาะกับเพจเรา หรือใช้ร้อยละของอัตราการเต้นหัวใจครับ ใครมีเครื่องติดข้อมือวัดชีพจรใช้ได้นะครับ คือเอาเลข 220 - อายุ จะได้ค่าอัตราการเต้นสูงสุดออกมา และเอาที่ร้อยละ 50-70 ครับ ที่จะบอกว่าเราออกกำลังกายแบบปานกลางนะ เช่น คุณช้างน้อยอายุ 20ปี อัตราการเต้นสูงสุดของคุณช้างน้อยคือ 220-20=200 ครั้งต่อนาที คุณช้างน้อยต้องวิ่งต่อเนื่องเพื่อให้หัวใจเต้นที่ 100-140 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 30นาทีครับ ก็ยุ่งยากนะที่จะคำนวณแบบนี้ ส่วนถ้าออกมากกว่านี้เรียกแบบ หนัก คือ ต้องการ ร้อยละ 70-85 ของอัตราการเต้นสูงสุด หรือ การออกกำลังกายที่ออกเพียง 2-3 นาทีก็เหงื่อออก พอพูดได้ สองสามคำก็หายใจหอบ ออกกำลังกายแบบหนักนี้จะเพิ่มประโยชน์ต่อหัวใจมากขึ้น แต่ระวังบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาด้วยครับ

   การออกกำลังกายนี้ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มาก ทั้ง น้ำหนักตัว ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และในคนที่เป็นโรคหัวใจแล้วช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ถึง 27% เลยครับ ท่านที่กังวลว่า อ้าวเป็นโรคหัวใจแล้วจะออกกำลังหนักได้หรือ ก็ต้องบอกว่าโอกาสเกิดการเสียชีวิตจากการออกกำลังกายในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ เอ่อ...หนึ่งใน เจ็ดแสนห้าหมื่นครับ..โอกาสเสียชีวิตจากการออกกำลังกายน้อยกว่าโอกาสตายจากโรคหัวใจที่ไม่ยอมออกกำลังกาย‬ น้อยแบบ น้อยๆๆเลยนะครับ

จริงแล้วสรุปมายาวนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเล่าต่อครับ

บทความที่ได้รับความนิยม