15 พฤศจิกายน 2567

ยาแก้ปวดกัดกระเพาะ

 สั้น ๆ อีกรอบ : ยาแก้ปวดกัดกระเพาะ

ยาแก้ปวดต้านอักเสบ NSAIDs เช่น ibuprofen, diclofenac, piroxicam, mefenamic, aspirin เป็นที่ทราบกันว่าระคายเคืองกระเพาะอาหารและ อาจทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารได้
ทำให้หลายคนเคร่งครัดในการกินยาเฉพาะหลังอาหารเท่านั้น ถ้าไม่กินอาหาร ก็ไม่กินยา เพราะกลัวจะกัดกระเพาะ
ในความเป็นจริง มันไม่ได้ทำงานกัดกร่อนระคายเคืองโดยตรงที่พื้นผิว (มันก็มีผลแบบนี้บ้าง แต่น้อยมาก ๆ) แต่ระคายเคืองและทำให้เลือดออก โดยทำให้ระบบการป้องกันกรดมันลดลง ผ่านทางกระแสเลือดไปที่ผนังกระเพาะ ดังนั้นจะกินก่อน หรือหลังอาหารจะไม่มีผลกัดกร่อนเช่นนั้น
เอาล่ะ การกินยา NSAIDs หลังอาหารและดื่มน้ำตามมาก ๆ เป็นสิ่งดี แต่ถ้าทำไม่ได้และทำให้ความสม่ำเสมอของการกินยาเสียไป ก็ ก็น่าจะปรับการกินยาตามเวลา มากกว่าตามมื้ออาหารครับ
และถ้าเสี่ยงระคายเคืองหรือเลือดออกจริง ๆ อาจใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงนั้น หรือเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดต้านอักเสบแบบอื่นครับ

14 พฤศจิกายน 2567

อาหารเช้า ..ไข่ต้ม

 อาหารเช้า ..ไข่ต้ม

นอกจากโอ๊ตมีลที่ทำประจำ ผมจะกินไข่ต้มวันละฟองอีกด้วย
ผมชอบไข่ต้มแข็ง ไม่ชอบยางมะตูม ใช้เวลาต้มด้วยไฟกลางประมาณ 5 นาที แล้วลดเหลือไฟอ่อนไปอีก 5 นาที
เสร็จแล้วเอาไข่มาแช่น้ำเย็นสักพัก แล้วยกขึ้นเก็บในตู้เย็น เก็บไว้ได้นาน (แต่ก็ไม่เคยเกิน 4 วัน เพราะหม้อเล็ก ต้มได้ครั้งละ 4 ฟอง)
เวลากิน ผมจะกระแทกไข่แรง ๆ เอาให้เปลือกร้าวเยอะ ๆ เวลาปอกไข่จะง่าย และไข่ออกมาขาวสวยน่ากิน
หนึ่งฟองได้พลังงาน 70-80 แคลอรี่ขึ้นกับขนาดไข่ อุดมด้วยโปรตีน เกลือแร่ มีไขมันคอเลสเตอรอลในไข่อยู่บ้าง ไม่ได้กระทบอะไรกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีการศึกษาว่ามีผลไม่เกิน 15% แต่นั่นเขากินไขมันทุกอย่างเยอะมาก แต่นี่เรากินแค่พอกรุบกริบ
ไม่มีน้ำมันจากการทอด นี่คือข้อดี ให้พลังงานและโปรตีนพอสมควรกับมื้อเช้า หาง่าย ทำง่าย ราคาถูก
เปลือกไข่ก็เอาไปทุบ โรยใต้ต้นไม้ ก็ไม่รู้ว่าช่วยอะไรเหมือนกัน อย่างน้อยก็น่าจะย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้

Canabinoid Hyperemesis Syndrome ภาวะอาเจียนรุนแรงจากการใช้กัญชา

 Canabinoid Hyperemesis Syndrome ภาวะอาเจียนรุนแรงจากการใช้กัญชา

อาการพิษเรื้อรังของกัญชามีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืออาการอาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง กลุ่มอาการนี้จะยาวนานเป็นสัปดาห์ได้เลยครับ จะเกิดกับผู้ที่ใช้กัญชามานานและยังใช้ต่อเนื่อง และจะบรรเทาลงเมื่อ “อาบน้ำอุ่น” สุดท้ายเมื่อหยุดใช้กัญชาก็จะหายไปได้
ทำไมอาบน้ำอุ่นจึงดีขึ้น กลไกอธิบายยังไม่ชัดเจนนักครับ แต่พอจะอธิบายได้ว่า เมื่อผิวหนังได้รับอุณหภูมิร้อนขึ้น จะมีการกระตุ้นตัวรับสัญญาณ transient receptor potential vanilloid type 1 (TRPV-1) สัญญาณประสาทจากตัวรับนี้จะไปเพิ่มการหลั่งสารสื่อประสาทอีกหลายชนิด และสารสื่อประสาทเหล่านั้นจะช่วยลดอาการอาเจียนได้ หนึ่งในคำแนะนำการรักษาคือ อาบน้ำอุ่น นั่นเอง
เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนรุนแรงมาก นอกจากโรคระบบทางเดินอาหาร โรคสมอง อีกหนึ่งโรคที่ต้องคิดถึงคือสารพิษหรือผลจากยา และหนึ่งในนั้นคือ กัญชา ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับผู้ป่วยที่จุดสูบ เพราะสารกัญชาที่เป็นอันตราย จะเข้าสู่ร่างกายเร็วมาก ปริมาณมาก จึงเกิดพิษได้ง่ายครับ
การรักษาคือ หยุดใช้กัญชาในทุกรูปแบบ และให้การรักษาประคับประคอง ใช้ยาลดอาเจียนในกลุ่ม dopamine antagonist เช่น metoclopramide มีรายงานการใช้ยากลุ่ม benzodiazepine และยาจิตเวชช่วยลดอาการได้ และให้สารน้ำสารอาหารจนอาการดีขึ้น

12 พฤศจิกายน 2567

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กับ วัคซีนโควิด mRNA

 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กับ วัคซีนโควิด mRNA ข้อมูลอีกชุด

เป็นที่ทราบกันและพิสูจน์แล้วว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA ทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ อัตราการเกิดน้อยมาก ๆ และไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิต แต่ส่วนใหญ่ข้อมูลจะได้จากการเก็บข้อมูลคนที่รับวัคซีนแล้วติดตามเก็บข้อมูล
คราวนี้ลองมาดูข้อมูลในทางกลับกัน ผมจะสรุปและย่อยให้ฟังเป็นข้อ ๆ นะครับ จะได้เข้าใจกัน
1.เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและยืนยันว่าป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) เก็บข้อมูลในประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ ในช่วงหลังการใช้วัคซีนโควิดประเภท mRNA ทั้งสองยี่ห้อ
2.เก็บมาได้ 4635 รายในระยะเวลา 18 เดือนหลังวัคซีน เพราะเราทราบมาว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะเกิดในช่วงแรกของการฉีดวัคซีน
3.ข้อมูลทั้งหมดรวมทุกเพศทุกวัย ทุกสาเหตุ เดี๋ยวจะมาจัดแยกชนิดว่าเกิดจากวัคซีนกี่ราย เกิดจากตัวโควิดกี่ราย เกิดจากเหตุอื่นกี่ราย และสุดท้ายจะต้องมาปรับตัวแปรเรื่อง เพศ อายุ โรคร่วมด้วย เพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบกันได้
4.การยืนยันการป่วยและการวินิจฉัย ได้รับการยืนยันอีกรอบ หลังจากเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน (adjudicated) เพื่อความถูกต้อง และเข้าสู่การคำนวณสถิติที่ถูกต้อง
4.สิ่งที่เป็นเป้าหมายของการศึกษาคือ ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่ต้องมานอนรักษาซ้ำ ที่มีปัญหาโรคหัวใจรุนแรง ที่เสียชีวิต (ไม่ว่าเหตุใด) ของแต่ละกลุ่มต่างกันไหม
5.ผลการศึกษาพบดังนี้
5.1 พบว่า กล้ามเนื้ออักเสบจากวัคซีน 558 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้ป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตเพียง 32 ราย
5.2 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิด 298 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้รุนแรงหรือเสียชีวิต 36 ราย
5.3 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากเหตุอื่น 3779 รายจาก 4635 ในจำนวนนี้รุนแรงหรือเสียชีวิต 497 ราย
6.เมื่อมาคำนวณแล้ว อันตรายจากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังวัคซีน ต่ำกว่าจากเหตุอื่นถึง 44% ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ และแตกต่างกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังป่วยโควิดอย่างไม่มีนัยสำคัญ
7.พอมาปรับตัวแปร เพราะอย่าลืมว่า หัวใจอักเสบจากเหตุอื่น จะมีกลุ่มอายุมาก จะมีกลุ่มโรคประจำตัว ถ้าไม่มาเกลี่ยตัวแปร ผลวิจัยจะเอียง และเมื่อปรับตัวแปร ผลก็ยังไปทางเดียวกันคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน ต่ำกว่า จากเหตุอื่น และพอกับจากการป่วยโควิด
8.บอกเราได้ว่า กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนมีจริง แต่อันตรายน้อยกว่าจากเหตุอื่นที่ไม่ใช่วัคซีน มันจึงไม่ใช่ความเสี่ยงที่น่ากังวลแต่อย่างใดในทุกเพศทุกวัยทุกโรค
9.กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิดก็มีจริง และอันตรายน้อยกว่าจากเหตุอื่น คนไข้โควิดจะแย่จากเหตุอื่นมากกว่ากล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และถึงแม้ความรุนแรงของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะพอกันกับจากวัคซีน แต่อย่าลืมว่าป่วยโควิดมันมีอันตรายจากอย่างอื่นอีกมาก
10.ประเด็นกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนโควิดชนิด mRNA จึงไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลเพิ่มเติมมากขึ้น เพราะเหตุอื่นเกิดบ่อยกว่า อันตรายกว่ามาก เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจการรับวัคซีนโควิดชนิด mRNA ว่า ประโยชน์มากกว่าโทษ และโทษก็ไม่รุนแรง
ส่วนจะฉีดหรือไม่ คุณผู้อ่านเลือกด้วยตัวเองเลยครับ เพราะวัคซีนมันไม่ฟรีแล้ว ต้องซื้อฉีดเอาเองครับ
JAMA 26 สค 2024

08 พฤศจิกายน 2567

การตัดสินใจรักษาในระยะวิกฤตสุดท้าย

 “พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับ ความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” ภาระอันหนักอึ้งของญาติผู้เป็นบุคลากรทางการแพทย์

ท่านที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ก็คงมีหน้าที่ “รับปรึกษา” หรือ “รับฟังปัญหา” ของเครือญาติที่เจ็บป่วย
ท่านที่มีญาติทำอาชีพทางการแพทย์ ก็คงปรารถนาปรึกษาญาติของท่าน เพื่อคลายข้อสงสัยหรือเพื่อสร้างความมั่นใจ ในโรคและการเจ็บป่วย
แต่หากเป็นการปรึกษาหรือการตัดสินใจเพื่อยุติการช่วยชีวิต หรือ ไม่ประสงค์จะกู้ชีพ อันนี้จะเพิ่มความตึงเครียดหลายเท่า
ไม่นานมานี้ ผมได้รับปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ท่านหนึ่ง ที่ถือว่ามีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในวิชาชีพระดับสูง ในเรื่องจะให้การรักษาเพื่อประคับประคองบิดา ในขณะที่ได้ปรึกษากัน ผมสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดอย่างมากในบุคลากรท่านนั้น ทั้งที่ในอาชีพปรกติ ท่านต้องปรึกษาผู้ป่วยในระยะท้ายของชีวิตเสมอ
ด้วยความที่ทุกคนคาดหวัง ทำให้การจะตัดสินใจใดลงไป ต้องคิดมาก กังวลว่าหากตัดสินใจพลาด ความผิดนั้นจะตกแก่ตัวเอง (ทั้งที่คุยปรึกษาทุกคนแล้ว) ประกอบกับผู้ป่วยที่ต้องตัดสินใจคือบิดาของตัวเอง ยิ่งเพิ่มความเครียดไปเป็นเท่าทวี บางครั้งในจังหวะที่คุยกัน ไม่สามารถใช้พื้นฐานความรู้ทางการแพทย์เพื่อนำการสนทนาได้ หากต้องใช้อารมณ์และความเป็นมนุษย์มาช่วยในการรับปรึกษา
หรือแม้กระทั่งตัวผมเอง ในขณะตัดสินใจเพื่อไม่กู้ชีวิตผู้มีพระคุณ ก็ทำด้วยความรู้สึกทางมนุษยธรรม นำเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ตัวเองรู้ดีว่าสามารถ “ยื้อ” ได้นานต่อไป แต่ความรู้สึกทางมนุษยธรรม และคิดถึงเหตุการณ์ในอนาคต ประกอบกับคุยตัดสินใจในหมู่ญาติ ก็เลือกหนทางประคับประคอง ยังคิดว่าถ้าผู้ป่วยที่เป็นญาติ อยู่ในมือตัวเองคงยากกว่านี้หลายเท่า
ขอแนะนำแบบนี้ครับ
1.ในภาวะวิกฤต ควรให้หมอ พยาบาล ที่ไมใช่ตัวเองดูแล ตัวเองออกมาทำหน้าที่ญาติ
2.การประคับประคอง ให้คุยกับทีมแพทย์ที่ดูแล โดยเราคงต้องรับหน้าที่สื่อสาร อธิบายข้อเท็จจริง และประคับประคองผู้อื่นมากกว่าผู้ป่วย
3.อย่ารับความกดดันมาคนเดียว ให้ปรึกษาพ่อแม่พี่น้อง ร่วมกันคิด เพราะในภาวะแบบนั้น บุคลากรทางการแพทย์จะพลาดได้ง่าย
4.ญาติพี่น้องต้องไม่โดดเดี่ยวบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นญาติ ช่วยกันประคับประคองและคิดด้วยกัน ข้อผิดพลาดจะน้อย ความเข้าใจจะดีขึ้น ข้อสำคัญคือ อย่าโทษกัน ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีใครอยากให้คนไข้ทุกข์ทรมาน
5.ถ้าหาทางออกไม่ได้ ลองปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือในยุคปัจจุบัน สามารถปรึกษาทีมรักษาประคับประคองที่มีในทุกโรงพยาบาลได้
6.อย่าให้เรื่องการจัดการหลังตาย มาเป็นข้อถกเถียงหรือเงื่อนไขที่จะมาจัดการผู้ป่วยในระยะสุดท้าย อะไรที่จะจัดการหลังตาย ให้เก็บไปจัดการเมื่อถึงเวลาจริง ไม่อย่างนั้นจะสับสนและเกิดข้อพิพาทได้
7.ยอมรับความจริงที่เกิด ตัดคำว่า “ถ้ารู้แบบนี้” ออกไป เพราะไม่มีใครรู้อนาคต และไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ทางการแพทย์
ก็น่าจะทำให้เราจัดการตัวเอง จัดการเครือญาติ และจัดการความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยในระยะสุดท้ายได้อย่างราบรื่นครับ

บทความที่ได้รับความนิยม